บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1610: บันทึกล่ามาร
ตอนที่ 1610: บันทึกล่ามาร
ณ ที่แห่งนั้น มีร่างหนึ่งซึ่งแปลกออกไปอย่างมาก!
โครงกระดูกนั้นเป็นสีเงินเข้ม ใหญ่โตโอฬาร และส่วนบนของกะโหลกมีลวดลายอันดูประหนึ่งเปลวเพลิง
นี่คือ ‘อาลักษณ์กระดูกวิญญาณเพลิง’!
ลักษณะโดยดำเนิดของเผ่ามารไร้ลักษณ์
“ฝึกฝนวงแหวนกฎมารใน ‘อาลักษณ์กระดูกวิญญาณเพลิง’ ได้เก้าวง เจ้านี่น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับเสนามารก่อนตาย!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ในเผ่ามารนอกแดน ตัวตนผู้เทียบได้กับผู้อยู่ในวิถีเซียนจะถูกแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็นสี่ระดับ คือพลมาร ขุนมาร เสนามารและมหามาร
พวกมันเทียบได้กับเซียนขอบเขตจักรวาล เซียนแท้ขอบเขตสุญตา ราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ และมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ตามลำดับ
และโครงกระดูกตรงหน้าเขาก็มาจากเผ่ามารไร้ลักษณ์ หนึ่งในเก้าเผ่ามารนอกแดน มีการจารึกวงแหวนกฎมารเก้าชั้นไว้ที่ ‘อาลักษณ์กระดูกวิญญาณเพลิง’ บนกระหม่อมเหนือกะโหลก ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายคือตัวตนระดับเสนามารอันเทียบได้กับราชันเซียน!
และเผ่ามารไร้ลักษณ์นั้นเจ้าเล่ห์เพทุบาย เป็นมือสังหารโดยกำเนิด เชี่ยวชาญศาสตร์การแปลงลักษณ์เป็นที่สุด มิอาจป้องกันขัดขวางได้เลย
“ในยุคอวสารเซียนมียอดฝีมือจากเผ่ามารนอกแดนเข้ามาในตำหนักอนันตรัตติกาลด้วยหรือ?”
ซูอี้ตระหนักแล้วว่าปัญหานี้ร้ายแรง
ต้องทราบว่าวัตถุประสงค์การก่อตั้งตำหนักอนันตรัตติกาลของหวังเย่นั้นก็เพื่อขัดเกลาสร้างขุนศึกเพื่อปกป้องชายแดนเก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียน ต่อสู้ในสนามรบ เพื่อความสงบสุขแห่งโลกหล้า!
ชั่วกาลนานมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในตำหนักอนันตรัตติกาลล้วนต้องไปฝึกฝนนองเลือดยังเก้าด่านสวรรค์แดนเซียน
ศิษย์ตำหนักอนันตรัตติกาลบางผู้กระทั่งรุ่งเรืองอำนาจในชายแดนสมรภูมิด่านสวรรค์ ทะลวงผ่านบรรพตซากศพธารโลหิต แปรเปลี่ยนเป็นผู้ยิ่งยงลือนาม
แน่นอน ยังมีศิษย์ตำหนักอนันตรัตติกาลผู้สละชีพในสนามรบอยู่อีกมากมาย
เรื่องนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยง
วิชานี้หวังเย่เป็นผู้สรุปขึ้น เขารวบรวมความรู้สร้างตำรา แจกจ่ายอธิบายลักษณะ มรดก ความสามารถและที่มาของเผ่ามารนอกแดนต่าง ๆ …ทุกข้อมูลล้วนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด
นอกจากนั้นยังมีเคล็ดวิชา คำแนะนำ กลยุทธ์และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อล่ามารนอกแดนอีกด้วย
ตำราและความรู้เหล่านี้ล้วนถูกรวบรวมเป็นมรดกมหาวิถี หวังเย่ตั้งชื่อมันว่า ‘บันทึกล่ามาร’ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในมรดกมหาวิถีสูงสุดในตำหนักอนันตรัตติกาล
ดังนั้น หากเป็นเรื่องความเข้าใจในเผ่ามารนอกแดน จึงมีขุมกำลังน้อยมากในโลกหล้าเทียบชั้นตำหนักอนันตรัตติกาลได้
แต่ใครเล่าจะคิดว่าตำหนักอนันตรัตติกาลซึ่งต่อสู้ฆ่าฟันกับเผ่ามารนอกแดนแสนนาน รู้ชั้นเชิงเผ่ามารเหล่านั้นเป็นอย่างดีจะมีซากยอดฝีมือเผ่ามารไร้ลักษณ์โผล่มาได้?
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินต่อ
ไม่นานนัก เขาก็พบซากของยอดฝีมือเผ่ามารนอกแดนระดับเสนามารอีกครั้ง อีกฝ่ายมาจาก ‘เผ่ามารอัคคีทอง’ และกระดูกแขนขวาปกคลุมด้วยลวดลายมารสีทองละเอียดอ่อน ดูคล้ายดวงตาอันเบิกเป็นแนวตั้ง
เผ่ามารอัคคีทองก็เป็นหนึ่งในเก้าเผ่ามารนอกแดน มรดกของมันโบราณเก่าแก่อย่างยิ่ง
เมื่อสัญจรต่อ ซูอี้ก็พบซากอันคล้ายคลึงกันนี้ซากแล้วซากเล่า
นอกจากซากยอดฝีมือจากเผ่ามารไร้ลักษณ์และเผ่ามารอัคคีทอง ยังมี ‘เผ่ามารรวมละล่อง’ ‘เผ่ามารจันทราเงิน’ ‘เผ่ามารเรืองอาคเนย์’ และอื่น ๆ ด้วย
ซากยอดฝีมือเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเสนามารซึ่งเทียบชั้นได้กับตัวตนระดับราชันเซียน!
แล้วยังมีอยู่หลายสิบ!
“เก้าเผ่ามารใหญ่แห่งเผ่ามารนอกแดนปรากฏขึ้นแล้วห้า แต่ความแข็งแกร่งแค่เสนามารเช่นนี้ ไร้โอกาสเข้าทางลับนี้โดยสิ้นเชิง”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว จากการคาดเดาของเขา กาลก่อน ยอดฝีมือระดับเสนามารเหล่านี้น่าจะมากับขุมกำลังระดับมหามารบางผู้!
อาจเป็นไปได้กระทั่งว่ามีจักรพรรดิมารโผล่มา!
“หรือบางที กาลก่อนอาจเกิดไส้ศึกขึ้นในตำหนักอนันตรัตติกาล…”
หัวใจของซูอี้หนักอึ้งเล็กน้อย
ทางลับสู่วังดินปุจฉาสวรรค์นี้ เป็นที่ล่วงรู้เพียงหวังเย่และผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาทั้งเก้าเท่านั้น
แม้จะเป็นตัวตนระดับ ‘จักรพรรดิมาร’ ผู้ทรงพลังสูงสุดในเผ่ามารก็ยังมิอาจทลายค่ายกลที่นี่ได้
ก่อนหน้านี้ยามซูอี้มา เขามิพบร่องรอยใด ๆ ว่าทางลับนี้จะถูกทำลายงัดแงะ
กล่าวคือ เป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดไส้ศึกขึ้นในตำหนักอนันตรัตติกาล และทางลับนี้ก็ถูกเปิดเป็นโอกาสให้ศัตรูแห่กันเข้ามา!
‘หากมีไส้ศึกอยู่จริง ก็ต้องมาจากเก้าผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเปิดทางลับนี้ขึ้นได้’
เมื่อซูอี้คิดถึงตรงนี้ เขาก็อดถูหว่างคิ้วมิได้
เขามิกล้าด่วนสรุป
เพราะหวังเย่เลือกเวียนวัฏฝึกฝนใหม่หลัง ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง
แปดพันปีหลังเขาเวียนวัฏ ยุคอวสานเซียนอันยาวนานก็ครอบงำแดนเซียน
ตำหนักอนันตรัตติกาลถูกทำลายสลายไปในยุคอวสานเซียน
ซูอี้เองก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวในตำหนักอนันตรัตติกาลแปรเปลี่ยนไปเช่นไรหลังหวังเย่เวียนวัฏ
เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เกิดในชั่วกาลนั้นเป็นเช่นไร
‘หวังว่าจะมิใช่เช่นที่ข้าคิดนะ’
ซูอี้ลอบรำพึงในใจ
พฤกษาใหญ่หักโค่น สรรพสัตว์แตกรัง
หากมังกรไร้ศีรษะ มันก็จะแหลกสลายคืนสู่พิภพ
นี่คือสัจธรรมอันโหดร้ายอันยืนยงชั่วกาลนาน
กาลก่อน หวังเย่คือเสาหลักแห่งตำหนักอนันตรัตติกาล ดูแลความมั่นคงให้กับตำหนัก เมื่อมีเขาอยู่ ทุกสิ่งล้วนสิ้นกังวล
แต่เมื่อหวังเย่หายไปใน ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ ทุกผู้ในแดนเซียนก็คิดว่าหวังเย่ตายตกไปแล้ว
คาดเดาได้ว่าตำหนักอนันตรัตติกาลย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง
ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้แข็งแกร่งค้ำนภาซึ่งถือซูอี้เป็นศัตรูมิอาจอยู่ร่วมโลก เช่นเซวี่ยเซียวจื่อ บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิไร้มลทิน เจียงไท่เออ บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพ และจอมราชันเสมอสวรรค์ บรรพชนผู้ก่อตั้งแห่งลัทธิอัคคีเทพ รวมถึงศัตรูอื่น ๆ มีหรือจะปล่อยตำหนักอนันตรัตติกาลไว้?
สิ่งที่ยิ่งโหดร้ายคือ ณ ศึกอนันตรัตติกาล หวังเย่สังหารยอดฝีมือยิ่งใหญ่ผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนไปถึงยี่สิบสองคน
แต่ละผู้ล้วนมีขุมกำลังใหญ่อยู่เบื้องหลัง
เมื่อจบศึกอนันตรัตติกาล ตำหนักอนันตรัตติกาลย่อมถูกคิดบัญชี!
ด้วยเหตุนี้จึงคาดคิดได้ว่าสถานการณ์ในตำหนักอนันตรัตติกาลจะปั่นป่วนกระอักกระอ่วนได้เพียงใด
ทว่าซูอี้รู้ดี ไม่ว่าตำหนักอนันตรัตติกาลจะเสียหายหนักเพียงใด มันก็ไม่อาจถูกทำลายได้
เหตุผลนั้นแสนง่าย
ประการแรก ตำหนักอนันตรัตติกาลคือตำหนักศึกษาอันดับหนึ่งในแดนเซียน ศิษย์ภายในตำหนักมาจากขุมกำลังและสำนักต่าง ๆ ทั่วแดนเซียน ทั้งสำนักพุทธ กลุ่มเต๋า ลัทธิขงจื๊อ วิถีปีศาจและอื่น ๆ
กาลก่อนในแดนเซียน ตำหนักอนันตรัตติกาลมีเกียรติภูมิสูงส่ง ไม่ว่าผู้ใดคิดทำลายย่อมต้องเสียหายย่อยยับด้วยต้องแบกรับโทสะแห่งหล้า
ประการที่สอง แม้หวังเย่แต่เดิมจะถูกเหล่าศัตรูร้ายมากมายเรียกเป็น ‘ทรราช’ เขาก็ยังมีสหายสนิทอยู่หนึ่งกลุ่ม
เช่นเยี่ยชุนชิว ‘สี่ฤดูอยู่ยง’ เซียวหรูอี้ ‘หรูอี้น้อยวิถีเซียน’ และซูฝูซื่อ ‘สูงส่งเป็นที่สรรเสริญในโลกหล้า’!
เช่น ‘จอมราชันซิงจ้าว’ หนึ่งในสามราชันปีศาจแห่งทะเลเป่ยหมิง ‘จอมราชันหนานเสวียน’ ผู้นำลำดับเจ็ดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์เป็นต้น
ไม่ต้องพูดถึงว่านอกจากขุมกำลังใหญ่ซึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเหล่านี้ เหล่ายอดฝีมือผู้รับใช้หวังเย่เมื่อกาลก่อนล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งร้ายกาจ มิอาจประเมินต่ำได้สักคน!
ด้วยเหตุฉะนี้ เหล่าสหายเก่าจะไม่มีทางยอมเห็น ‘ตำหนักอนันตรัตติกาล’ ถูกศัตรูภายนอกเหล่านั้นทำลายลงได้ง่าย ๆ แน่นอน
ยามนี้ ซูอี้รู้แล้วว่าตำหนักอนันตรัตติกาลถูกทำลายในยุคอวสานเซียน
สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าหลังศึกอนันตรัตติกาล ตำหนักอนันตรัตติกาลอาจถูกผลกระทบอย่างร้ายแรง ความเสียหายหนักหน่วงยิ่ง ปั่นป่วนรวนเรกลางมรสุม เกิดเหตุแปรผันขึ้นมากมาย
ทว่ายามนั้น ตำหนักอนันตรัตติกาลก็ยังคงอยู่!
ซูอี้ก้าวเดินต่อ และไม่นานก็มาถึงสุดทางเดิน
พื้นที่ใต้พิภพอันเปรียบได้กับโลกเร้นลับปรากฏขึ้น กว้างใหญ่ไพศาล
หนึ่งตำหนักโบราณตั้งตระหง่านสุดตา ดูยิ่งใหญ่เคร่งขรึมประหนึ่งขุนเขาใหญ่
นั่นคือวังดินปุจฉาสวรรค์!
เขตหวงห้ามแห่งแรกในตำหนักอนันตรัตติกาล เพื่อสร้างวังดินแห่งนี้ หวังเย่ต้องทุ่มเททั้งกายใจและวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์อันพบได้แต่ไม่อาจครอบครอง
และเป้าหมายก็คือเพื่อทิ้งทางรอดให้แก่ตำหนักอนันตรัตติกาล!
หากประสบหายนะอันเกินสะสาง การมาซ่อนในวังดินปุจฉาสวรรค์ก็เพียงพอหลบการโจมตีอันทรงพลังเหล่านั้นได้!
นอกจากนั้น วังดินปุจฉาสวรรค์ยังมีความลับอื่น รวมถึงกรุสมบัติสำหรับเก็บคัมภีร์วิถี มธุรสเซียนเพื่อการฝึกฝน และสมบัติต่าง ๆ ที่หวังเย่เก็บสะสมมาชั่วชีวิต…
ไม่ใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าวังดินปุจฉาสวรรค์คือที่ซ่อนสมบัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดของตำหนักอนันตรัตติกาล!
ยามนั้น ประทีปหนึ่งดวงถูกแขวนสูงกลางอากาศ เรืองรองส่องรัศมีกระจ่างใสเยี่ยงดวงดาว ปัดเป่าความมืดล่าถอย
และยังส่องสว่างในโลกเร้นลับใต้พิภพแห่งนี้
จากนั้น ในคลองจักษุของซูอี้ก็ปรากฏซากศพขึ้นมากมาย! หนาแน่นกองพะเนิน และหลายซากล้วนแห้งเหี่ยวผุพัง
สารพัดเศษสมบัติแปรเปลี่ยนเป็นซากทองแดงเศษเหล็กกระจัดกระจายเกลื่อนไปหมด
ให้ความรู้สึกราวสถานที่แห่งนี้มิใช่โลกเร้นลับ แต่เป็นสนามรบโบราณและสุสานอันทรุดโทรม!
ซูอี้รู้สึกหนักอึ้ง
เขาคาดไว้ไม่ผิด เกิดศึกนองเลือดอย่างดุเดือดขึ้นตรงหน้าวังดินปุจฉาสวรรค์นี้!
มีผู้ตายตกเกินคณานับ!
ซากศพส่วนใหญ่เป็นของยอดฝีมือจากตำหนักอนันตรัตติกาล
นอกจากนั้นยังมีซากศพเผ่ามารนอกแดนอยู่มากมาย
กาลเวลาเคลื่อนผ่านแสนนาน ซากศพเหล่านั้นเละเทะเกินจำได้ ส่วนสมบัติ สาส์นและสิ่งของอื่น ๆ บนร่างพวกเขาล้วนอันตรธานหายไป
ซูอี้สูดหายใจลึก ๆ แล้วเมินสิ่งเหล่านี้ เดินเข้าไปหาวังดินปุจฉาสวรรค์
ตรงหน้าวังดินปุจฉาสวรรค์มีสนามเต๋ามโหฬารแห่งหนึ่ง แบ่งออกเป็นเก้าเขต แยกกันเป็นรูปทรงเก้าตำหนัก
กาลก่อน หวังเย่ตั้ง ‘ค่ายกลดาบประหารเก้าชั้นสรวง’ ขึ้นในสนามเต๋าแห่งนี้ คุ้มกันอีกชั้นด้วยดาบเซียนวิถีมหาศาลอันไร้เทียมทานเก้าเล่ม
ค่ายกลนี้เดิมทีเป็นที่รู้จักในนาม ‘ค่ายกลสังหารอันดับสามในแดนเซียน’!
กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนบุกเข้ามา พวกเขาก็ยังถูกจับตัวล่าสังหาร!
ทว่ายามนี้ สนามเต๋าพังทลายแหลกสลาย ค่ายกลดาบประหารเก้าชั้นสรวงสูญหาย กระทั่งเก้าดาบเซียนวิถีมหาศาลซึ่งคุ้มกันมันอยู่ยังหายไปเนิ่นนาน
เมื่อเขาเห็นเช่นนี้ หัวใจของซูอี้ก็ร่วงลงสู่ก้นเหว ใบหน้าดำคล้ำ
กาลก่อนต้องมีไส้ศึกในตำหนักอนันตรัตติกาลแน่นอน!
หาไม่ เพียงค่ายกลดาบนี้ลำพังก็เพียงพอให้ยอดฝีมือในตำหนักอนันตรัตติกาลรับมือกลุ่มอริร้ายได้!
ในสนามเต๋ามีโครงกระดูกผุพังอยู่มากมายเช่นกัน
แต่น่าแปลกที่โครงกระดูกเหล่านี้ดูเหมือนจะถูกขบกัด เต็มไปด้วยรูและรอยร้าวเล็ก ๆ กระจัดกระจายทั่วไปหมด
แม้ซูอี้จะเปี่ยมประสบการณ์ เขาก็ยังมิอาจระบุที่มาของกระดูกเหล่านั้นได้
หือ?
ทันใดนั้น ม่านตาของซูอี้ก็หดตัว
เขามองไปที่ร่างไร้ชีวิตร่างหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนแท่นอันพังทลาย ณ สุดสนามเต๋า!
ราวกับสัมผัสรู้ว่าซูอี้มองมา ร่างซึ่งดูราวซากศพนั้นพลันสั่นสะท้าน แล้วลุกพรวดขึ้นมากะทันหัน
นัยน์ตากระหายเลือดจ้องผ่านเส้นผมยาวกระเซอะกระเซิงมามองซูอี้อย่างเย็นชา
………………..