บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1611: แหล่งเคราะห์
ตอนที่ 1611: แหล่งเคราะห์
บนแท่นวิถี ร่างผอมกะหร่องเหลือแต่กระดูก ผมเผ้าปรกหน้า หนวดเครากระเซอะกระเซิงราวกับต้นหญ้า
เมื่อสายตากระหายเลือดของเขามองมา กลิ่นอายโหดเหี้ยมน่ากลัวก็แผ่ขยายออกไป
พรึบ~
อากาศโดยรอบสั่นสะท้าน เกิดเป็นเกลียวคลื่นหลาย ๆ วง
ซูอี้หรี่ตา
มหาเซียนที่ยังมีชีวิตอยู่เช่นนั้นหรือ?
ฉับพลัน ร่างผอมนั้นเงยหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ฮ่า ๆๆ ยุคโบราณสิ้นสุดไปแล้ว ในที่สุดข้าก็ได้พบกับคนเป็น ๆ!!!”
เขาร้องรำทำเพลง ตื่นเต้นดีใจ เห็นได้ชัดว่าควบคุมสติไม่อยู่
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ราวกับอสนีบาต
ซูอี้เหลือบตามองไปยังวังดินปุจฉาสวรรค์ ที่นั่น ประตูใหญ่ปิดสนิท ไม่มีใครคนใดส่งเสียงตอบรับ
ร่างผอมนั้นหมุนขวับกลับมา สายตาเร่าร้อน กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เจ้าตัวน้อย รีบบอกข้ามา เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?”
กลิ่นอายพลังในตัวเขาเดือดพล่าน กำลังอานุภาพน่ากลัว
ยังไม่ทันที่ซูอี้จะเอ่ยตอบ ดูเหมือนว่าร่างผอมนั้นจะรำคาญ และเหมือนกับทนรอไม่ไหว ปล่อยซัดฝ่ามือออกไป!
“ช่างเถอะ แย่งจิตวิญญาณของเจ้าแล้ว ข้าก็จะสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง!”
ร่างผอมกะหร่องยกมือขึ้น คว้าจับกลางอากาศ
ครืน!
มือใหญ่สีเลือดที่เหมือนกับสามารถบดบังฟ้าดินได้พุ่งไปจับตัวซูอี้อย่างแรง
กฎเกณฑ์มหาเซียนอันทรงพลัง วนเวียนอยู่ที่กลางฝ่ามือใหญ่สีเลือด กลายเป็นเกลียวคลื่นประหลาดกลางฝ่ามือ ราวกับกำลังจะเขมือบกลืนอากาศ
อานุภาพที่ปล่อยออกมาในชั่วขณะนั้น สามารถบดขยี้ราชันเซียนได้อย่างง่ายดาย!
ซูอี้กลับไม่หลบหนี ซัดกำปั้นออกไปในทันใด
โครม!
มือใหญ่สีเลือดที่กำลังจะกดทับลงมาแตกระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ในทันใด
ส่วนร่างของซูอี้ถูกกระแทกจนเลือดลมผันผวน
บนสนามเต๋า ร่างผอมนั้นกล่าวราวกับไม่อยากจะเชื่อ “เซียนมนุษย์ขอบเขตจักรวาลคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงสามารถต้านรับการจู่โจมของข้าได้?”
ซูอี้ปัดแขนเสื้อกล่าวขึ้นมาลอย ๆ “เจ้าเก่งกาจเพียงใดกัน ก็แค่เศษวิญญาณก้อนหนึ่งเท่านั้น รางวิถีผุพังเน่าสลาย แหล่งกำเนิดชีวิตเหมือนตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะดับ ระดับการฝึกตนมหาเซียนในตัวใกล้จะแตกดับ ในสายตาข้าแล้ว… เจ้าไม่แตกต่างไปจากหุ่นรูปปั้น”
แค่แวบเดียวเขาก็มองออกว่า ตาเฒ่าที่มีระดับการฝึกตนมหาวิถีคนนี้กำลังอยู่ในภาวะที่อ่อนแออย่างที่สุด!
พญาหงส์โดนถอนขนยังสู้ไก่ไม่ได้
มหาเซียนก็ไม่ผิดไปจากนี้เช่นกัน!
“หุ่นรูปปั้น?”
ผู้เฒ่าร่างผอมคนนั้นโมโหเดือดดาล “เจ้าตัวเล็ก ข้าจะให้เจ้าได้รู้ ว่าผู้เป็นราชาไม่อาจลบหลู่นั้นหมายความว่าอย่างไร!”
โครม!
ร่างของเขาหายไปกลางอากาศ
ครู่ถัดมา ก็ปรากฏตัวใกล้ ๆ ซูอี้ นิ้วทั้งห้าเปรียบดังกรงขัง ซัดฝ่ามือกดทับลง แสงยานุภาพของมหาเซียนผู้เกรี้ยวกราด กดดันจนอากาศรอบด้านล่มสลาย
มุมริมฝีปากของซูอี้เผยอขึ้นเล็กน้อย ยกมือซัด
ปัง!!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่ดังสนั่นจนหูแทบระเบิด ร่างของผู้เฒ่ากระเด็นออกไป กระแทกกับพื้นที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้งอย่างแรง
กระแทกจนหัวแตกเลือดอาบ สภาพย่ำแย่
“ให้ตายสิ…!”
ผู้เฒ่าเกิดบันดาลโทสะ “หากไม่ใช่เพราะข้าได้รับบาดเจ็บจาก ‘ค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์’ ในตอนนั้นล่ะก็ ฆ่าเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นเจ้า ไม่ต่างไปจากฆ่ามดตาย!”
ซูอี้ร้องอ้อขึ้นมาทีหนึ่ง กล่าว “เช่นนี้ก็แล้วกัน หากว่าเจ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ ก็จงให้ความร่วมมือแต่โดยดี ข้ารับรองว่า จะให้โอกาสเจ้าได้มีชีวิตสักครั้ง”
ผู้เฒ่าร่างผอมลุกขึ้นยืนกล่าว “จริงหรือ?”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมาแล้วจิบไปหนึ่งอึก กล่าว “ข้ารู้ เจ้าไม่ยอมร่วมมือดี ๆ แน่ แต่ข้าบอกเจ้าได้เพียงแค่ว่า นี่คือโอกาสเดียวที่จะมีชีวิตอยู่ของเจ้า หากว่าไม่เชื่อ เจ้าสามารถลองดูจุดจบของการสู้สุดชีวิตได้”
ผู้เฒ่าร่างผอมกะหร่องมีสีหน้าสับสนไม่นิ่ง
ในฐานะที่เขาเป็นมหาเซียน เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในช่วงสูงสุด เป็นใหญ่ในใต้หล้า ไฉนเลยจะเคยเห็นเซียนขอบเขตจักรวาลโอหังได้ถึงเพียงนี้?
แต่เขาจำเป็นต้องยอมรับว่าหนุ่มคนนี้แกร่งมาก ไม่ใช่ร้ายกาจธรรมดา!
หากให้ราชันเซียนมาอยู่ตรงนี้ ก็ต้านทานการโจมตีของเขาไม่ได้
ทว่าเซียนขอบเขตจักรวาลคนนี้กลับต้านทานได้!!
ทำให้เขาสงสัยชีวิตเสียเหลือเกิน วันเวลาอันเนิ่นนานผ่านพ้นไป แดนเซียนในตอนนี้ แม้กระทั่งเซียนขอบเขตจักรวาลก็ยังแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
ท้ายที่สุด ผู้เฒ่าร่างผอมสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง กล่าวด้วยสีหน้าละอายแก่ใจพูดขึ้น “ พวกเราสองคนก็ไม่ได้มีความแค้นอันใดต่อกัน ก่อนหน้านี้หากมีตรงใดที่ทำผิดไป ขอให้สหายน้อยอภัยด้วย!”
พูดจบ เขาเก็บอาการดุดันในตัว แสดงความคารวะต่อซูอี้
จากนั้น เขากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ขอเพียงสหายน้อยสามารถพาข้าออกไปได้ ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ข้าล้วนรับปาก!”
นัยน์ตาของซูอี้มีเลศนัยกล่าว “ข้ามีเพียงเรื่องขอร้องเดียวเท่านั้น ให้ข้าทำการค้นจิตเจ้า จากนั้นข้าจะให้ทางรอดแก่เจ้า”
ค้นจิต!
สีหน้าของผู้เฒ่าร่างผอมซีดเผือดในทันใด
เซียนขอบเขตจักรวาล แต่กลับจะค้นจิตมหาเซียนอย่างตน?
นี่ไม่เพียงแต่เป็นการขึ้นขี่จมูกเท่านั้น แต่ไม่ได้มองตนเองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย!
ผู้เฒ่าร่างผอมสูดหายใจลึก ๆ ฝืนเก็บกดความรู้สึกอัปยศอดสูไว้ในอกกล่าว “สหายน้อยต้องการรู้เรื่องอันใด ข้าสามารถบอกได้ตามที่รู้ ไม่จำเป็นต้องค้นจิตเลย อย่าว่าแต่…”
พูดถึงตรงนี้ ดวงตากระหายเลือดของเขาจับจ้องซูอี้ “อย่างไรเสียข้าก็เป็นมหาเซียน ถึงแม้จะเหลือเพียงแค่เศษวิญญาณ แต่ใช่ว่าคนทั่วไปจนสามารถเปรียบได้ สหายน้อยไม่กลัวหรือว่า จะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นระหว่างที่ทำการค้นจิต?”
ซูอี้ตอบแบบไม่ต้องคิด “ไม่กลัว”
ผู้เฒ่าร่างผอม “….”
“แต่ หากว่าเจ้าอยากจะพูดคุยจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้”
ซูอี้เปลี่ยนเรื่องพูด “เช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าบอกข้ามาก่อนว่า เมื่อครั้งนั้นที่ตรงนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดระหว่างทางจึงได้มีซากศพมากมายเช่นนี้? ยิ่งกว่านั้น ยังมีร่างผู้แข็งแกร่งของเผ่ามารนอกแดนอีก ช่างน่าประหลาดมาก”
คำถามเช่นนี้ ทำให้ผู้เฒ่าร่างผอมผ่อนคลายไปไม่น้อยอย่างเห็นได้ชัด กล่าว “เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอันใดเลย สามารถบอกสหายน้อยได้”
อย่างรวดเร็ว ผู้เฒ่าร่างผอมก็เล่าความเป็นมาทั้งหมดออกมา
สมัยยุคอวสานเซียน ท่ามกลางหายนะใหญ่ที่โหมซัดครั้งนั้น ขุมกำลังต่าง ๆ ในแดนเซียนได้รับความกระทบกระเทือน พากันหนีเอาตัวรอด
ตำหนักอนันตรัตติกาลก็เช่นเดียวกัน
ที่ร้ายแรงที่สุดคือ เผ่ามารนอกแดนระดมพลกองทัพใหญ่บุกรุกราน ถือโอกาสบุกเข้าไปในแต่ละแดนเซียน เกิดสงครามนองเลือดไปทั่วทุกหนแห่ง
ตอนนั้น เผ่ามารเหยียบย่ำทำลายขุมกำลังโบราณที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากมายหลายสาย ทุกหนทุกแห่งมีแต่ไฟสงครามแผดเผา สรรพชีวิตตกอยู่ในเพลิงสงคราม
ความสงบสุขแดนเซียน และทรัพย์สมบัติล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนถูกเผ่ามารยึดครองไปจนสิ้น!
และตอนนั้น สำนักที่ได้รับผลกระทบกระเทือนมากที่สุดก็คือตำหนักอนันตรัตติกาล
เป็นเพราะก่อนถึงยุคอวสานเซียน ผู้แข็งแกร่งที่เฝ้ารักษาประจำการ ณ ด่านสวรรค์ทั้งเก้าของแดนเซียนที่ต่อสู้กับเผ่ามารนอกแดนอยู่ตลอดเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วแทบจะมาจากตำหนักอนันตรัตติกาล
ในสถานการณ์เช่นนี้ เผ่ามารนอกแดนจึงมองตำหนักอนันตรัตติกาลเป็นเป้าหมายหลักในการแก้แค้นด้วยเช่นกัน!
ตามที่ผู้เฒ่าร่างผอมกล่าว ตอนที่เผ่ามารนอกแดนบุกรุกเข้ามานั้น พวกมันได้ทำการรวบรวมผู้แข็งแกร่งตัวฉกาจของเผ่ามารจำนวนหนึ่งแสนคนโอบล้อมตำหนักอนันตรัตติกาลอย่างแน่นหนา เลือดไหลนองสถานที่แห่งนี้ มีคนตายมากมาย!
และในการต่อสู้ครั้งนั้น ตำหนักอนันตรัตติกาลก็อับจนสูญสิ้น
ฟังจบแล้ว ซูอี้รู้สึกเดือดดาลขึ้นในใจ
ตามที่คาดหมาย การสูญสิ้นของตำหนักอนันตรัตติกาลเมื่อครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับการบุกรุกของเผ่ามารนอกแดนจริง ๆ!
ทว่าซูอี้ยังคงมีข้อสงสัยอยู่มากมาย
ยกตัวอย่างเช่น เหตุใดในแดนเซียนตอนนั้น กลับไม่เคยทิ้งบันทึกใด ๆ เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้เลย?
แม้กระทั่งทังหลิงฉีผู้เฒ่าของตระกูลทังเผ่าโบราณเช่นนี้ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงที่ตำหนักอนันตรัตติกาลล่มสลาย?
ซูอี้สงบใจ กล่าว “เจ้าเล่า ในฐานะที่เป็นมหาเซียนแห่งลัทธิอัคคีเทพ เหตุใดจึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้?”
ผู้เฒ่าร่างผอมสั่นสะท้านไปทั้งตัว กล่าวด้วยความตื่นตระหนก “เจ้ามองที่มาของข้าออกตั้งนานแล้วหรือ?”
ซูอี้กล่าว “แน่นอน ที่ภายนอก ข้ายังเจอกับผู้แข็งแกร่งบางคนของลัทธิอัคคีเทพ ในอดีตที่ผ่านมา คอยเสาะหาอะไรบางอย่างในที่นี้อยู่ตลอด”
ผู้เฒ่าร่างผอมตื่นตัวขึ้นมา ดวงตาลุกวาวเป็นประกาย กล่าว “ตามความคาดหมาย ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะต้องส่งคนมา!”
ซูอี้กล่าว “ดังนั้น ขอเพียงเจ้าตอบคำถามข้าตามความเป็นจริง ก็สามารถออกไปภายนอกเพื่อพบกับพวกเขาได้”
ผู้เฒ่าร่างผอมสงบใจไปไม่น้อย กล่าว “ตอนนั้น เมื่อรู้ว่าเผ่ามารนอกแดนนำกองทัพใหญ่บุกโจมตีตำหนักอนันตรัตติกาล ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมวิถีในแดนเซียน ลัทธิอัคคีเทพของข้าไม่อาจดูดายเพิกเฉยได้ ตอนนั้นข้าจึงได้รับบัญชาจากเจ้าสำนักให้นำพาผู้แข็งแกร่งในสำนักจำนวนหนึ่งมาช่วยเหลือ”
“แต่เสียดาย สุดท้ายคนน้อยก็ไม่อาจสู้คนมาก แม้กระทั่งคนในสำนักของข้าเหล่านั้นล้วนต้องดับชีวิตอยู่ ณ ที่ตรงนี้ เหลือเพียงแต่ข้าคนเดียวเท่านั้นที่โชคดียังเก็บเศษวิญญาณกลับมาได้ นับตั้งแต่สมัยบรรพกาลอดทนอยู่อย่างลำบากมาจนถึงทุกวันนี้” พูดจบ เขาก็ถอนใจหนัก ๆ
ซูอี้แอบหัวเราะเยาะในใจ เห็นชัด ๆ ว่าตาเฒ่าคนนี้พูดเหลวไหล!
แต่ซูอี้กลับกล่าว “ถ้าเช่นนั้น… เจ้าเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร? ตามที่ข้ารู้ ที่นี่เป็นสถานที่ต้องห้ามอันดับหนึ่งของตำหนักอนันตรัตติกาล อย่าว่าแต่มหาเซียนอย่างเจ้าเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นบุคคลผู้ย่างก้าวสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนก็ยังยากนักจะเข้ามาได้”
ผู้เฒ่าร่างผอมกล่าว “ตำหนักอนันตรัตติกาลสูญสิ้นไปแล้ว จะบอกให้เจ้ารู้ก็ได้ เพราะว่าตอนนั้น ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาท่านหนึ่งของตำหนักอนันตรัตติกาลคิดคดทรยศเข้าสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารนอกแดน! ในช่วงเวลาสำคัญ เขาเป็นผู้ที่เปิดเส้นทางสู่วังดินปุจฉาสวรรค์แห่งนี้ จึงทำให้เผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นได้ทีบุกเข้ามาในที่แห่งนี้!”
ซูอี้หรี่ตาเล็กลง ความโกรธแค้นผุดขึ้นในใจจนแทบระงับไม่อยู่ ไม่ผิดจากความคาดหมายเลยจริง ๆ ตอนนั้น มีคนของตำหนักอนันตรัตติกาลแปรพักตร์!!
“เขาคือใคร?” ซูอี้ถาม
ผู้เฒ่าผอมกร่องกลับย้อนถาม “นี่เป็นเรื่องในยุคอวสานเซียน เวลาผ่านมานานมากแล้ว เหตุใดเจ้าจึงต้องการสืบเสาะเรื่องเหล่านี้?”
สายตาของซูอี้ลุ่มลึก กล่าว “เจ้าแค่ตอบคำถามของข้าก็พอแล้ว”
โดนสายตาราบเรียบของซูอี้จับจ้อง ผู้เฒ่าร่างผอมรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างประหลาดภายในใจ ทำให้เขารู้สึกอับอายและโกรธเคืองราวกับไม่คิดว่าตนเองจะกลัวผู้ด้อยอาวุโสถึงเพียงนี้
ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังคงอดกลั้นความรู้สึกไว้ได้ กล่าว “ความจริงแล้ว ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน รู้เพียงแค่ว่า ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของตำหนักอนันตรัตติกาลคนนั้นซ่อนตัวมิดชิดมาก หลังจากที่เปิดเส้นทางลับที่มุ่งสู่วังดินปุจฉาสวรรค์เส้นทางนี้แล้วก็หายสาบสูญไป”
“ข้าสงสัยว่าหากคนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ คงจะติดตามเผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นออกจากแดนเซียน เดินทางไปฝึกตนที่ต่างแดนแล้ว”
ซูอี้ขมวดคิ้ว ดวงตาลุ่มลึกผุดประกายโกรธแค้นน่ากลัวขึ้น “เจ้ากำลังโกหกข้า”
สีหน้าของผู้เฒ่าร่างผอมเปลี่ยนไป กล่าวด้วยความไม่พอใจ “เรื่องในตอนนั้นผ่านไปนานมากแล้ว เหตุใดข้าต้องโกหกด้วย?”
ซูอี้ก้าวเดินเข้าไปใกล้ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย บอกสถานะของคนทรยศคนนั้นออกมาเสียดี ๆ มิเช่นนั้น ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!”
พลังเกรี้ยวกราดน่ากลัวแผ่กระจายออกมาจากร่างของซูอี้ อากาศมีรอยแตกร้าวจำนวนนับไม่ถ้วนราวกับผืนผ้าที่ฉีกขาด
ผู้เฒ่าร่างผอมสีหน้าแปรเปลี่ยนในทันใด
ชั่วขณะนี้ เขาเกิดความรู้สึกที่แรงกล้าบางอย่างขึ้น หากว่าคำตอบของตัวเองไม่อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามพึงพอใจได้ ฝ่ายตรงข้ามจะต้องฆ่าตัวเองทิ้งโดยไร้ลังเลอย่างแน่นอน!
ผู้เฒ่าร่างผอมไม่กล้าชักช้าลังเลอีก กล่าว “หากว่าข้าพูด เจ้ามั่นใจว่าจะให้ข้ามีชีวิตรอดออกไปได้ใช่หรือไม่?”