บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1612: ไส้ศึก
ตอนที่ 1612: ไส้ศึก
ซูอี้ไม่พูดพล่าม จากนั้นเขาก็ยกมือขวาขึ้น พอปลายนิ้วขยับ พลังดาบอันคมกริบก็พุ่งทะยานออกไป
ชายชราคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปในทันใด “ข้าพูดแล้ว ๆ! ไส้ศึกคนนั้นก็คือหยวนกัง ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาอันดับที่หกของตำหนักอนันตรัตติกาล!”
หยวนกัง!
ในห้วงความคิดของซูอี้ ปรากฏภาพของชายถือหอกรบ สวมชุดเกราะ เพลิงมารยิ่งใหญ่ผุดขึ้นรอบตัว
ภายใน ‘ค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์’ ก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏร่างคนผู้นี้
และคนคนนี้ก็คือหยวนกัง!
เซียนในวิถีมาร บรรลุเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาอันดับที่หกของตำหนักอนันตรัตติกาล
คนผู้นี้เป็นคนเย็นชา กระทำการเด็ดขาด เป็นมหาเซียนอันดับต้น ๆ ของแดนเซียนในตอนนั้น!
หวังเย่เคยฝากความหวังเอาไว้กับหยวนกัง เข้าใจว่าไม่ช้าก็เร็วเขาจะมีโอกาสก้าวสู่วิถีเซียนขั้นสุดยอด!
ยิ่งกว่านั้น หวังเย่ยังเคยมอบคัมภีร์วิถีมารโบราณจำนวนมากให้แก่หยวนกัง เพื่อวันข้างหน้าเขาจะได้มีโอกาสก้าวออกมา
ทว่าหวังเย่คงไม่คาดคิดสักนิดว่า มหาเซียนที่เขาฝากความหวังอย่างหยวนกังจะกลับกลายเป็นผู้ทรยศ!
อีกทั้งยังเข้าสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารนอกแดนอีกด้วย!
ชั่วครู่นั้น ความโกรธแค้นและเกรี้ยวกราดผุดขึ้นมาในใจของซูอี้อย่างไม่อาจระงับได้อีก
หยวนกังจะทรยศได้อย่างไร?
เหตุใด…เขาจึงทรยศ?
ตอนนั้น เขาสมคบคิดกับศัตรูภายนอก เปิดเส้นทางลับที่ตรงไปยังวังดินปุจฉาสวรรค์ นำมาซึ่งเคราะห์ภัยครั้งใหญ่นั้นจริง ๆ หรือ?
สีหน้าของซูอี้ยังคงสับสน
ความจริงนี้ทำให้เขารู้สึกรับได้ยากในทันที อดถามขึ้นมาไม่ได้ “เป็นความจริงหรือ?”
ชายชราตอบอย่างรวดเร็ว “หากว่าสหายน้อยไม่เชื่อ วันข้างหน้าเมื่อเจอกับผู้แข็งแกร่งของ ‘เผ่ามาร’ สามารถถามพวกเขาได้ เพราะว่าตอนนั้น หยวนกังไปสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารพวกนั้น!”
ซูอี้ขมวดคิ้วพูดกับตัวเอง “เขาเป็นถึงมหาเซียนที่อีกก้าวเพียงเดียวก็จะสามารถบรรลุสู่จุดสุดยอดของวิถีเซียนอยู่แล้ว เหตุใดจึงเลือกที่จะทรยศ…”
อีกฝ่ายมองชายหนุ่มราวกับไม่เข้าใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว เหตุใดสหายน้อยจึงสนใจเรื่องเหล่านี้เสียเหลือเกิน?”
ซูอี้ไม่ได้ใส่ใจ
เขาสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง สะกดกลั้นความคับข้องไว้ในใจ กล่าว “เจ้าเล่า เหตุใดจึงถูกขังอยู่ในนี้?”
ชายชราคนนั้นถอนหายใจยาวออกมา และนิ่งไปสักพัก ขณะที่กำลังจะกล่าวขึ้นนั้นเอง
ชายหนุ่มก็ตัดบท “ช่างเถอะ ไม่ต้องตอบ เจ้าไม่มีทางพูดความจริงหรอก”
ชายชรา “???”
เขากล่าวพลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เจ้าคิดว่า ข้าไม่อยากจะออกไปจากที่บ้า ๆ แห่งนี้หรือ? ตอนนั้น ข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้จึงหมดสติไป จนกระทั่งฟื้นขึ้นจึงพบว่า ดินแดนลับใต้ดินแห่งนี้เหลือเพียงแต่ข้าคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่”
“ในช่วงวันเวลาอันยาวนานนั้น แต่ละวันมีคนตายเหล่านั้นอยู่พูดคุยกับข้า ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนใกล้จะเสียสติ…”
เขาทอดถอนใจซึ่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ที่โหดร้ายที่สุดคือรากฐานมหาวิถีในตัวข้าเสียหายอย่างหนัก และในสถานที่บ้า ๆ ที่เหมือนกับกรงขังแห่งนี้ ไม่มีหนทางที่จะฟื้นฟูกลับคืนมาได้ สามารถทนอยู่มาได้จนถึงวันนี้ ไม่ได้ตายไปเสียก่อน ถือว่าโชคดีมากแล้ว”
พูดจบ เขาก็เบนสายตามองไปที่ซูอี้ พลางกล่าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง “สหายน้อย ข้าสามารถสาบานต่อจิตใจดีงามได้ ขอเพียงเจ้าให้ข้ารอดชีวิตได้ ข้า…”
ซูอี้กล่าวตัดบท “ข้าไม่เคยเชื่อคำพูดของเจ้าเลย”
ชายชรา “…”
เขาโกรธจนแทบกระทืบเท้า เหตุใดคนหนุ่มคนนี้จึงได้เอาใจยากนัก?
ทว่าชายหนุ่มก็กล่าวต่ออีกว่า “แต่ในเมื่อข้ารับปากว่าจะให้เจ้ามีชีวิตรอด ไม่มีทางกลับคำเป็นแน่ ตอบคำถามบางคำถามของข้า แล้วจะให้เจ้าได้ออกไป“
ชายชราสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง สะกดกลั้นความเก็บกดและร้อนรนไว้ในใจ “ได้!”
แล้วเขาก็ได้รับรู้เรื่องราวบางอย่าง
ชายชราคนนี้ไม่รู้ว่า สงครามเลือดที่ระเบิดขึ้น ณ วังดินปุจฉาสวรรค์เมื่อครั้งนั้นปิดฉากลงอย่างไร
และผลสุดท้ายเป็นเช่นใด
เป็นเพราะตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส จนสลบไม่ได้สติไปตั้งนานแล้ว เมื่อฟื้นขึ้น สงครามครั้งใหญ่ก็ปิดฉากลงไปแล้ว
จึงไม่รู้ว่าผู้แข็งแกร่งของตำหนักอนันตรัตติกาลตายกันหมดหรือไม่
ซูอี้ถามอีก “ถ้าเช่นนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เจ้าเคยเข้าไปในวังดินปุจฉาสวรรค์หรือไม่?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าพลางตอบว่า “วังดินแห่งนั้นเคยโดนจู่โจมก็จริง แต่สงครามใหญ่ในครั้งนั้นรุนแรงมาก ข้าได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสจนสลบไปในตอนนั้น”
“จนกระทั่งหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา เคยคิดจะเข้าไปในวังดินแห่งนั้นอยู่เช่นกัน แต่มันกลับถูกปกคลุมไปด้วยพลังกฎเกณฑ์อันแข็งแกร่ง จนถึงทุกวันนี้ข้าก็ไม่อาจเข้าไปได้สำเร็จ”
“ตอนนั้น ตำหนักอนันตรัตติกาลโดนกองทัพเผ่ามารนอกแดนรุกราน มีแต่เพียงสำนักอัคคีเทพของพวกเจ้าเท่านั้นที่เข้าร่วมรบด้วยเช่นนั้นหรือ?”
ชายชราส่ายหน้า “ไม่ ยังมีขุมกำลังวิถีเต๋าอื่น ๆ อีก เท่าที่ข้ารู้ มีลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ วัดเวหาทะเลบูรพา และ วังฟ้ามรกต!”
ชายหนุ่มหรี่ตาลง “พวกเขาก็เคยเข้ามาในที่แห่งนี้เช่นกันอย่างนั้นหรือ?”
คู่สนทนาส่ายหน้าอีกครั้ง “เรื่องนี้ข้าไม่รู้”
“เจ้าสามารถไปได้แล้ว”
คนฟังถึงกับตะลึง ก่อนจะกล่าวราวกับไม่อยากจะเชื่อ “จริงหรือ?”
ซูอี้พยักหน้าพลางตอบ “จริง”
พูดจบ ชายหนุ่มหยิบแผ่นหยกเปล่าแผ่นหนึ่งออกมา สลักลายประกาศิตลงบนนั้นแล้วโยนไปให้ชายชรา “เก็บมันไว้ ก็สามารถออกไปจากวังดินปุจฉาสวรรค์แห่งนี้ได้”
ชายชรารับแผ่นหยกมา สายตานิ่งตะลึง ขณะกล่าวพึมพำ “ข้าไม่คิดเลยจริง ๆ ว่า เจ้าจะปล่อยข้าไปจริง ๆ…”
ทันใด เขาแสดงความซาบซึ้งออกมา “ขอบคุณสหายน้อย! วันข้างหน้าหากมีโอกาส ข้าจะตอบแทนน้ำใจในวันนี้ของเจ้าเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!”
“รีบไปเถอะ”
ชายชราหมุนตัวเดินออกไป
นับตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อรู้สึกได้ว่าซูอี้ไม่ได้ขัดขวาง จิตใจหวาดกลัวของเขาจึงสงบใจลง
จนกระทั่งผ่านเส้นทางลับเส้นนั้นมาจนถึงด้านนอก
ชายชราแผดเสียงร้องออกมายาว ๆ ด้วยความดีใจอย่างไม่อาจระงับไว้ได้ “ผ่านไปนานมาก ข้า เล่ออวิ๋นไห่ ในที่สุดก็ได้ออกมาเห็นเดือนตะวันอีกครั้ง!”
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเรื่องที่ประสบเมื่อครู่นี้ขึ้นมา แล้วอดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่ได้ พลางบ่นพึมพำในใจ
“เจ้าเด็กน้อย รอได้เลย ครั้งหน้าเจอกัน ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่ได้ ตายก็ยาก!!”
เขาสะบัดแขนเสื้อใหญ่ แล้วโฉบออกไปไกล
เห็น ๆ อยู่ว่ากำลังจะออกจากหุบเขาแห่งนี้ได้อยู่แล้ว
“อุ๊บ…!”
เสียงร้องก็ดังขึ้น
ร่างคางคกขนาดใหญ่มหึมาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางผืนปฐพี ดวงตาที่คล้ายกับทะเลสาบใหญ่จับจ้องไปยังชายชราด้วยสายตาเย็นยะเยือก
คนถูกจ้องมองหยุดในทันใด เหงื่อไหลอาบ นั่นคือคางคกเซียนกลืนนภาตนนั้น!
เขาหมุนตัวจะหนี ทว่าช้าไปหนึ่งก้าว
พอคางคกเซียนกลืนนภาอ้าปาก พลังดูดอันน่ากลัวถาโถมออกไป ดูดร่างของชายชราและยัดเข้าไปในปาก
ราวกับกำลังจับหนอนแมลงตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง
“ไม่…!”
ชายชราร่างผอมกรีดร้อง เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บใจ
ถูกจับขังเป็นเวลาเนิ่นนาน กว่าจะได้ออกมาเห็นเดือนตะวันใหม่อีกครั้งไม่ง่ายเลย แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว กลับต้องตกอยู่ในสภาวะอับจนหนทางอีกครั้ง เป็นใครจะไม่เจ็บใจบ้าง?
“จะเป็นต้องเป็นผีมือของเจ้าหนุ่มใจดำเชื่อไม่ได้คนนั้นแน่ ข้าตาบอดไปแล้ว ถึงได้ชื่อคำพูดของเขา!!”
เสียงร้องโศกเศร้ายังคงดังก้อง ทว่าชายชราคนนั้นได้ถูกคางคกเซียนกลืนสวรรค์กลืนกินไปเสียแล้ว
จากนั้นร่างของคางคกเซียนกลืนนภาก็หายลับไป
……
หน้าวังดินปุจฉาสวรรค์
“ตาเฒ่าคนนั้น คงจะโดนตราประทับวิญญาณแท้ของคางคกน้อยฆ่าไปแล้ว”
ซูอี้คำนวณเวลาเงียบ ๆ
จากนั้นเขาก็ไม่นึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้อีก ตรงไปยังหน้าประตูใหญ่ของวังดินปุจฉาสวรรค์ที่ปิดสนิทบานนั้น
เขาสะบัดแขนเสื้อ
ลายประกาศิตลึกลับเกินคาดเดาปรากฏขึ้น ประทับอยู่บนประตูใหญ่ของวังดิน
ทันใดนั้น ประตูใหญ่วังดินก็เปิดออกพร้อมกับเสียงดังครืน ๆ
ซูอี้ก้าวเดินเข้าไปในนั้น
หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ
ชายหนุ่มก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของตำหนักเงียบ ๆ
ภายในตำหนักใหญ่ของวังดินปุจฉาสวรรค์ เดิมทีซ่อนวัตถุล้ำค่าจำนวนมากมายอย่างทหารเซียน โอสถ กับคัมภีร์ต่าง ๆ ทว่าตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว
ตามคำบอกเล่าของชายชรา ในสงครามนองเลือดครั้งนั้น วังดินปุจฉาสวรรค์แห่งนี้ได้ถูกโจมตีจนพังทลายเช่นกัน
และจนถึงตอนนี้ เมื่อเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ เขากลับไม่พบร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ แม้แต่น้อย สมบัติกับซากวัตถุต่าง ๆ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า หลังจากที่ถูกคนยกข้าวของออกไปหมดแล้ว ตำหนักใหญ่แห่งนี้ยังได้รับการทำความสะอาดเป็นอย่างดี
มีแต่โต๊ะที่อยู่ตรงหน้าซูอี้เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สลักอักษรรูปร่างประหลาดราวกับไส้เดือน
นั่นคืออักษรของเผ่ามารนอกแดน!
‘ครั้งนี้ ห้าเผ่ามารใหญ่แดนมารของข้าร่วมมือกันออกสงคราม ขจัดตำหนักอนันตรัตติกาลที่ทรราชหวังเย่สร้างขึ้นลงไปได้ ถือได้ว่าถอนโคนศัตรูใหญ่ตนหนึ่งของแดนเซียนให้แก่แดนมารของข้า!’
ซูอี้หรี่ตา ‘แดนมาร’ ก็คือแผ่นดินกว้างใหญ่ที่เผ่ามารนอกแดนตั้งอยู่
เขาอ่านต่อ
‘ทว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้ มีเรื่องที่น่าเสียใจอยู่เช่นกัน’
‘ปฏิบัติการในครั้งนี้โดนขัดขวาง ไม่อาจกำจัดผู้แข็งแกร่งของตำหนักอนันตรัตติกาลได้หมด ทำให้ข้าไม่พอใจยิ่งนัก นี่คือหนึ่งในเรื่องที่เสียใจ’
‘ปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงหายนะใหญ่ของแดนเซียน ถึงแม้กองทัพใหญ่แดนมารของข้าจะใช้กำลังสยบแดนเซียนไปได้มากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่อาจครอบครองเป็นของตนเองได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องถอยออกไปก่อนเวลา เรื่องนี้เป็นเรื่องเสียใจที่สอง’
‘ปฏิบัติการในครั้งนี้ ทรราชหวังเย่ดับสิ้นไปก่อนหน้านานแล้ว ไม่ได้เด็ดหัวเขาด้วยตัวข้าเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องเสียใจที่สาม!’
‘นี่ก็คือความเสียใจอย่างที่สุดในใจข้า’
‘วันข้างหน้า หากว่ามีตัวตนแดนเซียนมาถึงสถานที่แห่งนี้ ได้เห็นข้อความนี้ จงจำไว้ ข้า ‘ลี่ฉางเซิง’ มาเยือน!’
‘ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ร่างเดิมลงมายังแดนเซียน วันข้างหน้า จะต้องพังทลายด่านสวรรค์ทั้งเก้าของแดนเซียนในพินาศย่อยยับอย่างแน่นอน และจะเข้ามาเป็นใหญ่ในแดนเซียน ยึดครองอำนาจของที่แห่งนี้อย่างแท้จริง!’
เมื่อได้อ่านอักษรที่เหมือนกับกำลังระบายความเสียใจ แต่แท้จริงกำลังอวดบารมีฉบับนี้แล้ว ชายหนุ่มก็นวดหัวคิ้วเบา ๆ
จักรพรรดิมาร ลี่ฉางเซิง!
ที่แท้ก็เป็นเขานั่นเอง!
ในหัวของซูอี้ ปรากฏภาพผู้ชายที่มีผมยาวสีเงิน รูปลักษณ์งดงามดังหนุ่มน้อยขึ้นมา
กลางหน้าผากของผู้ชายคนนั้นมีปานดอกบัวสีแดงติดตัวตั้งแต่กำเนิด สวมชุดยาวสีดำ ยืนตระหง่านอยู่บนทะเลเลือด มือไพล่หลัง ขณะกะพริบตา ประกายเทพอันเจิดจ้าราวกับสามารถมองเห็นไปทั่วทั้งเก้าสวรรค์สิบแผ่นดิน
คนผู้นี้ก็คือลี่ฉางเซิง!
เขาคือ ‘จักรพรรดิมาร’ มหาราชที่นับจำนวนได้ของเผ่ามารใหญ่ทั้งเก้าในต่างแดน เชี่ยวชาญวิชาแห่งความเปลี่ยนแปลง ได้รับโชคแห่งฟ้าดิน ล้ำลึกเกินจะคาดเดา!
เมื่อก่อนนานมากแล้ว ระหว่างรบราฆ่าฟันกับเผ่ามารนอกแดน คนคนนี้ก็เป็นหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจจำนวนน้อยนิดที่สร้างความสนใจให้แก่หวังเย่ด้วยเช่นกัน!
ในความทรงจำของหวังเย่ เคยเอาชนะลี่ฉางเซิงได้สามครั้ง
ทว่าแต่ละครั้ง ไม่อาจสังหารฝ่ายตรงข้ามตายได้อย่างแท้จริง เพราะอีกฝ่ายจะใช้วิธีการเหนือชั้นหนีไปรอดไปได้
จากจุดนี้สามารถเห็นได้ว่า ลี่ฉางเซิงรับมือยากมากเพียงใด!
………………..