บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1613: แดนสารทวสันต์
ตอนที่ 1613: แดนสารทวสันต์
“ลี่ฉางเซิง ถือโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่มาบุกโจมตีตำหนักอนันตรัตติกาล ข้ารู้สึกผิดหวังต่อการกระทำเช่นนี้ของเจ้านัก”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ กับตัวเอง
ภายในตำหนักใหญ่ที่โอ่โถงวังเวง มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น แสงไฟสลัวมัวส่องร่างของเขาจนเกิดเป็นเงาทอดยาว แลดูโดดเดี่ยวเดียวดายยิ่งนัก
ตอนนี้ ซูอี้พอเข้าใจได้คร่าว ๆ แล้วว่าเพราะเหตุใดตำหนักอนันตรัตติกาลจึงได้ล่มสลายไปในยุคอวสานเซียน
ครั้งนั้น หายนะโหมซัดสู่ทั่วหล้า ขุมกำลังแต่ละฝ่ายในแดนเซียนต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างสาหัส
และในเวลานี้เอง ลี่ฉางเซิง ผู้เป็นจักรพรรดิมารได้นำผู้แข็งแกร่งของเผ่ามารใหญ่ทั้งห้า คือ เผ่ามารไร้ลักษณ์ เผ่ามารอัคคีทอง เผ่ามารรวมละล่อง เผ่ามารจันทราเงิน และเผ่ามารเรืองอาคเนย์ บุกเข้าด่านสวรรค์ทั้งเก้าของแดนเซียน สร้างเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในแดนดิน
ตอนนั้น สรรพชีวิตราวกับตกอยู่ในทะเลเพลิง เลือดอาบไหลนอง!
ดังนั้นตำหนักอนันตรัตติกาลที่หวังเย่เป็นคนสร้างขึ้น จึงเป็นเป้าหมายแรกที่จักรพรรดิมารลี่ฉางเซิงมองว่าจะต้องกำจัดให้สิ้นไป
เคราะห์ภัยครั้งใหญ่จึงบังเกิดกับตำหนักอนันตรัตติกาล
ที่โหดร้ายที่สุดคือ หยวนกัง ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาอันดับที่หกของตำหนักอนันตรัตติกาลกลับเป็นไส้ศึกให้เผ่ามารนอกแดน ทำให้ตำหนักอนันตรัตติกาลต้องตกอยู่ในสภาวะอับจนหนทางในสงครามเลือดเมื่อครั้งนั้น!
เมื่อสงครามปิดฉากลง ตำหนักอนันตรัตติกาลก็สิ้นสลายตามไปด้วย หายสาบสูญไปในกาลเวลาที่ยาวนาน
ตอนนั้น เหตุใดหยวนกังจึงต้องทรยศด้วย?
คำถามนี้ ชายหนุ่มคร้านจะขบคิดให้มากนัก
ทรยศก็คือทรยศ ไม่มีเหตุผลใดสามารถล้างความผิดนี้ไปได้!
‘ตามที่ลี่ฉางเซิงกล่าวมา ในสงครามเมื่อครั้งนั้น คนของตำหนักอนันตรัตติกาลไม่ได้ตายกันหมด วันข้างหน้าอาจจะยังมีโอกาสได้พบกันอีก…’
ซูอี้คิดในใจ
ด้วยเหตุนี้ บางทีอาจจะสามารถสืบหาความจริงได้มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หลังจากสงครามครั้งนั้น เหตุใดข่าวการล่มสลายของตำหนักอนันตรัตติกาลจึงถูกปิดเงียบไม่มีใครรู้?
หรือว่า ในสงครามครั้งนั้น ลัทธิอัคคีเทพมีบทบาทอย่างไร?
เหตุใดชายชราที่มีนามว่า ‘เล่ออวิ๋นไห่’ คนนั้นจึงถูกขังอยู่หน้าวังดินปุจฉาสวรรค์ได้?
ตามคำกล่าวของเล่ออวิ๋นไห่ ตอนที่เผ่ามารนอกแดนทั้งห้าบุกเข้าตำหนักอนันตรัตติกาลในครั้งนั้น ยังมีขุมกำลังอื่น ๆ ร่วมทำสงครามด้วย ยกตัวอย่างเช่น ลัทธิไร้มลทิน วัดเวหาทะเลบูรพา วังฟ้ามรกต เป็นต้น
แต่ละขุมกำลังใหญ่เหล่านี้ เบื้องหลังล้วนมีผู้ยิ่งใหญ่ที่บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนคอยค้ำจุนทั้งสิ้น! แต่ละแห่งล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจของหวังเย่เมื่อตอนมีชีวิตอยู่!
ครั้งนั้น พวกเขาเข้ามาร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นเดียวกับลัทธิอัคคีเทพ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเพื่อให้ความช่วยเหลือ!
ถ้าเช่นนั้น พวกเขามาเพื่อฉวยโอกาสแย่งชิงทรัพย์สมบัติหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง หรือว่าลอบสมรู้ร่วมคิดกับเผ่ามารนอกแดน เพื่อจัดการกับตำหนักอนันตรัตติกาลกันแน่?
หากว่าเป็นเหตุผลแรก ก็ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพราะอย่างไรเสียก็มาเพื่อล้างแค้นส่วนตัวเท่านั้น
แต่หากว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง เช่นนี้ไม่อาจให้อภัยได้!
เพราะนั่นเป็นการกระทำของคนทรยศ!
ผู้ทรยศ คือแดนเซียนทั้งหมด!
วันข้างหน้าเขาจะสืบหาความจริงเหล่านี้ทั้งหมดอย่างชัดเจน
หลังจากนิ่งเงียบไปนาน
ซูอี้สะบัดฝ่ามือทำรูปสัญลักษณ์ แสงแห่งเซียนผุดประกายขึ้น ชั่วพริบตาเดียว พลันทำให้โต๊ะตรงหน้าตัวนั้นหดเหลือขนาดเท่าฝ่ามือ
“ลี่ฉางเซิง วันข้างหน้าเมื่อข้าสยบเจ้าได้ จะให้เจ้าอ่านคำกล่าวที่สลักบนโต๊ะเหล่านี้ให้ข้าฟังต่อหน้า!”
สายตาของชายหนุ่มผุดประกายเย็นยะเยือก
เขาสงบสติอารมณ์ สลัดความคิดฟุ้งซ่าน เหลือบมองไปยังผนังตำหนักใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
จากนั้นจึงหยิบกล่องหยกสีดำใบหนึ่งออกมา
กล่องหยกใบนั้นสร้างขึ้นมาจาก ‘หินเทพอัศจรรย์’ เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาไปเอามาจากด้านบนหลังคาของตำหนักหมื่นเร้น
เมื่อยกกล่องหยกสีดำขึ้น
บนผนังที่ห่างไปไม่ไกลนักก็ปรากฏคลื่นมหัศจรรย์ในทันใด ลวดลายลึกลับมหาวิถีที่สลับซับซ้อนนับไม่ถ้วนบานออกราวกับกลีบดอกไม้ที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
ในที่สุด ผนังทั้งส่วนก็เปลี่ยนไป กลายเป็นหมู่ดาราอันกว้างใหญ่ที่กำลังหมุนเวียนและผันเปลี่ยนอย่างช้า ๆ มีแสงดาวนับไม่ถ้วนพุ่งโฉบอยู่ในนั้นไม่หยุด
กริ๊ก!
ซูอี้เปิดกล่องหยก หยิบลูกกุญแจทองเหลืองที่มีลักษณะคล้ายกับดาบออกมา
เมื่อเขาสอดลูกกุญแจดอกนั้นเข้าไปในผนังด้านนั้น
ตำหนักใหญ่พลันสั่นสะเทือนอย่างแรง
ลวดลายวิถีนับไม่ถ้วนบนผนังนั้นเว้าลงไปกลายเป็นช่องมิติเวลาลึกลับในทันใด สะเก็ดแสงสาดกระเซ็น แลดูลึกลับยิ่งนัก
ซูอี้มองดูสักครู่จึงก้าวเดินเข้าไปข้างใน
……
นี่คือมิติที่อุบัติขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
พลังฮุ่นตุ้นเดือดพล่าน พลังกฎเกณฑ์ที่มีสีสันหลากหลายเกาะเกี่ยวพัวพัน
ราวกับว่าเวลาหยุดลง
เมื่อร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ โลกที่พลังฮุ่นตุ้นเดือดพล่านแห่งนี้พลันสั่นสะเทือนขึ้นมา
ขณะเดียวกัน กลิ่นอายพลังกฎเกณฑ์อันแปลกประหลาดก็กำลังปกคลุมรอบตัวของชายหนุ่มอย่างเงียบงัน
“ที่ตรงนี้ยังคงเหมือนเดิม” ซูอี้รำพึง
มิติฮุ่นตุ้นแห่งนี้มีนามว่า ‘สารทวสันต์’
สารทวสันต์ หมายความว่าเวลาหมุนเวียนสับเปลี่ยน
ในมิติฮุ่นตุ้นแห่งนี้ กฎเกณฑ์กาลเวลาจะแตกต่างจากนอกแดนโดยสิ้นเชิง
ฝึกตนอยู่ในนี้หนึ่งสารทวสันต์ เท่ากับระยะเวลาหนึ่งปี แต่โลกภายนอกเพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งวันเท่านั้น
ทว่า ในมิติฮุ่นตุ้นแห่งนี้ ครั้งหนึ่งสามารถอยู่ได้นานเพียงแค่หกสิบปีเท่านั้น
ทว่าที่ภายนอกผ่านไปแค่หกสิบวัน!
หวังเย่ในตอนนั้นเคยสำรวจธารนทีสายยาวแห่งกาลเวลา ภายในคลื่นที่เกิดขึ้นจากพลังกาลเวลา เขาก็ได้พบกับมิติฮุ่นตุ้นที่มีความมหัศจรรย์แห่งนี้
ดังนั้นเขาจึงใช้ความรอบรู้อันล้ำเลิศผนึก ‘มิติฮุ่นตุ้น’ แห่งนี้ และนำกลับไปยังแดนเซียน เก็บซ่อนไว้ที่ใต้วังดินปุจฉาสวรรค์
นี่ก็คือที่มาของ ‘สารทวสันต์’
หลังจากนั้น หวังเย่ได้สลักจุดเชื่อมโยงมิติ หลอมกุญแจขึ้น เก็บรักษา ‘แดนสารทวสันต์’ ไว้ในตำหนักอนันตรัตติกาลเพื่อทำเป็นสถานฝึกตน
ครั้งนั้น คนในตำหนักอนันตรัตติกาลที่รู้วิธีการเข้าสู่ ‘แดนสารทวสันต์’ แห่งนี้ นอกจากหวังเย่แล้ว มีเพียงแค่ ‘อวี๋เต้าหลู’ ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาอันดับที่หนึ่งคนเดียวเท่านั้น!
ซูอี้ยืนนิ่ง ๆ สักครู่ จากนั้นจึงนั่งลงเพื่อทำการฝึกตน
ในช่วงเวลาถัดมา เขาตั้งใจว่าจะสงบใจฝึกตนอยู่ที่นี่สักพัก
หลังจากเข้าสู่แดนเซียนแล้ว น้อยนักที่เขาจะได้ปิดตนเป็นเวลานาน ๆ ถึงแม้ระดับการฝึกตนจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทว่าตัวเขาเองยังมีหลายอย่างที่ไม่สมบูรณ์
ยกตัวอย่างเช่น การรู้แจ้งและขัดเกลากฎเกณฑ์วิถีเซียน การจัดการและหลอมรวมเคล็ดลับวิถีเซียน เป็นต้น แม้กระทั่งดาบแห่งโลกาก็ยังต้องขัดเกลากันใหม่
มิเช่นนั้น อานุภาพของดาบแห่งโลกาจะทำให้เขาไม่อาจสำแดงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาได้
พรึ่บ!
ตามการขับเคลื่อนพลังปราณในตัว แสงวิถีรอบตัวซูอี้ส่องสว่าง เข้าสู่การนั่งสมาธิอย่างลึกซึ้ง กลิ่นอายพลังฮุ่นตุ้นในมิติมหัศจรรย์นี้กำลังสั่นสะเทือนไปพร้อมกับพลังในตัวเขา
……
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในแดนสารทวสันต์แห่งนี้ เวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว
ซูอี้ตื่นขึ้นจากสมาธิ เอื้อมมือไปหยิบโอสถเซียนจำนวนหนึ่งออกมาจากเตาเสริมสวรรค์ จากนั้นก็เริ่มทำสมาธิใหม่อีกครั้ง
ในหนึ่งปีมานี้ เขาขัดเกลาพลังมหาวิถีที่ถือครองจนเป็นกฎเกณฑ์วิถีเซียนได้สำเร็จ!
……
ปิดตนอยู่ในแดนสารทวสันต์เป็นเวลาสามปี
ระดับการฝึกตนในตัวของซูอี้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ก้าวสู่ขอบเขตจักรวาลขั้นกลาง เริ่มขัดเกลาดาบแห่งโลกาใหม่อีกครั้ง
……
ปีที่ห้า
ชิ้ง!
เสียงดาบก้องกังวานดังขึ้น
ดาบเก้าโลกาลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้าซูอี้ รูปลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
ดาบแห่งโลกาในอดีตมีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์บวก หนักและโบราณ เวลาที่ไม่ขยับ ราวกับมังกรซ่อนตัวในเหวลึก เวลาที่เคลื่อนไหวเกรี้ยวกราดและน่ายำเกรง
ส่วนตอนนี้ มันมีความยาวสามฉื่อ กว้างสี่นิ้ว ตัวดาบเป็นสีฟ้าอมเทาเหมือนกับสีท้องฟ้าเวลาที่แสงอรุณโผล่ขึ้นยามเช้า ตัวดาบบางราวกับปีกจักจั่น คมกริบเป็นเงา
ที่ด้ามดาบ ตัวอักษรคำว่า ‘โลกา’ ขนาดเล็กเท่ากับหัวแมลงวันยังคงมีอยู่
เวลานี้ ดาบแห่งโลกาที่เปลี่ยนไปเหมือนดาบเล่มใหม่ส่งเสียงดังกึกก้อง ภายในตัวดาบที่เป็นสีฟ้าอมเทามีประกายวาววับราวกับอยู่ในความฝัน บนคมดาบ แสงส่องระยิบระยับราวกับแสงของดวงดาว
กลิ่นอายความเกรี้ยวกราดที่รุนแรงอย่างที่สุดพุ่งทะลุขึ้น ราวกับสามารถแทงทะลุอากาศ แหวกท้องฟ้าให้ขาดได้!
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับตัวดาบ
ดาบแห่งโลกาจึงเข้าสู่อาการสงบนิ่ง แสงเจิดจ้าทั้งหลายหายเลือนไปราวกับรู้ตัว
ฮู~
ซูอี้พ่นลมออกจากปากช้า ๆ ส่งเสียงพึงพอใจออกมา
ใช้เวลาไปทั้งหมดสองปีเต็ม ๆ เสียวัตถุศักดิ์สิทธิ์กับวัตถุวิญญาณเกือบทั้งหมดในตัว ในที่สุดตอนนี้ก็สามารถสร้างดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
และอานุภาพของดาบเล่มนี้ในตอนนี้ ไม่เหมือนกับแต่ก่อนอีกแล้ว
ถึงแม้ขั้นของมันจะอยู่ในขอบเขตจักรวาล แต่ทว่าอานุภาพพิสดารที่สั่งสมอยู่ภายในเกินกว่าขอบเขตของสมบัติเซียนระดับจักรวาลมาก จนถึงขั้นเยี่ยมยอดกว่าสมบัติเซียนขอบเขตสุญตาส่วนใหญ่ในโลก!
“ใช้ดาบแห่งโลกาสะบั้นเซียนบนสวรรค์! นี่คือความปรารถนาของทัศนาจารย์ผู้เป็นชาติที่แปดของข้า และตอนนี้ ข้าก็ทำได้แล้ว ลำดับต่อไป ข้าจะใช้ดาบเล่มนี้ฆ่าสังหารศัตรูของแดนเซียนแห่งนั้นจนสิ้น เพื่อชำระความแค้นของหวังเย่ชาติที่หกตอนยังมีชีวิตอยู่!”
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปแตะ ดาบแห่งโลกาหดเล็กลง กลายเป็นก้อนกลม ลอยหายเข้าไปในแขนเสื้อของเขา
……
ปิดตนอยู่ในแดนสารทวสันต์ปีที่เจ็ด
ซูอี้ได้เรียบเรียงและจัดการกับวิถีดาบทั้งหมดทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถขัดเกลาวิชาดาบที่ผสมผสานเข้ากับกฎเกณฑ์วัฏสงสารได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นมา
วิเวกเร็วพลัน!
กฎวัฏสงสาร เป็นมหาวิถีต้องห้ามที่เขาเพิ่งถือครองได้ในชาตินี้ และเมื่อก่อน เคยขัดเกลาวิชาดาบที่เกี่ยวข้องกับวัฏสงสารมาแล้วเช่นกัน
ทว่า ในสายตาของซูอี้ตอนนี้ เคล็ดลับวิถีดาบในตอนนั้นมีอานุภาพจำกัด และยังมีช่องโหว่อยู่มากมาย
ในตอนนี้ เขามีประสบการณ์ตลอดทั้งชีวิตกับระดับวิถีดาบของหวังเย่ผู้เป็นตัวตนในชาติที่หก อีกทั้งยังสกัดกฎเกณฑ์วัฏสงสารเป็นกฎเกณฑ์วิถีเซียนได้แล้ว
ในสถานการเช่นนี้ เคล็ดดาบที่หนึ่งซึ่งสร้างขึ้นโดยผ่านการพัฒนาและขัดเกลาอย่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นเวลาเกือบสองปีนี้ อานุภาพกับความลึกล้ำของมันถือได้ว่าเป็นวิชาดาบที่แข็งแกร่งที่สุดที่ซูอี้ถือครองในตอนนี้
และก็เป็นท่าดาบที่เขาพึงพอใจที่สุดในตอนนี้ด้วยเช่นกัน!
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงแค่ท่าดาบที่เกี่ยวข้องกับวัฏสงสารเท่านั้น
เขาตั้งใจไว้นานแล้วว่าบนหนทางวิถีเซียน จะหลอมรวมระดับวิถีดาบทั้งในชาติก่อนกับชาตินี้เข้าด้วยกัน ก่อตั้งสำนักที่ถ่ายทอดวิถีดาบซึ่งเกี่ยวข้องกับวัฏสงสารขึ้น
ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นด้วยความยาก
และตอนนี้ เขาก็ได้ก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้ว!
“อยากจะหาศัตรูสักคนมาทดสอบอานุภาพของดาบเล่มนี้เสียจริง ๆ …”
ซูอี้บ่นพึมพำ อยากจะทดลองใจจะขาด
ทันใดนั้น เขาก็ส่ายหน้า สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง และตั้งใจฝึกตนต่อไป
……
ภายนอก เวลาผ่านไปแล้วเจ็ดวัน
เป็นเวลายามเย็น แสงอัสดงเป็นประกายระยิบระยับ
ทังหลิงฉีกับทังเป่าเอ๋อร์ยืนอยู่ไกล ๆ บนพื้นที่แนวเขาซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแม่น้ำลั่ว
“ท่านอา หากว่าพี่ชายน้อยไม่กลับมาสักที พวกเราจะต้องรออยู่ที่นี่ไปตลอดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์อดถามขึ้นมาไม่ได้
หลังจากพวกเขาออกจากเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วแล้ว ก็ไม่ได้ไปที่อื่น แต่ภายใต้การตัดสินใจของทังหลิงฉี พวกเขาเลือกที่จะรออยู่ตรงนี้
พอรอก็รอเป็นเวลาถึงเจ็ดวัน ทว่าซูอี้ก็ยังคงไม่มา
สาวน้อยรู้สึกว่าการรอคอยเช่นนี้ น่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน
ทังหลิงฉีส่ายหน้าน้อย ๆ พลางกล่าวว่า “เป่าเอ๋อร์ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรอสหายเต๋าซูอย่างเดียวเท่านั้น แต่อยากจะดูนักว่า ลัทธิอัคคีเทพจะมีปฏิกิริยาเช่นใด”
เพิ่งพูดถึงตรงนี้ ราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ทังหลิงฉีหันขวับ มองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงยามอาทิตย์ใกล้จะตก
………………..