บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1666: ฉู่ป้าเทียน
ตอนที่ 1666: ฉู่ป้าเทียน
“ท่านป้าเล็ก ขอข้าแนะนำแก่ท่าน นี่คือสหายเต๋าเสิ่น เสิ่นมู่”
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวแนะนำด้วยรอยยิ้ม
ทังอวี่เยียนส่งเสียงรับในลำคอ “การฝึกฝน”
ทังเป่าเอ๋อร์นิ่งไปชั่วขณะ แล้วจึงเข้าใจ “สหายเต๋าเสิ่นเป็นผู้ฝึกตนผู้เยี่ยมยุทธ์ในขอบเขตจักรวาลเจ้าค่ะ”
“ขอบเขตจักรวาล?”
คิ้วงามของทังอวี่เยียนขมวดเข้าหากันอีกหน “ที่มา”
น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นกระด้างเย็นชา ประหนึ่งกำลังสอบปากคำ
และซูอี้ก็ตระหนักรู้ชัดเจนว่าราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานแห่งตระกูลทังกำลังตรวจสอบเขานับแต่เข้ามาที่นี่ด้วยความมาดร้าย
เรื่องนี้ดูอธิบายได้ยากยิ่ง
แน่นอนว่าชายหนุ่มหาสนใจรายละเอียดยิบย่อยไม่ เขาจึงคร้านเกินกว่าจะกล่าววาจาใด ทำเพียงนั่งดื่มชาอย่างสงบ
หญิงสาวสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดปกติ และอดกล่าวขึ้นมิได้ “ท่านป้าเล็ก เป็นอันใดเจ้าคะ? สหายเต๋าเสิ่นเป็นสหายที่ข้าให้เกียรติที่สุด…”
ทังอวี่เยียนขมวดคิ้วว่า “ไฉนข้าจึงไม่ทราบว่าเจ้าคบสหายไม่รู้ที่มาเช่นนี้แต่ยามใด? แล้วที่บอกว่าให้เกียรติที่สุด… เขาเป็นเซียนขอบเขตจักรวาล มีอันใดควรค่าให้เจ้ายกย่องกัน?”
วาจาเหล่านั้นหามีความเกรงใจไม่ มันไม่ได้ซ่อนการปฏิเสธตัวตนของชายหนุ่มของนางเลย
ทังเป่าเอ๋อร์พลันกล่าวอย่างมิชอบใจ “ท่านป้าเล็ก เซียนขอบเขตจักรวาลแล้วอย่างไรเจ้าคะ? เมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ผู้ประหารมหาเซียนมากมายก็เป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่ง ก่อมรสุมนองเลือดตะลึงทั่วทั้งแดนเซียนเลยนะเจ้าคะ!”
ผู้ฟังนิ่งไป ก่อนจะอดเสสรวลมิได้ “เจ้ากำลังพูดถึงซูอี้ผู้นั้น ข้ารู้ว่าเขาเป็นตัวตนท้าทายสวรรค์อันหาได้ยาก แต่เจ้าจะทำตัวเป็นเด็ก ๆ เทียบคนผู้นี้กับซูอี้ได้เช่นไร?”
ความนัยที่จะสื่อก็คือ เสิ่นมู่ผู้นี้เทียบได้หรือ?
ทังเป่าเอ๋อร์ไร้วจีไปชั่วขณะ
ก่อนนางจะทันได้พูด ทังอวี่เยียนก็กล่าวขึ้นอีกหน “ในโลกนี้มีเซียนขอบเขตจักรวาลนับพันหมื่น ทว่ามีซูอี้เพียงหนึ่ง!”
“อย่าว่าแต่สิ่งใดอื่น แค่เพียงเรื่องที่เขาสามารถสังหารเสนามารผู้ไร้เทียมทานจากเผ่ามารจันทราเงิน อิ๋นเป๋ยอู่ด้วยกำลังของเขาเพียงลำพังได้ มองดูทั่วแดนเซียนก็ไม่อาจหาเซียนขอบเขตจักรวาลผู้ใดเทียบเขาได้แล้ว!”
ว่าแล้ว คู่เนตรงามของนางก็เจิดประกายอย่างชื่นชมโดยช่วยมิได้ “ตัวตนเช่นนั้นไม่มีทางหาผู้เทียบเคียงได้ในโลกหล้า เป็นหนึ่งตลอดกาลนาน ยากที่จะมิชื่นชมยกย่อง!”
ทังเป่าเอ๋อร์กับซูอี้มองหน้ากันด้วยความพิกล
หากไม่ใช่เพราะมิอาจเผยตัวตนของซูอี้ได้ ทังเป่าเอ๋อร์ก็อยากกล่าวใจจะขาดว่าท่านป้าเล็ก เบิกเนตรมองให้ดีเถิด เสิ่นมู่ที่ท่านกำลังปฏิเสธอยู่นี่แหละคือซูอี้ที่ทำให้ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานเช่นท่านชื่นชม!
ทว่ายามนี้ นางทำได้เพียงสะกดกลั้นเอาไว้ในอก
ทังอวี่เยียนหาสังเกตเห็นไม่
นางหันไปกล่าวกับซูอี้อีกหน “บอกข้ามา เจ้ามีที่มาเช่นไร ไฉนจึงมาพบเป่าเอ๋อร์ได้ และในใจเจ้ามีจุดประสงค์ใด? หากไม่อธิบายมาแต่โดยดี ยามข้าค้นพบความจริง เจ้าจบมิสวยแน่!”
น้ำเสียงของนางเย็นชาราวกำลังสอบปากคำนักโทษ
“ป้าน้อย!!”
หญิงสาวกระทืบเท้าอย่างเดือดดาล “สหายเต๋าเสิ่นเป็นสหายของข้า การวางตัวของท่านแย่เช่นนี้ ก็โปรดไปเถอะเจ้าค่ะ!”
ผู้เป็นป้าถอนหายใจ “ยายหนู คนเรารู้หน้ามิรู้ใจ หากมิใช่ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า กังวลว่าเจ้าจะถูกผู้อื่นหลอกใช้ มีหรือข้าจะสนใจเรื่องพวกนี้?”
ซูอี้ “…”
ในที่สุดเขาก็ประจักษ์ว่าทังอวี่เยียนกำลังคิดว่าเขามีเจตนาแอบแฝงในการเข้าหาทังเป่าเอ๋อร์!
ดังนั้นจึงตั้งตัวเป็นอริกับเขาโดยจงใจ!
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวอย่างฉุนเฉียว “ท่านป้าเล็ก ที่นี่คือถิ่นพำนักของตระกูลทัง ท่านคิดว่าสหายเต๋าเสิ่นจะกล้ามาก่อเรื่องที่นี่หรือ?”
ทังอวี่เยียนว่า “ยิ่งเจ้าพูดปกป้องเขา ข้ายิ่งห่วงว่าเจ้าจะถูกหว่านล้อม รอจนข้าถามไถ่ที่มาของเขาแล้วตัดสินใจก่อน หากข้าเข้าใจเขาผิดไปจริง ๆ ข้าจะเป็นฝ่ายขออภัยเอง เช่นนี้เป็นไร?”
ทันใดนั้น เสียงตำหนิหนึ่งก็ดังเข้ามาจากนอกศาลา
“อวี่เยียน เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
ทังหลิงฉีเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามืดมน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้ยินทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในศาลาหมดแล้ว
ทังอวี่เยียนขมวดคิ้วว่า “อาเจ็ด เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้?”
ทังหลิงฉีเมินนางไปแล้วกล่าวกับซูอี้ด้วยสีหน้าละอาย “ให้สหายเต๋าซูหัวเราะเยาะเอาเสียแล้ว โปรดอย่าถือสาเลย”
ชายหนุ่มโบกมือขัดและกล่าวขึ้นว่า “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด”
ทังอวี่เยียนนิ่งไป นางตระหนักอย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แล้วกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “อาเจ็ด ท่าน… เหตุใดจึงนอบน้อมกับเซียนขอบเขตจักรวาลผู้นี้?”
ทังหลิงฉีแค่นเสียงอย่างเย็นชา “อวี่เยียน ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่าสหายเต๋าเสิ่นเป็นแขกผู้มีเกียรติซึ่งตระกูลทังของเราจะเชิญมายังไม่ได้ และยามนี้เจ้าต้องขออภัยในกิริยาเสียมารยาทของเจ้าเสีย!”
น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าว
ใบหน้างามของทังอวี่เยียนพลันเปลี่ยนแปร “ท่าน… ให้ข้าขออภัยเขาหรือ?”
เห็นเช่นนี้ ชายหนุ่มก็กล่าวอย่างหมดอารมณ์ “ไม่ต้องหรอก ให้เรื่องนี้จบลงที่นี่เถอะ ข้ามิคิดมากกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก”
สีหน้าของทังอวี่เยียนดำคล้ำ
นางตระหนักแล้วว่าตนอาจเข้าใจเสิ่นมู่ผู้นั้นผิดไปจริง ๆ ทว่าทิฐิในใจทำให้นางรู้สึกมิอยากขออภัยกับเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นนี้
เมื่อเห็นดังนั้น ทังหลิงฉีก็ปวดเศียร
ทังอวี่เยียนนั้นดีทุกอย่าง ทว่าเสียตรงที่อุปนิสัยของนางเย่อหยิ่งเย็นชาเกินไป
“อวี่เยียน เจ้าออกไปก่อน”
ทังหลิงฉีโบกมือ
ทังอวี่เยียนหันหลังจากไปโดยไม่พูดจา
เรื่องราวเล็กน้อยนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทังหลิงฉีนั่งลง แย้มยิ้มแล้วสนทนากับซูอี้ตามมารยาท
เขาเองก็ประหลาดใจระคนอย่างยิ่งที่อีกฝ่ายมายังตระกูลทังในวันนี้
ขณะสนทนา ซูอี้พลันถามขึ้นว่า “ข้าอยากถามเจ้าเกี่ยวกับบางเรื่อง”
ว่าแล้ว เขาก็พูดเรื่องที่ทายาทตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์เข้าฝึกฝนในลัทธิไร้มลทินขึ้นมา
ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “หรือตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์แปรพักตร์ไปเข้ากับลัทธิไร้มลทินแล้ว?”
ทังหลิงฉีว่า “เรื่องนี้หาใช่ความลับไม่ นับแต่ยุคอวสานเซียน ตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์ประสบหายนะอย่างหนักหน่วงจนตกอยู่ในสถานการณ์ปัญหารุมเร้าทั้งภายนอกและภายใน”
“ในยามนั้น ลัทธิไร้มลทินเข้ามาแทรกแซงและช่วยตระกูลกงแก้ไขปัญหาในคราวคับขัน แปรร้ายกลายเป็นดี และจากนั้นมา ตระกูลกงก็เข้าร่วมกับลัทธิไร้มลทินจวบปัจจุบัน”
ซูอี้นิ่งไป “ลัทธิไร้มลทินใจดีถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
ดวงตาของชายชราดูซับซ้อน จากนั้นเขาก็ลดเสียงลงพลางกล่าวว่า “มันก็แค่คำแถลงเพื่อตบตาโลกหล้าเท่านั้น จากข้อมูลที่เราได้มา ระหว่างยุคอวสานเซียน ตระกูลกงนั้นประสบหายนะ เผชิญกับปัญหาทั้งภายนอกและภายใน ทว่าลัทธิไร้มลทินไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่เลือกปล้นบ้านกันยามไฟไหม้!”
ม่านตาของซูอี้หดลงเล็กน้อย
แล้วอีกฝ่ายก็กล่าวต่อ “ลัทธิไร้มลทินต้องการให้ตระกูลกงศิโรราบ ทว่าตระกูลกงขัดขืนอย่างสุดความสามารถ”
“ในที่สุด กองทัพของลัทธิไร้มลทินจึงบุกล้อมตระกูลกง กวาดล้างตระกูลจนหลั่งโลหิต ถมซากศพเป็นภูเขา”
“มันเป็นเหตุการณ์นองเลือดอันโหดร้าย และในที่สุด ผู้เหลือรอดจากตระกูลกงก็ทนมิได้ ต้องยอมจำนนแก่ลัทธิไร้มลทิน!”
“จากนั้นมา ตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์ก็กลายเป็นขุมกำลังรับใช้ลัทธิไร้มลทินจวบยามนี้”
ซูอี้พลันกล่าวเสียงเบา “อย่างนี้เอง”
เขาหรือจะไม่รู้ว่า ไฉนลัทธิไร้มลทินจึงฉวยโอกาสบุกตระกูลกงยามวิกฤต?
มันต้องเกี่ยวข้องกับอดีตชาติของเขาแน่!
ต้องทราบว่าตระกูลกงทำงานรับใช้หวังเย่ เพียงเท่านี้ก็ชี้ชัดแล้วว่าตระกูลกงจะถูกลัทธิไร้มลทินโกรธแค้นและโจมตี!
ทังหลิงฉีนำยันต์ชิ้นหนึ่งส่งให้เขา “สหายเต๋า นี่คือป้ายสัญลักษณ์สำหรับเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา”
“เมื่อมีป้ายสัญลักษณ์นี้ เจ้าก็จะสามารถผ่านค่ายกลซึ่งปกคลุมบริเวณโดยรอบบรรพตมารล่าเวหาได้ และเมื่อประสบกับอันตรายถึงชีวิต เจ้าก็จะสามารถเคลื่อนย้ายออกนอกบริเวณบรรพตมารล่าเวหาได้ทันทีหากขยี้ป้ายสัญลักษณ์นี้”
“แน่นอน ถึงจะเป็นเช่นนั้น อันตรายบางประการก็มิอาจหลีกเลี่ยง เพราะหากถูกลอบโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ข้าก็เกรงว่าโอกาสขยี้ป้ายสัญลักษณ์ก็คงไม่มีอยู่”
“ในงานประกวดล่าเวหาหนก่อน มีราชันเซียนตกตายมากมาย และเป็นเพราะไม่อาจขยี้ป้ายสัญลักษณ์ติดตัวได้ทันกาลยามประสบกับอันตราย”
ชายชราอธิบายอย่างใจเย็น ก่อนจะนำอาภรณ์ชุดหนึ่งส่งให้ชายหนุ่ม “นี่คือชุดคลุมนักพรตที่ทอจากไหมของหนอนไหมน้ำแข็งสวรรค์มายา ซึ่งสามารถปกปิดและกำจัดปราณบนร่างได้ เพียงใส่เอาไว้ แม้แต่มหาเซียนก็มิอาจตรวจสอบการฝึกฝนของสหายเต๋าได้”
สายตาของซูอี้ดูพิกล “ยามเจ้าลงชื่อข้า มิใช่ว่าควรถือข้าเป็นราชันเซียนผู้เข้าร่วมงานประกวดหรือ?”
ทังหลิงฉีพลันกล่าวอย่างละอายเล็กน้อย “เรื่องนี้ก็จริง เพราะถึงอย่างไร กฎของงานประกวดล่าเวหาก็อนุญาตเพียงราชันเซียนเท่านั้นที่เข้าร่วมได้”
“ทว่าในความคิดข้า สหายเต๋าหาต้องสนใจเรื่องเหล่านี้ไม่ ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า ต่อให้เข้าไปฝึกฝนในงานประกวดล่าเวหาแล้วถูกจับได้ จะฆ่าราชันเซียนยังทำได้ง่าย ๆ มิใช่หรือ?”
คำพูดนั้นทำให้ซูอี้อึ้งงัน
ในอดีต มีแต่ผู้มีการฝึกฝนขอบเขตสูงส่งแฝงตัวเป็นผู้ต่ำต้อย แสดงตนเป็นหมูเพื่อกินพยัคฆ์
ทว่าทังหลิงฉีในยามนี้กลับให้เขาผู้เป็นเซียนขอบเขตสุญตาแสร้งทำตัวเป็นราชันเซียน เรื่องนี้จึงทำให้รู้สึกชอบกลเล็กน้อย
ทว่าเขาหาใส่ใจไม่
ทังเป่าเอ๋อร์อดกล่าวมิได้ “ท่านอา เมื่อครู่ท่านป้าเล็กรู้แล้วว่าพี่ชายน้อยเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาล แล้วท่านป้าก็จะเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาด้วย ถ้าหาก…”
ทังหลิงฉีว่า “ข้าจะไปคุยกับนางทีหลัง ให้แน่ใจว่านางจะมิปริปากอันใด”
หลังจากสนทนากันสักพัก ทังหลิงฉีกับซูอี้ก็จากไปด้วยกันเพื่อจัดเตรียมที่พักให้แก่เขา
แล้วชายชราก็จากไป
ภายในห้องพัก ซูอี้นำเก้าอี้หวายออกมานั่งเอกเขนก จากนั้นก็นำม้วนหยกม้วนหนึ่งออกมาอ่าน
ม้วนหยกนั้นเป็นทังหลิงฉีทิ้งไว้ให้เขา และเป็นรายชื่อราชันเซียนผู้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา รวมทั้งสิ้น 1,093 คน
ทั้งชื่อ ที่มา การฝึกฝนและข้อมูลต่าง ๆ ของราชันเซียนแต่ละผู้ล้วนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด
กงหนานเฟิงจากลัทธิไร้มลทินเองก็รวมอยู่ในนั้น
ซูอี้อ่านผ่านมันอย่างรวดเร็วดุจขี่อาชาชมบุปผา ขณะที่เขากำลังจะเก็บม้วนหยกนั้นไป สายตาของเขาพลันสะดุดกึกเมื่อสังเกตเห็นชื่อของราชันเซียนคนหนึ่งในรายชื่อนั้น
‘ฉู่ป้าเทียน’
ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว หนึ่งในสิบมหาราชันเซียนแห่งทะเลบูรพา และศิษย์แท้ลำดับที่เจ็ดซึ่งอยู่ภายใต้เจ้าวังเซียนฟ้ามรกต
บรรพชนของเขาคือจอมราชันนักสังหาร ผู้เลิศล้ำไร้เทียมทาน!
“ปรากฏว่าเจ้าเด็กนี่คือทายาทของฉู่เสินทง…”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว “หากจับตัวฉู่ป้าเทียนผู้นี้ได้ แล้วภายหน้าจะต้องกังวลเรื่องหาที่อยู่ของ ‘เจ้าเฒ่าฉู่’ ไปไย”
………………..