บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1667: เชื่อฟังทุกประการ
ตอนที่ 1667: เชื่อฟังทุกประการ
ฉู่เสินทง จอมราชันนักสังหาร!
หนึ่งในกลุ่มผู้ยิ่งใหญ่ที่ลอบบุกโจมตีหวังเย่ในศึกอนันตรัตติกาล ตัวตนระดับสูงของวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา
ขณะเดียวกัน ฉู่เสินทงเองก็มาจากเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว!
ครั้งที่อยู่ตลาดมังกรดำ ตอนที่ซูอี้จะจากไป เคยเสนอต่อราชันวิถีมังกรแดงว่า วันข้างหน้าหากเขาเดินทางไปยังทะเลบูรพา จะให้นางติดตามไปด้วย
เพื่อยืมพลังของราชันวิถีมังกรแดงสืบหาเบาะแสของฉู่เสินทง
เพราะว่าแดนเซียนในตอนนี้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่บรรลุสู่จุดสุดยอดของวิถีเซียนอย่างฉู่เสินทงล้วนอำพรางตัวกันหมด เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะเหล่านั้น
และตอนนี้ เมื่อเห็นชื่อคนรุ่นหลังของฉู่เสินทงปรากฏบนรายนามของม้วนหยกนี้ เขาจึงให้ความสนใจเป็นธรรมดา!
“ครั้งนี้มาได้ถูกต้องแล้ว ไม่คิดเลยว่าเขาไม่เพียงแต่รู้เรื่องที่ตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์จะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิไร้มลทินเท่านั้น ยังมีโอกาสได้เจอกับคนรุ่นหลังของเจ้าเฒ่าฉู่อีกด้วย”
ซูอี้ลูบคางอย่างใช้ความคิด
……
“อาเจ็ด ท่านกำลังคิดอันใดอยู่กันแน่ ถึงได้ให้เซียนขอบเขตจักรวาลปลอมตัวเป็นราชันเซียนเข้าร่วมงานในครานี้ได้!?”
ทังอวี่เยียนเบิกตากว้างด้วยความตะลึง
เมื่อได้ฟังแผนของทังหลิงฉีแล้ว นางเกือบจะคิดไปว่าตัวเองฟังผิด
ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “อวี่เยียน วันข้างหน้าข้าจะอธิบายสาเหตุให้เจ้าฟัง แต่ในตอนนี้ เจ้าจะต้องให้ความร่วมมือ จะแพร่งพรายเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
ทังอวี่เยียนรู้สึกเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี “อาเจ็ด ท่านวางแผนเช่นนี้ หรือว่าต้องการจะให้เขาไปตาย?”
สีหน้าของทังหลิงฉีเคร่งเครียด จากนั้นเขาก็หยิบยันต์ลับสีทองหม่นแผ่นหนึ่งออกมาพลางกล่าวว่า “เจ้าจำของสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
อีกฝ่ายหรี่ตามอง ก่อนจะกล่าวอย่างตกใจว่า “สิ่งนี้… ไม่ใช่ป้ายอาญาสิทธิ์ประจำตัวบรรพชน ‘รุ้งทอง’ หรอกหรือ?”
“ไม่ผิด”
สายตาของทังหลิงฉีลุ่มลึก “ข้าบอกเจ้าได้เพียงแค่ว่า การวางแผนให้เสิ่นมู่เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจาก ‘บรรพชนรุ้งทอง’ อีกทั้งท่านผู้เฒ่าก็ยังกำชับมาด้วยว่าจะแพร่งพรายเรื่องนี้ไม่ได้!”
บรรพชนรุ้งทอง!
มหาเซียนผู้มีระดับอาวุโสสูงที่สุดคนหนึ่งของตระกูลทัง อีกเพียงแค่ก้าวเดียวเขาก็สามารถพิสูจน์เต๋าขอบเขตมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ ทังอวี่เยียนจึงรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา!
เพียงแต่ว่าในใจนางยังคงรู้สึกสงสัยว่าเสิ่นมู่คนนี้มีที่มาอย่างไรกัน บรรพชนรุ้งทองที่เก็บตนไปตั้งนานแล้วถึงกับตื่นตระหนก?
“อวี่เยี่ยน ก่อนหน้านี้เจ้าเสียมารยาทต่อหน้าสหายเต๋าเสิ่นไปแล้ว หลังจากที่งานประกวดล่าเวหาครั้งนี้เริ่มขึ้นแล้ว เจ้าจะทำผิดเช่นนี้อีกไม่ได้เด็ดขาด”
ทังหลิงฉีกล่าวเตือนอย่างอ่อนโยน “อีกทั้งข้าหวังว่าในงานประกวดล่าเวหา เจ้าจะร่วมมือกับสหายเต๋าเสิ่น”
ทังอวี่เยี่ยนขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “อาเจ็ด ท่านต้องการให้ข้าปกป้องเขาเช่นนั้นหรือ?”
ทังหลิงฉีแก้ไขคำพูดให้ “ผิดแล้ว ข้าให้เจ้าเชื่อฟังและทำตามแผนของเสิ่นมู่ หากว่าเป็นไปได้ ให้เชื่อฟังเขาทุกประการโดยไม่บิดพลิ้ว”
ทังอวี่เยียน “???”
นางนิ่งงัน เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหตุใดผู้อาวุโสอย่างอาเจ็ดจึงกล่าวเช่นนี้ออกมาได้
ให้ราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างนางเชื่อฟังคำสั่งของเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นนั้นหรือ?
เป็นเรื่องที่น่าขันที่สุด!
ทว่าอีกฝ่ายกลับพูดต่อ “เจ้าติดตามอยู่ข้างกายเขา ก็จะไม่มีอันตรายใดกล้ำกรายได้ อีกทั้งหากว่าสามารถผูกสัมพันธ์ที่ดีกับเขาได้ วันข้างหน้ารับรองได้ว่าเจ้าจะได้รับประโยชน์ไม่สิ้นสุด!”
ทังอวี่เยียน “!!!”
นางงงไปหมดแล้ว มึนงงจนพูดไม่ออก
ผูกสัมพันธ์ที่ดีกับเซียนขอบเขตจักรวาลน่ะหรือ?
วันข้างหน้ายังจะได้รับประโยชน์อย่างไม่สิ้นสุดอีกเช่นนั้นหรือ?
เสียสติไปแล้วกระมัง!
ทังหลิงฉีจ้องดูคนตรงหน้าแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้ามองออกว่าตอนนี้เจ้าคงไม่เชื่อคำที่ข้าพูด แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงจำเอาไว้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อตระกูลทังเรา มากและจะเพิกเฉยไม่ได้เด็ดขาด!”
ทังอวี่เยียนสูดหายใจลึกทีหนึ่ง พยายามทำให้ตัวเองสงบใจ “อาเจ็ด ท่านบอกเหตุผลให้ข้าฟังสักข้อได้หรือไม่?”
ทังหลิงฉีกล่าว “วันข้างหน้าจะบอกให้เจ้ารู้”
ทังอวี่เยียนตีหน้านิ่งทันที!!
……
ห้าวันให้หลัง
แท่นวิถีโบราณแห่งหนึ่งที่อยู่บนบรรพตมารล่าเวหา ซึ่งอยู่ห่างไกล
วิ้ว!
เมื่อคลื่นมิติปรากฏขึ้น เรือลำหนึ่งลอยออกมาจากแท่นวิถีแห่งนั้น จากนั้นมันก็กลายเป็นเรือที่มีขนาดราวหมื่นจั้งในชั่วครู่เดียว
จากนั้นคนจำนวนมากก็ทยอยลงมาจากบนเรือ
คนที่เดินนำหน้ามาคือกลุ่มตัวตนระดับมหาเซียนจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ตระกูลทัง ลัทธิไร้มลทิน อารามบงกช เป็นต้น
และที่ตามมาติด ๆ ก็คือราชันเซียนจำนวนนับพันที่ต้องการร่วมงานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้
ซูอี้ก็อยู่ในจำนวนนี้ด้วยเช่นกัน
เขาสวมชุดสีดำเรียบง่าย มวยผมทรงนักพรตเต๋า หน้าตาธรรมดา ซ่อนกลิ่นอายพลังในตัวเอาไว้ จนมองไม่เห็นระดับการฝึกตนแม้แต่น้อย
ซึ่งชุดที่สวมใส่ก็เป็นชุดที่ทอจากไหมของ ‘หนอนไหมน้ำแข็งสวรรค์มายา’ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ
“นั่นก็คือบรรพตมารล่าเวหา! ก่อนยุคอวสานเซียน เป็นสถานที่อันตรายน่ากลัวที่คนในโลกเอ่ยถึงเป็นต้องหน้าถอดสี!”
ห่างออกไป ฟ้าดินอึมครึม ภูเขาใหญ่ตั้งตระหง่านเรียงรายเป็นแนวยาวจนมองไม่เห็นสุดปลายทาง
ด้านบนภูเขา สายฟ้าแลบแปลบปลาบ หมอกควันตลบอบอวล ราวกับแดนมารร้าย
“สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว ที่นั่นเป็นสถานที่อันตราย มีมารปีศาจนับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่ แต่สำหรับพวกเราแล้ว ที่นั่นคือสถานที่แห่งโอกาส! ซุกซ่อนโชคมากมายนับไม่ถ้วน!”
บางคนถูไม้ถูมือตั้งตารออย่างมีความหวัง
“คิดจะแย่งชิงโอกาส ก็ต้องดูด้วยว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน ในงานประกวดล่าเวหาที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ราชันเซียนต้องดับชีพอยู่ไม่น้อย!”
มีคนทำสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวมาเพียงประโยคเดียว ทำเอาทุกคนถึงกับรู้สึกหวาดหวั่นใจ
ซูอี้ก็กำลังพินิจมองบรรพตมารล่าเวหาที่ห่างออกไปอยู่เช่นกัน
เมื่อชาติก่อน เขาไม่เคยเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหามาก่อน แต่พอจะเคยได้ยินชื่อบรรพตมารล่าเวหาอยู่บ้าง
ว่ากันว่า ภายใต้ภูเขาแห่งนี้มีการฝังศพกระดูกของมารเทพปฐมสวรรค์เอาไว้มากมาย แม้กระทั่งภายในแนวภูเขาก็ยังถูกย้อมด้วยเลือดของเทพมาร จึงเป็นเหตุให้ภูเขาแห่งนี้มีหมอกที่สามารถกัดกร่อนวิญญาณร่างของเซียนปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี
ภายในบรรพตมารล่าเวหาเป็นถิ่นของมารปีศาจดุร้ายจำนวนมากเกลื่อนไปหมด ฆ่าไม่รู้จักหมดสิ้น
ถิ่นของมารปีศาจน่ากลัวบางกลุ่มยังถูกกำหนดให้เป็นเขตต้องห้ามที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้!
ทว่า แม้บรรพตมารล่าเวหาจะมีอันตรายร้ายแรง แต่ก็ซุกซ่อนสมบัติล้ำค่ามากมายที่โลกภายนอกหาพบได้ยากมาก ยกตัวอย่างเช่นโอสถ วัตถุดิบล้ำค่า เป็นต้น
หรือแม้กระทั่งการไล่ล่ามารปีศาจเหล่านั้นก็ยังได้รับผลประโยชน์ที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน
ในสายตาผู้ฝึกตนแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวของมารปีศาจเหล่านั้นล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ผิวหนัง เขี้ยว อวัยวะภายใน กรงเล็บ และอื่น ๆ… ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นสุดยอดทั้งสิ้น
ผลึกมารที่รวมอยู่ในร่างมารปีศาจบางตน รวมไปถึงเลือด ล้วนเป็นวัตถุดิบหายากในการนำไปหลอมเป็นยา
จุดเป้าหมายของงานชุมนุมสวรรค์นักล่าก็คือไล่ล่ามารปีศาจที่อยู่ในบรรพตมารล่าเวหา!
โดยใช้ผลึกมารที่ได้มาจากการไล่ล่าปีศาจมารเป็นตัววัดผลคะแนนของแต่ละคน
เมื่องานชุมนุมสวรรค์นักล่าปิดฉากลง ราชันเซียนที่มีผลคะแนนติดสิบอันดับแรกจะได้รับรางวัลขนาดใหญ่หนึ่งชิ้น และยิ่งมีผลคะแนนติดอันดับต้น ๆ รางวัลก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย
ทว่าเป้าหมายในการมาเยือนของซูอี้ในครั้งนี้ หนึ่ง เพื่อเสาะหาโลกเร้นลับที่อยู่มาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก สอง เพื่อแสวงหาโอกาสที่จะบรรลุขอบเขต ส่วนเรื่องที่ว่าจะได้ผลคะแนนเช่นไรในงานประกวดล่าเวหาครั้งนี้ เขาไม่ได้สนใจนัก
“เสิ่นมู่ ท่านอาเจ็ดบอกว่าหลังจากเข้าสู่บรรพตมารล่าเวหาแล้วให้ทำตามคำสั่งของเจ้า แต่จากที่ข้าดู เจ้าเชื่อฟังทำตามคำสั่งของข้าจะดีกว่า”
ทังอวี่เยียนพลันเขยิบเข้ามาใกล้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเต็มไปด้วยความเย็นชา “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ซูอี้หัวเราะพลางกล่าว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโลกเร้นลับที่อยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกแห่งนั้นตั้งอยู่ที่ใดในบรรพตมารล่าเวหา?”
“รู้แน่นอน”
ทังอวี่เยียนตอบอย่างรวดเร็ว “ก่อนที่จะเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ข้าได้อ่านคัมภีร์โบราณมาหลายเล่ม สืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในงานประกวดล่าเวหาแต่ละครั้งจากผู้อาวุโสในตระกูล รับรู้และเข้าใจสถานการณ์ภายในบรรพตมารล่าเวหาเป็นอย่างดี”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและภูมิใจ
ชายหนุ่มกล่าว “ดี ถ้าเช่นนั้นก็ตามนี้”
เมื่อเห็นว่าเขาให้ความร่วมมือเช่นนี้ สีหน้าของทังอวี่เยียนก็เป็นมิตรขึ้นไม่น้อย
นางหยิบยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมาให้ซูอี้พลางกล่าวขึ้นว่า “พอเข้าไปในบรรพตมารล่าเวหาแล้ว เมื่อใช้ยันต์แผ่นนี้ เจ้าจะสามารถตามหาข้าเจอได้ในชั่วครู่เดียว จำไว้ ภายในสามวัน จะต้องมาเจอกับข้า!”
ซูอี้ยื่นมือไปรับ
บรรพตมารล่าเวหาแปลกไม่ธรรมดา มันถูกปกคลุมด้วยหมอก
มีแต่คนที่เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาเหล่านี้เท่านั้นที่ใช้ยันต์ซึ่งแจกจ่ายออกไป จึงจะสามารถทะลุผ่านหมอกกั้นพรมแดนแห่งนี้ไปได้ และจะถูกเคลื่อนย้ายให้ไปอยู่ในแถบรอบนอกของบรรพตมารล่าเวหา
ส่วนยันต์ที่นางมอบให้แผ่นนี้ เพียงเพื่อติดต่อหากันได้สะดวกเท่านั้น
ขณะที่พูดคุยกันอยู่ ภายใต้การนำพาของมหาเซียนเหล่านั้น ทุกคนก็มาถึงลานวิถีขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบรรพตมารล่าเวหาแห่งนั้น
ซูอี้กวาดตามองไปทั่ว จากนั้นไม่นานก็เคลื่อนสายตาไปอยู่ที่ตัวของคนคนหนึ่ง
คนผู้นี้มีรูปร่างผอมสูง ไว้หนวดคล้ายกับง้าว ท่าทางโหดเหี้ยมเลือดเย็น สะพายหอกรบอยู่ข้างหลัง ดวงตาคู่นั้นคล้ายกับโคมไฟสีทองน่ากลัว
พลังเลือดลมอันน่ากลัวนั้นกดดันจนอากาศที่อยู่รอบตัวเขาสั่นพลิ้ว ดูคล้ายกับเทพดุดันผู้ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าดิน
ราชันเซียนมากมายล้วนหลีกห่างออกไปไกล ไม่กล้าเข้าใกล้คนผู้นี้
ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นบอก เพียงแค่พลังเลือดลมนั้นซูอี้ก็มองออกแล้วว่า คนผู้นี้ก็คือฉู่ป้าเทียน ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานของวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา
ขณะเดียวกัน เขายังเป็นชนรุ่นหลังของฉู่เสินทงผู้เป็นจอมราชันนักสังหารด้วยเช่นกัน!
เหมือนกับรู้สึกตัวว่าถูกมอง ฉู่ป้าเทียนจะเบนสายตามองมา
ชั่วขณะนั้น อานุภาพกดดันอันรุนแรงและดุร้ายพุ่งตรงมาที่ซูอี้ด้วยเช่นกัน
ทว่าดูเหมือนจะรู้สึกว่าซูอี้ไม่ใช่ตัวตนที่ควรค่าแก่การจับตามองมากเท่าใดนัก ฉู่ป้าเทียนจึงเก็บสายตากลับไปโดยเร็ว
ชายหนุ่มหยิบไหสุราออกมาจิบพลางลอบคิดในใจ ลักษณะท่าทางในตัวเจ้าเด็กคนนี้คล้ายกับเจ้าเฒ่าฉู่มาก วางอำนาจ ดุร้ายและโหดอำมหิต
ไม่นานนัก ซูอี้ก็มองเห็นกงหนานเฟิง
คนผู้นี้สวมชุดสีทอง รัดผมด้วยเกล้าทรงสูง ใบหน้าคล้ายหนุ่มน้อย รูปร่างสูงบึกบึน เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น กลิ่นอายพลังในตัวประสานกับฟ้าดิน ดูหนักแน่นประดุจขุนเขา
ในบรรดาราชันเซียนทั้งหลาย ชายคนนี้คล้ายกับพญาหงส์ในฝูงไก่
“เมื่อระดับวิถีได้รับการฝึกฝนจนแน่นแล้ว พลังลมปราณสมบูรณ์เป็นหนึ่ง ไม่เสียแรงที่เป็นราชันเซียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแดนเซียน”
เพียงแค่มองครู่เดียว ซูอี้ก็มองพื้นฐานบางอย่างของกงหนานเฟิงออก “เมื่อเข้าไปในบรรพตมารล่าเวหาแล้ว ข้าจะหาโอกาสไปพูดคุยกับเขา”
ส่วนเรื่องที่ว่าตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์เข้าสวามิภักดิ์ต่อลัทธิไร้มลทิน เขายังคงมีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อย
“ได้เวลาแล้ว พวกเจ้าสามารถมุ่งหน้าไปบรรพตมารล่าเวหาได้แล้ว!”
ทันใดนั้น มหาเซียนตนหนึ่งของตระกูลทังส่งเสียงพูดขึ้นมา ทำให้เกิดเสียงดังทั่วทั้งสี่ด้าน เป็นการประกาศเปิด ‘งานประกวดล่าเวหา’ ในครั้งนี้ขึ้น!
ชั่วครู่เดียว ราชันเซียนที่อยู่ตรงนั้นก็พากันทะยานขึ้นสู่นภา มุ่งหน้าตรงไปยังบรรพตมารล่าเวหาที่อยู่ห่างไกลออกไป
“จะต้องจดจำคำของข้าให้ดี ภายในสามวันจะต้องมาเจอกับข้า มิเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่ดูแลเจ้า”
ก่อนที่ทังอวี่เยียนจะออกเดินทาง ยังส่งกระแสปราณมาเตือนซูอี้อีกครั้ง
……………