บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1668: บงกชมายาเพลิงน้ำแข็ง
ตอนที่ 1668: บงกชมายาเพลิงน้ำแข็ง
เมื่อได้ยินคำเตือนของอีกฝ่าย ซูอี้เพียงแค่ยิ้มเท่านั้น
เขาเองก็มุ่งหน้าไปยังบรรพตมารล่าเวหาเช่นกัน
ไม่นานนัก ราชันเซียนกลุ่มนี้ก็ทยอยผ่านเข้าไปในพรมแดนหมอกกั้นที่ปกคลุมสี่ด้านของบรรพตมารล่าเวหา และหายลับไป
และที่ใจกลางสนามแห่งนั้น มหาเซียนกับผู้อาวุโสของแต่ละขุมกำลังวิถีเซียนก็แยกย้ายกันไปนั่งประจำที่
งานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาคือหนึ่งเดือน
ดูเหมือนจะเป็นเวลานาน แต่สำหรับตัวตนวิถีเซียนที่ปิดตนทีหนึ่งใช้เวลากันเป็นร้อยเป็นพันปีอย่างพวกเขาเหล่านี้แล้ว เวลาหนึ่งเดือนไม่ได้นับเป็นอะไรเลย
‘หวังเพียงแค่ว่าอวี่เยียนจะจดจำคำพูดของข้า ไม่ทำอะไรเหลวไหล’
ทังหลิงฉีพึมพำในใจ
“มา ๆๆ ตามกฎเดิม ลงเดิมพันได้ เดาสิว่าใครจะเป็นอันดับหนึ่งของงานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้!”
มหาเซียนท่านหนึ่งหัวเราะเสียงดัง ขณะกล่าวอย่างตื่นเต้นออกมาว่า “คราวนี้ ข้าแทงเวิงฉางเฟิงของลัทธิกำเนิดเอกภพได้เป็นที่หนึ่ง! ใช้โอสถล้ำค่าระดับมหาเซียนหนึ่งตัวเป็นเดิมพัน!”
คนที่ชนะการเดิมพันสามารถแบ่งของเดิมพันมูลค่าสูงเหล่านั้นได้ และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“ข้าแทงจัวอวิ๋นของอารามบงกชเป็นที่หนึ่ง คนผู้นี้มีไหวพริบดีแต่กำเนิด ตอนยังเด็กก็ได้รับยกย่องให้เป็น ‘บุตรพุทธะโดยกำเนิด’ แล้ว จนถึงตอนนี้เขายังเป็นตัวตนระดับสุดยอดของราชันเซียน ซึ่งเคยได้รับคำชมจากหอเทพอัศจรรย์ว่า ‘เหนืออรหันต์ สะเทือนพระพุทธ!’ เลยทีเดียว”
“ข้าแทงกงหนานเฟิงของลัทธิไร้มลทิน คนผู้นี้ไม่ธรรมดา ตัวเขาเองก็เป็นคนรุ่นหลังของตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว มีพรสวรรค์พิสดารที่ร้ายกาจยิ่ง ทั้งยังกราบเซวี่ยเซียวจื่อเจ้าลัทธิไร้มลทินเป็นอาจารย์ เป็นราชันเซียนขั้นสมบูรณ์ พลังในตัวล้ำลึกเกินจะคาดเดา”
“ข้าแทงเฉินไป๋หลี!”
“ข้าแทงเฟ่ยเจิน!”
“ข้าแทงฉู่ป้าเทียน!”
…มหาเซียนเหล่านั้นทยอยนำสมบัติล้ำค่าหายากต่าง ๆ นานามาวางเดิมพัน
เมื่อทังหลิงฉีเห็นเช่นนี้แล้ว กลับหัวเราะในใจ
หากว่าซูอี้ไม่ได้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาด้วยล่ะก็ แต่ละคนที่มหาเซียนเหล่านี้วางเดิมพันไว้ล้วนมีโอกาสจะได้เป็นอันดับหนึ่งทั้งสิ้น
แต่มีเขาคนนั้นอยู่ด้วย ความเปลี่ยนแปลงที่บอกไม่ได้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
“พี่ทัง เหตุใดจึงไม่แทงสักตาเล่า?”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งยิ้มพลางถาม
เดิมทีเขาไม่อยากจะร่วมด้วย แต่คิด ๆ ดูแล้วเจ้าตัวก็ยังคงวางเดิมพันลงไป “ครั้งนี้ ข้าแทงสองคน มันต้องชนะสักคนสิ”
พูดจบ เขาก็ลงเดิมพัน ‘ทังอวี่เยียน’ กับ ‘เสิ่นมู่’ สองคนนี้
สาเหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะไม่ให้ผู้อาวุโสเหล่านั้นจับตามอง เพื่อไม่ให้คนอื่นดูออกว่าคนที่เขาต้องการเดิมพันจริง ๆ มีเพียงแค่ซูอี้ที่ใช้ฐานะของ ‘เสิ่นมู่’ เข้าร่วมการแข่งขันในตอนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่นานนัก มหาเซียนเหล่านั้นก็พูดกันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกเร้นลับที่อยู่มาตั้งแต่ยุคสุดวิเวกแห่งนั้นขึ้นมา
“ไม่รู้เช่นกันว่าภายในโลกเร้นลับแห่งนั้น ที่แท้แล้วซุกซ่อนโอกาสอันใดเอาไว้”
“น่าจะเกี่ยวข้องกับเทพมารปฐมสวรรค์เมื่อยุคสุดวิเวก ตามที่คัมภีร์โบราณได้บันทึกไว้ ยุคสุดวิเวกเป็นช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของเหล่าเทพมาร เทพมารบางส่วนที่กำเนิดจากฮุ่นตุ้น นับตั้งแต่วันที่ลืมตาขึ้นมาก็มีความสามารถเด็ดดาวสอยเดือนสะท้านฟ้าสะเทือนดินแล้ว!”
“ไม่ผิด คงจะเป็นเช่นนั้น เทพมารปฐมสวรรค์ที่น่ากลัวบางตน ยังเทียบเท่าได้กับตัวตนที่บรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลระดับสุดยอดของวิถีเต๋าอีกด้วย!”
“ไม่เพียงแค่นี้ ว่ากันว่ายุคสุดวิเวก เทพมารปฐมสวรรค์บางส่วนยังก้าวสู่หนทางแห่งทวยเทพ กลายเป็นเทพอย่างแท้จริง!”
“อย่างไรก็แล้วแต่ โลกเร้นลับแห่งนั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่!”
“แต่เสียดาย มีแต่ราชันเซียนเท่านั้นจึงจะมีโอกาสเข้าไปในนั้น”
…เมื่อฟังการสนทนาเหล่านี้แล้ว ชายชรานึกถึงชายหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง
ตามที่เขารู้ สาเหตุที่ซูอี้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้ ก็เพราะโลกเร้นลับแห่งนั้น!
……
ณ บริเวณรอบนอกของบรรพตมารล่าเวหา
บนที่ราบร้างไม่มีแม้ต้นหญ้าสักต้นงอกเงย หมอกควันฟุ้งกระจาย บนผืนปฐพีเป็นสีแดงหม่นที่แห้งกรังคล้ายกับเปรอะโลหิตเมื่อนานมาแล้ว
สายลมพัดผ่าน พากลิ่นเหม็นเน่าฉุนจมูกมาด้วย
สวบ!
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เขากวาดตามองดูรอบด้าน สัมผัสรับรู้คร่าว ๆ แล้วขมวดคิ้วน้อย ๆ
พลังชั่วร้ายหนาแน่นมาก!
เหมือนว่ากลิ่นอายเลือดชั่วที่สั่งสมมานานนับหมื่นปีจะไม่ยอมสลายไป มันสามารถกัดกร่อนเลือดลมและวิญญาณของมนุษย์ที่สั่งสมอยู่บนผืนปฐพีแห่งนี้ได้!
หากว่าอยู่ตรงนี้นานเกินไป ต่อให้เป็นราชันเซียนก็ไม่อาจทนไหวเช่นกัน กลิ่นเลือดชั่วจะส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะ ทำให้อยู่ในสภาวะบ้าคลั่งได้ง่าย ๆ
‘สถานที่บ้า ๆ เช่นนี้ คงจะมีมารปีศาจที่อยู่ได้ด้วยพลังแห่งเลือดชั่วซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย’ ซูอี้คิด
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ในบริเวณรอบ ๆ เริ่มมีคลื่นมิติปรากฏขึ้น จากนั้นร่างของราชันเซียนก็ปรากฏขึ้นมาคนแล้วคนเล่า
แต่ละคนร่อนลงบนพื้นที่ที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันแล้วล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัว ตั้งท่ารับมืออย่างเต็มที่
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา
หากอยู่ที่ด้านนอก พวกเขาอาจจะแนะนำตัวเอง กล่าวทักทายและทำความรู้จัก
ทว่าในบรรพตมารล่าเวหาแห่งนี้ พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นคู่ต่อสู้กัน เวลาที่แย่งชิงโอกาสอาจต้องลงมือทำร้ายกันโดยไร้ซึ่งความเกรงใจ!
“ทุกท่าน ข้าหม่าคุนศิษย์ของลัทธิกำเนิดเอกภพ ทำงานภายใต้คำสั่งของศิษย์พี่เวิงฉางเฟิง หากว่าใครยินดีเข้าร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับพวกเรา สามารถร่วมเดินทางพร้อมกับหม่าผู้นี้ได้”
ทันใดนั้น ผู้ชายที่สวมชุดเต๋าสีกรมท่าก็เอ่ยพูด “หม่าผู้นี้ไม่กล้าให้คำรับรองใด ๆ แต่อย่างน้อยที่สุดสามารถรับรองได้ว่า เวลาที่เจออันตราย ทุกคนจะสามารถฝ่าฟันไปด้วยกัน!”
“นอกจากนี้ หากว่าได้โอกาสหรือสมบัติล้ำค่าใด ก็จะแบ่งปันอย่างยุติธรรม!”
คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนระส่ำระสายขึ้นมา
“สหายเต๋าหม่าคุน ที่กล่าวมานี้เป็นความจริงหรือ?” มีคนอดถามขึ้นมาไม่ได้
หม่าคุนกล่าวด้วยสีหน้าสงบ “แน่นอน เจ้าไม่เชื่อข้าก็ได้ แต่จะไม่เชื่อลัทธิกำเนิดเอกภพด้วยเช่นนั้นหรือ? เจ้าสามารถวางใจได้ ลัทธิกำเนิดเอกภพของพวกเราไม่ปลดแอกฆ่าวัวหรือข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานเช่นนั้นอย่างแน่นอน”
“ดี ข้ายินดีจะร่วมเดินทางพร้อมกับสหายเต๋า”
“ข้าด้วยอีกคน”
ทันใดนั้น ราชันเซียนหลายคนก็รับปาก
หม่าคุนกวาดตามองดูคนอื่น ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “โอกาสมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากว่าทุกท่านพลาดโอกาสนี้ไป ในการเดินทางช่วงถัดไป เมื่อพวกเราได้พบหน้ากันอีกครั้ง คงต้องกลายเป็นคู่ต่อสู้เสียแล้ว”
หน้าของบางคนถึงกับเปลี่ยนสี ไม่นานนักก็มีราชันเซียนสองคนเลือกที่จะเข้าฝ่ายของหม่าคุน
“ทุกท่าน ระวังตัวเองให้ดี!”
หม่าคุนหัวเราะ จากนั้นพาราชันเซียนเหล่านั้นเดินออกไป
จนกระทั่งร่างของพวกเขาลับสายตาไปแล้ว ผู้ชายสวมชุดสีเทาจึงแสยะยิ้มออกมา “ร่วมมือกับลัทธิกำเนิดเอกภพ เป็นไปได้หรือที่จะได้ประโยชน์? อย่าว่าแต่เนื้อเลย เกรงว่ากระทั่งน้ำซุปก็ยังไม่มีให้กิน!”
“เช่นนี้ยังถือว่าเบาไป หากว่าเจออันตรายที่ไม่คาดคิดขึ้นมา สหายเต๋าที่เข้าร่วมกับฝ่ายลัทธิกำเนิดเอกภพเหล่านั้นคงจะกลายเป็นคนตายแทนมากกว่า!”
ทันใดนั้นก็มีคนเสนอขึ้นมา “ทุกท่าน หรือว่าพวกเราเดินทางพร้อมกันดีหรือไม่? เพราะเรายังสามารถพึ่งพากันและกันได้”
“ดีสิ แต่ต้องกำหนดข้อตกลงให้ดีเสียก่อน!”
“เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว”
…ทันใด ราชันเซียนส่วนหนึ่งพูดคุยกัน
“สหายเต๋าเสิ่นมู่ เจ้ายินดีจะเดินทางพร้อมกับพวกเราหรือไม่?”
มีคนออกปากเชิญซูอี้
“ไม่ล่ะ”
ชายหนุ่มส่ายหน้า แล้วหมุนตัวเดินออกไป
ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งของเขาหายลับไปบนที่ราบร้าง
“คนผู้นั้นไม่ใช่ราชันเซียนที่ไร้เทียมทานสักหน่อย กลับจะเดินทางคนเดียว ต่างอะไรไปจากหาที่ตาย?”
“บางที เขาอาจจะไม่รู้ว่าบรรพตมารล่าเวหาแห่งนี้อันตรายเพียงใดก็ได้!”
“ตามที่ข้ารู้มา ต่อให้เป็นราชันเซียนเหล่านั้น ก็ยังระดมผู้ช่วยจำนวนมากและไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย”
…ทุกคนต่างแสดงความเห็น และเข้าใจว่าซูอี้ออกเดินทางเองเพียงลำพังไม่ต่างไปจากการแสวงหาความตาย
ต้องเข้าใจว่า ในงานประกวดล่าเวหาแต่ละครั้งที่ผ่านมา ตัวตนใดก็ตามที่เดินทางเองเพียงลำพัง จุดจบที่ได้รับมีเพียงแค่สองอย่าง
หากไม่ได้ตกรอบไปเสียก่อน
ก็ต้องตายอยู่ในบรรพตมารล่าเวหาแห่งนี้!
……
หลังจากผ่านไปแค่ครึ่งชั่วยาม
ซูอี้ที่ออกเดินทางเพียงลำพังก็เจอกับฝูงแมงมุมมารโลหิต!
แต่ละตัวมีขนาดเท่ากับจานบด สีแดงทั้งตัว ท่าทางดุดันน่ากลัว เทียบเท่ากับราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิขั้นต้น มีมากถึงสามสิบกว่าตัว
พวกมันซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นดิน จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาตีวงล้อม พุ่งโจมตีเขา
ครืน!
ฟ้าดินสั่นสะเทือน แมงมุมมารโลหิตเหล่านี้อ้าปากพ่นใยยักษ์เพลิงมารสีเลือดออกมา บดบังแสงตะวัน ซ้อนทับกันหลายชั้นไม่มีเว้นว่าง จนคนไม่อาจหนีรอดไปได้
หากโดนจับได้ จะต้องตกเป็นอาหารในจานของแมงมุมมารเหล่านี้อย่างที่ไม่ต้องสงสัย!
ชิ้ง!
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ เสียงดาบดังสะท้านสวรรค์ชั้นเก้า ฝนดาบพุ่งออกไปสิบทิศทาง
แมงมุมมารสามสิบกว่าตัวถูกฆ่าในชั่วครู่เดียว
ละอองเลือดสาดกระเซ็น ขาแมงมุมกระเด็นไปทั่ว
สิ่งที่น่าตื่นตระหนกก็คือ เลือดของแมงมุมมารเหล่านั้นประกอบด้วยพลังกัดกร่อนที่น่ากลัว เวลาที่สาดกระเซ็น มันจะกัดกร่อนชั้นหินบนผืนปฐพีจนเป็นรู!
ทว่าของพรรค์นั้นไม่อาจทำร้ายซูอี้ได้
เขาไม่ได้หลบเลี่ยง เวลาเลือดสาดกระเซ็นมา พลังมหาวิถีรอบตัวเขาก็จะสลายมันไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เก็บผลึกมารจากสถานที่ตรงนั้นมาได้สองดวง
มันมีขนาดเท่ากับผลวอลนัต เป็นสีทองอ่อน ๆ ทั้งดวง ภายในประกอบด้วยเลือดลมบริสุทธิ์อันน่าตื่นตะลึง ทั้งยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบอยู่ราง ๆ
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้สามารถทำเป็นยาได้ แต่ก็สามารถหลอมเป็นอาวุธได้ ซึ่งหาพบได้ยากมาก
“แมงมุมมารสามสิบกว่าตัว มีแค่สองตัวเท่านั้นที่ฝึกฝนจนมีผลึกมาร?”
ซูอี้ตะลึง
ทว่าก็ไม่ถึงกับผิดหวัง เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นบริเวณรอบนอกของบรรพตมารล่าเวหา
หลังจากเก็บผลึกมารเอาไว้อย่างดีแล้ว ซูอี้ก็ออกเดินทางต่อ
ในมือของเขาถือยันต์ลับแผ่นหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่ทังอวี่เยียนมอบให้ เมื่อสัมผัสรับรู้กลิ่นอายบนยันต์ลับแล้ว ซูอี้ก็พอจะแยกแยะทิศทางได้คร่าว ๆ จึงมุ่งหน้าไป
ไม่นานนัก ห่างไกลออกไปมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นเป็นพัก ๆ คลื่นหินหลอมเหลวเดือดพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ส่องแผ่นดินที่มืดมิดให้สว่างบาดตา
นั่นคือธารศิลาหลอม …ที่กำลังระเบิดอย่างรุนแรง!
ที่น่าแปลกก็คือ กลางธารศิลาหลอม กลับมีบงกชมายาเพลิงน้ำแข็งราวกับหิมะงอกเงยขึ้นมา โอนเอนอยู่ในหินหลอมเหลวที่กำลังเดือดพล่าน ขณะเปล่งประกายแสงงดงามดังความฝันออกมา
เพียงแค่บงกชมายาเพลิงน้ำแข็งแค่ดอกเดียวเท่านั้น กลับทำให้ธารศิลาหลอมแห่งนี้เดือดพล่าน สั่นสะเทือนไปถึงฟ้าดิน!
สิ่งนี้ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาพบยากอย่างแน่นอน!
ราชันเซียนมากมายเดินทางมาตามเสียง จนกระทั่งมาถึงริมธารศิลาหลอมแห่งนี้ สายตาเร่าร้อนด้วยความโลภอยากจะได้มา
ซูอี้ก็มาด้วยเช่นกัน เพียงแค่ปราดเดียวก็มองออกว่าสิ่งนี้เป็นโอสถล้ำค่าแห่งโลกกว้างที่หาพบได้ยากมาก ซึ่งมีชื่อว่า ‘บงกชมายาเพลิงน้ำแข็ง’ มูลค่าไม่อาจประเมินได้ ในการฝึกฝนพลังจิตวิญญาณกับร่างเนื้อมีคุณประโยชน์อันประเมินค่าไม่ได้
ทว่ายังไม่มีใครเริ่มลงมือ
เพราะทุกคนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าธารศิลาหลอมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายการทำลายล้างอันน่ากลัวมีอันตรายมาก
ทันใดนั้น ผู้ชายสวมชุดสีหยกปรากฏตัวอยู่ห่างจากซูอี้ไม่ไกลนัก ยิ้มพลางกล่าว “สหายท่านนี้ช่วยไปเอาโอสถเซียนต้นนั้นมาให้ข้าที”
……………