บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1670: จัวอวิ๋นผู้เมตตากรุณา
ตอนที่ 1670: จัวอวิ๋นผู้เมตตากรุณา
นอกบรรพตมารล่าเวหา
ในสนามเต๋าแห่งหนึ่ง
เกิดมิติวูบไหว แล้วสองราชันเซียนก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
ภาพนี้ทำให้เหล่ามหาเซียนตกตะลึง
งานประกวดล่าเวหาเพิ่งเริ่มไม่ถึงสองชั่วยาม ก็มีผู้ตกรอบแล้วหรือ?
“เจ้าสำนัก ศิษย์พี่จิงเฟิงถูกสังหารแล้วขอรับ!”
ราชันเซียนผู้หนึ่งร้องอย่างเศร้าโศก
จิงเฟิงคือชายชุดน้ำเงินซึ่งตายตกด้วยมือของซูอี้ที่ธารศิลาหลอม
“อันใดนะ?”
เหล่าผู้ฟังล้วนลุกฮือ มีผู้ตายตั้งแต่เริ่มงานประกวดล่าเวหาเลยหรือ?
“ผู้ใดทำ?”
ชายวัยกลางคนท่าทางทรงพลังผู้หนึ่งถามด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
“หากเข้าใจไม่ผิด คนผู้นั้นคือเสิ่นมู่ขอรับ!”
ราชันเซียนผู้หนึ่งกัดฟันกล่าว
เสิ่นมู่!
นามนั้นทำให้ผู้คนส่วนใหญ่งุนงง เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่เคยได้ยินนามราชันเซียนเช่นนี้มาก่อนในแดนเซียน
เปลือกตาของทังหลิงฉีกระตุก ในใจแย้มยิ้มขมขื่น สหายเต๋าซูจะดุไปแล้วกระมัง?
“ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้เป็นไพร่เชลย ในงานประกวดล่าเวหานี้ ผู้ด้อยฝีมือย่อมไม่อาจเลี่ยงความตาย พวกเจ้าทั้งสองยังอยากล้างแค้นอยู่หรือ?”
ทังหลิงฉีกล่าวเสียงลุ่มลึก
มหาเซียนมากมายพยักหน้าเห็นด้วยกับวาจานี้
หากมีผู้ใดตายตกในบรรพตมารล่าเวหาแล้วต้องร้องร่ำจะล้างแค้นกันหมด คงวุ่นวายเกินคาดคิด
ไม่นานนัก มิติก็วูบไหวขึ้นอีกครั้ง แล้วราชันเซียนอีกกลุ่มรวมถึงหม่าคุนก็ปรากฏขึ้น แต่ละผู้ล้วนบาดเจ็บสาหัสสะบักสะบอม
ภาพเช่นนั้นทำให้เหล่าผู้ชมแตกฮือกันอีกหน
ไฉนจึงมีผู้ตกรอบอีกแล้วเล่า?
ซ้ำยังเป็นเจ็ดคนในรวดเดียว!
“หม่าคุน เกิดอันใดขึ้น?”
มหาเซียนผู้หนึ่งจากลัทธิไร้มลทินกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก
เขาสวมอาภรณ์ขุนนาง ยิ่งใหญ่ทรงพลัง มีนามว่าอู่หลิงคง
“เรียนอาจารย์ลุง พวกเขาถูกเสิ่นมู่ผู้นั้นทำร้าย! วิธีการของคนผู้นี้ร้ายกาจยิ่ง หากไม่คล้อยตามเขาก็ต้องตาย หากข้าหนีไม่ทัน เกรงว่าคงตายไปแล้ว!”
สีหน้าของหม่าคุนเปี่ยมความเคียดแค้น
เสิ่นมู่ผู้นั้นอีกแล้ว!
ชั่วขณะนั้น เหล่ามหาเซียนอดประหลาดใจกันมิได้
เพียงหนึ่งบุคคล ทว่ากลับกำจัดคนได้มากมายเพียงชั่วกาลสั้น ๆ ซ้ำยังฆ่าไปอีกหนึ่ง ไม่ธรรมดาเลย!
“พี่ชายร่วมวิถีทัง เท่าที่ข้าทราบ เสิ่นมู่ผู้นั้นเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาโดยตำแหน่งที่ตระกูลทังของเจ้าให้ถูกหรือไม่?”
อู่หลิงคง มหาเซียนจากลัทธิไร้มลทินหันไปกล่าวกับทังจินหงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน
ทังจินหง
ตัวตนบรรพกาลผู้อยู่ในตระกูลทังมาช้านาน และเก็บตัวฝึกฝนผ่านหายนะยุคอวสานเซียนในกาลก่อน
ยามนี้เมื่อตระกูลทังจัดงานประกวดล่าเวหาขึ้น ตัวตนบรรพกาลนี้จึงออกมาดูแลตรวจตรา
“ถูกต้อง”
ทังจินหงดูไม่สะทกสะท้าน กล่าวออกมาเบา ๆ “เสิ่นมู่เป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานผู้หาได้ยาก ความแข็งแกร่งของเขาหาด้อยไปกว่าราชันเซียนไร้เทียมทานไม่ ไม่พ่ายต่อผู้ใด มีแต่ผู้พ่ายต่อเขา”
ทั่วหล้าสั่นสะท้าน หาได้ด้อยไปกว่าราชันเซียนไร้เทียมทานไม่!?
สัจธรรมเช่นนี้ทำให้คนทุกผู้ที่นี่ประหลาดใจอย่างยิ่ง
มหาเซียนผู้หนึ่งทอดถอนใจ “พวกเจ้าตระกูลทังเร้นกายลึกล้ำนัก หากรู้แต่แรกว่าเสิ่นมู่ผู้นี้ไม่ธรรมดา เช่นนั้นหากให้แทงว่าผู้ใดจะขึ้นนำในงานประกวดล่าเวหานี้ ข้าก็คงเดิมพันข้างเขาแน่นอน!”
มหาเซียนอีกผู้กล่าวอย่างใคร่รู้ “เช่นนั้น ตระกูลทังของพวกเจ้าก็ทาบทามเสิ่นมู่ผู้นี้ไว้แล้วสิ?”
ทังจินหงส่ายหน้ากล่าวอย่างจนใจ “ตระกูลทังเราอยากทำเช่นนี้ ทว่าน่าเสียดาย เสิ่นมู่ผู้นั้นมีความทะเยอทะยานสูงส่ง ไม่อาจถูกใช้โดยตระกูลทังเราได้”
วาจานี้ทำให้เหล่ามหาเซียนอดประหลาดใจมิได้ แต่ละผู้ล้วนเผยสีหน้าแตกต่าง
เสิ่นมู่ผู้นั้นปฏิเสธการทาบทามของตระกูลทัง?
มีเพียงทังหลิงฉีที่ดูพิกล วาจาของบรรพชนจินหงถูกต้องแล้ว
ทว่าไม่ใช่เพราะซูอี้ปฏิเสธตระกูลทังของพวกเขา แต่เป็นเพราะตระกูลทังของพวกเขามิกล้าเข้าไปทาบทามเลย!
ในตระกูลทังทุกวันนี้ มีเพียงเขาและบรรพชนจินหงที่รู้ตัวตนแท้จริงของเสิ่นมู่ และเช่นกัน มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าเมื่อทุกคนทราบเรื่องที่เสิ่นมู่คือซูอี้ มหาเซียนทั้งหลายที่นี่ก็อาจทนแย่งกันรับเข้าสำนักมิหวาดมิไหว!
“งานประกวดล่าเวหาหนนี้น่าสนใจ บังเกิดม้ามืดเช่นเสิ่นมู่ขึ้น ทำให้งานประกวดล่าเวหาหนนี้เปี่ยมล้นด้วยตัวแปร!”
มหาเซียนผู้หนึ่งแย้มยิ้มกล่าว “เมื่อเป็นเช่นนี้ การเดิมพันระหว่างเราก็ย่อมบังเกิดความพลิกผัน สนุกสนานไร้สิ้นสุด!”
ทันใดนั้น ในหมู่ผู้ชมก็เสสรวลเฮฮา
และหม่าคุนกับเหล่าราชันเซียนผู้ถูกซูอี้กำจัดก็ล้วนตะลึงงัน
อย่าว่าแต่ตกรอบ พวกเขายังกลายเป็นตัวประกอบน่าขัน ทำให้เสิ่นมู่ดึงความสนใจของเหล่ามหาเซียนที่นี่ได้!
น่าอายนัก!
……
บรรพตมารล่าเวหา
ซูอี้สัญจรจากธารศิลาหลอมกลับสู่ถนนอีกครั้ง
“บงกชมายาเพลิงน้ำแข็งนี้เป็นวัตถุดิบเลิศล้ำแห่งฟ้าดิน หาได้ยากอย่างจริงแท้ หลังข้าเข้าสู่ขอบเขตสุญตา มันก็สามารถใช้เพื่อเสริมแกร่งวิถีเต๋าของข้าได้”
ในมือของซูอี้กำลังเล่นกับผลึกมารซึ่งมีขนาดเพียงเมล็ดถั่วชิ้นหนึ่ง
มันมาจากร่างของอสรพิษดำตัวนั้น แม้จะดูมิโดดเด่น ทว่าผลึกมารชิ้นนี้กลับบรรจุเลือดแท้งูปาเสอไว้!
มูลค่าของมันสูงล้ำเกินเทียบกับผลึกมารสองชิ้นที่เขาเคยได้มาก่อน!
“ผลึกมารนี้สามารถใช้ปรับปรุงเลือดลมและจิตสังขารได้ น่าจะมีประโยชน์ยามข้าเข้าสู่ขอบเขตสุญตา”
ซูอี้พลิกมือเก็บผลึกมารไป ก่อนจะไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินต่อขณะสัมผัสปราณในฟ้าดิน
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เปรี้ยง!
เหนือหมู่เมฆา ค้างคาวสีเงินฝูงหนึ่งพลันโบยบินแน่นขนัดนับพัน ๆ ตัว โหมเข้าใส่ซูอี้ดุจพายุสีเงิน
ค้างคาวสีเงินเหล่านี้ล้วนมีใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัว เปี่ยมด้วยบรรยากาศดุร้ายกระหายเลือดชวนขนลุก
เสียงหวีดจากปากของพวกมันก่อเป็นคลื่นเสียงดุจท้องทะเลเหนือหุบเขา เพียงพอสลายวิญญาณของราชันเซียนได้!
ทว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยงกลับเป็นฝ่ายเข้าไปตอบโต้
ตู้ม!
ปราณดาบฉวัดเฉวียน เจิดจรัสสู่เก้าชั้นสรวง
ภาวะดาบอันเจิดจรัสดุดันแผ่ผ่านแดนดิน ทุกครั้งยามหนึ่งดาบโปรยปราย ฝูงค้างคาวเงินก็ถูกสังหารลง
เมื่อมองจากไกล ๆ จะพบว่าแม้ซูอี้จะอยู่ลำพัง ทว่ากลับทรงอานุภาพสั่งวายุเรียกพิรุณ สังหารทัพค้างคาวเงินละเลงเลือดดุจน้ำตก
ครู่ต่อมา
ซูอี้ก็หยุดมือ
ทั่วหล้าคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด บนพื้นเต็มไปด้วยซากค้างคาวเงิน
ท้ายที่สุด ซูอี้ก็ได้รับผลึกมารสามสิบเก้าชิ้นจากในสนามรบ รูปลักษณ์ของมันถือได้ว่าสามัญ ด้อยค่าห่างไกลกับผลึกมารอันบรรจุเลือดแท้งูปาเสอเป็นไหน ๆ
“ปีศาจในบริเวณนี้อ่อนแอเกินไปจริง ๆ”
ซูอี้ตระหนักแล้ว ว่าบางทีหากจะหาผลึกมารซึ่งมากกว่านี้ทั้งจำนวนและคุณภาพ เขามีแต่ต้องเข้าไปในส่วนลึกของบรรพตมารล่าเวหา
บนหนทางต่อมา ซูอี้ไม่ได้หยุดฝีเท้า บางครั้งคราวยามเผชิญปีศาจมารบุกโจมตี เขาก็สังหารพวกมันในพริบตา ไร้ความคิดถอยหนี
ระหว่างทาง เขายังได้พบราชันเซียนบางผู้ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้พบกงหนานเฟิงและฉู่ป้าเทียนเลย
วันต่อมา
ซูอี้ยืนอยู่ตรงหน้าหุบเขาอันเต็มไปด้วยหมอกทมิฬ
ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงหนึ่งสิ่งในยามนี้ ซึ่งก็คือยามเขาใช้ยันต์ลับติดต่อกับทังอวี่เยียน สตรีผู้นี้เองก็กำลังเดินทางสู่ส่วนลึกของบรรพตมารล่าเวหาอยู่เช่นกัน!
“นางไม่ได้หยุดฝีเท้าเลย ตามหาโอกาสบางอย่างอยู่หรือไร?”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังครุ่นคิดสักพัก เขาก็เดินต่อ
ไม่ว่าอย่างไร คนทุกผู้ต่างเข้าสู่ส่วนลึกของบรรพตมารล่าเวหากันอยู่แล้ว ไร้สิ่งใดต้องคิดมาก
เมื่อผ่านหุบเขาอันเต็มไปด้วยหมอกทมิฬ ภาพของหุบเขาก็ปรากฏตรงหน้า
จากนั้น ซูอี้ก็พบเหตุประหลาดประการหนึ่ง
หลวงจีนในจีวรผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลา กิริยาสำรวมไร้มลทินยืนอยู่ตรงหน้าหุบเขา หนึ่งมืออุ้มบาตร อีกมือถือตราประทับสมบัติทรงสี่เหลี่ยม
ตรงหน้าหลวงจีนผู้นี้มีราชันเซียนกลุ่มหนึ่งยืนตัวสั่นสะท้าน สีหน้าของทุกผู้ล้วนเปี่ยมความหวาดผวาร้อนรน
“พุทธองค์นั้นเมตตา หัวใจข้าผ่องแผ้ว ไม่อาจเข่นฆ่าตัดชีวิต ปกติแล้วแม้หากมีมดเดินผ่านใต้ฝ่าเท้า หลวงจีนผู้นี้ยังมิกล้าเหยียบย่ำ ประสกทั้งหลายล้วนมิต้องหวาดกลัวใด ๆ”
หลวงจีนผู้นั้นกล่าว ใบหน้าหล่อเหลาดุจชายหนุ่มของเขาดูเคร่งขรึมและเศร้าหมอง
ราชันเซียนผู้หนึ่งละล่ำละลัก “หลวงจีนจัวอวิ๋น ในเมื่อเจ้าใจผ่องแผ้วเมตตา ไฉน… ไฉนต้องใช้อำนาจขังพวกข้าไว้ที่นี่ด้วย?”
จัวอวิ๋น!
ราชันเซียนไร้เทียมทานจากอารามบงกช ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในพุทธศาสนา ฉลาดเฉลียวโดยกำเนิด เป็นหลวงจีนซึ่งสำนักพุทธทั่วหล้าให้การยอมรับ วาสนายิ่งใหญ่ และวิถีเต๋าของเขาก็เข้าสู่จุดสูงสุดแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ยามนี้ จัวอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าแสนเมตตา “ประสกเข้าใจผิดแล้ว เหตุที่หลวงจีนผู้นี้ต้องรั้งพวกท่านไว้ก็เพื่อสร้างสัมพันธ์ฉันมิตร ขอบิณฑบาตผลึกมารที่ประสกทั้งหลายมีเป็นบุญกุศลเท่านั้น”
คนทุกผู้ “…”
ทันใดนั้น ราชันเซียนผู้หนึ่งก็กล่าวอย่างเดือดดาล “แม่งเอ๊ย ปล้นก็คือปล้นสิ สร้างสัมพันธ์อันใด? ลาหัวล้านนี่จะมาก…”
เปรี้ยง!
จัวอวิ๋นฟาดตราประทับสมบัติทรงสี่เหลี่ยมใส่ราชันเซียนผู้นั้นจนทรุดลงนั่งสิ้นแรงกับพื้น ดวงตาปรากฏหมู่ดาว หน้าผากโนเป็นลูกใหญ่พร้อมเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
ผู้คนล้วนตื่นตระหนก
หลวงจีนจัวอวิ๋นผู้นี้ดูงดงามใจดี ภาพลักษณ์แสนเมตตากรุณา ใครเล่าจะคาดว่าแท้จริง เขาจะไร้เมตตาเช่นนี้?
ดุจโจรชั่วคว้าอิฐหินฟาดหัวคนในโลกหล้า และวิชาที่ใช้ก็แสนเฉียบคมตรงไปตรงมา
ซูอี้อดตะลึงมิได้
หลวงจีนผู้นี้… ชั่วร้ายยิ่งนัก!
ตัวอวิ๋นก้าวมาตรงหน้าราชันเซียนผู้ถูกฟาดลงไปกองกับพื้นแล้วพูดอย่างนุ่มนวล “ขอประสกเมตตา ทำบุญกับหลวงจีนผู้นี้ด้วย”
ว่าแล้ว เขาก็ยื่นบาตรในมือของเขาออกไป
ราชันเซียนผู้นั้นตัวสั่นงันงก ทว่าท้ายที่สุดก็นำผลึกมารบนร่างออกมาใส่ในบาตรอย่างว่าง่าย
จัวอวิ๋นพอใจในทันที กล่าวสรรเสริญพุทธองค์เป็นการใหญ่ “องค์พระสัมมาเกินประมาณ สหายเต๋าแสนเมตตา ใจกว้างและเสียสละ ผลบุญจะบังเกิดแก่ท่านในภายหน้า”
ราชันเซียนผู้นั้นเดือดดาลจนอยากสบถด่า เมตตามารดาเจ้าสิ ใจกว้างเสียสละมารดาเจ้าสิ!
อารามบงกชนี่เป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งสำนักพุทธจริงหรือ?
ถุ้ย!
หน้าซื่อใจคดแท้ ๆ!
“ประสกท่านนี้ ถึงคราวท่านแล้ว”
จัวอวิ๋นหันไปกล่าวกับราชันเซียนคนต่อไป
ไม่นานนัก ราชันเซียนเหล่านั้นต่างก็ยอมจำนน ส่งผลึกมารทั้งหมดของตนออกมาให้
ในหมู่พวกเขา ราชันเซียนผู้หนึ่งส่งผลึกมารให้ไปเพียงส่วนเดียว คิดว่าจะสามารถตบตาได้ ทว่าจัวอวิ๋นกลับมองออกในพริบตา แล้วเรียกใช้ตราประทับสมบัติของเขาฟาดจนหัวแตกอาบเลือด ร่ำไห้ร้องหาแม่ จนในที่สุดจึงยอมมอบผลึกมารทั้งหมดแก่เขา
เมื่อเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ ในที่สุดซูอี้ก็ประจักษ์ว่าหลวงจีนจัวอวิ๋นผู้นี้เป็นพวกนอกคอกในสำนักพุทธอย่างจริงแท้ มิเพียงไร้เมตตา ยังมิมีความเกรงกลัวใด ๆ!
ขณะคิดเช่นนี้ ซูอี้พลันสังเกตเห็นว่าจัวอวิ๋นหันสายตามาทางเขาจากไกล ๆ!
“การพบพานเป็นเช่นชะตา ประสกท่านนี้โปรดช้าก่อน!”
จัวอวิ๋นกล่าวขึ้นราวกับกลัวซูอี้หนีหาย ก้าวเข้ามาโดยมีบงกชเบ่งบานรองรับใต้เท้า มาหาซูอี้ในพริบตา
ใบหน้าหล่อเหลานั้นมีรอยยิ้มอ่อนโยน