บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1671: กายาประจักษ์แจ้งหมื่นวจี
ตอนที่ 1671: กายาประจักษ์แจ้งหมื่นวจี
“เจ้าเด็กนั่นซวยแล้ว”
ราชันเซียนผู้ถูกฟาดศีรษะโดยตราประทับสมบัติเสสรวลลำพอง
“ช่างโง่เง่านัก ไฉนมิหนีไปกันหนอ?”
ราชันเซียนผู้หนึ่งรำพึง
ราชันเซียนอีกคนกัดฟันกล่าว “ไม่หรอก หากเขาหนีไป หัวใจข้าก็คงไม่เป็นสุข ผู้อื่นล้วนถูกปล้น แล้วเขาจะลอยนวลไปได้เช่นไร?”
พวกเขาล้วนสังเกตแล้วว่าจัวอวิ๋นหมายตาซูอี้อยู่
ซูอี้ยืนนิ่งเนิ่นนาน หาหลบเลี่ยงไม่ ทว่ากลับมองจัวอวิ๋นอย่างสนอกสนใจ มิได้เอ่ยวจี
ท่าทีเยือกเย็นผ่อนคลายเช่นนี้ทำให้จัวอวิ๋นตกใจ เขาหยุดยืนห่างออกไปสิบจั้งแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ “ก่อนหน้านี้ ไฉนสหายเต๋าจึงมิหนี?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ข้าเองก็เป็นผู้เมตตากรุณาอย่างยิ่ง ระหว่างรอ ข้าก็คิดว่าจะมีโอกาสทำบุญกับเจ้าหรือไม่”
คนทุกผู้จากไกล ๆ ล้วนตะลึงงัน นี่มันเรื่องอันใด?
จัวอวิ๋นนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น… ไฉนมิให้ความร่วมมือ ทำบุญกับหลวงจีนผู้นี้ด้วยผลึกมารทั้งหมดของประสกเล่า?”
ซูอี้ว่า “ก็ได้”
ว่าแล้ว เขาก็นำผลึกมารชิ้นหนึ่งออกมา ปล่อยมือให้มันร่วงกลิ้งกับพื้นมาหยุดแทบเท้า
ซูอี้ว่า “เอ้า หยิบไปเองเลย อย่าลืมกล่าวสรรเสริญเยี่ยงสำนักพุทธแล้วขอบคุณข้าด้วยนะ”
คนทุกผู้ล้วนตะลึงอ้าปากค้าง
เจ้าหมอนี่กล้าดูหมิ่นจัวอวิ๋นซึ่งหน้า?
เถื่อน!
เถื่อนเกินไปแล้ว!
ในงานประกวดล่าเวหานี้ จัวอวิ๋นคือหนึ่งในราชันเซียนไร้เทียมทานผู้ถูกจับตามองที่สุด กระทั่งถูกถือเป็นผู้ลือนามอันมีโอกาสชนะเป็นที่หนึ่ง!
จัวอวิ๋นมองผลึกมารแทบเท้าซูอี้แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้างดงามของเขามืดหมอง
มือของเขากำตราประทับสมบัติอันดูคล้ายก้อนอิฐแน่นขึ้น
ทว่าผู้คนกลับประหลาดใจเมื่อครานี้ จัวอวิ๋นมิได้ลงมือทันที แต่เลือกสะกดกลั้น!
เขาจับจ้องซูอี้ราวต้องการมองให้ทะลุ “สหายเต๋า นี่คือ… ดูถูกหลวงจีนผู้นี้อยู่หรือ?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เปล่าเลย นี่คือการกุศลโดยแท้ ในใจของข้าเปี่ยมด้วยกรุณา เมื่อเห็นเจ้าเที่ยวขอชาวบ้านดุจขอทานย่อมอดรนทนมิได้ เลยต้องแสดงน้ำใจสักหน่อย”
เรียกเป็นขอทาน!?
ราชันเซียนทั้งหลายจากไกล ๆ แทบตะลึงสิ้นสติ คนผู้นี้เป็นใครกัน จึงกล้าดูหมิ่นจัวอวิ๋นซึ่งหน้า?
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจอีกหนคือ จัวอวิ๋นก็ยังมิลงมือ
มิเพียงเท่านั้น จัวอวิ๋นยังหันหลังจรจากโดยไม่กล่าววาจาใด!
“หยุดก่อน มิใช่เจ้าบอกหรือว่าการพบพานประหนึ่งวาสนา ให้ข้าหยุดฝีเท้า ไฉนเจ้าจึงไปก่อนเสียเล่า?”
ซูอี้ก้าวไล่ตามเขา
“วาสนามีทั้งดีร้าย! หลวงจีนผู้นี้ยังมีธุระอื่น ต้องขอตัวก่อน หากเจ้ายังตามมา อย่าโทษหลวงจีนผู้นี้ที่สำแดงฤทธาพุทธวัชระ ใช้วิชาปราบปีศาจสยบมารกับเจ้านะ!”
จัวอวิ๋นตวาด
เขาสาวเท้าทะลวงผ่านนภารวดเร็วเยี่ยงอัสนี
“นี่มัน…”
ผู้คนต่างสับสนงุนงง
ไฉนจัวอวิ๋นจึงหนี?
เขากลัวหรือ?
ไม่สิ เขาเป็นราชันเซียนไร้เทียมทานนะ! กล่าวกันว่าเขามีความแข็งแกร่งท้าทายสวรรค์ ต่อสู้กับมหาเซียนขั้นต้นขอบเขตอัศจรรย์ได้!
ขณะที่ผู้คนกำลังประหลาดใจ หนึ่งวจีดาบก็สะท้อนก้องทั่วนภา
ตู้ม!
ไกลออกไปหลายพันจั้ง ปราณดาบทะลวงฟ้า แปรเปลี่ยนสีสันทั่วนภาพิภพ
ร่างของหลวงจีนจัวอวิ๋นพลันถูกหยุดไว้กับที่ เพราะปราณดาบนั้นร่วงลงตรงหน้าเขาไม่ไกลนัก บดขยี้สุญญะผ่าแดนดินเป็นร่องมโหฬาร
ก่อนหน้านี้ หากเขาหยุดฝีเท้าไม่ทัน คงถูกดาบนี้ฟาดใส่แล้ว!
“ว่าแล้วเชียว คนผู้นั้นเป็นผู้ร้ายกาจเร้นกาย คิดร้ายกับข้าเมื่อกาลก่อน!”
เมื่อเขาสัมผัสถึงอำนาจในดาบนี้ จัวอวิ๋นก็ลอบสูดหายใจเฮือก
ขณะสนทนากับซูอี้ เขาซึ่งมีสังหรณ์ฉับไวเป็นทุนเดิมสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล และรู้สึกตกตะลึงเกินพรรณนา
เพราะเหตุนั้น เขาจึงเลือกหนีโดยไร้ลังเล
และดาบนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาตัดสินใจถูกต้อง!
“ข้าทำบุญกับเจ้าอย่างเมตตา แทนที่จะรู้สึกขอบคุณกลับหันหลังเผ่นหนี จะไร้ยางอายไปหน่อยหรือไม่?”
ร่างของซูอี้ละล่องมาหา ใบหน้ายิ้มแย้ม
จัวอวิ๋นอดแย้มยิ้มอย่างขมขื่นมิได้ “หากข้าปฏิเสธยามนี้ ยังทันหรือไม่?”
“ไม่”
ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ “เมื่อผู้อื่นแสดงความเมตตา เจ้าเสสรวล ทว่าท้ายที่สุดยามข้าเมตตาบ้าง เจ้ากลับปฏิเสธ สัจธรรมเช่นนี้มีในโลกหล้าด้วยหรือ!”
จัวอวิ๋น “…”
คนทุกผู้จากห่าง ๆ “…”
ทันใดนั้น จัวอวิ๋นก็กล่าวขึ้นอย่างโหดเหี้ยม “สหายเอ๋ย มหาวิถียิ่งใหญ่เยี่ยงสวรรค์ ต่างฝ่ายต่างเดินย่อมได้ ทว่าเจ้ากลับบีบบังคับข้าซ้ำ ๆ เช่นนั้นข้าก็จะมิเกรงใจจริง ๆ แล้ว!”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “มิเกรงใจกันก็ดี”
ตู้ม!
จัวอวิ๋นฟาดตราประทับสมบัติบนอากาศเยี่ยงก้อนอิฐ
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ แสงวิถีเรืองรองหยุดตราประทับสมบัตินั้นไว้ทันที รุนแรงเสียจนสมบัตินั้นกระเด็นหลุดไป
จัวอวิ๋นเร่งใช้บาตร บังเกิดพุทธรัศมีขึ้นโดยพลัน ก่อนจะกลายเป็นเทพวัชระสิบจั้ง กำหมัดชกเข้าใส่ซูอี้
รุนแรงร้ายกาจปานบดขยี้ท้องนภา
จังหวะเดียวกัน ซูอี้เองก็ได้ฟาดฟันออกไป
ตู้ม!
เทพวัชระสิบจั้งนั้นถูกผ่าเป็นสอง ก่อนจะแยกเป็นสี่ส่วน
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ก้าวเข้ามา ปราณดาบนับไม่ถ้วนกู่ก้อง ฟาดฟันฉวัดเฉวียนใส่จัวอวิ๋น
ปราณดาบนั้นหนาแน่นกวาดทั่วท้องนภา ทิ่มแทงทุกสายตาจนเจ็บแปลบมิอาจลืมมอง
จัวอวิ๋นสูดหายใจลึก ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพียงอึดใจต่อมา เขาก็แปรเปลี่ยนไปมีสามเศียรหกกร ถือบาตร ตราประทับสมบัติ ดาบหยกปลายมน ประทีปทองแดง สากสยบมารและประคำในมือแต่ละข้าง เยื้องย่างเหนือแท่นบงกชเข้าโจมตีซูอี้
ในศึกระหว่างทั้งสอง พุทธรัศมีแผดจ้าทรงพลัง ปราณดาบฉวัดเฉวียนอาละวาด แปรเปลี่ยนฟ้าดินถิ่นนั้นรวนเรไร้ระเบียบ แดนดินสะท้านสั่น กลบรัศมีทั่วสารทิศสิ้นประกาย
“คนผู้นั้นแข็งแกร่งเพียงนี้เลยหรือ?”
“เขาเป็นใครกัน ไฉนจึงต่อสู้ทัดเทียมจัวอวิ๋นได้?”
“พวกเราทั้งหลายมองข้ามไปอย่างไร้กังขาเลย…”
ไกลออกไป เหล่าราชันเซียนล้วนตกตะลึง มองศึกอันบังเกิดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ ต่างผู้ล้วนยากจะสงบใจลงได้
เปรี้ยง!
พิรุณดาบพร่างพรมดุจน้ำตกกวาดนภา ถล่มพุทธรัศมีเหนือน่านฟ้า
ดุดันบดขยี้ โจมตีกระหน่ำเสียจนจัวอวิ๋นผู้จำแลงกายยังดูหม่นรัศมีไปถนัดตา
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมยิ่งกว่าหนใด รอบร่างปรากฏเพลิงผลาญโหมกระหน่ำ ผิวพรรณดุจแก้วกระจ่าง เผยให้เห็นอำนาจแห่งร่างวัชระ ทุ่มเทดำเนินอำนาจวิถีเต๋าเต็มกำลังจึงพอจะหยุดการโจมตีของซูอี้ไว้ได้
หัวใจของจัวอวิ๋นปรากฏคลื่นกระเพื่อมอย่างร้ายแรง
สัตว์ประหลาดท้าทายสวรรค์เช่นนี้มาจากหนใด!?
ไฉนจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ ท่าทีเฉยชาผ่อนคลาย ปราณดาบทะยานออกตามการกระทำ เจิดจรัสสะดุดตา ทวีความดุร้ายทรงพลังขึ้นตามกาล
ไม่นานนัก จัวอวิ๋นก็ไม่อาจรับมันได้ไหว
สีหน้าตกตะลึงปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา เขามิกล้านิ่งเฉย ใช้เคล็ดวิชาก้นหีบออกมาทันที
ตู้ม!
แท่นปทุมหนึ่งทะยานสู่เวหา คลี่กลีบซ้อนยี่สิบสี่กลีบสะท้อนสามพันโลกภูมิ บังเกิดเสียงบริกรรมพุทธสูตรสนั่นลั่น เคร่งขรึมเปี่ยมความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์
เพียงพริบตา ปราณดาบของซูอี้ก็ถูกแท่นปทุมนั้นสลายไปตาม ๆ กัน
“เคล็ดวิชาแท่นบงกชสวรรค์ยี่สิบสี่กลีบ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม คว้ามือไปบนอากาศ แล้วปราณดาบสายหนึ่งก็พุ่งจากมือเขา ฟาดฟันในอากาศ
ดุจธารดาราเก้าสวรรค์โปรยลง
ปราณดาบอันเรื่อเรืองนั้นดูประหนึ่งหมื่นดาราร้อยเรียง ยามโปรยลง ฟ้าดินถิ่นนั้นล้วนสั่นสะเทือน สุญญะรวนเรสิ้นระเบียบ
และเพียงไม่กี่พริบตา แท่นปทุมยี่สิบสี่กลีบก็ถูกสับเป็นชิ้น ๆ โรยราหายไปอย่างมิอาจรับไหว
ในที่สุด สีหน้าของจัวอวิ๋นก็แปรเปลี่ยน ร่างของเขาวูบไหวเผ่นหนีไปไกล
ทว่าเมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็อดใจเต้นกระตุก ดวงตาวูบไหวเรืองประกายมิได้
ปรากฏว่าคนผู้นี้ฝึกฝน ‘คัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี’!
ซูอี้ชักดาบออกมาโดยไร้ลังเล
ทว่าเมื่อดาบนี้ฟาดฟันไล่หลัง
เปรี้ยง!!!
สุญญะปั่นป่วน ร่างหนึ่งโซเซถอยหลัง นั่นคือจัวอวิ๋น
ส่วนจัวอวิ๋นที่ทะยานหนีไปเมื่อครู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นฟองคลื่นระเบิดหายไปทันควัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นเคล็ดวิชาอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซ่อนนภาครอบสมุทร ซุกซ่อนสัจธรรมในความลวง พลิกแพลงจริงลวง!
หากเข้าใจผิดคิดว่าร่างจริงของจัวอวิ๋นหนีไป เขาจะหันหลังให้ศัตรูและบรรจบจุดสิ้นสุดอันเกินคาดหยั่ง
“เจ้าประจักษ์ต่อเคล็ด ‘กายาประจักษ์แจ้งหมื่นวจี’ ด้วยหรือ?”
จัวอวิ๋นกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ
เขาถูกดาบของซูอี้ฟาดใส่ และแม้ในที่สุดจะสลายอำนาจน่าสะพรึงกลัวในปราณดาบนั้นลงได้ เขาก็แสนทุลักทุเลจนแทบกระอักเลือด ใบหน้าซีดขาวลงเล็กน้อย
“ประจักษ์แจ้งหมื่นวจี หมื่นพันวิชาร่าง ผู้อื่นอาจถูกบังตา ยากแยกแยะสัจธรรมจากความลวง ทว่าในสายตาข้ามันช่างไร้ผล”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา
เมื่อเห็นเช่นนี้ จัวอวิ๋นก็ถอนใจ รวบรวมสติแล้วกล่าวว่า “มิสู้แล้ว ข้ายอมแพ้ ว่ามาเถิดว่าเจ้าต้องการผลึกมารทั้งหมดของข้า หรือสมบัติอื่น ๆ”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “ที่ข้าลงมือกับเจ้า ก็เพื่อสืบว่าเจ้าเป็นทายาทผู้เหลือรอดของ ‘หลวงจีนเฒ่าเนี่ยถี’ หรือไม่”
เนี่ยถี!!
ตัวตนระดับบรรพชนของอารามบงกชผู้ได้รับสมญา ‘พุทธราชันเนี่ยถี’ ก่อนยุคอวสานเซียน และเป็นผู้สร้าง ‘คัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี’ เคล็ดวิชาสูงสุดของสำนักพุทธ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานในโลกหล้า ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน
กาลก่อน พุทธราชันเนี่ยถีคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเก้าเป็นเวลาแสนปี พุทธรัศมีเรืองรองสาดส่องใส่มารนับหมื่นแสน!
กระทั่งหวังเย่ยังชื่นชมเขา
ควรค่ากล่าวถึงว่าหลังหวังเย่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เขาเคยประมือวิพากษ์วิถีกับพุทธราชันเนี่ยถีมาหลายหน และได้รับการยอมรับจากพุทธราชันเนี่ยถี!
แม้กาลต่อมา หวังเย่จะมีกิตติศัพท์ก้าวข้ามพุทธราชันเนี่ยถี แต่เขาก็ยังนับถือมหาอำนาจแห่งพุทธสำนักนี้
เพราะเหตุนี้ ยามซูอี้พบจัวอวิ๋น เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าหลวงจีนผู้นี้ฝึกฝน ‘คัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี’ ร่างเลิศล้ำสูงส่ง แท่นบงกชเบ่งบาน โพธิ์ประจักษ์แจ้งหยั่งราก ช่างลึกลับยิ่งนัก
และยามนี้ ซูอี้ก็ได้รับการยืนยันแล้ว!
จัวอวิ๋นตะลึงกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “เพียงเพราะเรื่องนี้ เจ้าจึงจงใจต่อสู้กับข้าหรือ?”
ซูอี้อดเสสรวลมิได้ “เจ้าปล้นข้าก่อนนะ พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับผลกรรม เจ้าย้อนผลกรรมมิได้หรอก”
จัวอวิ๋นผ่อนหายใจยาวอย่างโล่งใจ แล้วกล่าวว่า “ข้าฝึกฝนคัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารีจริง ๆ แต่ข้าหาใช่ศิษย์ของปรมาจารย์เนี่ยถีไม่… มันถูกถ่ายทอดสู่ผู้คนมาเนิ่นนานแล้ว”
“แล้วเขาเล่า?”
“เมื่อสิ้นยุคอวสานเซียน เขาได้ออกจากอารามบงกชไปแล้ว จวบยามนี้ยังไร้ข่าวคราว คาดว่าเขาน่าจะไปเร้นกายเพื่อหลบปัญหา”
จัวอวิ๋นกล่าวราบเรียบ “เจ้าก็น่าจะรู้เช่นกันว่าเหล่ามหาอำนาจในโลกเซียน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนแต่ละผู้ล้วนกลัวความตาย หายนะเซียนอันมิอาจบรรยายทำให้พวกเขาต้องพากันหลบเร้น จวบยามนี้ยังไร้ผู้ใดกล้าเผยร่องรอย”
วาจาเหล่านั้นหามีความเคารพไม่ ดูเขาจะมิกลัวเหล่าผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเหล่านั้นเลย
ว่าแล้ว เขาก็อดกล่าวขึ้นมิได้ “ขออภัยที่บังอาจถาม ท่านคือใครกันแน่ แล้วไฉนจึงสามารถมองทะลุกายาประจักษ์แจ้งหมื่นวจีได้?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “พุทธศาสนาให้ความสนใจกับกฎแห่งวาสนา ยามกฎแห่งวาสนาปรากฏ เจ้าจะได้รู้เอง”
หลังว่าจบแล้ว ชายหนุ่มก็เดินจากไป
จัวอวิ๋น “…”