บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1672: "บุญคุณช่วยชีวิต"
ตอนที่ 1672: “บุญคุณช่วยชีวิต”
ภายในป่าเขาอันเก่าแก่โบราณ มีหมอกลงหนาทึบ
ภายในม่านหมอกมีหนึ่งพฤกษาสีดำต้นน้อยที่มีความสูงเพียงหนึ่งฉื่อหยั่งรากสู่พื้น
พฤกษาต้นนั้นประหนึ่งเทเหล็กทองแดงเข้าหลอม ทอประกายแวววาว กิ่งก้านว่างเปล่า มีผลสีแดงขนาดราวสามไข่นกพิราบห้อยอยู่ มันเต็มไปด้วยพิรุณแสงพร่างพรม
บริเวณใกล้เคียงกับพฤกษาน้อยต้นนี้ไร้หย่อมหญ้าอื่นใด และหมู่หมอกก็ไม่กล้าเยื้องใกล้
ทันใดนั้น ร่างอรชรร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากในม่านหมอก
ผิวพรรณของนางนวลเนียนงดงามเช่นเนื้อครีม รูปร่างสง่าผ่าเผย บรรยากาศเย็นชาดุจหุบเหวอันเวิ้งว้าง นางคือทังอวี่เยียน
มือขวาของนางถือมีดสั้นสีเขียวเล่มหนึ่ง ขณะจำกัดการไหลเวียนของปราณ เดินอย่างเงียบเชียบเข้าไปใกล้พฤกษาต้นนั้น
ต่อจากนางก็มีราชันเซียนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในม่านหมอก รวมทั้งสิ้นหกคน
สองคนเป็นราชันเซียนจากตระกูลทัง ส่วนอีกสี่คนมาจากขุมกำลังใหญ่ซึ่งใกล้ชิดกับตระกูลทัง
แต่ละผู้ล้วนแต่เป็นตัวตนสูงสุดในหมู่ราชันเซียนแห่งโลกหล้า
ยามนี้พวกเขาล้วนพร้อมรับศึก จับจ้องร่างของทังอวี่เยียนนิ่งงัน พร้อมต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
เมื่อห่างจากพฤกษาต้นน้อยเพียงสิบจั้ง ทังอวี่เยียนก็ก้าวออกมา ตวัดปลายนิ้วของนางเบา ๆ
เส้นไหมอันบางเฉียบเยี่ยงขนวัวสายหนึ่งพลันพุ่งออกไปพันรอบรากของพฤกษาน้อยสีดำ
ทว่าพื้นใต้เท้าของทังอวี่เยียนในยามนี้พลันแตกร้าว กระดูกมือข้างหนึ่งพุ่งออกมาคว้าข้อเท้านางไว้
วูบ!
ทังอวี่เยียนสะบัดมือฟาดลงมา กระดูกมือข้างนั้นจึงแหลกไปทันที
ขณะเดียวกัน ร่างของหญิงเฒ่าก็ลอยขึ้นสู่เวหา
ตู้ม!
มือกระดูกนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจากใต้พื้น ดุจง้าวทะลวงนภา!
มือกระดูกแต่ละข้างต่างเต็มไปด้วยปราณกระหายเลือด ซึ่งสามารถฉีกกระชากร่างของราชันเซียนได้อย่างง่ายดาย
เมื่อมือเหล่านี้ทะลวงออกมาดุจทรงอำนาจไร้ใดต้าน เหล่าราชันเซียนซึ่งซ่อนอยู่ไกล ๆ ก็อดสูดหายใจเฮือกมิได้
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า หากทังอวี่เยียนไม่หลบขึ้นฟ้าไปก่อน คงมิพ้นถูกมือกระดูกนับมิถ้วนเหล่านี้ล้อมโจมตี!
และใครเล่าจะคิดว่าหายนะเช่นนี้จะมาซุกซ่อนใต้พื้นดินของป่าโบราณ?
“เปิด!”
ทังอวี่เยียนเหวี่ยงมีด ปราณมีดสีเขียวซัดกระหน่ำเยี่ยงพายุใหญ่ทันที
แดนดินพลันสะท้านไหว มือกระดูกนับไม่ถ้วนพลันสลาย ปราณมีดสะบั้นพฤกษาใหญ่ตระหง่านสูงรอบข้างอย่างอหังการไร้ขอบเขต
ทังอวี่เยียนสะบัดข้อมือ
ฉัวะ!
พฤกษาน้อยสีดำซึ่งถูกเส้นไหมพันรากอยู่ถูกถอนขึ้นจากพื้น แล้วเข้ามาสู่มือของทังอวี่เยียน
ในที่สุดครานี้ นางก็ได้โชคมาไว้ในมือ!
ทันใดนั้น เสียงประหลาดเหมือนกระดูกเสียดสีกันก็ดังออกมาจากในม่านหมอก
และร่างหนึ่งที่มีความสูงสิบจั้ง ปกคลุมด้วยรัศมีแดงฉานดุจโลหิตก็เดินออกมาจากในม่านหมอก
ปราณร้ายกาจอันทำให้ผู้คนตัวสั่นแผ่ไปทั่วทั้งโลกหล้า
“นั่นมันอันใดกัน?”
บางผู้กล่าวอย่างประหลาดใจ
จากการตรวจสอบของจิตสัมผัส ร่างสูงสิบจั้งนั้นเป็นซากศพเน่าเปื่อยศพหนึ่ง กระดูกโผล่ออกมา มีเพียงส่วนศีรษะซึ่งยังมีเศษเนื้อเน่าเต็มไปด้วยแผลหุ้มอยู่
หมอกสีเลือดอันคละคลุ้งแผ่กระจายจากร่างของมันเยี่ยงน้ำตก ปราณดุร้ายสะเทือนโลกา
ทุกผู้ล้วนหน้าเสีย สัมผัสได้ถึงวิกฤตร้ายแรง
สีหน้าของทังอวี่เยียนเปลี่ยนไปอย่างช่วยมิได้
ทว่าดวงตาคู่งามของนางมีประกายแสงทอออกมา
มารอันทรงพลังเช่นนี้ หากล่าได้ จะได้รับผลึกมารแบบไหนกัน?
ตู้ม!
ซากศพซึ่งอยู่ไกลออกไปเคลื่อนไหว เพียงหนึ่งการสะบัดมือ หมอกมารสีเลือดพลันเปลี่ยนเป็นตรวนพุ่งเข้าโจมตีทังอวี่เยียนอย่างมืดฟ้ามัวดิน
อำนาจสีเลือดอันร้ายกาจนั้นแผ่ออกมา ในขณะที่ทังอวี่เยียนพุ่งเข้าไปโดยไร้ลังเล
ตู้ม!
มีดสั้นสีเขียวเรืองรัศมี ต่อสู้กับซากศพนั้นอย่างดุเดือด
ฟ้าดินระส่ำระสาย
ปราณมีดพุ่งทะลวงนภา พงไพรโบราณถูกทำลายราบ ปราณโลหิตพลุ่งพล่านและปั่นป่วนจตุรทิศ
ทังอวี่เยียนแข็งแกร่งมาก เผยฝีมือเลิศล้ำแห่งราชันเซียน มีดชี้ตรงประหนึ่งเบิกสวรรค์สะบั้นแดน
ทว่าซากศพสิบจั้งนั้นยิ่งร้ายกาจเสียกว่า!
มันควบคุมอำนาจแห่งโลหิต กระหน่ำโจมตีอย่างดุร้ายมิหยุดหย่อน ความแข็งแกร่งที่มันแสดงออกมาทำให้เหล่าราชันเซียนซึ่งมองศึกจากไกล ๆ ถึงกับตัวสั่น
นี่มันสัตว์ประหลาดใดกัน?
ครู่ต่อมา
บนซากศพปรากฏแผลมีดเฉือนมากมาย ชวนน่าใจหายยิ่งนัก
ทว่าทังอวี่เยียนก็บาดเจ็บเช่นกัน นางถูกปราณโลหิตฟาดเข้าใส่จนใบหน้าซีดขาว
เหล่าราชันเซียนทะยานออกมาด้วยหมายช่วยเหลือ ทว่าหญิงเฒ่ากลับหยุดพวกเขาไว้มิให้มาพัวพัน
มิใช่เพราะนางดื้อด้าน แต่เป็นเพราะรู้ดีว่าด้วยกำลังของราชันเซียนเหล่านั้น การเผชิญหน้ากับมารร้ายผู้ไร้เทียมทานเช่นนี้หามีประโยชน์มากไม่
“ฆ่า!”
ทังอวี่เยียนทะยานเข้าใส่อีกครั้ง
นางจู่โจมรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
ทว่าซากศพนั้นก็แทบทนมิไหวแล้ว ร่างของมันเปรียบประหนึ่งกระเบื้องร้าว ทั่วทั้งร่างปรากฏรอยตำหนิใกล้แหลกสลาย
ศึกอันดุเดือดนี้ทำให้ราชันเซียนทั้งหลายอดหลั่งเหงื่อเพื่อทังอวี่เยียนมิได้
ทว่ากลับผิดคาด ศพนั้นหันหลังเผ่นหนี!
“อยากจะหนีรึ? ไม่มีทาง!”
ทังอวี่เยียนทะยานเข้าไปพร้อมมีดในมือ
ทว่าในยามนี้เอง หอกศึกสีดำเล่มหนึ่งกลับทะลวงออกมาบนอากาศ
มันทะลวงผ่านร่างของซากศพสูงสิบจั้งทันควัน
ตู้ม!
ศพร่างนั้นสลายไปในที่สุด
แล้วชายร่างสูงผู้หนึ่งก็ทะยานผ่านนภา ยกมือขึ้นคว้าผลึกมารสีเลือดที่มีขนาดเท่ากำปั้นไป
ทุกผู้ล้วนตะลึง มีผู้กล้าฉวยโอกาสแย่งของไปง่าย ๆ?
ทว่าเมื่อจำตัวตนของชายผู้นั้นได้ เหล่าราชันเซียนก็ต่างเปลี่ยนสีหน้า
ฉู่ป้าเทียน!
ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว ตัวตนร้ายกาจท้าทายสวรรค์!
“ฉู่ป้าเทียน ข้าไม่คาดคิดเลยว่าคนเช่นเจ้าจะทำเรื่องน่ารังเกียจไร้ยางอายเช่นนี้!”
ใบหน้างดงามของทังอวี่เยียนเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง กัดฟันกล่าวอย่างแค้นเคือง
นางทุ่มเททุกอย่างที่มี จนในที่สุดก็ปราบมารตนนี้ลงได้ ทว่าขณะกำลังจะฆ่าเหยื่อผู้นี้ก็มีผู้มาชิงมันไปในพริบตา จะมิให้โมโหได้เช่นไร?
“น่าขำ”
ทุกผู้ “…”
สีหน้าของทังอวี่เยียนเครียดขึ้ง “กล้าทำไม่กล้ารับหรือ?”
ฉู่ป้าเทียนฉีกยิ้มกล่าว “ข้าช่วยชีวิตเจ้า ไฉนเจ้าจึงไม่กล้ายอมรับกัน? นี่เป็นบุญคุณช่วยชีวิตนะ ต่อให้เจ้ามิชอบใจ ก็นับเป็นบุญคุณกันอยู่ดี!”
ทังอวี่เยียนสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสงบใจตน “ข้าจะจำเรื่องนี้ไว้ ต่อจากนี้รอดูเถอะ!”
นางในยามนี้บาดเจ็บสาหัสเกินไป แม้จะมีสหายร่วมทางมากมาย แต่ก็ไร้หนทางพลิกสถานการณ์เมื่อเผชิญกับราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานอย่างฉู่ป้าเทียนได้เลย
กระทั่งว่า หากสู้กัน ฝ่ายนางจะยิ่งเสียหายหนัก!
“ช้าก่อน!”
ฉู่ป้าเทียนกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าช่วยชีวิตเจ้า เจ้าก็น่าจะต้องตอบแทนด้วยบางสิ่งหรือไม่?”
ทุกผู้ล้วนเดือดดาล ไม่คาดคิดเลยว่าราชันเซียนอย่างฉู่ป้าเทียนจะโหดเหี้ยมและร้ายกาจ เขาไม่เพียงฉวยโอกาสปล้นกันยามวิกฤต ยังมาข่มขู่รีดไถทังอวี่เยียนด้วย!
“ตอบแทน?”
หญิงเฒ่าหัวเราะอย่างเดือดดาล
“ถูกต้อง ข้าว่านะ พฤกษาน้อยสีดำที่เจ้าเพิ่งถอนไปนั่นก็พอแล้ว”
ฉู่ป้าเทียนว่า “ส่งมันมา แล้วก็จะถือว่าบุญคุณช่วยชีวิตนี้เสมอกัน แล้วเจ้าจะไปที่ใดก็เชิญ”
“ฉู่ป้าเทียน เจ้าจะทุเรศเกินไปแล้ว!”
บางผู้อดตวาดไม่ได้
ตู้ม!
ฉู่ป้าเทียนตวัดหอกศึกสีดำในมืออย่างมาดร้าย “หากมิพูดใครเล่าจะรู้ ถูกหรือไม่? ตอบข้าคำเดียวก็พอ จะให้หรือไม่?”
ทุกผู้โกรธเสียจนปอดแทบระเบิด
ทังอวี่เยียนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะนำพฤกษาน้อยสีดำออกมาขว้างใส่อีกฝ่าย จากนั้นก็จากไปกับทุกผู้อย่างไร้วาจา
ครานี้ ฉู่ป้าเทียนมิได้รั้งอีกฝ่ายเอาไว้ เขามองพวกทังอวี่เยียนจากไปแล้วอดหัวเราะลั่นมิได้
ทังอวี่เยียนกับคณะล้วนแค้นเคืองอยู่ในใจ ทั้งเดือดดาลและไร้หนทาง
จนเมื่อออกมาจากเขตพงไพร ราชันเซียนผู้หนึ่งก็อดกล่าวมิได้ “ฉู่ป้าเทียนผู้นั้นช่างชั่วช้า! น่ารังเกียจนัก!”
สีหน้าของคนอื่น ๆ เองก็มิสู้ดีนัก
ทังอวี่เยียนสงบสติลงพลางกล่าวขึ้นว่า “ศึกชิงโอกาสเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องกังวลหรอก ยามนี้พวกเราเพียงเสียหายอย่างมาก แต่ในเมื่อคนปลอดภัยก็ดีแล้ว เมื่อข้าฟื้นจากบาดแผล ข้าจะไปคิดบัญชีกับเขาแน่นอน!”
น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ทว่าในใจหาเยือกเย็นไม่
ทุ่มเทพากเพียรแทบตาย แต่สุดท้ายผลประโยชน์กลับตกสู่มือผู้อื่น น่าเจ็บใจยิ่ง
โดยเฉพาะท่าทีของฉู่ป้าเทียนนั้นหยิ่งยโสมากความ วาจาพลิกผันแปรเท็จเป็นจริง ทำให้ผู้คนอยากจับเขามาสับเป็นพัน ๆ ชิ้นนัก
ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นไกล ๆ
สวมอาภรณ์สีดำรูปแบบนักพรต รวบผมเป็นมวย ใบหน้าธรรมดาดาษดื่น กิริยาเฉยชาสบายใจ
“เสิ่นมู่?”
ราชันเซียนจากตระกูลทังผู้หนึ่งจำซูอี้ได้แล้วกล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้ามาเร็วมากเลย”
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าทังอวี่เยียนจะพาเสิ่นมู่ไปด้วยในครานี้
นอกจากนั้นยังเข้าใจชัดเจนว่าเสิ่นมู่ผู้นี้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาโดยอาศัยความสัมพันธ์กับตระกูลทัง
กล่าวสั้น ๆ คือ ในสายตาพวกเขา ซูอี้คือผู้ใช้เส้นสาย
แม้ฉากหน้าพวกเขาจะดูสุภาพ ทว่าในใจพวกเขากลับนึกดูหมิ่นอยู่ไม่น้อย
ราชันเซียนนับพันซึ่งเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาหนนี้ล้วนถูกตรวจสอบหลายขั้นหลายตอน ใครเล่าจะทนมองผู้ใช้เส้นสายเข้ามาได้ง่าย ๆ?
“เหตุใดเจ้าจึงบาดเจ็บ?”
ชายหนุ่มประหลาดใจเมื่อพบว่าทังอวี่เยียนบาดเจ็บ ดูค่อนข้างสะบักสะบอม
“กงการอันใดของเจ้าล่ะ?”
ทังอวี่เยียนกล่าวอย่างเย็นชา
นางกล้ำกลืนโทสะมาสักพักแล้ว เมื่อพบกับชายผู้ทำให้นางเหม็นขี้หน้าอยู่แล้ว นางย่อมมิแสดงท่าทางเป็นมิตรด้วย
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้มอย่างไม่สนใจ
เขาเห็นได้ว่านางต้องประสบเหตุเสียเปรียบอย่างหนักหน่วงจนเดือดดาลสิ้นสติอยู่แน่ สภาพจิตใจจึงก้าวร้าวเพียงนี้
“เกิดอันใดขึ้นที่นี่หรือ?”
ซูอี้หันไปถามราชันเซียนจากตระกูลทังผู้หนึ่ง
ราชันเซียนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีน้ำเงิน ร่างผอมซูบ มีนามว่าทังหานเฟิง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็กล่าวอย่างไม่คิดอดทน “พี่หญิงอวี่เยียนก็บอกแล้วว่ามิใช่กงการของเจ้า อย่าถามเลย”
ราชันเซียนคนอื่น ๆ ลังเลสักนิด ก่อนจะพูดว่า “สหายเต๋าเสิ่นคงมิทราบว่า ก่อนหน้านี้…”
เขาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นพอสังเขป
“ฉู่ป้าเทียน?”
ซูอี้ตาลุก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาไปหนใด?”
นับตั้งแต่เขามายังบรรพตมารล่าเวหานี้ เขาก็หมายมาดจะจับตัวฉู่ป้าเทียนอยู่แล้ว!
และในยามนี้ มันก็นับเป็นโอกาสอันหายาก!!