บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1673: ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว
ตอนที่ 1673: ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว
“เจ้าคิดจะล้างแค้นให้แม่นางอวี่เยียนหรือ?”
ราชันเซียนผู้นั้นตกตะลึง
ซูอี้กล่าวอย่างไม่ปฏิเสธ “ไฉนจึงมิได้เล่า?”
เขาย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าตนหมายตาฉู่ป้าเทียนและคิดปราบอีกฝ่ายอยู่แล้ว
“แค่เจ้าหรือ?”
ทังหานเฟิงอดรู้สึกขบขันมิได้ ชายผู้พึ่งเส้นสายตระกูลทังเพื่อเข้ามาในงานประกวดล่าเวหานี้ช่างหน้าด้านนัก
หากฉู่ป้าเทียนผู้นั้นรับมือได้ง่าย ไฉนคนเหล่านี้จึงต้องกล้ำกลืนโทสะด้วย?
มีหนึ่งผู้ถอนใจ “สหายเต๋าเสิ่น ฉู่ป้าเทียนผู้นั้นอหังการ ชั่วร้ายและเย่อหยิ่งนิ่งนัก เจ้าไปสู้กับเขา มันจะต่างอันใดกับพาตัวไปตายเล่า?”
“พอแล้ว มิต้องพูดถึงมันอีก”
ทังอวี่เยียนกล่าวขัด “ไปหาที่พักกันก่อนเถอะ รอข้าฟื้นตัวให้เสร็จสิ้น แล้วเราค่อยไปกันต่อ”
แม้ทุกผู้จะค่อนแคะวาจาของซูอี้ว่าหาเรื่องตาย แต่เจตนาของเขาก็ทำให้สีหน้าของนางสงบลงมาก
นางลอบกล่าวในใจ ‘แม้คนผู้นี้จะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจักรวาล แต่ก็หาได้ยากที่จะกล้าเสนอล้างแค้นราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างฉู่ป้าเทียนให้ข้า’
ซูอี้ครุ่นคิด แล้วก็ทำได้เพียงทิ้งมันไป
ยามนี้นับว่าสายไปก้าวหนึ่งหากจะหาฉู่ป้าเทียนจริง ๆ
ไม่นานนัก ทังอวี่เยียนก็หาที่ปลอดภัยอันไร้ผู้คนได้และเริ่มเยียวยาตนเอง
ซูอี้นำเก้าอี้หวายออกมาทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายใจ ก่อนจะนำไหสุราออกมาดื่ม
เขากำลังครุ่นคิดว่าจะจับตัวฉู่ป้าเทียนให้อยู่หมัดทันทีที่พบ จนอีกฝ่ายไม่อาจขยี้ป้ายสัญลักษณ์ได้ทันอย่างไรดี
ราชันเซียนอีกหกคนรวมกลุ่มกันสนทนาไปเรื่อยเปื่อย
เมื่อสังเกตว่า แม้เขาจะเสี่ยงอันตราย ก็ยังพกพาเก้าอี้หวายไปไหนมาไหน พวกเขาก็อดผงะไปมิได้ คนผู้นี้คิดว่างานประกวดล่าเวหาเป็นการสัญจรชมนกชมไม้หรือไร!?
ทังหานเฟิงอึดอัดใจ อดกล่าวมิได้ว่า “เสิ่นมู่ ข้าอยากรู้นัก ยามเจ้าเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา ไฉนเจ้าจึงไม่ไปคัดกรองชิงตำแหน่งด้วยความแข็งแกร่งตน แต่กลับอยากเข้ามาด้วยเส้นสายของตระกูลข้า?”
คนอื่น ๆ เองก็ต่างหันมอง
ซูอี้กล่าวอย่างสุขุม “ข้าเข้าร่วมการคัดกรองไม่ได้หรอก การฝึกฝนของข้ามิเพียงพอ”
เขาเป็นเซียนขอบเขตจักรวาล หากมิได้เข้ามาผ่านเส้นสายตระกูลทัง เขาก็ไม่อาจเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาซึ่งมีเพียงราชันเซียนเท่านั้นที่เข้าร่วมได้
ทว่าทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ สีหน้าของทุกผู้พลันแปรเปลี่ยนพิกล
ทังหานเฟิงอดเหยียดยิ้มเยาะมิได้ “เจ้ารู้ตัวดีนี่ แล้วเจ้าอยากทำอันใดเมื่อเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหานี้เล่า?”
ซูอี้จิบสุรากล่าว “หนึ่งคือข้ามขอบเขต สองหรือสำรวจโลกเร้นลับอันเหลือรอดจากยุคสุดวิเวก”
ทุกผู้ล้วนผงะ
ราชันเซียนผู้หนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แค่เจ้า? ยังอยากสำรวจถ้ำพำนักที่อยู่ภายในบรรพตมารล่าเวหานี่หรือ?”
เสิ่นมู่ผู้นี้ฝีมือไม่ถึงขั้น แต่วาจาหาถ่อมตัวไม่!
เกรงว่าเขาจะไม่รู้เลยว่าถ้ำพำนักอันอยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกนี้อันตรายร้ายแรงเพียงใด!
“ไม่ว่าเจ้าจะมีจุดประสงค์เช่นไร ฟังข้านะ”
ทังหานเฟิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “ต่อจากนี้ เจ้าต้องร่วมมือฟังคำสั่งของเราแต่โดยดี ห้ามกระทำการโดยมิได้รับอนุญาต!”
“นอกจากนั้น ระหว่างทางเราจะแบ่งสินสงครามกันตามฝีมือ ยิ่งช่วยมากยิ่งได้มาก”
“แต่หากเจ้าอยากได้รับประโยชน์โดยมิทำอันใด มันก็เป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากข้าจะมิเห็นด้วยแล้ว สหายเต๋าคนอื่น ๆ ก็หาเห็นด้วยไม่!”
ว่าแล้ว ทังหานเฟิงก็จับจ้องซูอี้ “เข้าใจหรือไม่?”
เขาตั้งกฎให้ซูอี้
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเฉยเมย “ได้ แบ่งกันตามฝีมือ”
มีหรือเขาจะมิเห็นว่าคนอื่น ๆ มองเขาเป็นผู้อาศัยเส้นสายเกาะกินผลประโยชน์?
ทว่าเขาคร้านเกินกว่าจะอธิบาย
“นับว่าเจ้าพูดรู้เรื่อง”
ทังหานเฟิงดูจะพอใจกับเรื่องนี้ และมิสนใจเขาอีก
ทังอวี่เยียนซึ่งทำสมาธิฟื้นฟูตนเองอยู่มิไกลนักหลับตาอยู่ ทว่าก็ได้ยินบทสนทนาเหล่านี้ชัดเจน
‘ไฉนคนผู้นี้จึงไม่โกรธเลยสักนิดยามถูกปฏิบัติเช่นนี้?’
ทังอวี่เยียนงุนงง
ในความคิดของนาง ในเมื่อท่านอาเจ็ดให้ความสำคัญต่อเสิ่นมู่ผู้นี้มากนัก คนผู้นี้ก็ต้องมีบางอย่างไม่ธรรมดา บางทีเขาอาจเป็นผู้ไร้เทียมทานซึ่งแฝงกายลึกล้ำก็เป็นได้
หาไม่ อาเจ็ดหรือจะยอมยกเว้น ใช้เส้นสายในตระกูลให้เสิ่นมู่เข้าร่วมงานประกวดหรือ?
เขากระทั่งมากำชับนางอย่างเด็ดขาดให้กระทำการโดยเชื่อฟังเสิ่นมู่ผู้นี้อย่างไร้ข้อแม้!
การกำชับเช่นนี้ ทังอวี่เยียนย่อมไม่พอใจ เชื่อไม่ลงและต่อต้านอย่างสุดกำลังในใจ
ทว่าหลังสงบสติลงได้ นางก็ตระหนักว่าอาเจ็ดอาจจะทำเช่นนี้โดยมีความนัยลึกล้ำ นางจึงรับซูอี้ให้เดินทางด้วยกัน
แต่เมื่อเห็นเขาถูกผู้อื่นล้อเลียนดูถูกแล้วมิกล้าต่อสู้ตอบโต้ การแสดงออกอย่างอ่อนแอนั้นทำให้นางรู้สึกผิดหวังในใจอย่างอธิบายมิได้
‘พอเถอะ คิดแค่ว่าเขาเป็นคนพิเศษ… ที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลข้าแล้วกัน’
ทังอวี่เยียนเลิกคิดต่อ
สองสามชั่วยามต่อมา
ทังอวี่เยียนฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และตัดสินใจออกเดินทางต่อทันที
“ต่อไป เราจะไป ‘สันเขาดาวตก’ กัน ที่นั่นก็มีโอกาสอันล้ำเลิศแฝงอยู่ หากโชคดีก็อาจได้เก็บเกี่ยว ‘ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว’ อันหาได้ยากยิ่ง!”
ทังอวี่เยียนบอกจุดหมายถัดไป
เมื่อร้อยปีก่อน นางได้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาหนก่อน และค่อนข้างคุ้นเคยกับสถานการณ์ภายในบรรพตนี้ ทั้งจุดกระจายโอกาส จุดอันตรายที่มิควรสัญจรผ่าน นางรู้กระจ่างแจ้งดี
“ทว่าสันเขาดาวตกนั้นอันตรายมาก มีหมู่มารประหลาดอันตรายมากมาย นอกจากนั้น หากข้าคาดเดาถูกต้อง ราชันเซียนคนอื่น ๆ เองก็คงไปยังสันเขาดาวตกเช่นกัน เมื่อไปถึงที่นั่นขอให้ระวังตัว อย่าให้ผู้ใดโจมตีได้”
หลังจากสั่งการเสร็จเรียบร้อย ทังอวี่เยียนก็นำทุกผู้เดินทางทันที
ระหว่างทังอวี่เยียนนำทาง นอกจากมารระหว่างทางบางตนก็มิได้บังเกิดเหตุการณ์พลิกผันมากนัก
ควรค่ากล่าวถึงว่าจากการปรากฏของเหล่ามารระหว่างทาง เนื่องจากซูอี้ไม่ได้ลงมือ เขาจึงมิได้สินสงครามแม้แต่น้อย
เขาหาสนใจเรื่องนี้ไม่
เพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรจริง ๆ
ทว่าราชันเซียนคนอื่น ๆ กลับรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย และแน่ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าซูอี้มาที่นี่เพื่อเที่ยวเล่น ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้พูดอันใดด้วยเห็นแก่หน้าทังอวี่เยียน
ครึ่งวันต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงสันเขาดาวตก
มันเป็นเขาหัวโล้นลูกหนึ่ง ซึ่งกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และเหนือยอดเขามีเมฆสายฟ้าหนาทึบ ชวนระทึกใจ โลหิตปั่นป่วน
ทันทีที่ทังอวี่เยียนและคณะเข้าสู่สันเขาดาวตก ปีศาจมารกลุ่มหนึ่งก็มาล้อมโจมตีพวกเขา
ปีศาจมารเหล่านี้ดูคล้ายวานร เส้นขนหนาทึบ ใบหน้าอัปลักษณ์ ดวงตาสีแดงดุจโลหิต อำนาจแข็งแกร่งร้ายกาจยิ่ง สังหารราชันเซียนทั่วไปได้ทุกเมื่อ!
พวกมันเคลื่อนไหวเป็นฝูง หากลัวความตายไม่
ทังอวี่เยียนและคณะทุ่มสุดกำลังจนกว่าจะฆ่ามารปีศาจกลุ่มนี้ได้ นอกจากทังอวี่เยียน ทุกผู้ก็ล้วนหอบแฮกเหนื่อยล้า
ทว่าสินสงครามก็อู้ฟู่เหลือแสน เก็บเกี่ยวผลึกมารเหนือธรรมดามาได้หลายสิบ
“เสิ่นมู่ ไฉนก่อนหน้านี้จึงไม่ลงมือ กลัวจนโง่ไปแล้วหรือไร?”
ทังหานเฟิงถลึงตามองซูอี้อย่างไม่พอใจ
ชายหนุ่มมองไปยังสันเขาดาวตกห่างออกไปและกล่าวเสียงเรียบ “ศึกเช่นนี้ไร้อันตรายสำหรับพวกเจ้า จึงไร้ความจำเป็นให้ข้าต้องลงมือ”
ทุกผู้แทบหลุดหัวเราะ กลัวก็ว่ากลัวสิ มาเสแสร้งเพื่อการใด!
ทังหานเฟิงกำลังจะกล่าวแย้ง ทว่าทังอวี่เยียนกล่าวขัดขึ้นก่อน “พูดให้น้อยแล้วเร่งไปต่อ เราต้องไปให้ถึงยอดสันเขาดาวตกนะ”
คณะเดินทางต่อในทันที
ระหว่างทาง พวกเขาพบกับฝูงมารปีศาจเข้าโจมตีอีกหน แม้จะไม่อันตรายถึงตาย แต่ก็ทำให้พวกเขาทุลักทุเลกันไม่น้อย
กระทั่งยามพวกเขารับมือกับฝูงมารปีศาจผีเสื้อซึ่งดูคล้ายมารอัปลักษณ์ พวกทังหานเฟิงยังล้วนบาดเจ็บสะบักสะบอม
แต่ถึงเช่นนั้น ซูอี้ก็มิได้ลงมือเพราะหาจำเป็นไม่
ทุกหนที่เกิดศึก เขาตัดสินสถานการณ์ได้เพียงชำเลืองมอง และรู้ดีมากว่าด้วยความแข็งแกร่งของพวกทังอวี่เยียนก็รับมือได้แล้ว ไร้ความจำเป็นให้เขาต้องเข้าพัวพัน
ทว่าทังหานเฟิงและคณะต่างดูแคลนซูอี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในใจ และยามลงมือ พวกเขาก็มีสีหน้าเย็นชา มิสนใจชายหนุ่มอีก
ทว่าเขากลับสบายใจ เอามือไพล่ไว้เบื้องหลัง ติดตามอย่างไม่รีบร้อน
“ดูนั่น!”
จนเมื่อเข้ามาในสันเขาดาวตก คู่เนตรงามของทังอวี่เยียนก็เปล่งประกาย
ไกลออกไปมีหมอกสีเลือดปรากฏขึ้นบดบังนภา และภายในหมอกนั้นก็มีหมู่ดาวหลากสีสันตระการตาลอยวูบไหวไปมา
เมื่อมองดี ๆ ก็พบว่าหมู่ดาวเหล่านั้นคือดาวตกที่มีขนาดเท่ากำปั้น!
“นั่นคือศิลามารดรกำเนิดดวงดาว! วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์อันยากได้ยากในโลกหล้า เพียงพอให้ราชันเซียนหวั่นไหว เป็นวัตถุดิบเลิศล้ำสำหรับหลอมทำสมบัติเซียน!”
ดวงตาของทังอวี่เยียนร้อนรุ่ม คนอื่น ๆ เองก็เผยความตื่นเต้น
ศิลามารดรกำเนิดดวงดาวเหล่านั้นมีนับร้อยชิ้น วูบไหวในหมอกสีเลือดดุจดวงดาราวูบไหว เย้ายวนใจยิ่งนัก
ยามนี้ ทังหานเฟิงเหลือบตามองซูอี้อย่างเย็นชา “ยามนี้เจ้าอย่าลงมือเป็นดี!”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “งั้นเจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน หากข้าเข้าใจไม่ผิด มีผู้แข็งแกร่งซ่อนตัวในหมอกสีเลือดนั่นเยอะอยู่”
ทังหานเฟิงนิ่งไป ก่อนจะแค่นเสียง “อย่าห่วงเลย!”
ทังอวี่เยียนขมวดคิ้ว “เสิ่นมู่พูดถูก ภายในหมอกสีเลือดนั่นมีมารปีศาจอันตรายอยู่ และบางตนเป็นภัยถึงตายต่อข้าได้”
ทุกผู้ล้วนผงะนิ่ง หัวใจเต้นด้วยความครั่นคร้าม
“แต่อย่าห่วงเลย ข้าเตรียมตัวมาแล้ว”
ว่าแล้ว นางก็นำเชือกสีขาวดุจหิมะที่มีความหนาเท่าหัวแม่มือออกมาเส้นหนึ่ง “นี่คือเชือกมัดวิญญาณ พวกเจ้าคุ้มกันข้า แล้วข้าจะใช้สมบัตินี้รวบรวมศิลามารดรกำเนิดดวงดาวมา”
ทุกผู้ตอบรับทันที
ซูอี้พลันหันไปมองไกล ๆ “มีคนกำลังมา”
ทันใดนั้น เสียงคำรามดังมาอย่างทรงอำนาจ
นั่นเป็นตัวตนระดับราชันเซียนกลุ่มหนึ่ง
ผู้นำสวมอาภรณ์ยาวแขนเสื้อกว้างสีเหลือง ใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงชายหนุ่ม เรือนผมสีขาวยาวสยาย
“กู้ตงหลิว ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากลัทธิอัคคีเทพ!”
สีหน้าของทังหานเฟิงพลันแปรเปลี่ยน
ในงานประกวดล่าเวหามีราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพเข้าร่วมมากมาย ในหมู่พวกเขา ผู้มีชื่อเสียงที่สุดคือสามราชันเซียนไร้เทียมทาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกู้ตงหลิวผู้นี้
คนผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดท้าทายสวรรค์จากสำนักมารผู้โด่งดัง
กู้ตงหลิวกับราชันเซียนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในยามนี้ ทำให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นในบัดดล
ทังอวี่เยียนอดขมวดคิ้วมิได้ นางเองก็เป็นราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานเช่นกัน ดังนั้นนางย่อมรู้ดีว่าศัตรูอย่างกู้ตงหลิวแข็งแกร่งเพียงใด
มีเพียงซูอี้ที่ยืนนิ่ง คงไว้ซึ่งท่าทีสุขุมผ่อนคลาย
……………