บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1674: เสิ่นมู่ คุณชายผู้สูงส่ง
ตอนที่ 1674: เสิ่นมู่ คุณชายผู้สูงส่ง
หลังจากกู้ตงหลิวและคณะของเขามาถึง พวกเขาก็ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจเข้ามาพัวพันอย่างมิเกรงฟ้ากลัวดิน
“แม่นางทัง โอกาสในวันนี้ เราแบ่งเท่า ๆ กันคนละครึ่งดีหรือไม่?”
กู้ตงหลิวกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม
เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้ว่าทังอวี่เยียนแข็งแกร่งเพียงใด หากเปลี่ยนเป็นราชันเซียนคนอื่น ๆ เขาคงไล่ไปนานแล้ว
“ไฉนจึงแบ่งครึ่ง? เรามาก่อนนะ!”
ทังอวี่เยียนกล่าวเสียงเย็น
กู้ตงหลิวชี้ไปยังหมอกสีเลือดที่อยู่ไกลออกไปแล้วกล่าวว่า “ภายในหมอกสีเลือดนั่นมีมารปีศาจร้ายซุ่มอยู่ หากเราแตกหักกันเอง เพียงการต่อสู้ก็จะปลุกมารปีศาจเหล่านั้นขึ้นมา ถึงยามนั้นก็จะไร้ผู้ใดมีโอกาสได้ชิงมันไป”
“แต่หากเราร่วมมือกัน ต่างฝ่ายก็ล้วนปลอดภัย ซ้ำยังได้โอกาส ไฉนจึงมิทำเล่า?”
วาจานั้นทำให้สีหน้าของเหล่าราชันเซียนจากตระกูลทังอ่านยากไปชั่วขณะ หัวใจของพวกเขาหนักอึ้งไร้หนทาง
ไร้เหตุผลอื่นใด นอกจากกู้ตงหลิวกำลังพูดความจริง!
“หากจะแบ่งกันก็ได้ แต่เราต้องได้เจ็ดส่วน”
วาจาของทังอวี่เยียนเย็นเยือก “หาไม่ เราก็เลิกคุยเรื่องนี้ได้เลย”
“เจ็ดส่วน?”
กู้ตงหลิวขมวดคิ้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลง “มิได้ ต้องแบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง ข้าให้เกียรติเจ้า ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าคนแซ่กู้จะมีดีเพียงวาจานะ!”
บรรยากาศทวีความกดดันขึ้นเรื่อย ๆ คมดาบสั่นสะท้าน!
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งอันกังวานใสดุจระฆังยามเช้า ฆ้องโมงยามค่ำก็ดังขึ้น
“โอกาสเช่นนี้ ในเมื่อพบเห็นแล้วแบ่งปัน เช่นนั้นก็นับหลวงจีนผู้นี้ด้วยคนสิ”
พร้อมกันนั้น หลวงจีนในจีวรซึ่งมีรูปลักษณ์งดงามสูงส่งผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
ทุกย่างก้าวของเขามีบงกชผลิบานรองรับ บรรยากาศเคร่งขรึมสะดุดตา
“นั่นมันโจรหัวล้านใจดำไร้ยางอายผู้นั้น!”
บางผู้จากฝั่งลัทธิอัคคีเทพอุทานอย่างหวาดผวา
ทางฝั่งทังอวี่เยียนเองก็ประหลาดใจจนหน้าเปลี่ยนสี
จัวอวิ๋น ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากอารามบงกชผู้นี้ ใครบ้างจะไม่รู้จัก?
ผู้คนซึ่งเข้าใจจัวอวิ๋นจะทราบว่าหลวงจีนผู้ดูเมตตากรุณาผู้นี้ แท้จริงโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง ชอบใช้ตราประทับสมบัติฟาดหัวคนเยี่ยงก้อนอิฐ
และการปรากฏตัวของจัวอวิ๋นทำให้สถานการณ์แปรเปลี่ยนกะทันหัน
กู้ตงหลิวกับคณะจากลัทธิอัคคีเทพล้วนรู้สึกถึงเรื่องยุ่งยาก
ทังอวี่เยียนเองก็เลิกคิ้วขึ้น รู้สึกปวดเศียร
คู่แข่งมากมายปรากฏขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น ซึ่งเกินความคาดหมายของนางไปไกลลิบ
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหากคิดฮุบโอกาสนี้ไว้ลำพัง เกรงว่าคงฝันเฟื่องเสียแล้ว!
จัวอวิ๋นรำพึงเบา ๆ
เขาเคลื่อนกายมาจากไกล ๆ ทว่าเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นซูอี้ยืนอยู่ในฝ่ายทังอวี่เยียน ตัวคนก็พลันนิ่งไป มุมปากกระตุกอย่างรุนแรงโดยมิอาจช่วย ไฉนจึงเป็นคนผู้นี้ไปได้!?
แม้หัวใจของเขาจะว้าวุ่น จัวอวิ๋นก็แสร้งทำเป็นสุขุม กล่าวขึ้นว่า “หลวงจีนผู้นี้ทำนายแล้ว พบว่าที่นี่ไร้วาสนาต่อข้า ดังนั้นขอตัว มิรบกวนแล้ว!”
จากนั้นเขาก็หันหลังจากไป
เหล่าผู้พบเห็นล้วนตกตะลึง เกิดอันใดขึ้น?
มาถึงแล้วก็ไปเลยหรือ?
“หยุดก่อน”
หนึ่งเสียงดังขึ้นอย่างเฉยเมย
ผู้พูดคือซูอี้
พวกทังหานเฟิงเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน เสิ่นมู่ผู้นี้จะก่อหายนะอันใด ตั้งใจจะให้หลวงจีนใจดำจัวอวิ๋นหยุดยามเขาจะไปจริง ๆ หรือ?
ทว่าพวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าจัวอวิ๋นผู้หันหลังกลับพลันชะงักเท้า หันกลับมากล่าวอย่างประหลาดใจ “ฮ่า ๆ ที่แท้สหายเต๋าเสิ่นก็อยู่ที่นี่เช่นกัน!”
ทุกผู้ “…”
ทุกผู้ต่างรู้เป็นอย่างดีว่า วาจาของจัวอวิ๋นนั้นไร้ความจริงใจ และกระทั่ง ‘ความประหลาดใจ’ บนใบหน้ายังแสร้งทำกันเห็น ๆ
ทุกผู้อดตะลึงมิได้
ทังอวี่เยียนอดเหลือบมองซูอี้มิได้ คนผู้นี้รู้จักจัวอวิ๋นหรือ?
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ช่วยอย่างหนึ่งสิ จัดการพวกคนจากลัทธิอัคคีเทพกับแม่นางทังแล้วค่อยไปก็ยังมิสาย”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของพวกกู้ตงหลิวพลันแปรเปลี่ยน
จัวอวิ๋นเองก็รู้สึกเหมือนถูกหยามในใจ เจ้าเสิ่นมู่คนเดียวก็ปราบคนพวกนั้นได้แล้ว ไฉนต้องให้ข้าลงมือด้วย?
อึดใจต่อมา เขาก็ประนมมือพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “วาจาของสหายเต๋าเสิ่นถูกต้อง การทำเช่นนี้เป็นหน้าที่ของเราสำนักพุทธ แม้ข้าจะไม่ได้มากฝีมือ ทว่ายามนี้ข้าก็เต็มใจแผลงพระพุทธวัชระ กำจัดปีศาจปราบมาร!”
วาจานั้นกึกก้องได้ยินถ้วนทั่ว ฟังดูแล้วมีคุณธรรมสูงส่ง
ทุกผู้แทบสงสัยว่าตนฟังผิดหรือไม่
ทังอวี่เยียนประหลาดใจอีกครั้ง หากมีจัวอวิ๋นร่วมด้วย ไฉนต้องกลัวกู้ตงหลิวด้วยเล่า?
“หลวงจีนจัวอวิ๋น ทำเช่นนี้หมายความเช่นไร?”
กู้ตงหลิวหน้าเสีย
จัวอวิ๋นนำตราประทับสมบัติทรงสี่เหลี่ยมออกมาพลางกล่าวอย่างเคร่งขรึม “หมายความเช่นไร? แน่นอน ร่วมมือกับแม่นางทังกำจัดมารไง!”
ว่าแล้ว เขาก็ก้าวเข้ามา ยกตราประทับสมบัติขึ้นฟาดใส่กู้ตงหลิว
ดุดันอหังการ!
หาเหมือนหลวงจีนผู้เมตตาไม่!!!
ทังอวี่เยียนที่ไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว มีหรือหนนี้นางจะยังสงวนมารยาท? เมื่อเห็นจัวอวิ๋นลงมือ นางก็ตามติดโดยไร้ลังเล
“ทังอวี่เยียน ไม่ใช่เจ้าต้องการโอกาสนี้หรือ? เมื่อสิ้นศึก พวกมารปีศาจที่อยู่ภายในหมอกโลหิตนี้ได้แห่มากันแน่!”
กู้ตงหลิวตวาดลั่น
ว่าแล้ว เขาก็พาราชันเซียนคนอื่น ๆ หลบไปไม่ให้ถูกล้อมโจมตี หาไม่ เกรงว่าเขาคงได้ตกตายที่นี่แน่
“โอกาสอันใด ขอเพียงกำจัดพวกเจ้าได้ หญิงเฒ่าผู้นี้ก็เต็มใจสละ!”
ทังอวี่เยียนขบกราม ฟาดฟันมีดสั้นสีเขียวของนางเข้าใส่
จัวอวิ๋นนั้นดุดันยิ่งกว่า เขาฟาดตราประทับสมบัติในมืออย่างบ้าคลั่ง
“ถอนตัว!!”
กู้ตงหลิวเดือดดาลจนตวาดลั่น ทว่ามิกล้าต่อสู้ตรง ๆ แล้วเผ่นหนีไปกับราชันเซียนเหล่านั้น
กล่าวคือ หากเป็นการเผชิญหน้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เขาหากลัวจัวอวิ๋นกับทังอวี่เยียนไม่
แต่หากเป็นหนึ่งต่อสอง โอกาสชนะมีไม่มากนัก
ยามนี้ งานประกวดล่าเวหาเพิ่งเริ่มได้ไม่ถึงสองวัน การต่อสู้ชิงโอกาสเดียวนั้นจึงเป็นไปไม่ได้
“เฮ้อ! ไปไหนเล่า!”
จัวอวิ๋นตวาดลั่นและจะไล่ตาม
“พอแล้ว ไม่ต้องไล่ตามแล้ว”
ซูอี้ว่า
จัวอวิ๋นพลันชะงัก ก่อนจะเก็บตราประทับสมบัติไปทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้ หญิงเฒ่าก็ทำได้เพียงรามือ
“อามิตตพุทธ เลิศล้ำยอดเยี่ยม สหายเต๋าเสิ่นจิตใจกว้างขวาง เมตตากรุณา ไม่คิดอยากยุ่งเกี่ยวกับมารชั่วเหล่านั้น จิตใจช่างน่านับถือ”
จัวอวิ๋นสรรเสริญพุทธคุณออกมา
ทุกผู้ “…”
เมื่อครู่ยังสบถสาบานจะปราบมารอยู่เลย แต่ยามนี้เขากลับมาชื่นชมความเมตตาของเสิ่นมู่ หลวงจีนผู้นี้ช่างพูดจากลับกลอกยิ่งนัก!
ซูอี้อดขำมิได้ ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าไปได้แล้ว”
“สหายเต๋ามีธุระต้องทำ หลวงจีนผู้นี้มิอยู่รบกวนต่อ ขอตัวแล้ว”
ว่าแล้ว หลวงจีนจัวอวิ๋นก็หนีเผ่นป่าราบดุจทาน้ำมันไว้ใต้ฝ่าเท้า หายลับไปในพริบตาราวหนีเอาชีวิตรอด
สถานการณ์ตึงเครียดในยามนี้คลี่คลายลงแล้ว
และสายตาของทุกผู้ก็มองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจระคนงุนงง
คนผู้นี้ใช้งานราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากอารามบงกชอย่างจัวอวิ๋นได้เช่นไร?
ยิ่งกว่านั้น ทั้งวาจาและกิริยาของจัวอวิ๋น เห็นได้ชัดว่าเขามิเต็มใจยิ่ง แต่ก็ยังต้องฟังคำสั่งซูอี้!
ช่างน่าตกตะลึง
ตัวตนของจัวอวิ๋นเพียงพอแล้วให้ราชันเซียนทั้งหลายครั่นคร้ามสามส่วน และในหมู่ราชันเซียนในโลกหล้า เขาก็เป็นตัวตนไร้เทียมทานสูงสุด ไฉนจึงเชื่อฟังซูอี้ คนผู้พึ่งพาเส้นสายในการเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาเช่นนี้?
ทว่า แม้ในใจพวกเขาจะมีความสับสนงุนงงมากมาย พวกทังหานเฟิงก็มิได้ถาม
ประการแรกคือความเคารพตนเองของพวกเขาทำให้เป็นการยากที่จะเป็นฝ่ายเริ่มสนทนากับซูอี้ในชั่วขณะนั้น
ประการที่สองคือ ก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งวิจารณ์ ดูหมิ่นถากถางอีกฝ่าย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายตึงเครียดมาเนิ่นนาน
ยามนี้พวกเขาจึงยอมเสียหน้าไถ่ถามมิได้จริง ๆ
ในที่สุด ทังอวี่เยียนก็อดถามมิได้ “เจ้า… เป็นสหายกับจัวอวิ๋นหรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ว่าเช่นนั้นไม่ได้หรอก”
ทังอวี่เยียน “…”
นางจ้องมองซูอี้อย่างลึกล้ำแล้วมิถามอีก ก่อนจะนำเชือกมัดวิญญาณออกมา
วูบ!
เชือกมัดวิญญาณทอดตัวยาว ทะยานเข้าสู่หมอกสีเลือด แล้วมัด ‘ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว’ ไว้ชิ้นหนึ่งอย่างเงียบเชียบ และเมื่อทังอวี่เยียนกวักมือเบา ๆ วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์หายากในโลกหล้าชิ้นนี้ก็ร่วงลงในมือนาง
ต่อมา ทังอวี่เยียนก็ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ รวบรวมศิลามารดรกำเนิดดวงดาวชิ้นแล้วชิ้นเล่าจากในหมอกสีเลือด
ระหว่างนั้น ราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่างออกไปประจำการคุ้มกัน
โชคดีที่ไร้สิ่งใดเกิดขึ้นอีก
ไม่นานนัก ทังอวี่เยียนก็เก็บ ‘ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว’ ในหมอกสีเลือดมาได้เกือบหมด สีหน้าแววตาของนางสุดรื่นเริง
“พวกนี้ให้เจ้า”
ทังอวี่เยียนนำศิลามารดรกำเนิดดวงดาวส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้แก่เหล่าราชันเซียน
จากนั้นนางก็แบ่งครึ่งศิลามารดรกำเนิดดวงดาวที่เหลือ ส่วนหนึ่งให้ตนเอง และส่งอีกส่วนให้ซูอี้ “นี่ของเจ้า”
ในปฏิบัติการนี้ แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ช่วย แต่สถานการณ์ตึงเครียดในวันนี้ก็คลี่คลายลงได้อย่างราบรื่นเพราะความสัมพันธ์ของเขากับจัวอวิ๋น
ดังนั้นทังอวี่เยียนจึงแบ่งการเก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ให้ซูอี้
“เยอะแท้?”
ซูอี้เสสรวล
ทังอวี่เยียนว่า “ข้ากระทำการอย่างยุติธรรมเสมอ นี่คือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ ข้าเชื่อว่าคนอื่น ๆ คงไม่คัดค้านหรอก”
ราชันเซียนทั้งหลายมองหน้ากัน ต่างฝ่ายล้วนยอมรับ
พวกเขาหรือจะไม่รู้ว่า เสิ่นมู่มีบทบาทสำคัญในการที่พวกเขาได้แบ่งโอกาสนี้ร่วมกัน?
เขาไม่ได้เกรงใจ เพียงสะบัดแขนเสื้อหนึ่งหน เขาก็เก็บศิลามารดรกำเนิดดวงดาวไปเกือบห้าสิบชิ้น
ต่อมา ด้วยการนำของทังอวี่เยียน ทุกผู้ก็ออกเดินทางอีกหน
ระหว่างทาง ราชันเซียนทั้งหลายลอบสนทนากัน
“ความแข็งแกร่งของเสิ่นมู่ผู้นี้อาจจะไม่น่าพูดถึง แต่สถานะของเขาน่าจะสูงส่งอย่างยิ่ง หาไม่ ไฉนจัวอวิ๋นจึงช่วยเขา?”
บางผู้วิเคราะห์
“ใช่ หากเขาเป็นเพียงราชันเซียนธรรมดาทั่วไป เขาคงไม่มีวันเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาผ่านเส้นสายตระกูลข้าได้แน่นอน!”
ทังหานเฟิงยืนยัน
“หมายความว่าเราเผชิญกับผู้สูงส่งฐานะยิ่งใหญ่อยู่หรือ? หากเป็นเช่นนี้ ภูมิหลังของเขาย่อมไม่มีทางธรรมดา และข้าเกรงว่ามีเพียงทายาทของผู้ไร้เทียมทานค้ำสวรรค์ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเท่านั้นที่จะได้รับอภิสิทธิ์เพียงนี้หรือไม่?”
บางผู้กล่าวอย่างประหลาดใจ
“ฐานะสูงส่งแล้วอย่างไร? ฝีมือก็งั้น ๆ จะผ่านประเมินเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหายังทำไม่ได้ กระทั่งตัวเขาเองยังยอมรับเลยว่าการฝึกฝนมิเพียงพอ จึงต้องใช้เส้นสายมาเข้าร่วม ราชันเซียนเช่นนี้อย่างมากก็แค่สหายเยอะเท่านั้นแหละ!”
น้ำเสียงของบางผู้เตือความริษยาอย่างมิอาจปิดบัง
และเมื่อสิ้นการสนทนาลับ สายตาของราชันเซียนเหล่านั้นดูจะเห็นว่าซูอี้ได้กลายเป็นตัวตนผู้มีภูมิหลังสูงส่งดั้นฟ้า… เป็นคุณชายผู้สูงส่งไปแล้ว!
……………