บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1675: พบฉู่ป้าเทียนอีกครั้ง
ตอนที่ 1675: พบฉู่ป้าเทียนอีกครั้ง
ครึ่งเดือนต่อมา
ณ ฝั่งธารโลหิตอันโหมสาด
ทังอวี่เยียนนั่งขัดสมาธิ ใช้เวลาฟื้นอาการบาดเจ็บของนาง
ราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่างก็บาดเจ็บ แต่หากเทียบกันแล้ว นับว่ายังร้ายแรงน้อยกว่าทังอวี่เยียนนัก
มีเพียงซูอี้ผู้ไร้รอยขีดข่วน ยืนที่ฝั่งธารโลหิต มองเกลียวคลื่นสีเลือดไร้สิ้นสุด
เกลียวคลื่นซัดสาดฝั่งปั่นป่วน เสียงสนั่นลั่นดุจอัสนี
สายธารเปล่งประกายแดงฉานดุจโลหิตคั่งหลอมรวม เผยปราณหนักชวนให้หัวใจดิ่งร่วง ฟ้าดินถิ่นนี้ปกคลุมด้วยชั้นหมอกสีเลือดหนาทึบ ไร้หย่อมหญ้าใด ๆ เติบโต
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง อาภรณ์นักพรตเต๋าส่ายสะบัดตามลม ไร้มลทินแปดเปื้อนใด ๆ
ทว่าสายตาของราชันเซียนคนอื่น ๆ ที่มองมายังเขากลับซับซ้อนยิ่ง
ทั้งโทสะ เหยียดหยาม และสิ้นหนทาง
ตลอดครึ่งเดือนนับแต่จากสันเขาดาวตกมา จากการนำของทังอวี่เยียน พวกเขาเคลื่อนสู่ส่วนลึกแห่งบรรพตมารล่าเวหาอย่างเร่งรุด
ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญศึกน้อยใหญ่หลายสิบหน
ส่วนใหญ่คือศึกที่ต้องเผชิญมารปีศาจร้าย
หลายครั้งยังเป็นศึกชิงโอกาส ปะทะกับราชันเซียนคนอื่น ๆ
ในศึกเหล่านี้มีราชันเซียนไร้เทียมทานเหมือนทังอวี่เยียนอยู่หลายคน และแม้จะเผชิญอันตรายมากมาย ท้ายที่สุดพวกเขาก็ผ่านมันไปได้
จวบยามนี้ ยังไม่มีผู้ใดตกรอบ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ราชันเซียนเหล่านี้รู้สึกไม่พอใจคือ ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญศึกเช่นไรตลอดทาง เสิ่นมู่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นคุณชายผู้สูงส่งนี้ไม่เคยยื่นมือเข้าช่วย!
ทุกครั้งที่พวกเขาเผชิญศึก อีกฝ่ายกระทำตนราวแสนว่าง ยืนมองเพลิงผลาญจากอีกฝั่งตลิ่งมิเข้ามายุ่งเกี่ยว! อย่าว่าแต่ลงมือ แค่สีหน้ายังมิแปรเปลี่ยนแม้สักนิด!
หากเป็นเช่นนั้นก็แล้วไป เพราะถึงอย่างไร ในสายตาของราชันเซียนเหล่านี้ พวกเขาถือเสิ่นมู่เป็นผู้สูงส่งซึ่งอ่อนแอทว่ามีเส้นสายมากมายไปแล้ว
ลึก ๆ ในใจ พวกเขาไม่คาดหรอกว่าเสิ่นมู่จะมีประโยชน์ ขอเพียงมิซ้ำเติมก่อกวน ถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเขาก็พอ
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจอย่างแท้จริงนั้นเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้สินสงครามมา ทังอวี่เยียนจะแบ่งส่วนหนึ่งให้เสิ่นมู่ด้วย!
ปฏิบัติต่อผู้ถ่วงแข้งถ่วงขาอยู่เฉย ๆ เช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะรู้สึกยุติธรรมในใจ?
ไฉนต้องให้พวกมีดีแต่ปล่อยผู้อื่นไปต่อสู้เสี่ยงตายสุขสบายไปกับสินสงครามของพวกเขาด้วย?
จวบยามนี้ ราชันเซียนทั้งหลายล้วนกล้ำกลืนโทสะไว้ในใจ อยากหาโอกาสถีบเสิ่นมู่ผู้นี้ใจจะขาด!
ไม่นานนัก ซูอี้ก็กลับมาจากริมตลิ่ง นำเก้าอี้หวายออกมาทอดกายเอกเขนก
เห็นเช่นนั้น ทังหานเฟิงก็อดค่อนแคะเสียงเย็นมิได้ “หลังอยู่ริมธารมารผีดิบมาเสียเนิ่นนาน ข้ายังอยากไปฆ่ามังกรมารคะนองโลหิตสักหนจังหนอ!”
วาจาของเขาไม่ได้ซ่อนการประชดประชันอีก
ธารสายยาวสีเลือดอันทรงพลังนี้มีนามว่าธารมารผีดิบ ที่ก้นธารนั้นมีซากโบราณหนึ่งซุกซ่อน ซึ่งมีสมบัตินาม ‘หยกเก้าหยินนิลกาฬ’ อันเป็นวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในการสร้างสมบัติระดับราชันเซียนอยู่ หาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก
แม้แต่มหาเซียนยังน้ำลายหกยามเผชิญ
ทว่าปัญหาคือที่นอกซากโบราณแห่งนั้นมีมังกรมารคะนองโลหิตซึ่งแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว ตัวยาวหมื่นจั้ง ดุร้ายทรงพลังเฝ้าอยู่
ราชันเซียนทั่วไปหาใช่คู่ประมือมันไม่
ก่อนหน้านี้ ทังอวี่เยียนพาพวกเขาไปสู้กับมังกรมารคะนองโลหิตสามหน ทว่าก็ล้วนล้มเหลว โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่มังกรมารคะนองโลหิตเข้าสู่สภาวะบ้าคลั่ง ทำให้ทังอวี่เยียนบาดเจ็บสาหัส จำต้องถอนทัพออกมาก่อน
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวาย เมินวาจาเหน็บแนม ผ่อนกายสบายใจแล้วจิบสุราเป็นครั้งคราว
กิริยาเฉื่อยชาเช่นนี้ทำให้ราชันเซียนคนอื่น ๆ ข่มเขี้ยวอย่างครุ่นแค้น
“เตรียมตัวให้พร้อม เราจะกลับไปหา ‘มังกรมารคะนองโลหิต’ นั่นอีก!”
ทันใดนั้น ทังอวี่เยียนก็ลืมตาขึ้นจากภวังค์สมาธิ
นางฟื้นอาการบาดเจ็บได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว
“แม่นางอวี่เยียน หรือเรา… ปล่อยมันไปดีกว่าหรือไม่?”
ราชันเซียนผู้หนึ่งลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ “มังกรมารคะนองโลหิตนั้นดุร้ายเจ้าเล่ห์ ความแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว แม้ท้ายที่สุดเราจะฆ่าสัตว์ร้ายนั่นได้ แต่เราก็มิอาจเลี่ยงต้องเสียสละใหญ่หลวง กระทั่ง… ยังเป็นไปได้ด้วยว่าบางผู้อาจต้องตกรอบหรือตายตก”
ราชันเซียนคนอื่น ๆ เองก็พยักหน้า
หากพวกเขาไปสู้กับมังกรมารคะนองโลหิตด้วยกัน หากมันดิ้นรนต่อสู้ไม่คิดชีวิตยามใกล้ตาย ในหมู่พวกเขา บางคนคงไม่อาจทนรับไหว
คิ้วงามของทังอวี่เยียนขมวดหากัน กล่าวอย่างมิชอบใจ “เจ้ากลัวอันใด มังกรมารคะนองโลหิตก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ยามนี้เป็นโอกาสดีที่สุดในการล่ามัน หากถอยไปยามนี้ ความพยายามก่อนหน้าของเรามิเสียเปล่าหรือ?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว “เราเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา หนึ่งก็เพื่อล่าเพื่อความสำเร็จ สองคือล่าโอกาส ทว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือขัดเกลาวิถีเต๋าของเราเอง!”
ทังอวี่เยียนลุกขึ้น มองไปรอบ ๆ แล้วกล่าวอย่างดูถูก “หากพวกเจ้าพบอันตรายแค่นี้แล้วขวัญหนีดีฝ่อ จะขึ้นเป็นมหาเซียนในภายหน้าได้เช่นไร?”
วาจานั้นกังวานก้อง
ราชันเซียนบางผู้อดก้มหัวด้วยสีหน้ามืดหมองมิได้
ซูอี้พยักหน้าในใจ
ทังอวี่เยียนเย่อหยิ่งเย็นชา และบางครั้งก็ดูถูกผู้ใช้เส้นสายเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาเช่นเขา
ทว่าต้องกล่าวว่าทังอวี่เยียนควรค่าเป็นราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานสูงสุดจากตระกูลทังโบราณ ฝีมือเลิศล้ำ แข็งแกร่งท้าทายสวรรค์ ความคิดและจิตวิญญาณห่างไกลเกินเทียบได้กับราชันเซียนทั่วไป
“ได้ งั้นก็สู้อีกรอบ!”
มีผู้กัดฟันรับปาก
คนอื่น ๆ รับคำตาม ๆ กันมาทันที
พวกเขาล้วนแต่เป็นฝ่ายเดียวกัน มีทังอวี่เยียนเป็นหัวใจนำคณะ หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับทังอวี่เยียน ด้วยฝีมือของคนเหล่านี้ พวกเขาก็ย่อมต้องตกรอบในไม่ช้า
ทว่าก่อนพวกเขาจะลงมือ สายตาของพวกเขาเผลอเหลือบไปทางซูอี้ แต่ก็เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งบนเก้าอี้หวาย หาคิดเข้าร่วมศึกนี้ไม่
สิ่งนี้ทำให้ราชันเซียนหลายคนกล่าวอย่างเหลืออดว่า “แม่นางอวี่เยียน หากฆ่ามังกรมารคะนองโลหิตนั่นได้ ท่านจะแบ่งโอกาสแก่ผู้ไม่ช่วยเหลือเรามิได้นะ!”
“ถูกต้อง ต้องเป็นเช่นนั้น!”
“ข้าทุ่มเทเสี่ยงชีวิตต่อสู้ ไม่ว่าอย่างไรจะให้ผู้ที่อยู่เฉย ๆ มาฉวยผลประโยชน์ไปมิได้!”
…เมื่อเห็นเช่นนี้ คิ้วของทังอวี่เยียนก็ขมวด นางเองก็รู้ว่าเพราะตนแบ่งสินสงครามให้ซูอี้ระหว่างทาง คนอื่น ๆ จึงสั่งสมความมิพอใจ
แล้วมันก็ระเบิดออกในยามนี้
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ทังอวี่เยียนก็กล่าวกับซูอี้ว่า “เสิ่นมู่ มังกรมารคะนองโลหิตนี้บาดเจ็บสาหัส เป็นโอกาสอันหาได้ยาก อยากเข้าร่วมสงครามหรือไม่?”
ความนัยของมันคือหากเจ้าเข้าร่วม ภายหลังเจ้าก็ได้จะได้ส่วนแบ่งสินสงคราม
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยคุ้มกันพวกเจ้า”
คนทุกผู้ “…”
“ขี้เกียจก็คือขี้เกียจ ช่วยคุ้มกันอันใด? ไม่น่าเล่าเจ้าจึงต้องพึ่งเส้นสายเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา ในสายเลือดไร้ความกล้า ตาขาว”
ทังหานเฟิงอดตะคอกอย่างเดือดดาลมิได้
คนอื่น ๆ เองก็มิพอใจ
พอเห็นเช่นนี้ ทังอวี่เยียนก็ถอนใจเบา ๆ และกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
ว่าแล้ว นางก็พุ่งตัวเข้าไปในธารมารผีดิบห่างออกไปเป็นคนแรก
คนอื่น ๆ ตามหลังนางไป
เปรี้ยง!
ไม่นานนัก ผิวธารก็ดูเดือดพล่าน ก่อนจะระเบิดส่งคลื่นปั่นป่วนแพร่กระจาย
มองตาเปล่าก็เห็นได้ว่ามังกรสีเลือดขนาดยาวร้อยจั้งพุ่งออกมาจากก้นธารอันลึกล้ำ ดุร้ายคุกคาม ต่อสู้กับพวกทังอวี่เยียนอย่างดุเดือด
‘สัตว์ร้ายนี่จบเห่แล้ว’
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ
เขาตัดสินสถานการณ์ได้ในพริบตา ยกไหสุราขึ้นเตรียมจิบ ทว่ายามนี้เขากลับตระหนักถึงบางสิ่งแล้วทอดสายตามองไปไกล
หมอกสีเลือดทิ้งตัวหนาทึบทั่วฟ้าดิน มีร่างหนึ่งเคลื่อนมาจากไกล ๆ อย่างเงียบเชียบ
อีกฝ่ายเป็นชายร่างผอมสูงผมเผ้าชี้ดุจง้าว เหน็บหอกศึกเล่มหนึ่งไว้เบื้องหลัง ดวงตาแข็งกร้าวประหนึ่งประทีปทอง
เขาเคลื่อนกายไร้ร่องรอยบนอากาศ ไร้การผันผวนแห่งปราณใด ๆ ดุจแสงเงาวูบไหวเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่
หากไม่ใช่เพราะอำนาจจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งเกินใดเทียบขอบซูอี้ คงยากจะหาเขาพบ
ริมฝีปากของซูอี้ยกยิ้ม
ฉู่ป้าเทียน!
ในที่สุดคนผู้นี้ก็โผล่มา!
และซูอี้ก็เห็นได้ตั้งแต่ปราดแรกว่าเคล็ดวิชาเคลื่อนกายของฉู่ป้าเทียนคือมรดกสูงสุดแห่งเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว ‘เคล็ดสยบพันชะตา’!
เคล็ดวิชานี้ลบปราณบนร่างได้ และเมื่อเคลื่อนกายเหนือเวหาก็เป็นเช่นแสงเงาวูบไหวไร้ร่องรอย
ไม่ปรากฏตำแหน่ง สรรพสิ่งมิรู้ตน!
ซูอี้ละสายตา ทอดกายบนเก้าอี้หวายมิขยับ ลอบกล่าวในใจว่า ‘น่าเสียดายที่ทังอวี่เยียนอยู่แถวนี้ หาไม่ ข้าจะจับเป็นเจ้านี่เดี๋ยวนี้แหละ!’
เขาตั้งใจจะจับเป็นฉู่ป้าเทียน และยังมิอาจแพร่งพรายเรื่องราวออกไป หาไม่ ยามออกจากบรรพตมารล่าเวหานี้ เขาจะดึงจิตมุ่งร้ายและถูกไล่กำราบจากมหาเซียนเหล่านั้น
เพราะถึงอย่างไร ฉู่ป้าเทียนก็เป็นราชันเซียนไร้เทียมทานจากวังเซียนฟ้ามรกต และเป็นทายาทของจอมราชันฉู่เสินทง
หากจู่ ๆ อีกฝ่ายก็หายไปอย่างไร้สาเหตุในบรรพตมารล่าเวหา มหาเซียนภายนอกจะไม่มีทางเลิกรา
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่จำเป็นเหล่านี้ หากซูอี้คิดจะจับตัวฉู่ป้าเทียน สิ่งแรกที่ต้องทำคือไม่ปล่อยความลับรั่วไหล!
“ดูก่อนว่าเขาจะทำอันใด และเมื่อเขาจากจร เข้าไปขวางและปราบเขาก็ยังมิสาย”
ซูอี้ลอบตัดสินใจ
ทันทีที่เขาคิดเช่นนี้ ก็เห็นว่าฉู่ป้าเทียนย่องมาที่ตลิ่งธารมารผีดิบ ถือหอกศึกไว้ในมือ
“คนผู้นี้คิดปล้นทังอวี่เยียนเหมือนคราก่อนหรือ?”
ดวงตาของซูอี้ดูพิกล
ยามนี้ ทังอวี่เยียนและพรรคพวกปราบมังกรมารคะนองโลหิตนี้ได้แล้ว ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าสัตว์ร้ายอันทรงพลังนี้ชะตาขาดเป็นที่เรียบร้อย
“โฮก!”
มังกรมารคะนองโลหิตส่งเสียงคำรามดุร้ายเลื่อนลั่น ต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตยามใกล้ตาย พยายามดิ้นให้หลุดจากวงล้อม อ้าปากเข้าโจมตีทังอวี่เยียน
ม่านตาของทังอวี่เยียนหดตัวเล็กน้อย โบกมีดสั้นสีเขียวเตรียมใช้อาวุธสังหารสะบั้นหัวของมังกรมารคะนองโลหิตในพริบตา
ทว่ายามนั้น หอกศึกเล่มหนึ่งพลันทะลวงเวหา ตัดน่านฟ้าทะลวงศีรษะของมังกรมารคะนองโลหิต
ขณะเดียวกัน ร่างของฉู่ป้าเทียนก็ปรากฏขึ้น เพียงหนึ่งโบกมือ เขาก็รับร่างมังกรมารคะนองโลหิตยาวร้อยจั้งเข้าไปในหม้อสำริดใบหนึ่ง
เหตุกะทันหันนี้ทำให้ทังอวี่เยียนและเหล่าราชันเซียนไม่ทันตั้งตัว แต่ละผู้ล้วนระแวดระวังตื่นตระหนก
และเมื่อเห็นผู้มาชัดถนัดตา สีหน้าของทังอวี่เยียนพลันแปรเปลี่ยนพิกลยิ่ง พวกเขาล้วนเดือดดาล ความแค้นทั้งเก่าใหม่สั่งสมในใจ
ฉู่ป้าเทียน! คนชั่วช้าไร้ยางอายผู้นี้อีกแล้ว!