บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1677: แดนมหาบาป
ตอนที่ 1677: แดนมหาบาป
ซูอี้เองก็เห็นได้ทันทีว่าหากมีผู้พยายามกะเทาะอำนาจผนึกต้องห้ามนี้ออก ฉู่เสินทงจะรู้ทันที!
ผลลัพธ์ของมัน เพียงคิดก็เพียงพอให้เซียนทั้งหลายในโลกหล้าขนลุกขนพองกันหมดแล้ว!
ทว่า…
ซูอี้หาใช่หนึ่งในนั้นไม่
เมื่อเขาตระหนักเช่นนี้ ชายหนุ่มปรีดาขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะการค้นวิญญาณนั้นหาจำเป็นไม่ หากจะไปหาฉู่เสินทงที่ทะเลบูรพาเพื่อคิดบัญชีในภายหน้า ขอเพียงแตะต้องผนึกต้องห้ามในจิตวิญญาณของฉู่ป้าเทียน อีกฝ่ายก็น่าจะมาหาเขาเองถึงที่!
‘หนนี้ ข้าหาถูกคนจริง ๆ’
ซูอี้กล่าวในใจ
……
ริมฝั่งธารมารผีดิบ
“แม่นางอวี่เยียน เรารอมาครึ่งชั่วยามแล้ว ข้าว่าเสิ่นมู่ผู้นั้นไม่น่ากล้าแบกใบหน้ามาพบเราอีกแล้วล่ะ”
ราชันเซียนผู้หนึ่งอดกล่าวมิได้
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเข้าไปยังก้นธารมารผีดิบ ขุดหยกเก้าหยินนิลกาฬออกมาได้สิบกว่าชิ้นจากซากโบราณ ตั้งใจจะจรจาก ทว่าทังอวี่เยียนกล่าวว่านางจะรอเสิ่นมู่กลับมาที่นี่
เหตุนี้ทำให้เหล่าราชันเซียนหนักใจยิ่งนัก
คนผู้นั้นเอาแต่สุขสำราญ ไม่เพียงกระจอก แต่ยังขี้กลัวประหนึ่งหนู เอาแต่หนีมิคิดสู้ คนเช่นนี้ควรถูกทิ้งไปแต่เนิ่นนาน
ทว่าทังอวี่เยียนมิเห็นด้วย ทำให้พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้โดยแท้
“เขากำลังเข้ามาใกล้เราแล้ว”
ทังอวี่เยียนว่า “รอสักเดี๋ยว”
เมื่อทุกผู้ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็อดผงะไปมิได้
เจ้าคนตาขาวคิดหนีมิคิดสู้นั่น ยังมีหน้ากลับมาพบพวกเขาอีกหรือ!?
หัวใจของผู้คนยิ่งทวีความอึดอัด
ทว่าท้ายที่สุด เพราะเห็นแก่หน้าทังอวี่เยียน พวกเขาจึงทำได้เพียงยอมทน
ไม่นานนัก ซูอี้ก็ปรากฏขึ้นจากไกล ๆ
“เสิ่นมู่ เจ้าไปหนใดมา? รู้หรือไม่ว่าพวกเรารอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้ว?”
ทังหานเฟิงตำหนิติเตียนซูอี้ไม่ขาดปาก
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้มไม่สนใจ
เรื่องที่เขาไปจับตัวฉู่ป้าเทียนนั้น เขาจะมิกล่าวแม้เพียงคำ
“สินสงครามหนนี้ไม่อาจแบ่งให้เจ้าได้”
ทังอวี่เยียนว่า “หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
วาจาของนางเย็นเยียบ นางเองก็ผิดหวังในพฤติกรรมหนีไปมิต่อสู้ของซูอี้ก่อนหน้านี้เช่นกัน
ซูอี้พยักหน้า “ได้”
เขาหาใส่ใจไม่
เมื่อจับตัวฉู่ป้าเทียนก่อนหน้านี้ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ คนผู้นี้ซุกซ่อนสมบัติดี ๆ ไว้มากมาย
แค่สารพัดผลึกมารก็เกือบหกร้อย!
ผลึกมารบางชิ้นนับว่าหายากยิ่ง
นอกจากนั้นยังมีสมบัติอื่น ๆ อย่างพฤกษาน้อยสีดำซึ่งมีผลวิญญาณสามผล โอสถทิพย์บุปผาทองสิบสามกลีบ และโสมเก้าปมสีขาวดุจหิมะเป็นต้น
โอสถสมบัติปาฏิหาริย์เหล่านั้นล้วนหายากยิ่งในโลกหล้า!
นอกจากนั้นยังมีสมบัติส่วนตัวของฉู่ป้าเทียนรวมอยู่บ้าง เช่นหยกเซียน โอสถเซียน สมบัติเซียนและอื่น ๆ
รายรับเช่นนี้ห่างไกลเกินเทียบกับโอกาสใด ๆ ระหว่างทางผ่านมา
จากการคาดเดาของซูอี้ สมบัติส่วนใหญ่ของฉู่ป้าเทียนน่าจะไปปล้นมาจากผู้อื่น!
เพราะถึงอย่างไร คนผู้นี้ก็ปล้นทังอวี่เยียนมาถึงสองหนติดต่อกันจริง ๆ
“เหอะ ถือว่าเจ้ายังพูดรู้เรื่อง!”
“ต่อจากนี้ หากเจ้าหนีมิกล้าสู้อีก ข้าไม่ยอมแน่!”
เมื่อเห็นว่าซูอี้มิขอส่วนแบ่งใด ๆ สีหน้าของราชันเซียนเหล่านั้นก็ผ่อนลงมากในที่สุด
“ไปกันเถอะ”
ทังอวี่เยียนมิพูดมากความ นำทางคณะของนางอีกหน
ซูอี้ติดตามเบื้องหลัง
“ต่อจากนี้ เราจะไปที่แดนมหาบาปซึ่งอยู่ใจกลางบรรพตมารล่าเวหา และเป็นเขตอันตรายสูงสุดกัน”
ระหว่างทาง ทังอวี่เยียนประกาศที่หมายถัดไป
กล่าวกันว่าแดนมหาบาปในยุคสุดวิเวกบังเกิดมหาสงครามสะเทือนด้าวแดน และทั้งเทพมารปฐมสวรรค์ล้วนตายตกในนี้
ท้องนภาแดนนั้นพังทลาย ปฐพีนองด้วยโลหิต ความแค้นและจิตสังหารของเหล่าเทพมารปฐมสวรรค์คุกรุ่นทั่วฟ้าดินตลอดกาลนาน
ราชันเซียนทั่วไปหากล้าไปที่นั่นไม่
“แม้ที่แห่งนั้นจะแสนอันตราย มีมารปีศาจร้ายซึ่งสามารถสังหารราชันเซียนโดยง่ายอาศัยอยู่ แต่ก็มีสมบัติดี ๆ อยู่มากมายเช่นกัน”
ทังอวี่เยียนว่า “ในงานประกวดล่าเวหาก่อนหน้านี้ มีราชันเซียนไร้เทียมทานบางคนได้โอกาสอันหายากยิ่งจากแดนมหาบาป”
“เรื่องที่เป็นที่เล่าขานสูงสุดคือเมื่อเก้าพันปีก่อน ครั้งที่มหาเซียนกู่เยว่ยังเป็นราชันเซียนไร้เทียมทาน เขาเคยได้รับกระดูกสัตว์ลึกลับชิ้นหนึ่งจากแดนมหาบาป และไม่นานหลังสิ้นงานประกวดล่าเวหา มหาเซียนกู่เยว่ก็ได้ขึ้นเป็นมหาเซียนอย่างราบรื่น และทุกวันนี้มหาเซียนกู่เยว่ก็ได้เป็นหนึ่งในแปดมหาเซียนอารักษ์ของลัทธิกำเนิดเอกภพซึ่งมีอำนาจต่อสู้สูงสุด!”
“กล่าวกันว่า เหตุที่มหาเซียนกู่เยว่สามารถเคลื่อนขอบเขตวิถีเซียนอย่างใจกล้าได้ก็เพราะกระดูกสัตว์ลึกลับที่เขาได้มาเมื่อกาลก่อน สมบัติชิ้นนั้นต้องสงสัยจะบรรจุคัมภีร์มหาวิถีสูงสุดจากยุคสุดวิเวก ลึกลับอย่างยิ่ง”
ว่าแล้ว ทังอวี่เยียนก็เผยท่าทีโหยหา
ราชันเซียนคนอื่น ๆ เองก็หวั่นไหวอย่างยิ่ง
ทว่าซูอี้เพียงฟังเงียบ ๆ ไม่ได้สนใจมากมายนัก
โอกาสนั้นสามารถแปรเปลี่ยนวิถีชะตาของผู้ฝึกเซียนได้โดยแท้
ทว่าหากต้องการเคลื่อนสู่จุดอันสูงกว่าในวิถีเซียน สิ่งที่ต้องการมักไม่ใช่อำนาจภายนอก แต่เป็นปัญญาและความคิดของตนเอง!
หากมหาเซียนกู่เยว่ผู้นี้ไร้รากฐานและความคิดอันแข็งแกร่งสูงล้ำกว่าราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่อให้ได้โอกาสอันเลิศล้ำมา อีกฝ่ายก็คงไม่อาจเข้าสู่ขอบเขตอัศจรรย์ได้เลย
“เมื่อเจ้าเข้าไปในแดนมหาบาป ก็จะสามารถไปยังโลกเร้นลับอันอยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกได้”
ทังอวี่เยียนกล่าวว่า “เมื่อสองสามวันก่อน ราชันเซียนที่เราพบต่างพูดว่ากงหนานเฟิงกับเฉินไป๋หลีจากลัทธิไร้มลทินและพวกเวิงฉางเฟิงจากลัทธิกำเนิดเอกภพต่างเข้าไปในแดนมหาบาปกันหมดแล้ว เราควรเร่งมือหน่อย”
หัวใจของทุกผู้พลันบังเกิดความรู้สึกฉับพลันเร่งด่วน
……
แดนมหาบาป
ณ ยอดเขาอันขาวโพลนเดียวดาย กึกก้องกัมปนาทด้วยอสนีบาต
โอสถเซียนขนาดราวฝ่ามือต้นหนึ่งหยั่งรากลึกในอสนีบาต ดูดซับอำนาจของมันขณะแผ่กิ่งก้านผลิใบ เผยอำนาจมหาวิถีอันตระการ เรื่อเรืองเจิดจรัส
ราชันเซียนผู้หนึ่งซึ่งเร้นกายอยู่พลันเคลื่อนไหว ใช้ผ้าผืนหนึ่งคลุมโอสถเซียนไว้บนอากาศ
ขณะที่เขากำลังจะทำสำเร็จนั้นเอง ลึกเข้าไปในท้องนภาอัสนีคลั่ง กะโหลกศีรษะขนาดยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวพลันเผยออกมา เบ้าตากลวงโบ๋สอดส่ายจ้องมายังจุดที่ราชันเซียนผู้นั้นเร้นกายอยู่
ยามนั้น สุญญะพลันระเบิดเปรี้ยง อสนีบาตนับไม่ถ้วนพรั่งพรู จมร่างของราชันเซียนผู้นั้นลงทันที
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวาดังสนั่น
ณ ยามวิกฤตินั้น แม้ราชันเซียนดังกล่าวจะขยี้ป้ายยันต์ช่วยชีวิตเพื่อหลบหนี ร่างกายส่วนใหญ่ของเขาก็ยังถูกทำลาย และจิตวิญญาณก็แทบแหลกเป็นเสี่ยง
……
ทิวทัศน์นั้นแร้นแค้นแห้งเหี่ยว ราวกับพื้นปฐพีถูกราดรดด้วยโลหิต
ราชันน์เซียนกลุ่มหนึ่งใช้สมบัติเคลื่อนกายผ่านอย่างระมัดระวัง ไม่กล้ากระทั่งเคลื่อนกายเหาะเหินด้วยกลัวความประมาทจะนำมาซึ่งหายนะเกินคาดคิด
“นั่นมัน…”
ทันใดนั้น ราชันเซียนผู้หนึ่งก็ดูจะสัมผัสบางอย่างได้และเงยหน้าขึ้น จากนั้นจึงเห็นว่ามีเศษซากนับไม่ถ้วนร่วงโรยลงจากท้องนภากะทันหัน
ภาพนั้นประหนึ่งท้องนภาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อย และถล่มลงมาอย่างไร้วจี
คนทุกผู้ขวัญหายในพริบตา
“หนี! หนีเร็ว!”
เกิดเสียงตะโกนลั่น ราชันเซียนทั้งหลายหันหลังเผ่นป่าราบกันโดยพลัน
ทว่าพวกเขาก็ต้องหวาดผวาเมื่อพบว่าสุญญะรอบข้างก็แปรเปลี่ยนเป็นเศษเสี่ยงร่วงกราวลงเช่นกัน
พวกเขาพยายามใช้สมบัติเข้าหยุดยั้ง ทว่าสมบัติใด ๆ ล้วนถูกกลืนกินหายไปอย่างไร้วจี ไม่มีข้อยกเว้น
“นี่คือกระแสสุญตา ไปเร็วเข้า!!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ราชันเซียนทั้งหลายขยี้ยันต์สาส์นเผ่นหนีอย่างลนลานโดยไร้ลังเล
และทันทีที่พวกเขาหนีไปได้ สุญญะในรัศมีสามพันจั้งก็แหลกสลาย รอยแยกมิติสารพัดปรากฏกระเพื่อมขึ้นลงดุจกระแสวารี ประหนึ่งฟ้าดินปรากฏปากใหญ่เขมือบสรรพสิ่งในบริเวณเสียจนสิ้น!
……
“บ้าเอ๊ย! นี่มันบ้าอันใด?”
ราชันเซียนไร้เทียมทานผู้หนึ่งสบถอย่างเดือดดาล
บนร่างของเขามีฝูงมดหลากสีขนาดราวหัวแม่มือกำลังดูดเลือดกัดกินเนื้อของเขาอยู่
ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนเช่นไรก็ไม่อาจช่วย
ท้ายที่สุด ราชันเซียนไร้เทียมทานผู้นี้จึงไร้ทางเลือกอื่นนอกจากขยี้ยันต์เพื่อเอาตัวรอด
……
สิ่งประหลาดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้บังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในแดนมหาบาป
ซูอี้และคนอื่น ๆ เองก็มาถึงแล้ว ระหว่างทางพวกเขาก็ประสบอันตรายร้ายกาจมาบ้าง แม้ท้ายที่สุดพวกมันจะถูกฝีมืออันล้ำเลิศของทังอวี่เยียนสยบลงได้ แต่อารมณ์ของทุกผู้ก็หนักอึ้งอย่างยิ่ง
แดนมหาบาปนี้ช่างเลวร้าย!
หายนะถึงตายมีทั่วทุกแห่งหน และยามนี้ หลายผู้คนก็ล่าถอย เจ็บใจว่ามิน่ามาเสี่ยงที่นี่เลย
“แม่นางอวี่เยียน เรา… ไปจากที่นี่กันดีหรือไม่?”
บางผู้อดกล่าวมิได้
คนอื่น ๆ เองก็หันไปมองทังอวี่เยียน
“กลัวอันใด ทุกผู้ล้วนมียันต์ช่วยชีวิตอยู่ ต่อให้พบอันตรายถึงตายก็หนีไปก่อนได้นี่”
ทังอวี่เยียนกล่าว
ขณะที่พูด นางก็เห็นได้ทันทีว่าราชันเซียนเหล่านั้นต่างดูแตกตื่น นึกเสียใจในการมาที่นี่กันมิมากก็น้อย
กลับกัน การกระทำของซูอี้ทำให้นางผิดคาดเอาการ
แดนมหาบาปนี้ช่างอันตรายเสียจนราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างนางยังตึงเครียดประหม่า เยื้องย่องระแวดระวังตลอดทางราวยุรยาตรเหนือชั้นน้ำแข็งบาง ๆ
ทว่าซูอี้กลับลอยชายสบายใจ เฉยชาเช่นกาลก่อน ยังคงดูเรื่อยเปื่อยประหนึ่งมาเที่ยวเล่น คล้ายไม่รู้ต้องกลัวสิ่งใด
มีเพียงความกล้านี้ที่ทำให้ทังอวี่เยียนถอนใจ
“นึกเสียใจก็สายไปแล้วล่ะ”
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “เพราะถึงอย่างไร พวกเราล้วนเข้ามาลึกในแดนมหาบาปเป็นที่เรียบร้อย ต่อให้กลับไป ระหว่างทางกลับก็จะมีอันตรายรออยู่มากมายอยู่ดี”
ราชันเซียนทั้งหลายดูยากมองเล็กน้อย
แน่นอน พวกเขารู้ว่าซูอี้พูดความจริง แต่เมื่อวาจานี้ออกมาจากปากผู้เอาแต่สำราญไม่กล้าสู้ใคร พวกเขากลับรู้สึกว่าเป็นเช่นคำประชดประชัน
“ไปกันเถอะ”
ขณะที่ทังอวี่เยียนจะเดินทางต่อนั้น ซูอี้ก็กล่าวขัดขึ้น
“ไปทางนั้น”
ซูอี้ชี้ไปยังขุนเขาใหญ่อันปกคลุมมิดชิดด้วยหมอกดำไกล ๆ “หากเข้าใจไม่ผิด บรรพตนั่นต้องมีโอกาสอันล้ำเลิศอยู่ หากพลาดไปก็น่าเสียดาย”
ทังอวี่เยียนนิ่งไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูอี้กล่าวแนะตลอดทางผ่านมา
ทังหานเฟิงกล่าวแย้งเป็นคนแรก “ไร้สาระ เจ้าเอาตาข้างไหนมาเห็นว่าบรรพตนั้นซ่อนโอกาสไว้? ที่นั่นมีบรรยากาศดุดัน เป็นสถานที่อันตรายชัด ๆ ไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีอันตรายร้ายแรงเพียงไรซ่อนอยู่!”
ราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่างสนับสนุนวาจาของเขา
พวกเขาล้วนแต่เป็นราชันเซียน และแม้จะดาษดื่นไม่เลิศล้ำกว่าใคร พวกเขาก็ยังเห็นได้ทันทีว่าบรรพต ณ ไกลออกไปอันตรายยิ่ง
และคำเสนอของซูอี้ก็เหมือนผลักพวกเขาลงกองเพลิงโดยแท้!
……………