บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1678: สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล
ตอนที่ 1678: สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล
……………
ตอนที่ 1678: สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล
ราชันเซียนทั้งหลายล้วนดูถมึงทึงระคนเดือดดาล
ในความคิดพวกเขา คำเสนอของซูอี้นั้นบ้าบอและหาเรื่องโดยแท้
ทังอวี่เยียนลังเล สายตาของนางจับจ้องชายหนุ่มขณะกล่าวถาม “ไฉนเจ้าจึงคิดว่ามีโอกาสอันล้ำเลิศซ่อนอยู่ที่นั่น?”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว
นี่แหละ สาเหตุที่เขาไม่ชอบร่วมมือกับผู้อื่น!
เพราะมันยุ่งยากเกินความจำเป็นนัก!
เขาคร้านเกินกว่าจะอธิบายใด ๆ จึงกล่าวอย่างขวานผ่าซาก “หากมิไป ข้าจะไปเอง”
ว่าแล้ว เขาก็ทะยานสู่บรรพตที่อยู่ไกลออกไป
“เสิ่นมู่! โปรดหยุดก่อเรื่องเสียทีได้หรือไม่?”
หญิงเฒ่ากล่าวอย่างฉุนเฉียว
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่
เมื่อเห็นเช่นนี้ ราชันเซียนทั้งหลายก็เข้ามาเกลี้ยกล่อม
“คนผู้นั้นอยากหาที่ตาย เกลี้ยกล่อมไปก็เท่านั้นแหละ”
“ข้าทนเขามานานพอแล้ว!”
“ที่นี่คือแดนมหาบาป อันตรายเลิศล้ำ ทว่าเขากลับพูดจาตามอำเภอใจเช่นนี้น่ะหรือ? พวกเราอย่าถูกเขาลากจมปลักโคลนไปด้วยเลย!”
ทังอวี่เยียนขมวดคิ้วกล่าวขัด “พอแล้ว เลิกพล่ามสักที พวกเจ้าตามข้าไปรวมตัวกับเสิ่นมู่เสีย”
ทุกผู้ “???”
พวกเขาแทบมิอาจเชื่อหูตนลง
ยามนี้ ไฉนทังอวี่เยียนจึงยังห่วงความปลอดภัยของเสิ่นมู่ผู้นั้นอีกหรือ?
นางกล่าวเสียงเย็นแล้วหันหลังจากไป
ราชันเซียนทั้งหลายมองหน้ากันอย่างลนลานทันที พวกเขาล้วนฉุนโกรธจนแทบบ้า แต่ก็ไร้หนทางนอกจากต้องตามไปให้ทัน
ในแดนมหาบาปนี้ หากไม่มีทังอวี่เยียนคอยช่วยเหลือ ไม่ช้าคนเหล่านี้จะอยู่ในอันตรายเป็นแน่
บ้างก็ตกรอบ
ไม่ก็… ตาย!
และสองสถานการณ์นั้น ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจรับได้
“เสิ่นมู่ หนนี้ข้าเลือกเชื่อการตัดสินของเจ้านะ”
นางไล่ตามซูอี้ไปและกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “ข้าหวังเพียงว่าเจ้าจะไม่ลากทุกคนลงปลักโคลน หาไม่ มันจะทำเพียงให้ข้าผิดหวังในเจ้า”
ชายหนุ่มมองออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังสะกดโทสะในใจอยู่ชัด ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ทังอวี่เยียนก็ยังเลือกตามเขามา ซึ่งเกินคาดของเขาไม่น้อย
ซึ่งทำให้ชายหนุ่มอดกล่าวอย่างอยากรู้ไม่ได้ “ข้าเห็นได้ว่าเจ้าก็ไม่พอใจกับการกระทำของข้ายามนี้เช่นกัน ทว่าเหตุใดจึงยังอยากตามมาอยู่เล่า?”
หญิงเฒ่าถลึงตามองซูอี้อย่างดุดัน “ข้าแค่อยากจะเห็นเจ้าพินาศป่นปี้ที่ก่อกวนโดยพลการ และมิฟังคำสั่งข้าไง!”
ทว่าเขากลับเสสรวลออกมา
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงคำกล่าวด้วยโทสะ
“ยังจะหัวเราะอีก หากมิใช่… ช่างมันเถอะ!”
ทังอวี่เยียนฝืนใจไม่ให้ระบายความไม่พอใจออกมา “สรุปคือ หากต่อจากนี้เจ้าทำให้ข้าเป็นห่วงน้อยกว่านี้ได้ล่ะก็ ข้าก็พอใจแล้ว”
ซูอี้นำไหสุราออกมาจิบ และกล่าวว่า “ขอบคุณมาก”
ทังอวี่เยียนนั้นแตกต่างจากราชันเซียนคนอื่น แม้ภายนอกนางจะดูดุร้ายเย็นชา ซ้ำยังช่างตำหนิเขาด้วย
ทว่าสตรีผู้นี้กลับดูแลเขาด้วยวิธีการของนางมาโดยตลอด
แม้ชายหนุ่มจะมิจำเป็นต้องได้รับการดูแล และเจตนาเช่นทังอวี่เยียนก็นับว่าหาได้ยาก
ยามนี้ ทังอวี่เยียนอดนิ่งไปมิได้
เกิดความเงียบขึ้นกะทันหัน
นางไม่คาดว่าจู่ ๆ เสิ่นมู่ผู้นี้จะกล่าวขอบคุณนาง
ชั่วขณะนั้น นางไม่อาจสรรหาวาจาใดมาพูดได้
ทว่าในใจของนางก็เป็นสุขขึ้นมาก กระทั่งความไม่พอใจที่มีต่อซูอี้ของนางก็สลายไปมาก
‘คนผู้นี้ยังพอรู้คุณคนอยู่บ้าง ไม่เสียทีที่ข้าเมินเฉยความเห็นคนอื่น ๆ และยืนกรานพาเขามาด้วย’ ทังอวี่เยียนคิดในใจ
ไม่นานนัก คณะของพวกเขาก็มาถึงตรงหน้าบรรพตลูกนั้น
เปรี้ยง!
หมอกทั่วฟ้าดินหนาแน่นดุจกระแสวารี เกิดเสียงกัมปนาทดุจสายฟ้าฟาด
บรรพตทมิฬนั้นสูงใหญ่โอฬาร และไหล่เขาซึ่งซ่อนตัวในม่านหมอกมีแท่นบูชาเก่าคร่ำคร่าแท่นหนึ่งตั้งอยู่ บนนั้นมีแสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรอง เพลิงแสงสาดส่อง
เมื่อมองดี ๆ จะพบว่ามันเป็นหนังสัตว์สีทองผืนหนึ่ง!
ของสิ่งนี้ส่องแสงวิถีเจิดจ้าเรืองรองดุจตะวันฉาย ลอยอยู่เหนือแท่นบูชาท่ามกลางสายหมอก ดูสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ทังหานเฟิงและราชันเซียนคนอื่น ๆ ซึ่งเดิมเอาแต่ปรามาสและไม่พอใจ เพราะเชื่อว่าการกระทำของซูอี้จะนำพาพวกเขาไปตาย
ทว่าเมื่อเห็นหนังสัตว์สีทองผืนนั้น ดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้าง หัวใจตะลึงอึ้ง
“นี่…นี่มันสมบัติอันใดกัน?”
มีผู้กล่าวขึ้นเสียงสั่น
เพียงมองจากไกล ๆ หนังสัตว์ชิ้นนั้นก็ให้ความรู้สึกสูงส่งเกินหยั่งคาดแล้ว
ของสิ่งนี้ประหลาดเกินไป แสงสว่างที่สาดส่องออกมาพร่างพรมเยี่ยงพิรุณ ดูเจิดจรัสงดงาม
“นี่คือสมบัติโบราณที่อยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกหรือ?”
“ข้าว่ามันน่าจะเป็นคัมภีร์มหาวิถีลึกลับมากกว่า!”
ดวงตาของเหล่าราชันเซียนลุกวาว เสียงหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่า หนังสัตว์สีทองผืนนั้นต้องเป็นโอกาสอันดีงามยิ่ง!
“กาลก่อน เจ้ารู้ถึงโอกาสนี้ยามอยู่ไกลเพียงนั้นเลยหรือ?”
ทังอวี่เยียนอดมองซูอี้ใหม่มิได้
“แค่สัมผัสปราณได้ราง ๆ น่ะ”
ซูอี้จ้องแท่นสักการะอันทรุดโทรมและหนังสัตว์สีทอง “ทว่า กระทั่งข้าก็หาคาดคิดไม่ว่า มันจะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล”
สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล!
หัวใจของทุกผู้สั่นสะท้าน เผยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
บนวิถีเซียนมีสี่ขอบเขต ได้แก่จักรวาล สุญตา ศักดิ์สิทธิ์และอัศจรรย์
และเหนือสี่ขอบเขตยังมีขอบเขตมหาศาลซึ่งเป็นตำนานอยู่!
ตลอดเวลาที่ผันผ่าน ผู้ใดที่บรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลนั้น จะได้ครอบครองอำนาจแห่งฟ้าดินไม่ต่างจากบรรลุถึงยอดสุดแห่งวิถีเซียน
และสมบัติขอบเขตมหาศาลเองก็หายากเยี่ยงตำนาน!
เหมือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยามอยู่ในนครเซียนเพลิงนภา เขาก็ได้หยิบยืม ‘ตราผนึกเขตแดน’ สมบัติขอบเขตมหาศาลจากมหาเซียนหลิวอวิ๋นเพื่อฆ่าหัวหน้านักบวชหมิงสิง ผู้เป็นยอดฝีมือระดับมหาเซียนแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ!
ภายในแดนเซียนทุกวันนี้ สมบัติขอบเขตมหาศาลแทบทั้งหมดต่างอยู่ในมือของมหาอำนาจซึ่งซ่อนตัวจากโลกหล้ามาช้านาน ยากจะพานพบได้ในโลกา
ทว่ายามนี้ หนังสัตย์สีทองผืนหนึ่งซึ่งต้องสงสัยจะเป็นสมบัติขอบเขตมหาศาลได้ปรากฏบนบรรพตทมิฬ ณ แดนมหาบาป ใครเล่าจะไม่ตะลึงและเกิดความโลภกัน?
“นั่น… เป็นสมบัติขอบเขตมหาศาลจริง ๆ หรือ?”
ทังอวี่เยียนอดตะลึงไม่ได้ ทั้งยังละอายเล็กน้อยด้วย ในฐานะราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานแห่งตระกูลทังโบราณ จวบยามนี้นางก็ยังไม่เคยพบพานสมบัติขอบเขตมหาศาลใด ๆ จึงไม่อาจตัดสินระดับของหนังสัตว์สีทองนั้นได้
“ถูกต้อง!”
ซูอี้ว่า “แต่หนังสัตว์สีทองนั้นน่าจะสร้างมาจากขนของสัตว์เซียนขอบเขตมหาศาลตนหนึ่ง หากข้าเดาถูก สมบัติชิ้นนี้คงซ่อนปริศนายิ่งใหญ่เอาไว้ หากไม่มีคัมภีร์วิถีในนั้น เคล็ดวิชาที่ไม่ธรรมดาเอาไว้”
เมื่อได้ยินซูอี้ว่าเช่นนี้ อารมณ์ของทุกผู้ก็ปั่นป่วนอีกหน
สมบัติที่อยู่ในหนังสัตว์เซียนขอบเขตมหาศาลนี้เป็นคัมภีร์วิถี หรืออาจจะเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่ธรรมดา?
คัมภีร์วิถีอัศจรรย์ประเภทใดกัน จึงต้องมาบันทึกบนสมบัติขอบเขตมหาศาลเช่นนี้?
ต้องเป็นเคล็ดความลับใดที่ต้องมาซ่อนในสมบัติชิ้นนี้?
แค่คิด หัวใจก็บีบรัดแน่น
และสายตาที่จ้องมองชายหนุ่มของพวกเขาก็ดูซับซ้อนขึ้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นี้เคยเห็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลที่แท้จริงมาก่อนแล้ว ซ้ำยังมากกว่าหนึ่งเสียด้วย หาไม่คงไม่มีทางสรุปความลับจากหนังสัตว์สีทองนั่นได้เพียงชำเลืองหรอก!
“แม้คนผู้นี้จะไร้ความสามารถและขี้กลัว แต่ตัวตนและสายตาของเขาไม่มีทางธรรมดา บางทีเขาอาจจะเป็นทายาทของมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลบางคนก็ได้ หาไม่ มีหรือเขาจะรู้เรื่องนี้?”
ทังหานเฟิงกับราชันเซียนคนอื่น ๆ ลอบพึมพำ
“หากเป็นเช่นนี้ ครานี้ก็เจอกับโอกาสยิ่งใหญ่แล้วจริง ๆ!”
ดวงตาของบางผู้รุ่มร้อน เตรียมตัวลงมือ “แม่นางอวี่เยียน เรารีบลงมือเลยเถอะ”
“ช้าก่อน!”
ทังอวี่เยียนว่า “ดูนั่น”
ผู้คนมองตามนางไปแล้วพลันหวาดผวายามพบว่าที่ตีนเขาในม่านหมอกมีซากสมบัติและร่างศพอยู่บ้าง
เมื่อกวาดสายตามองทางอื่น ก็ยังเห็นร่องรอยการต่อสู้และโลหิตซึ่งสาดลงพื้นมากมาย!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีราชันเซียนมาที่นี่เหมือนพวกเขาเมื่อกาลก่อน และพยายามชิงโอกาสเหลือเชื่อนี้ไป ทว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว!
หาไม่ เกรงว่าหนังสัตว์สีทองผืนนี้คงถูกชิงไปแล้ว
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็ราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่ ความโลภในใจจางลงมาก
“ข้าจะไปลองเชิงก่อน”
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ทังอวี่เยียนก็ตัดสินใจ
ทว่าซูอี้กลับส่ายหน้าพลางกล่าวขึ้นมา “อย่าลองจะดีกว่า หาไม่เจ้าจะแย่เอา”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ไปในหมอกที่ปกคลุมบรรพตทมิฬ “หมอกเหล่านั้นอัดแน่นด้วยอำนาจกฎมิติประหลาด ขอเพียงเข้าไปใกล้ก็จะถูกกวาดเข้าไปในกระแสมิติอันปั่นป่วนทันที”
ทุกผู้พลันหลั่งเหงื่อกาฬ ใบหน้าเปลี่ยนสีกันเป็นแถบ
ชายหนุ่มกล่าวต่อ “นอกจากนั้น แท่นบูชาที่อยู่ใต้หนังสัตว์สีทองนั่นก็พิกลยิ่ง จะไม่แปลกใจเลยหากกฎมิติประหลาดที่ปกคลุมทั่วพื้นที่แถบนี้จะมาจากแท่นนั่น ซึ่งหมายความว่าต่อให้เข้าใกล้ได้ ก็จะเผชิญกับการโจมตีระยะประชิดจากแท่นบูชาโบราณนั่นอยู่ดี”
ทุกผู้มองหน้ากัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ว่าแล้วเชียว โอกาสเลิศล้ำยากพานพบในโลกหล้า ไม่มีทางได้รับมาโดยง่าย
“เจ้าพูดทั้งหมดนี้ มีทางรับมือหรือไม่?”
ทังหานเฟิงอดกล่าวมิได้
ทุกผู้พลันได้สติ นั่นสิ ก่อนหน้านี้เสิ่นมู่ก็เป็นคนยืนกรานจะมาตรวจสอบโอกาสที่นี่ และก็เป็นเขาอีกที่เห็นความละเอียดอ่อนของหนังสัตว์สีทองเพียงชำเลืองมอง
กระทั่งหายนะคุกคามที่นี่ยังถูกวาจาของเขาจัดการเรียบ!
นอกจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะทำให้ทุกผู้ประหลาดใจแล้ว พวกเขาก็อดมีความคาดหวังขึ้นมาไม่ได้ แม้คุณชายผู้สูงศักดิ์นี้จะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ฐานะของเขาก็พิเศษยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเคยเห็นสมบัติขอบเขตมหาศาลมาก่อน และบางทีก็อาจมีวิธีชิงหนังสัตว์สีทองนั่นมาก็เป็นได้!
ซูอี้ว่า “พวกเจ้ารอที่นี่นะ”
แล้วเขาก็ก้าวไปทางบรรพตทมิฬ
ทุกผู้ล้วนใจชื้น ว่าแล้วเชียว คนผู้นี้มีวิธี!
ทังอวี่เยียนอดกล่าวมิได้ “เจ้า… อย่าทำเป็นเล่นนะ ระวังตัวด้วย อย่าดื้อดึง!”
ซูอี้แย้มยิ้ม โบกมือกล่าวโดยมิหันกลับมา “ผู้ที่ต้องระวังตัวจริง ๆ คือพวกเจ้าต่างหาก มีผู้คิดรอกระต่ายออกจากโพรงแล้วฉกชิงโอกาสในบริเวณนี้อยู่มากมายนัก”
ทันทีที่วาจาเหล่านั้นถูกกล่าว หัวใจของทังอวี่เยียนก็ชะงัก คู่เนตรกวาดมองไปทั่ว
และจริงดังว่า เมื่อนางตั้งใจตรวจสอบ ไม่นานนักก็พบว่าในบางแดนดินไกลห่าง มีปราณเกินเข้าใจบางจุดที่แทบจะตรวจจับไม่ได้อยู่!
ทันใดนั้น เปลือกตาของทังอวี่เยียนก็กระตุก สูดหายใจเฮือก หัวใจของนางบีบรัดอย่างเงียบเชียบราวเผชิญกับศัตรูร้ายกาจ
หากไม่ใช่เพราะคำเตือนของซูอี้ ก่อนหน้านี้นางคงมิทราบว่ามีอันตรายแฝงกายอยู่ภายในบริเวณนี้มากมาย!
……………