บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1679: แย่งสมบัติ
ตอนที่ 1679: แย่งสมบัติ
ในเมื่อรู้ว่ามีผู้ซุ่มซ่อนรออยู่ในบริเวณ ยังมีกะใจจะมาชิงโอกาสกันอีกหรือ?
ไม่กลัวจะถูกฉกชิงผลประโยชน์ไปหรือไร?
ทังอวี่เยียนอยากกล่าวเตือน ทว่าก็พบว่าชายหนุ่มเร่งไปยังบรรพตทมิฬ ยากเกินจะห้ามไว้แล้ว
วูบ!
ร่างของซูอี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร้เสียง ฉับพลันนั้น เงาร่างมากมายปิดล้อมบรรพตทมิฬเอาไว้จากทุกทิศทาง ราวกับทหารม้านับพันหมื่นห้อตะบึงเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง
ทว่าภาพอันน่าขวัญผวาก็บังเกิดขึ้น
ทันทีที่ร่างนับไม่ถ้วนของซูอี้เข้าไปในอาณาเขตหมอกอันปกคลุมทั่วบรรพต รอยแตกมิติมากมายก็ปรากฏขึ้นราวกับบ่อโลหิตนับไม่ถ้วน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ร่างของชายหนุ่มระเบิดดุจฟองคลื่น หายวับไปในอากาศ
มีเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่พุ่งขึ้นเขาได้ ทว่าระหว่างทาง พวกเขาก็ยังประสบกับการลอบโจมตีจากบรรดารอยแตกมิติจนสลายหายไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นเช่นนี้ พวกทังอวี่เยียนก็ตกตะลึง อดหลั่งเหงื่อแทนซูอี้มิได้
และยามนี้เอง พวกเขาจึงตระหนักลึกซึ้งว่าวาจาก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายถูกต้องทุกประการ หมอกทมิฬรอบบรรพตลูกนี้ร้ายกาจยิ่ง!
ทว่าเกินคาด เมื่อซูอี้เร่งไปถึงไหล่เขา เขาก็เปลี่ยนร่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ดุจลำแสงแน่นหนา ต่อให้ถูกทำลายก็เกิดใหม่ได้ในไม่ช้า
“เป็นเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศนัก ใช้ร่างเสมือนนั้นทะยานต่อเนื่องดุจโยนหินถามทาง ลองเชิงเลี่ยงหลีกหายนะมากมาย!”
ทังอวี่เยียนประหลาดใจ
นางไม่คาดคิดเลยว่าเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งจะมีเคล็ดวิชาลึกลับเช่นนี้ กระทั่งราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานเช่นนางยังต้องเบิกตากว้าง
“เด็กนี่… ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด”
ราชันเซียนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างสะเทือนใจ
ไม่นานนัก ร่างของซูอี้ก็ฝ่าอุปสรรคมากมายมาถึงไหล่เขาภายใต้สายตาทุกคู่
ตู้ม!!
ทันทีที่ร่างของเขามาถึง แท่นบูชาอันเก่าคร่ำคร่าพลันเปล่งเสียงคำราม ตามด้วยบรรพตทมิฬสั่นสะท้านไหว
กฎมิติอันแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วนระเบิดออกจากแท่นบูชานั้น ดูยิ่งใหญ่ราวกับจะปกคลุมทั่วนภา ระเบิดเข้าโจมตีซูอี้
ทังอวี่เยียนอดสูดหายใจเฮือกมิได้ พวกเขาล้วนเปลี่ยนสีหน้า
แม้พวกเขาจะมองการโจมตีนี้จากไกล ๆ ก็ยังรู้สึกหวาดผวาสิ้นหวังกันอยู่ดี!
ทว่ายามนี้ วจีดาบอันโบราณพลันดังสนั่นขึ้นมา
ไม่มีผู้ใดเห็นซูอี้ขยับ ทว่าเกิดเสียงสะเทือนแดนดินขึ้น และแท่นบูชาก็แหลกสลายลง
ซูอี้ฉวยโอกาสนี้คว้าผืนหนังสัตว์สีทองเอาไว้
ตู้ม!
หนังสัตว์สีทองระเบิดคลื่นกฎเกณฑ์ออกมา พิรุณแสงมหาวิถีเรืองรอง นี่คืออำนาจขอบเขตมหาศาล ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
มันเป็นภัยต่อชีวิตของมหาเซียนได้ทุกเมื่อ!
ทว่าเมื่อมือของชายหนุ่มปกคลุมด้วยอำนาจของดาบเก้าคุมขัง หนังสัตว์สีทองพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พิรุณแสงเสื่อมสลาย กฎเกณฑ์ทั้งหลายพังทลายลง
จากนั้นเขาก็คว้ามันยัดใส่ในแขนเสื้อ
ได้ผล!
เพียงชั่วพริบตา ซูอี้ก็ทำลายแท่นบูชาแล้วไปถึงสมบัติได้!
ภาพอันชวนระทึกนั้นทำให้หญิงเฒ่าอดหลั่งเหงื่อกาฬมิได้ จากนั้นพวกเขาพลันเผยความปรีดาทันควัน
ทันใดนั้น ทังอวี่เยียนก็ตระหนักถึงบางสิ่ง แล้วรีบกล่าวว่า “ทุกคนระวังด้วย! หลังเสิ่นมู่กลับมา เราจะหนีโดยเร็วที่สุด!”
ราชันเซียนทั้งหลายหัวใจเย็นวาบ แต่ละคนล้วนใช้สมบัติเตรียมรับศึก
ทว่าก่อนชายหนุ่มจะทันลงจากเขา บางอย่างผิดปกติก็บังเกิดขึ้น…
อำนาจยิ่งใหญ่สะท้านโลกาพลันทะยานออกจากแดนไกล ชายร่างสูงในชุดเกราะสีเงินผู้หนึ่งกำลังเร่งรุดมา
บนศีรษะของเขาสวมมงกุฎ ชุดเกราะสีเงินเลื่อมพราย ในมือถือหอกสีเลือด ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยปราณคลุมสวรรค์
“ส่งสมบัติมา แล้วพวกเจ้าจะรอดตาย!”
ชายในชุดเกราะสีเงินตวาดลั่น ยกหอกสีเลือดชี้ไปยังซูอี้ที่อยู่บนบรรพตทมิฬอย่างมาดร้าย
เบื้องหลังของเขามีราชันเซียนกลุ่มหนึ่งตามมา แต่ละผู้ล้วนดุร้ายคุกคาม
“ฮัวหมิงอู๋!”
คิ้วงามของทังอวี่เยียนขมวดหากัน ราชันเซียนผู้นี้มาจากขุมกำลังมหาเซียนที่มีนามว่าศาลาเซียนลำนำหยก แข็งแกร่งเลิศล้ำอย่างยิ่ง
ทว่านี่หาใช่จุดจบไม่ เมื่อฮัวหมิงอู๋ปรากฏขึ้น ตัวตนร้ายกาจอีกหลายกลุ่มก็ปรากฏขึ้นในแดนดินรอบข้างบรรพตลูกนี้พร้อมกัน ล้อมพวกเขาเอาไว้ทุกทิศทาง
เปรี้ยง!
วายุเมฆาแปรผัน ทุกสารทิศสั่นสะท้าน
ราชันเซียนผู้จู่โจมกะทันหันเหล่านี้แบ่งออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีตั้งแต่กลุ่มเล็ก ๆ สามถึงห้าคนไปจนถึงสิบกว่าคน
ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานมีให้เห็นไม่ขาด!
ทันใดนั้น พวกทังอวี่เยียนก็หน้าเปลี่ยนสีในทันใด
ก่อนหน้านี้ พวกเขาสังเกตเห็นแล้วว่ามีผู้ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ ๆ ทว่าไม่คาดว่าจะมีมากมายเพียงนี้!
“ราชันเซียนไร้เทียมทานจากสำนักมารกระดูกขาว หลี่เซียว!”
“ราชันเซียนไร้เทียมทานจากบรรพตเซียนหกตะปู ฝูอวิ๋นจื่อ!”
“ราชันเซียนไร้เทียมทานจากโถงดาบปราณมงคล หวงเปยเยี่ย!”
“ราชันเซียนไร้เทียมทานจากสำนักเต๋ายุทธ์แท้สัจธรรม เถาหรูซวง!”
…เมื่อนึกถึงตัวตนของราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานคนแล้วคนเล่าได้แล้ว หัวใจของทังอวี่เยียนก็ร่วงลงสู่ตาตุ่ม ตระหนักแล้วว่าปัญหานี้ร้ายแรง
จะสู้ได้เช่นไร?
เพียงนางลำพัง การปกป้องเสิ่นมู่จึงเป็นไปมิได้เลย!
“จบเห่แล้ว…”
“บ้าเอ๊ย ไฉนจึงมีคนเยอะเพียงนี้?”
“ยังไม่เห็นอีกหรือว่ายามก่อนที่พวกเขาซ่อนตัว พวกเขาล้วนใช้เคล็ดวิชาและสมบัติ จึงมิอาจหาพบได้!”
ทังหานเฟิงและคณะล้วนมีสีหน้าดำคล้ำ
“ทังอวี่เยียน คนผู้นั้นมาจากฝ่ายเจ้า ให้เขาส่งสมบัติมา หาไม่ พวกเจ้าจะตกตายกันหมด!”
เสียงหนึ่งประกาศลั่น
ผู้พูดคือกู้ตงหลิวจากลัทธิอัคคีเทพ
ภายในสันเขาดาวตกเมื่อครู่ก่อน คนผู้นี้พาราชันเซียนกลุ่มหนึ่งไปยื้อแย่ง ‘ศิลามารดรกำเนิดดวงดาว’ ที่ทังอวี่เยียนหาพบก่อน
ภายหลัง เมื่อซูอี้สั่งหลวงจีนจัวอวิ๋นให้ลงมือ พวกกู้ตงหลิวก็ตกใจจนถอยหนี
และยามนี้ พวกเขาก็อยู่ในสถานที่ด้วย และเพ่งเล็งมาที่พวกนางทันที!
จิตสังหารพลุ่งพล่านทั่วทั้งฟ้าดิน
ราชันเซียนจากขุมกำลังใหญ่ต่าง ๆ ดูจะล้อมพื้นที่ใกล้เคียงเอาไว้หมดแล้ว!
แม้จะเป็นราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างทังอวี่เยียนก็ยังคิดไม่ตกไปชั่วขณะ
แน่นอนว่า ราชันเซียนรอบกายนางล้วนตกตะลึงจนแข็งทื่อกันไปหมดแล้ว สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่ลงทุกขณะ
การล้อมโจมตีเช่นนี้ นอกจากจะต้องยอมแพ้ เกรงว่าคงไร้หนทางอื่นในการเปลี่ยนสถานการณ์!
“เสิ่นมู่ รีบสลายยันต์หนีไปเร็ว เจ้ายังมีโอกาสอยู่!”
ทังอวี่เยียนพลันกล่าวขึ้น
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าวออกมา ยอดฝีมือระดับราชันเซียนทั้งหลายจากฝ่ายต่าง ๆ พากันเปลี่ยนสีหน้าทันที
จริงด้วย หากอีกฝ่ายถอนตัวในยามนี้ กระทั่งพวกเขาก็ทำอันใดมิได้!
“หนีหรือ?”
ซูอี้เสสรวลกล่าวเบา ๆ “ข้าว่า ท้ายที่สุดพวกเขานั่นแหละที่ต้องหนี”
ทุกผู้ล้วนผงะ
ชายหนุ่มเดินออกมาจากในบรรพต
“ป่านนี้แล้ว เจ้ายังดื้อดึงอีกรึ!”
ทังอวี่เยียนร้อนใจ “ขอเพียงรักษาโอกาสนั้นไว้ได้ เจ้าก็จะเป็นผู้ชนะของงานประกวดล่าเวหาในครานี้ มีอันใดต้องลังเลอีก?”
ทังหานเฟิงและคนอื่น ๆ เองก็ไร้วาจา กระวนกระวายไปชั่วขณะ
เสิ่นมู่ผู้นี้คิดอันใดอยู่ ป่านนี้แล้วไฉนจึงมิรีบหนีอีก?
ในตอนนี้มีราชันเซียนอยู่มากกว่าหกสิบคน รวมราชันเซียนไร้เทียมทานเข้าไปอีกเจ็ดหรือแปด ใครเล่าจะสู้กับสถานการณ์เช่นนี้ไหว?
“อย่าห่วงเลย ในสายตาข้า ตัวตนที่ออกมาเหล่านี้หาแตกต่างจากเหยื่อที่มาประเคนตัวเองถึงที่ไม่”
ซูอี้แย้มยิ้ม วาจาที่ดูไม่แยแสนั้นสะท้อนก้องทั่วทั้งโลกหล้า ทำให้ผู้คนตกตะลึงคิดว่าหูฝาดไป
“สามหาว!”
บางผู้ค่อนแคะ
“กล้ามากที่มิหนีไปยามนี้!”
บางผู้ตวาดลั่น
“ใช่ หากกล้าก็อยู่สู้กัน ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้าเอาความกล้ามาจากหนใด จึงมองพวกข้าเป็นเหยื่อ!”
บางผู้กล่าวอย่างไร้อารมณ์ จงใจกวนโทสะ
ซูอี้กวาดสายตามองราชันเซียนเหล่านั้นเยี่ยงพยัคฆ์จับจ้องเหยื่อ “ได้”
ตอบรับง่าย ๆ เช่นนี้หรือ?
ทุกผู้อดตะลึงประหลาดใจมิได้
เพราะถึงอย่างไร หากเปลี่ยนเป็นพวกเขาคงหนีไปจากบรรพตมารล่าเวหาตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยไม่สนวิธีการเพื่อรักษาโอกาสนี้เอาไว้แล้ว!
ทว่ายามนี้ ชายผู้มีนามว่าเสิ่นมู่กลับกล่าวว่าจะไม่หนี!
“เสิ่นมู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร? รีบไปสิ!”
ทังอวี่เยียนแทบบ้า มีเพียงนางที่รู้ว่าเสิ่นมู่มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาล การถูกราชันเซียนล้อมโจมตีมากมายเพียงนี้ ต่อให้นางเข้าช่วยเหลือสุดตัว โอกาสชนะก็ไม่มี
“อยากรู้หรือไม่ว่า ไฉนอาเจ็ดของเจ้าจึงให้เจ้าฟังข้าโดยไร้เงื่อนไข?”
ซูอี้ว่า
ทังอวี่เยียนตะลึงไป
ไม่รอให้นางกล่าววจีใด เขาก็กล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าอยู่ดูตรงนั้นนะ อีกเดี๋ยวก็รู้เอง”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ซูอี้ก็เดินออกมาจากในบรรพตทมิฬในม่านหมอกแล้ว
ยามนี้ ราชันเซียนกลุ่มหนึ่งลงมือโจมตีโดยไร้ลังเล
“ฆ่า!”
“ล้อมเขาไว้ อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้”
“ฮ่า ๆๆ ข้าไม่เคยเห็นคนโง่เช่นนี้มาก่อนเลยวะ มีโอกาสหนีแล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่หนี”
…ราชันเซียนทั้งหลายล้วนมุ่งร้าย สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลงมือโจมตีอย่างไร้ความปรานี ทั้งใช้สมบัติและออกเคล็ดวิชาโจมตีอย่างสุดกำลัง
ขณะเดียวกัน ยอดฝีมือจากฝ่ายอื่นต่างเข้าปิดล้อมสถานที่เอาไว้ภายใต้คำสั่งของราชันเซียนจากฝ่ายตน
เปรี้ยง!
ฟ้าดินปั่นป่วน จิตสังหารกระจายทั่วทุกที่
ทังอวี่เยียนอดรำพึงไม่ได้ เสิ่นมู่เอ๋ยเสิ่นมู่ เจ้าจะทำอันใดกันแน่?!
ราชันเซียนที่มากับนางต่างตะลึงกับการล้อมโจมตี ร่างหนาววูบวาบ หัวใจกระแทกกระเทือนแทบระเบิด
พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าไฉนเสิ่นมู่จึงไม่หนี!
บ้าไปแล้วหรือ?
“ไป ไปช่วยเขากัน ไม่ว่าอย่างไร จะให้เขาถูกล้อมไม่ได้นะ!”
ทังอวี่เยียนกัดฟันกล่าว
นางชักมีดสั้นสีเขียวออกมา และกำลังจะทะยานออกไป
ทว่ายามนี้ ร่างของนางพลันชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ประสบภาพอันน่าเหลือเชื่อ
ด้วยเมื่อเผชิญกับการล้อมโจมตีเช่นนี้ เสิ่นมู่ทำเพียงสะบัดแขนเสื้ออย่างเรียบง่าย
ตู้ม!
อากาศที่อยู่ในพื้นที่แถบนั้นพลันฉีกขาด
เจ็ดราชันเซียนซึ่งพุ่งนำหน้ามาล้วนดูราวถูกบรรพตโบราณทุ่มใส่ ก่อนจะแหลกสลายไปพร้อมกับสมบัติที่ตนเองใช้
ราชันเซียนบางผู้ขยี้ยันต์ช่วยชีวิตไม่ทัน และถูกการโจมตีนี้สังหารอย่างน่าสยดสยองทันที
ส่วนราชันเซียนผู้ขยี้ยันต์ช่วยชีวิตทันและรอดชีวิตไปนั้น ร่างของพวกเขาเองก็แหลกสลาย มีเพียงจิตวิญญาณที่รอดตายได้อย่างหวุดหวิด!
ทันใดนั้น พิรุณโลหิตพร่างพรม ปะปนกับเสียงกรีดร้องโหยหวน
การโจมตีอันอหังการนั้นไม่เพียงทำให้ทังอวี่เยียนชะงักงัน แต่กระทั่งราชันเซียนที่ล้อมโจมตีซูอี้จากทุกทิศทางเองก็ด้วย
แค่สะบัดแขนเสื้อง่าย ๆ ก็สังหารราชันเซียนไปเจ็ดคนแล้ว?
……………