บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1681: ไร้เทียมทาน
ตอนที่ 1681: ไร้เทียมทาน
……………
ตอนที่ 1681: ไร้เทียมทาน
“ขึ้นมา!”
หลี่เซียวจากสำนักมารกระดูกขาวกวักปลายนิ้ว แล้วประทีปทองแดงสีเลือดดวงหนึ่งก็ละล่องขึ้นเหนือนภา
ประกายแสงสาดส่อง บังเกิดเป็นประตูมายา เงาลวงของเทพมารอันมีปราณร้ายกาจปรากฏขึ้นสะเทือนโลกหล้า
“โปรย!”
ฝูอวิ๋นจื่อแห่งบรรพตเซียนหกตะปูพ่นถั่วทองออกมาเป็นชุด
พริบตาต่อมา เมล็ดถั่วเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นนักรบเกราะทองเก้าคน ยืนตระหง่านจัดค่ายกลศึกในฟ้าดิน เผยอำนาจยิ่งใหญ่ร้ายกาจ
แปรเมล็ดถั่วเป็นกำลังพล!
“ไป!”
หวงเปยเยี่ยแห่งโถงดาบปราณมงคลตวัดนิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ตู้ม!
ปราณสีม่วงสายหนึ่งทะยานเวหา สะบั้นเมฆา ปรากฏดาบโบราณเล่มหนึ่งขึ้น ที่ด้ามดาบสลักอักษรตัวน้อยดุจหัวแมลงวันไว้ว่า ‘ประกายม่วง’
ดาบนั้นทะยานไกลสามหมื่นจั้ง
ขณะเดียวกัน เถาหรูซวงจากสำนักเต๋ายุทธแท้สัจธรรมพลันอ้าปากสำรอก
ตู้ม!
ตราประทับวิถีสีแดงเพลิงทะยานสู่เวหา สลักอักขระวิถี ‘ประกาศิตสวรรค์’ ไว้ที่เบื้องหน้า และตะวัน จันทรา ดวงดาราในด้านอื่น ๆ
เมื่อตราประทับนี้ทะยานขึ้นฟ้า มันก็ทวีขนาดขยายใหญ่ดุจบรรพตเทพสูงตระหง่านทาบทับลงมารุนแรง
กู้ตงหลิวแห่งลัทธิอัคคีเทพเรียกใช้ง้าวสั้นสีทองคู่หนึ่ง เรื่อเรืองเปล่งเพลิงทิพย์ถาโถมถล่มทั่วฟ้าดิน
ในพริบตา หกราชันเซียนไร้เทียมทานต่างใช้ไม้ตายก้นหีบของตน โจมตีด้วยวิชาอันแข็งแกร่งสูงสุดโดยไม่ปิดบัง!
ภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้เหล่าผู้ชมอึดอัดสิ้นหวัง
ทังอวี่เยียนและราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่างมือเท้าเย็นวาบ หัวใจจุกแขวนที่คอ!
หากเป็นนาง นางก็ต้องทุ่มเทกำลังสุดชีวิตเพื่อต้านรับหนึ่งในราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้น
ยามนี้ หกราชันเซียนไร้เทียมทานร่วมมือโจมตีสุดกำลัง อำนาจเช่นนั้นร้ายกาจไร้กังขา!
“เสิ่นมู่นั่นจบเห่แล้ว!”
ยามนั้น ความคิดเดียวกันนี้ผุดขึ้นในใจของราชันเซียนทั้งหลายอย่างพร้อมเพรียง
จะสู้เช่นไรได้อีก?
ใครเล่าจะประชันได้?
ทันใดนั้น ซูอี้ก็เสสรวลเอื้อมมือคว้า
ตู้ม!
ฟ้าดินเรรวน ปราณดาบสามฉื่อควบแน่นในมือซูอี้
จากนั้น บรรยากาศรอบกายเขาพลันเปลี่ยนแปร เปิดเผยไร้จำกัด ยิ่งยงทะนงตน อำนาจประหนึ่งดาบไร้เทียมทานทะยานสรวง ทะลวงนภา สะท้านดาราจักร!
“เปิด!”
ซูอี้ตวาดเบา ๆ แล้วคมดาบหนึ่งก็ทะยานขึ้นก่อนจะเคลื่อนลง ดุจทะยานสู่จักรดาราเหนือเก้าชั้นสรวงแล้วร่วงหล่นกลับสู่โลกหล้า
ตู้ม!!
สุญญะหยุดนิ่งในบริเวณใกล้เคียงแหลกสลาย
จากการกวาดทำลายของปราณดาบอหังการไร้ขอบเขต หอคอยเบญจธาตุสะกดสุญญะ สมบัติสังหารอันล้ำเลิศของฮัวหมิงอู๋ถูกฟาดเข้าตรง ๆ ก่อนจะกระเด็นหัวทิ่มหัวต่ำพร้อมเสียงครวญโหยไห้สะท้านนภา
ฮัวหมิงอู๋กระอักเลือด บาดเจ็บจากปราณดาบอหังการนั้น ร่างของเขาโซเซถอยหลัง ร่างถูกฉีกแยกแบ่งครึ่ง เลือดเนื้อสาดกระจาย
ขณะเดียวกัน เงาเทพมารร้ายกาจก็พุ่งเข้าหาซูอี้ หนึ่งฝ่ามือสลายสุญญะแหลกเป็นเสี่ยง
อีกฝั่งหนึ่ง นักรบเกราะทองทั้งเก้าซึ่งตั้งค่ายกลศึกต่างก็ห้อตะบึงเข้าหา แรงกดดันดุร้ายรุนแรง เผยรุ้งทิพย์สีทองทิ่มแทงลงมาดุจดาบจากสวรรค์
ทว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง ชายหนุ่มเพียงสะบัดแขนเสื้อส่งปราณดาบสายหนึ่งทะยานออกจากร่างสูงใหญ่ ดุจท้องนภาครามแห่งโบราณกาลเคลื่อนคล้อย
บดขยี้เงาร่างเทพมาร!
กวาดเก้านักรบเกราะทอง!
ซูอี้ก่อปราณดาบขึ้นในมือ ฟาดฟันออกสองดาบในรวดเดียว หนึ่งสายมุ่งสู่ประจิม ทะลวงเข้าใส่ประทีปทองแดงสีเลือดของหลีเซียว
หนึ่งดาบล่องอุดร ฟาดฟันเข้าใส่บรรพตโอฬารอันแปรเปลี่ยนจากตราประทับวิถี ‘ประกาศิตสวรรค์’ ของเถาหรูซวง ส่งให้บรรพตนั้นแหลกสลายไปทันใด
กู้ตงหลิวจากลัทธิอัคคีเทพฉวยโอกาสโจมตีด้วยง้าวคู่ ทว่าก็ถูกฝ่ามือของซูอี้ตบกระเด็นไป
พริบตานั้น เขาทลายการประสานไม้ตายของห้าราชันเซียนไร้เทียมทานลงติด ๆ กัน!
ทว่ายามนี้ ดาบวิถีเล่มหนึ่งเล็งตรงมาที่หว่างคิ้วของซูอี้
ดาบโบราณประกายม่วง!
ผู้ใช้มันคือหวงเปยเยี่ยจากโถงดาบปราณมงคล ตัวดาบเรืองประกายเยี่ยงอัสนี วาดปราณดาบสีม่วงยาวสามหมื่นจั้ง
ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นว่าซูอี้ไร้โอกาสหลบ
ไม่มีเวลาต่อต้าน เพราะดาบของหวงเปยเยี่ยนั้นฉวยโอกาสยามซูอี้จัดการกับท่าไม้ตายของผู้อื่นเข้าโจมตี!
หากแต่ซูอี้ไม่ได้หลบ นัยน์ตาลึกล้ำเรืองวูบอย่างเย็นเยียบ ก่อนจะผ่อนลมหายใจรุนแรง
ฉัวะ!
ดุจวาตะอัสนี ปราณดาบสายหนึ่งปะทุออกบรรจบกับปลายดาบโบราณประกายม่วง
ทันใดนั้นก็บังเกิดเป็นเสียงกระทบสะเทือนหล้า
สุญญะใกล้เคียงพลันถล่ม
ปราณจากซูอี้ขวางดาบโบราณประกายม่วงไว้ได้อยู่หมัด ทำให้ดาบเล่มนี้สั่นสะเทือนคร่ำครวญ
ซูอี้ฉวยโอกาสนี้ใช้มือซ้ายขยับคว้า
ดาบโบราณเล่มนี้ถูกปราบจนสิ้นท่า การเชื่อมต่อระหว่างมันกับหวงเปยเยี่ยถูกสะบั้นลงทันใด
อัก!
ไกลออกไป หวงเปยเยี่ยกระอักเลือด สีหน้าตกตะลึงเกินเชื่อลง
เพลงดาบนี้เป็นวิชาสังหารอันภาคภูมิสูงสุดชั่วชีวิตเขา มีนามว่าบูรพานำมงคล เคยเป็นที่ชื่นชมของมหาเซียนในสำนักเขา
แค่ใครเล่าจะคาดคิดว่าดาบนี้ก็ถูกปราณแท้ของอีกฝ่ายหยุดไว้ได้?
ใครเล่าจะคาดคิดว่าการคว้ามืออย่างเรียบง่ายของอีกฝ่ายจะสะบั้นสัมพันธ์ระหว่างเขากับดาบโบราณประกายม่วงได้?
“ไฉนคนผู้นี้จึงร้ายกาจนัก?”
ยามนี้ ไม่เพียงหวงเปยเยี่ย แต่ราชันเซียนไร้เทียมทานคนอื่น ๆ อย่างหลี่เซียวและฮัวหมิงอู๋ยังอดหนาวยะเยือกมิได้
พวกเขาล้วนใช้ท่าไม้ตายออกมาจัดการ ทว่าก็ยังปราบอีกฝ่ายมิลง ซ้ำยังถูกอีกฝ่ายสยบเอาเสียอีก!
“ดาบนี้ไม่เลวเลย ใช้ดาบนี้ส่งพวกเจ้าไปรอ ณ โลกหน้าดีกว่า”
ปลายนิ้วของซูอี้ดีดตัวดาบโบราณประกายม่วง
ตู้ม!
วจีดาบสนั่นดุจเสียงคลื่น สะท้านก้องเก้าสวรรค์
จากนั้น ซูอี้ก็โจมตีตอบโต้อย่างร้ายกาจสูงสุด มิออมมือใด ๆ
ร่างของเขาหายวับไปในอากาศธาตุ
อึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฮัวหมิงอู๋ซึ่งอยู่ใกล้สุด
“ตาย!”
ฮัวหมิงอู๋คำรามลั่น เร่งใช้หอคอยเบญจธาตุสะกดสุญญะฟาดลงอย่างรุนแรง
ทันทีที่คมดาบของซูอี้เงื้อขึ้น ภาวะดาบก็ทะยานออกเยี่ยงกระแสคลื่น ผ่าหอคอยเบญจธาตุสะกดสุญญะออกทันใด และปราณดาบก็ทะยานต่อหมายสะบั้นร่างของอีกฝ่าย มิสนใจอุปสรรคใด
ดุจเทพเจ้าเบิกทวารสวรรค์ ภายใต้ดาบนั้น วิญญาณของฮัวหมิงอู๋ครั่นคร้าม สายเกินกว่าจะหลบเลี่ยง ทำได้เพียงต้องต้านตรง ๆ
เปรี้ยง!!
อำนาจคุ้มกายฮัวหมิงอู๋แหลกสลายดุจพิรุณแสงละล่องลอย
และร่างของเขาก็ถูกฟันกระเด็นไป!
ขณะร่างของเขายังปลิวละลิ่ว บาดแผลดาบฟันก็บังเกิดขึ้น แทบแยกร่างเป็นสองส่วน
เมื่อชั่วกาลคับขัน ราชันเซียนไร้เทียมทานผู้นี้ก็ขยี้ยันต์ช่วยชีวิต ส่งเสียงคำรามอย่างมิเต็มใจ ก่อนจะถูกอำนาจเคลื่อนมิติพาตัวไป
หนึ่งดาบ ปราบราชันเซียนไร้เทียมทานฮัวหมิงอู๋!
ภาพอันอหังการนั้นทำให้เหล่าผู้ชมตะลึงไปอีกหน
ผู้คนซึ่งชมศึกอยู่ไกล ๆ ล้วนตกตะลึง สายตาที่มองซูอี้นั้นประหนึ่งจับจ้ององค์เทพ!
และร่างของซูอี้ก็หายวับไปเนิ่นนาน ทะยานเข้าไปโจมตีคู่ต่อสู้คนอื่น
แย่แล้ว!
หลี่เซียวหน้าเปลี่ยนสี หันหลังเผ่นหนี
ท่าไม้ตายของหกราชันเซียนไร้เทียมทานล้วนถูกทำลาย ทำให้เขาตระหนักแล้วว่าบางอย่างผิดปกติ
และเมื่อประจักษ์ต่อสภาพอันน่าสยดสยองของฮัวหมิงอู๋ หลี่เซียวก็ตื่นตระหนกอย่างแท้จริง เลือกจะหนีมิกล้าสู้กับซูอี้อีกต่อไป
ทว่าก็สายไปแล้วก้าวหนึ่ง
วจีดาบขับขานเยี่ยงลำนำหงส์ ปราณดาบแน่นหนานับไม่ถ้วนโปรยปรายจากนภา ปิดล้อมทั่วบริเวณ
และยังจมร่างของหลี่เซียวลงในพิรุณดาบอันหนาแน่น
“อย่านะ!”
หลี่เซียวเดือดดาล ใบหน้าแข็งค้าง ขัดขืนสุดชีวิต
ทว่าในพริบตา ร่างของเขาก็เต็มไปด้วยรูพรุน บาดแผลดาบฟันสีเลือดปรากฏขึ้นนับไม่ถ้วนราวถูกทรมานด้วยพันคมมีด
ยามนี้ หลี่เซียวขยี้ยันต์ช่วยชีวิตโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
เปรี้ยง!
อึดใจต่อมา ร่างของหลี่เซียวก็ถูกเคลื่อนออกไป
ขณะเดียวกัน ร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ากู้ตงหลิวแห่งลัทธิอัคคีเทพ สะบัดดาบเข้าฟาดฟัน
ตู้ม!
กู้ตงหลิวปลิวกระเด็นเยี่ยงดาวตก ฟาดลงกับพื้นอย่างรุนแรง อำนาจอหังการสะท้านร่างของเขาจนแหลกร้าวเกินนับถ้วน กระดูกป่นแหลกไม่รู้กี่ท่อน ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและไม่พอใจ ก่อนจะขยี้ยันต์ช่วยชีวิตเอาตัวรอด
“ไป!”
“ถอยเร็วเข้า!!”
…ฝูอวิ๋นจื่อ หวงเปยเยี่ย และเถาหรูซวงขนลุกขนพอง พวกเขาล้วนใช้เคล็ดวิชาก้นหีบเพื่อหลีกหนี
ซูอี้ยกดาบโบราณขึ้นค้างบนอากาศ
ตู้ม!
เคล็ดพลังเร้นลับต้องห้ามแผ่ออกไป
บรรพตลำธารใกล้เคียงพลันนิ่งค้าง หยุดนิ่งมิไหวติงอย่างประหลาด
“แย่แล้ว!”
ฝูอวิ๋นจื่อแปรสีหน้า ร่างของเขานิ่งงันดุจติดหล่ม พยายามดื้นรนขัดขืน
ทว่าปราณดาบสายหนึ่งโรยร่วงลงจากนภา
“ไม่คาดเลยว่าก่อนผ่านแดนมหาบาป ข้าต้องถอนตัวไปก่อนอย่างมิเต็มใจ!”
ฝูอวิ๋นจื่อรำพึง
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็ขยี้ยันต์ช่วยชีวิต ร่างหายไปในอากาศธาตุแล้ว
ซูอี้ประหลาดใจเมื่อพบว่าเคล็ดวิชาหลบหนีที่หวงเปยเยี่ยและเถาหรูซวงใช้นั้นเลิศล้ำยิ่งนัก สามารถสะบั้นอำนาจจองจำของเคล็ดพลังเร้นลับต้องห้ามได้ด้วย
เพียงพริบตา ทั้งสองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ณ ยามนี้ หกราชันเซียนไร้เทียมทาน สี่ถูกกำจัด ขณะที่สองหนีไปได้!
ทังอวี่เยียนยืนอึ้งกับที่ หัวใจซึ่งเดิมแขวนจุกคอร่วงกลับไปยังที่เดิมของมัน สั่นสะท้านครั่นคร้าม ใบหน้าหยกมิอาจสงบนิ่ง
ยามนี้ ในที่สุดนางก็ตระหนักว่าตนประเมินเสิ่นมู่ เซียนขอบเขตจักรวาลผู้นี้ต่ำไปมาก กล่าวได้กระทั่งว่านางหารู้สิ่งใดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของซูอี้ไม่!
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้สามารถเพียงพอจะสยบหกราชันเซียนไร้เทียมทานได้เช่นนี้ หากกิตติศัพท์แพร่ออกไป ใครเล่าทั่วโลกเซียนจะกล้าเชื่อลง?
ทังหานเฟิงและคนอื่น ๆ เองก็ตะลึงงัน มีความคิดเดียวเท่านั้นในใจ…
เสิ่นมู่ผู้นี้จะมาคิดบัญชีกับพวกตนหรือไม่?
ยามนี้ในสนามรบเหลือราชันเซียนยี่สิบกว่าคน พวกเขาแต่ละผู้ล้วนไม่ต่างจากแมลงติดใยแมงมุม ดิ้นรนเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ราชันเซียนจากฝ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ เดิมทีติดตามราชันเซียนไร้เทียมทานของฝ่ายตนมาล้อมโจมตีซูอี้
และพวกเขาก็ไหวตัวช้าไปก้าวหนึ่ง จึงถูกอำนาจเคล็ดพลังเร้นลับต้องห้ามผนึกการเคลื่อนไหว สายเกินกว่าจะหนีพ้น
เมื่อสายตาของซูอี้กวาดมองมา
ราชันเซียนเหล่านั้นต่างขวัญหนีดีฝ่อ หนังศีรษะชาวาบ เครื่องในปั่นป่วน พากันขยี้ยันต์ช่วยชีวิตพัลวัน และร่างของพวกเขาก็หายลับไปจากโลกหล้าฟ้าดินทันที
กล่าวได้ว่าการกระทำของพวกเขาเฉียบขาด ไร้ความลังเล
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันที
ราชันเซียนทุกผู้ล้วนมียันต์ช่วยชีวิตอยู่ และยอมตกรอบมากกว่ายอมแพ้
เพราะถึงอย่างไร หากยอมแพ้ก็ต้องจ่ายด้วยสมบัติ ใครเล่าจะยอมตัดใจ?
ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าเมื่อพวกเขาไร้การคุ้มครองจากราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้น ด้วยลำพังกำลังพวกเขาย่อมมิอาจอยู่รอดในแดนมหาบาปอันแสนอันตรายนี้ได้
“ท้ายที่สุด นี่ก็คืองานประกวดล่าเวหา ไม่ใช่สนามศึกเดิมพันชีวิต ทุกผู้สามารถหนีจากที่นี่ได้ หากคิดฆ่าก็มีความหวังเพียงน้อยนิด”
ซูอี้เสียดายเล็กน้อย
เดิมที เขาคิดจะหาสินสงครามสักหน่อย แต่ยามนี้เขาก็ทำได้เพียงเท่านี้
ตู้ม!
ซูอี้ยกมือเก็บดาบโบราณประกายม่วงไป ปัดฝุ่นจากอาภรณ์แล้วเดินไปสมทบกับพวกทังอวี่เยียนซึ่งอยู่ห่างออกไป
เมื่อเห็นเขาเดินมาหา ทังอวี่เยียนพลันฟื้นจากอาการตกตะลึง ใบหน้ากระจ่างงดงามของนางพลันซับซ้อนละเอียดอ่อน
ริมฝีปากสีชาดของนางอ้ำอึ้งเหมือนจะพูดบางอย่าง ทว่ากาลนั้น นางไม่อาจสรรหาวาจามากล่าวได้
ทังหานเฟิงและเหล่าราชันเซียนล้วนเป็นกังวล แต่ละผู้ล้วนก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบสายตาซูอี้ราวกลัวว่าซูอี้จะฉวยโอกาสนี้คิดบัญชีกับพวกเขา
ก่อนซูอี้จะทันได้พูด ทังหานเฟิงก็ตัวสั่นงันงก รีบก้มหัวลงกล่าวเสียงสั่นอย่างหวาดกลัวระคนละอาย
“เสิ่นมู่ ก่อนหน้านี้ข้ามีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินเจ้าไปมาก ทว่าข้ายังหวังว่าเจ้าจะรามือมิถือสา ข้า… ข้าหารู้ไม่จริง ๆ ว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงนี้!”
……………