บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1682: ไล่ออก
ตอนที่ 1682: ไล่ออก
เมื่อเห็นทังหานเฟิงก้มหัวขอขมา ราชันเซียนคนอื่น ๆ ต่างก็กล่าวขอขมาอย่างหวาดผวาตาม ๆ กัน ไม่กล้าลังเลแม้เพียงน้อย
หลังเห็นเช่นนี้ ในใจทังอวี่เยียนก็รู้สึกชื่นมื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างทาง คนเหล่านี้ต่างสบถด่ามาดร้าย ยุยงนางให้ทิ้งเสิ่นมู่ตามลำพังตลอดมา ซึ่งก็ทำให้นางรู้สึกขุ่นเคืองในใจ ทว่าก็อดทนไว้มิแสดงออก
ยามนี้เมื่อเห็นพวกเขาล้วนก้มหัวขอขมาด้วยเกรงจะถูกซูอี้คิดบัญชี ทังอวี่เยียนก็อดคันปากอยากกล่าวมิได้ ว่าหากทำตัวดีแต่แรก ไฉนตอนนี้ต้องลำบากด้วย?
ซูอี้กล่าวกับพวกทังหานเฟิงว่า “มิต้องขอโทษหรอก แค่เรื่องเล็กน้อย ข้ามิเคยสนใจเลย”
ทังหานเฟิงและคณะถอนใจโล่งอกทันใด
ทว่าอึดใจต่อมา ซูอี้ก็กล่าวว่า “แต่จะเป็นการดีกว่า หากพวกเจ้าจะออกจากบรรพตมารล่าเวหานี้โดยเร็วที่สุด”
คนทุกผู้ “???”
ทังหานเฟิงงุนงง “เสิ่นมู่ เจ้า… หมายความเช่นไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “เจ้าเข้ามาในบรรพตมารล่าเวหานี้ได้ยี่สิบกว่าวันแล้ว ติดตามทังอวี่เยียนมาตลอดทาง ทว่าก็ไม่เคยพยายามกระทำการใดด้วยตนเองมากนัก”
“ทว่าพวกเจ้าก็แบ่งสินสงครามเท่า ๆ กัน ไม่ลดถอยแม้เพียงหน”
วาจานั้นทำให้พวกทังหานเฟิงเปลี่ยนสีหน้า
เสิ่นมู่ผู้นี้กล้ากล่าวหาพวกเขาเป็นตัวถ่วง เสวยสุขบนผลงานผู้อื่นหรือ?
ทังอวี่เยียนอดตะลึงมิได้
ซูอี้กล่าวต่อ “ทังอวี่เยียนทำทุกสิ่งเพื่อพวกเจ้า หากยังมีสติรู้คิดบ้างก็รีบไปเถอะ เจ้ารู้ดีกว่าใครว่าหากไร้ทังอวี่เยียน ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเจ้า พวกเจ้าก็น่าจะถูกกำจัดไปนานแล้ว”
ทังหานเฟิงอดกล่าวมิได้ “เสิ่นมู่ เรายอมรับฐานะอันสูงส่งและความแข็งแกร่งอันเลิศล้ำของเจ้า แต่ระหว่างทางก่อนหน้านี้ เจ้าช่วยอันใดเราบ้าง? เจ้าบอกเราเป็นตัวถ่วง แล้วการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าเล่า แย่เสียยิ่งกว่าเราอีก!”
คนอื่น ๆ ต่างเห็นพ้องกล่าวเสริม
ซูอี้เสสรวลกล่าว “ข้าไม่ได้กังวลเรื่องใด แค่จะให้พวกเจ้าจากไปโดยเร็วที่สุด ทว่าพวกเจ้ายังยืนกรานเอาเรื่อง เเเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้พวกเจ้าตายสนิทเอง”
ทังหานเฟิงชะงัก กล่าวเสียงสั่น “เจ้ายังอยากทำอันใดกับเราอีก? นี่ต่างอันใดกับข้ามธารแล้วพังสะพาน?”
คนอื่น ๆ เองก็เปลี่ยนสีหน้า
ด้วยความแข็งแกร่งของซูอี้ การจัดการพวกเขาย่อมไม่ยากเลย
ทังอวี่เยียนซึ่งเงียบมาตลอดอดปริปากจะกล่าวห้ามมิได้ ทว่าอึดใจนั้นนางก็นิ่งตะลึงไป
นางเห็นซูอี้พลิกฝ่ามือ แล้วสมบัติสิบกว่าชนิดพลันปรากฏขึ้น มีทั้งขนนกเปื้อนเลือด กรงเล็บมหึมา หัวมารปีศาจชุ่มเลือด และอื่น ๆ อีกมาก
“พวกเจ้ารู้ที่มาของสมบัติเหล่านี้หรือไม่?”
ซูอี้เอ่ยถามเรียบ ๆ
เมื่อเห็นสมบัติเหล่านี้ ทังอวี่เยียนพลันจำเรื่องราวมากมายขึ้นได้
ระหว่างทาง พวกนางประสบภัยคุกคามเกือบตายมามากมาย แต่ทุกครั้งพวกนางก็ผ่านมันมาได้โดยไร้อันตราย
เหมือนเช่นในธารใหญ่โลหิตมาร มีฝูงวิหคร้ายสีเลือดกบดานอยู่ พวกมันควบคุมกฎเกณฑ์มิติ และเมื่อเคลื่อนกายในสุญญะ การจะฆ่าราชันเซียนลงในพริบตายังทำได้ง่าย ๆ
ยามนั้น ทังอวี่เยียนรู้สึกตึงมือมาก และคิดว่าคงต้องเสียหายร้ายแรงเสียแล้ว
ทว่าใครเล่าจะคาดว่าวิหคร้ายสีเลือดจะพากันบินหนีไปกะทันหันราวกับหวาดกลัวสุดขีด เกินคาดอย่างสมบูรณ์
ทว่าเมื่อนางเห็นขนนกเปื้อนเลือดที่ซูอี้นำออกมา ทังอวี่เยียนก็เข้าใจทันทีว่าผู้ที่ทำให้วิหคร้ายสีเลือดแตกตื่นบินหนีไปต้องเป็นซูอี้แน่ ๆ!
และเช่นกัน ทังอวี่เยียนเองก็จำได้ว่ากรงเล็บสัตว์นั้นมาจากมารปีศาจอันรูปร่างคล้ายวานรยักษ์จากส่วนลึกของป่าสุนัขไพรควันทมิฬ
ศีรษะมารปีศาจนั้นมาจากแมงป่องทองคำจากทะเลทรายกระดูกขาว
…เมื่อนางรู้ที่มาของสมบัตินับสิบ ๆ ชิ้นนั้น ทังอวี่เยียนก็อดนิ่งไปมิได้ หัวใจของนางสั่นสะท้าน ตระหนักขึ้นว่าตลอดมานี้ หายนะร้ายกาจที่พวกนางเผชิญ ปรากฏว่าซูอี้ช่วยแก้ให้พวกนางไปโดยไร้ผู้ใดรับรู้!
และพวกนางก็ไม่รู้อันใดเลยจนเมื่อครู่นี้!
ทังหานเฟิงและพวกต่างตะลึงอึ้ง มีหรือพวกเขาจะมิรู้ที่มาของสมบัติเหล่านี้?
ในที่สุด พวกเขาก็เข้าใจว่าซูอี้ที่พวกตนถือว่าเสวยสุขบนผลงานของผู้อื่นมาตลอดทาง แท้จริงช่วยพวกเขาแก้หายนะมาตลอด!
ชั่วขณะนั้น พวกทังหานเฟิงอดก้มหน้าก้มตาลงอย่างละอายมิได้
ซูอี้เก็บสมบัติเหล่านั้นไปแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าไปได้แล้ว”
ยามนี้ ไร้ผู้ใดกล้าคัดค้านอีก พวกเขาแต่ละผู้ล้วนคอตก ขยี้ยันต์ในมือจรจาก
ทังอวี่เยียนไม่ได้กล่าวห้าม
มีหรือนางจะไม่รู้ว่าในกาลต่อจากนี้ หากนางพาราชันเซียนเหล่านั้นไปด้วย มันจะกลายเป็นตัวถ่วงยิ่งใหญ่สูงสุดสำหรับนาง?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางกระทำตนอย่างยุติธรรมมาตลอดทาง ให้ราชันเซียนเหล่านั้นได้ส่วนแบ่งสินสงคราม นับว่าวาสนาเลิศเลอกว่ายอดฝีมืออื่น ๆ ซึ่งเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหานี้เป็นไหน ๆ
กล่าวอย่างโหดร้ายคือ ด้วยกำลังเช่นพวกเขา หากอยู่ลำพังคงถูกกำจัดไปตั้งแต่เข้าสู่ส่วนลึกบรรพตมารล่าเวหาแล้ว!
“ไปกันเถอะ เราออกจากที่นี่กันก่อน”
ซูอี้หันกลับมาแล้วเดินตรงไป
หากเป็นก่อนหน้านี้ ทังอวี่เยียนต้องมิชอบใจเป็นแน่ เพราะในตอนกาลก่อน นางคือผู้สั่งการคนอื่น ๆ และเป็นผู้ตัดสินใจการกระทำทุกอย่างเสมอ
ทว่ายามนี้…
ทังอวี่เยียนตามติดเขาไปอย่างเผลอไผล
ไม่นาน ร่างของทั้งสองก็หายลับไปในโลกหล้า
“ไม่คาดเลยว่าในงานประกวดล่าเวหานี้จะมีผู้ร้ายกาจไร้เทียมทานอย่างเสิ่นมู่เร้นกายอยู่ด้วย!”
คนกลุ่มหนึ่งพลันเดินออกมาจากที่ซ่อน
ผู้นำเป็นชายในอาภรณ์สีแดง จอนผมหงอกขาว นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวอินทรี
เฟ่ยเจิน!
ราชันเซียนไร้เทียมทานจากลัทธิกำเนิดเอกภพ
“หนึ่งตัวตนปราบหกราชันเซียนไร้เทียมทาน ความแข็งแกร่งของเสิ่นมู่ผู้นี้ร้ายกาจเกินไปแล้วจริง ๆ!”
…ผู้คนกล่าวคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
“ไปร่วมกับศิษย์พี่เวิงฉางเฟิงเดี๋ยวนี้เลย หากไร้อุบัติเหตุใดอื่น เสิ่นมู่ผู้นี้และทังอวี่เยียนก็น่าจะมุ่งหน้าไปสู่โลกเร้นลับสุดวิเวกนั่นด้วยแน่!”
เฟ่ยเจินตัดสินใจ “และเราต้องบอกศิษย์พี่เวิงฉางเฟิงถึงเหตุศึกที่เพิ่งเกิด ณ ‘เขาแหวกนภา’ วันนี้ให้ได้!”
หัวใจทุกผู้ครั่นคร้าม ตอบตกลงทันที
เสิ่นมู่ ตัวตนร้ายกาจไร้เทียมทานผู้ไร้ชื่อเสียงและเร้นกายเงียบเชียบผู้นี้ ไม่เพียงปราบหกราชันเซียนไร้เทียมทานลงอย่างราบคาบในวันนี้ แต่ยังได้รับสมบัติเซียนอันคาดว่าจะอยู่ในขอบเขตมหาศาลอีกด้วย
เรื่องใหญ่เช่นนี้ต้องแจ้งให้ศิษย์พี่เวิงฉางเฟิงทราบโดยเร็วที่สุด!
ขณะเดียวกัน ผู้เร้นกายในที่ลับตามที่ต่าง ๆ ในบริเวณรายล้อม ‘เขาแหวกนภา’ ต่างปรากฏขึ้นแล้วเคลื่อนกายจากไปตาม ๆ กัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตัวตนเหล่านี้ได้ประสบมหาสงครามเมื่อครู่ และไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อ
……
นอกบรรพตมารล่าเวหา
ผ่านไปยี่สิบสองวันแล้วนับแต่เปิดงานประกวดล่าเวหา
บนสนามเต๋ามโหฬารนั้นปรากฏราชันเซียนผู้ถอนตัวขึ้นมากมาย
“ราชันเซียนพันกว่าคน ออกมาแล้วแปดร้อยสามสิบคน ตายไปสิบห้า งานประกวดนี้โหดร้ายกว่าหนก่อนมาก”
มหาเซียนผู้หนึ่งกระซิบ “หากไร้สิ่งใดผิดแปลก ตัวตนไร้เทียมทานในหมู่ราชันเซียนก็น่าจะบุกสู่ส่วนลึกแห่งบรรพตมารล่าเวหากันแล้ว”
“การประมือต่อจากนี้จะดุเดือดร้ายกาจเป็นที่สุด แต่ก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าผู้ใดจะขึ้นเป็นที่หนึ่งในงานประกวดล่าเวหานี้”
“ในความคิดข้า อันดับหนึ่งต้องเป็นกงหนานเฟิงแน่ เขาเข้าสู่ ‘แดนมหาบาป’ ตั้งแต่เมื่อห้าวันก่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อันตรายที่สุดจุดหนึ่ง ณ ส่วนลึกของบรรพตมารล่าเวหาก็ว่าได้”
มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“ยังไม่ถึงวันสุดท้าย อย่าเพิ่งด่วนสรุปจะดีกว่า”
“ถูกต้อง ราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างเวิงฉางเฟิง เฟ่ยเจินและฉู่ป้าเทียนล้วนเผยอำนาจตะลึงสรวงในงานประกวดล่าเวหาครานี้ และราชันเซียนส่วนใหญ่ในศึกก็พากันแพ้พ่ายด้วยน้ำมือพวกเขาขณะแย่งชิงโอกาส”
เมื่อได้ยินคำหารือเช่นนี้ ราชันเซียนซึ่งถอนตัวออกมาในบริเวณล้วนดูหม่นหมอง มิสบายใจยิ่งนัก
ทว่า พวกเขาก็ยังต้องยอมรับว่าหากเทียบกับราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้น พวกเขาก็ยังห่างชั้นไกลลิบ
“แล้วมีข่าวใดเกี่ยวกับเสิ่นมู่ผู้นั้นบ้าง?”
ทันใดนั้น มหาเซียนผู้หนึ่งก็ถามขึ้น
เมื่อเริ่มงานประกวดล่าเวหา เสิ่นมู่กำจัดราชันเซียนผู้ทรงพลังมากมายในรวดเดียว ทำให้ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายประทับใจลึกล้ำ
เสิ่นมู่จึงถูกถือเป็นม้ามืดอันทรงพลังซึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน!
มหาเซียนอีกคนกล่าวด้วยสีหน้าพิกล “ช่วงนี้ เสิ่นมู่ตามติดข้างกายทังอวี่เยียนมาตลอด และศัตรูที่เขากำจัด… ก็เป็นศูนย์”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ผู้ยิ่งใหญ่มากมายก็อดตะลึงมิได้
“กาลก่อน ไม่ใช่เสิ่นมู่ผู้นี้ทรงพลังมาก กำจัดศัตรูหลายคนในรวดเดียวหรือ? ไฉนการแสดงออกของเขาจึงแสนธรรมดานักในยามนี้?”
“ข้ายังคิดว่าเขาเป็นม้ามืดอยู่นะ แต่มิคาดเลยว่าท้ายที่สุด เขาก็ยังหายจากสายตาผู้คนต่อไป”
“การเข้าร่วมฝ่ายทังอวี่เยียนต้องเป็นการยอมสยบใต้บารมีของทังอวี่เยียนแน่ ดังนั้นหากเทียบกันแล้ว เสิ่นมู่ผู้นี้… น่าจะยังแย่กว่าราชันเซียนไร้เทียมทาน”
…ผู้คนเสวนากันครู่หนึ่งแล้วเลิกสนใจ
ครึ่งเดือนมานี้มีราชันเซียนไร้เทียมทานมากมายซึ่งเจิดจรัสเฉิดฉายในงานประกวดล่าเวหา
เทียบกันแล้ว ในสายตาผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ เสิ่นมู่ถูกกลบรัศมีเสียสนิท ไม่ควรค่าให้สนใจอีก
มีเพียงทังหลิงฉีที่ดูพิกล ฝีมือของทังอวี่เยียนหรือจะเป็นบารมีคุ้มหัวซูอี้ได้?
และยามนี้เอง คลื่นมิติอันรุนแรงก็ปรากฏขึ้น
ราชันเซียนกลุ่มหนึ่งร่วงลงบนสนามเต๋า หากไม่ร่างแหลกเหลือเพียงจิตวิญญาณก็พิกลพิการเต็มไปด้วยบาดแผล บาดเจ็บสาหัสโดยถ้วนหน้า
แต่ละผู้ล้วนสะบักสะบอม
รอบข้างพลันแตกฮือลือลั่น
เกิดเรื่องอันใดขึ้น?
หรือราชันเซียนเหล่านี้จะประสบหายนะร้ายกาจพร้อม ๆ กัน?
ก่อนผู้ใดจะทันไหวตัว ชั่วกาลต่อมา คลื่นมิติก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามด้วยร่างของราชันเซียนต่าง ๆ ร่วงลงหรือเคลื่อนออกมา
พวกเขาล้วนบาดเจ็บสาหัส โลหิตเจิ่งนอง
หลังราชันเซียนผู้ถอนตัวเหล่านี้กลับมา พวกเขาต่างก็ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด หากไม่ดูเศร้าสร้อยมิพอใจก็ตื่นตระหนก ไม่ก็ทำใจมิได้…
ภาพนี้ทำให้มหาเซียนทั้งหลายมิอาจคุมความเยือกเย็นไว้ได้
พวกเขาต้องไปเผชิญหายนะเช่นไร ราชันเซียนมากมายเพียงนี้จึงเกือบตกตาย ต้องใช้ยันต์ช่วยชีวิตหนีมา?
ไม่นานนัก ราชันเซียนไร้เทียมทานฮัวหมิงอู๋ก็ปรากฏขึ้น ร่างของเขาเกือบถูกผ่าเป็นสองท่อน ชุดเกราะแหลกสลาย
ชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ชมล้วนสะท้านสะเทือน
ราชันเซียนไร้เทียมทานผู้หนึ่งเกือบตายตก!?
และนี่ไม่ใช่จุดจบ เพราะหลังฮัวหมิงอู๋ปรากฏกาย หลี่เซียว กู้ตงหลิว และฝูอวิ๋นจื่อ สามราชันเซียนไร้เทียมทานก็ตามเขามาติด ๆ
ทั้งสี่ปรากฏขึ้นบนสนามเต๋ามโหฬารนี้ตาม ๆ กัน
รูปลักษณ์ของพวกเขาแต่ละคนล้วนสะบักสะบอมมิต่างกัน ล้วนร้ายแรงเจียนตาย
เมื่อเห็นเช่นนี้ กระทั่งมหาเซียนทั้งหลายยังตะลึงเกินเชื่อลง
พวกเขาต้องไปเผชิญหายนะร้ายกาจใดมา ราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านี้จึงแทบตายตกในชั่วกาลอันสั้นเพียงนี้!?
……………