บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1683: เคล็ดบรรลุเทพ
ตอนที่ 1683: เคล็ดบรรลุเทพ
สาเหตุถูกไถ่ถามอย่างรวดเร็ว
ทว่าความจริงที่เผยออกมา กลับทำให้คนทุกผู้ตกตะลึง ยากเชื่อลงไปชั่วขณะ
ด้วยมันหาใช่หายนะร้ายกาจใดไม่
และไม่ใช่การถูกทัพศัตรูไล่ล่ากำจัดคู่แข่ง
แต่เป็นเพราะพวกเขาล้วนพ่ายแพ้ยับเยินด้วยน้ำมือคนผู้เดียว!
เสิ่นมู่!
ตัวตนผู้ถูกหมางเมินโดยมหาเซียนมากมายเมื่อกาลก่อน สยบปราบศัตรูทั้งมวลด้วยตัวคนเดียว ณ เขาแหวกนภา!
หกราชันเซียนไร้เทียมทานร่วมมือ ทว่าก็ยังถูกเขาปราบเสียสิ้นท่า!
สัจธรรมเช่นนี้สะเทือนโลกา ทำให้ผู้คนรอบข้างตัวสั่นอ้าปากค้าง
ดุดันยิ่งนัก!
จวบจนยามนี้ กระทั่งราชันเซียนไร้เทียมทานผู้ถูกจับตามองสูงสุดอย่างกงหนานเฟิงและเวิงฉางเฟิงยังมิเคยทำสถิติเลอเลิศเช่นนี้ได้มาก่อน!
กล่าวคือ นี่ต้องเป็นศึกอันเจิดจรัสเหลือเชื่อสูงสุดในงานประกวดล่าเวหาครั้งนี้ในตลอดมา!
“หนึ่งบุคคลสยบคนทั้งมวล อหังการไร้เทียมทาน? เสิ่นมู่ผู้นี้น่าอัศจรรย์อย่างจริงแท้!”
มหาเซียนผู้หนึ่งพึมพำ
“พี่ชายร่วมวิถีทัง เสิ่นมู่ผู้นี้มีที่มาเช่นไรกัน?”
มหาเซียนผู้หนึ่งหันไปถามทังจินหง
ทันใดนั้น สายตาของเหล่าผู้ทรงอำนาจมากมายก็หันไปทางเขาเป็นตาเดียว
คนทุกผู้ล้วนรู้ว่าเสิ่นมู่ผู้นี้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาผ่านเส้นสายของตระกูลทังโบราณ
ทังจินหงเองก็ตื่นตะลึงในใจเช่นกัน ขณะกล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ตอบตามตรง ตาเฒ่าผู้นี้ก็หารู้แน่ชัดไม่ ตัวตนของสหายเต๋าเสิ่นมู่นั้นเป็นปริศนาเอาการ และต้องสงสัยว่าเขาจะมาจากสุขาวดีอันเกินรับรู้แห่งแดนเซียน”
สถานที่อันเกินรับรู้?
สุขาวดีที่แดนเซียนไม่รู้จัก?
ทันใดนั้น เหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายก็จินตนาการไปต่าง ๆ นานา
ทังหลิงฉีเกือบหลุดขำในใจ บรรพชนจินหงโกหกหน้าตาย ไร้จุดบอดใด ๆ
ทว่าการเชื่อมโยงซูอี้ผู้แฝงกายเป็นเสิ่นมู่กับสุขาวดีอันเกินรับรู้ก็ดีเช่นกัน ต่อให้ขุมกำลังใหญ่ต่าง ๆ ออกสืบเสาะก็ยังไม่อาจหาเบาะแสใด ๆ ได้!
ไม่นานนัก คนผู้หนึ่งก็กล่าวเรื่องหนึ่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “บนเขาแหวกนภามีสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลอยู่จริง ๆ หรือ?”
สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล!
สมบัติเช่นนั้นแทบไม่อาจพบพานได้เลยในแดนเซียน เพียงพอให้มหาเซียนทั้งหลายแย่งชิงอย่างบ้าคลั่ง
ก่อนหน้านี้ ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าสมบัติอันเลิศล้ำเช่นนี้จะปรากฏขึ้นในงานประกวดล่าเวหา
“จากคำบรรยายของพวกเขา หนังสัตว์สีทองผืนนั้นดูเหมือนจะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลจริง ๆ”
มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนทั้งหลายต่างมีสีหน้าแตกต่าง ต่างผู้ล้วนต่างความคิด
หัวใจของทังหลิงฉีเย็นเยือก ตระหนักแล้วว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลนั้นเพียงพอให้จอมราชันทั้งหลาย ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนออกมาเคลื่อนไหวได้ แล้วมหาเซียนทั้งหลายที่นี่จะเหลืออันใด?
ยามนี้ สมบัติสูงสุดดังกล่าวอยู่ในมือซูอี้ มันจะถูกมหาเซียนทั้งหลายหมายตาเป็นแน่แท้ เมื่องานประกวดล่าเวหาจบลง ไม่อาจทราบได้เลยว่ามันจะก่อให้เกิดปัญหาเช่นไร
คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยกโดยแท้
“หากมันเป็นสมบัติเซียนขอบเขตจักรวาลจริง มีหรือราชันเซียนผู้หนึ่งจะกำราบมันได้?”
ทังจินหงแค่นหัวเราะ “หากเคยได้ประจักษ์แก่ฤทธาแห่งสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล เจ้าย่อมรู้ว่าอย่าว่าแต่ราชันเซียนเลย กระทั่งมหาเซียนอย่างพวกเรายังยากจะสยบสมบัติเช่นนั้นได้!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว เสียงสนับสนุนก็ปรากฏมากมาย
ถูกต้อง อำนาจของสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลนั้นยิ่งใหญ่ทรงพลัง กระทั่งมหาเซียนยังควบคุมมิได้ ไม่มีทางเลยที่มันจะยอมสยบแก่ราชันเซียนผู้ใด!
“ไม่ว่าอย่างไร หนังสัตว์สีทองผืนนั้นต้องเป็นสมบัติอันล้ำเลิศแน่นอน ต่อให้ไม่ใช่สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล มันก็ยังห่างไกลเกินเทียบกับสมบัติระดับมหาเซียนได้อยู่ดี”
มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวเสียงต่ำ “บางที เรารอดูสมบัตินั้นยามเสิ่นมู่กลับมาจากบรรพตมารล่าเวหาดีกว่า แล้วความจริงก็จะประจักษ์แจ้งเอง”
สีหน้าของทังจินหงหงิกง้ำ กล่าวขึ้นเสียงเย็น “เจ้าเป็นมหาเซียน ทว่ามาจู้จี้วุ่นวายกับโอกาสที่ราชันเซียนผู้หนึ่งได้ มิละอายบ้างหรือ?”
มหาเซียนผู้นั้นพลันสะอึก สีหน้าดำคล้ำ
สายตาของทังจินหงกวาดมองเหล่าผู้ชมและกล่าวว่า “ตระกูลทังของข้าคือเจ้าภาพงานประกวดล่าเวหาหนนี้ ข้าจึงขอทิ้งวาจาไว้ ไม่ว่าราชันเซียนผู้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาจะได้โอกาสใด พวกมันจะเป็นของพวกเขา ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นมาแย่งชิงไป!”
“หาไม่ ตระกูลทังของเราจะไม่ปล่อยผ่าน!”
วาจานั้นกึกก้องได้ยินทั่ว ไร้วจีอื่นใดในหล้า
นี่คือการประกาศจุดยืนของเขา มิยินยอมให้ผู้อื่นมาแย่งสมบัติที่ซูอี้ได้ไป!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ทังหลิงฉีก็ลอบผ่อนลมหายใจโล่งอก
การกระทำของบรรพชนจินหงนั้นปลอดภัยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งมันยังช่วยให้ซูอี้หลีกเลี่ยงเรื่องวุ่นวายหายนะต่าง ๆ ได้มากมาย
ทว่าทังหลิงฉีก็รู้ ว่ามหาเซียนบางคนที่นี่คงไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่
เพราะถึงอย่างไร หากซูอี้ได้สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลไปจริง ๆ มหาเซียนเหล่านี้จะชิงมันไปแน่ ๆ!
ซ้ำยังจะไปกระตุ้นขุมกำลังยักษ์ใหญ่บางแห่งให้เข้ามาผสมโรง!
‘โชคดีที่ครานี้สหายเต๋าซูมาในนามเสิ่นมู่ เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเขาเพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้จักโฉมหน้าจริง เมื่อจบงานประกวดล่าเวหา เราก็แค่ส่งสหายเต๋าซูออกไปโดยเร็วที่สุดก็เลี่ยงปัญหาได้แล้ว’
ทังหลิงฉีลอบกล่าวในใจ
……
บรรพตมารล่าเวหา
แดนมหาบาป
ณ ที่ลุ่มบนเขาอันห่างไกล
ซูอี้นั่งบนเก้าอี้หวาย จับจ้องหนังสัตว์สีทองในมือ
ของสิ่งนี้นุ่มนิ่มดุจผืนแพรไหม มีขนาดครึ่งฉื่อ พื้นผิวเรื่อเรืองแสงทองดุจม่านหมอก ลึกลับตระการตา
“พี่เสิ่น นี่เป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลจริง ๆ หรือ?”
ข้างกายเขา ทังอวี่เยียนอดถามมิได้
“ใช่”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ “น่าเสียดายที่อำนาจที่มาของสมบัตินี้เกือบเสื่อมสลายแล้ว มีประโยชน์ไม่มากนัก”
ว่าแล้วเขาก็ถอนใจ
เขาประจักษ์แล้วว่าสมบัติชิ้นนี้ถูกทิ้งไว้ในโลกหล้านานเกินไป และหลังถูกกาลเวลากัดกร่อนเนิ่นนาน อำนาจที่มาของมันก็กำลังจะแห้งเหือดไม่เหลือ
กาลเวลาหาเมตตาไม่ มวลไม้สลายเป็นฝุ่น ผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเถ้ากระดูก สรรพสิ่งในโลกหล้ามิอาจจีรังยั่งยืนชั่วกาลนาน
นับแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นหญิงงามหรือขุนพลเลื่องชื่อในโลกมนุษย์ย่อมไม่พ้นต้องแก่ชรา!
สมบัติล้ำค่าเองก็หาใช่ข้อยกเว้นไม่
หนังสัตว์สีทองชิ้นนี้เห็นได้ชัดว่ามีอยู่แสนนาน เป็นไปได้ว่าจะอยู่ในโลกหล้าตั้งแต่ยุคสุดวิเวกเมื่อหลายล้านปีก่อน แสนยากนักจะรอดมาจนถึงบัดนี้
“เช่นนั้น เจ้ามองออกหรือไม่ว่าสมบัตินี้ซ่อนปริศนาใดไว้?”
ทังอวี่เยียนถามอีกหน
“ขอข้าดูก่อนนะ”
ซูอี้กล่าวขณะแยกจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบ
ตู้ม!
ทันใดนั้น ภาพประหลาดนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา ประหนึ่งได้กลับสู่ยุคสุดวิเวก
และในพริบตา ภาพก็ตัดไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนฟ้า
สายลมพัด หิมะโปรย
ชายร่างผอมในชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขา
ร่างของคนผู้นั้นผอมสูงดุจหอก ตระหง่านเหนือฟ้าดินดุจเทพเจ้าเหนือสรวง
ข้างกายชายผู้นั้นมีชายชราชุดดำ กอดหอกไว้ในอ้อมแขนค้อมตัวอยู่ดุจบ่าวเฒ่า
“ยามนี้ ข้าพอจะอนุมานได้ว่าเหตุที่ทวยเทพกีดกันไม่ให้พวกข้าบรรลุสู่วิถีบรรลุเทพนั้นมีเพียงสองเหตุผล”
“หนึ่งคือกลัวเกรงอำนาจพวกตนจะถูกสั่นคลอน ร่วงหล่นจากตำแหน่งเทพอันสูงส่ง”
“สองคือกลัววัฏสงสารหวนคืนมายึดอำนาจเหนือยุคสมัยที่พวกตนควบคุม!”
ในสายตาของชายชุดขาวปรากฏเค้าความดูแคลน
“นายท่าน เรา… จะประกาศสงครามกับทวยเทพกันจริง ๆ หรือขอรับ?”
ข้างกายเขา ชายชราชุดดำซึ่งดูเหมือนบ่าวเฒ่ากล่าวขึ้น
“มิใช่ข้าอยากจะไปรบกับพวกเขาหรอก แต่พวกเขาไม่ยอมให้ข้าเป็นเทพต่างหาก!”
เค้าจิตสังหารปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชุดขาว “ช่างน่าขันที่พวกเขาคิดจะให้ข้าไปเป็นข้ารับใช้ กราบพวกเขาเป็นนาย และกระทำตัวประหนึ่งทูตสวรรค์ในแดนมนุษย์ กดขี่ประเมินข้าลั่วฉางหนิงต่ำไปแน่แท้!”
“นายท่าน หากท่านไปยามนี้ ก็ไร้หนทางกลับแล้วนะขอรับ…”
“จะมิกลับมาแล้ว!”
ชายชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “วิถีบรรลุเทพน่ะ ข้าสืบเรื่องของมันมาแล้ว ยามนี้ขาดเพียงโอกาสสัมพันธ์ในการผลาญเพลิงเทพและก่ออำนาจเทพเท่านั้น!”
“หากข้าไม่ตายตก วันที่ข้ากลับมา ข้าก็จะอยู่ในขอบเขตเทวะ”
“หากมิกลับมา ข้าก็แค่ตาย ไฉนต้องประหวั่น?”
ว่าแล้ว ชายชุดขาวก็หันไปกล่าวกับชายชราชุดดำ “หลังข้าจากไป ให้เจ้าพิทักษ์เขาแหวกนภานี้ต่อ”
บ่าวเฒ่าชุดดำตกตะลึง กล่าวด้วยดวงตาแดงฉาน “นายท่าน ไร้ทางเลือกแล้วจริง ๆ หรือขอรับ?”
ชายชุดขาวส่ายหน้า
จากนั้น เขาก็นำหนังสัตว์สีทองออกมาส่งให้บ่าวเฒ่าชุดดำ “ในผืนหนัง ‘สัตว์สุญญะสว่างว่างวังวนเมฆา’ นี้บันทึกเคล็ดบรรลุเทพไว้”
“จำไว้ว่าภายหน้า เจ้าจะไปแสวงประจักษ์แจ้งได้ต่อเมื่อก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลแล้วเท่านั้น”
ว่าแล้ว ชายชุดขาวก็รำพึง “แน่นอนว่าในภายหน้า วิถีบรรลุเทพจะหายลับไปจากโลกหล้า แม้เจ้าจะถ่องแท้เข้าใจปริศนาของมัน ก็ไร้โอกาสบรรลุเป็นเทพอยู่ดี”
“เอาล่ะ ข้าควรไปได้แล้ว”
กล่าวจบ ร่างของชายชุดขาวก็ทะยานจากไป
ตู้ม!
เมื่อเขาทะยานขึ้นสูงในท้องนภา ร่างของเขาพลันลุกไหม้ ปราณอันน่าสะพรึงกลัวทะลวงตรงสู่ส่วนลึกแห่งท้องนภา กระแทกเข้าใส่ประตูลึกลับล่องหนอยู่
รอยร้าวมากมายปรากฏขึ้นบนท้องนภา ดูประหนึ่งพร้อมถล่มร่วง
ทว่าไม่นานนัก เมฆาทัณฑ์ดำทะมึนก็ปรากฏขึ้น อำนาจหายนะร้ายกาจคุกรุ่นอยู่เหนือสรวง สะท้อนภาพร่างอันลึกลับร้ายกาจผู้แล้วผู้เล่าตาม ๆ กัน
“ลั่วฉางหนิง ในที่สุดเจ้าก็ดำเนินบนหนทางอันมิอาจหวนคืน”
“พยายามปะทุเพลิงเทพ ท้าทายชิงตำแหน่งเทพไปก็เสียเปล่า มีแต่ต้องตาย!”
“ช้าก่อน ยังมีเวลา!”
…เสียงตวาดลั่นเสียงแล้วเสียงเล่ากึกก้องออกมาจากในเมฆาทัณฑ์ ร่างลึกลับอันมีปราณร้ายกาจเหล่านั้นต่างมาดร้าย
“สิ่งใดคือขอบเขตเทวะ? มันก็แค่วิถีหนึ่งซึ่งสูงกว่าวิถีเซียนเท่านั้น พวกเจ้าคิดว่าตนเองเป็นเจ้าเหนือสวรรค์จริง ๆ หรือ?”
ชายชุดขาวหัวเราะลั่น ร่างของเขาเจิดจรัสเยี่ยงตะวันฉาย ทะลวงเข้าสู่ส่วนลึกของท้องนภา
ตู้ม!!
เกิดเสียงปฐพีเคลื่อนเลื่อนลั่น
ภาพทั้งหลายที่ซูอี้ ‘เห็น’ พลันแหลกร้าว แปรเปลี่ยนเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนเลือนหายไป
แล้วจากนั้น ภาพใหม่ก็ปรากฏขึ้น
ภาพนั้นเปี่ยมด้วยซากปรักหักพัง ปั่นป่วนไร้ระเบียบ และกลิ่นคาวเลือด
อำนาจทัณฑ์สวรรค์อันทรงพลังปกคลุมท้องนภากระหน่ำลงดุจห่าฝน
ตัวตนร้ายกาจผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนมากมายล้วนถูกทัณฑ์สวรรค์ปะทะร่าง โหยไห้แผดเสียงระงม บ้างโศกเศร้า บ้างเคืองแค้น
ทว่าท้ายที่สุด พวกเขาก็ล้วนตายตกตามกันภายใต้หายนะนั้น
เป็นภาพอันร้ายกาจ
พิรุณโลหิตโปรยกระหน่ำ ฟ้าดินโหยไห้รำพัน อำนาจอันปั่นป่วนเป็นประหนึ่งทัณฑ์เทวา ฆ่าฟันยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลทั้งหลายในโลกหล้าอย่างไร้ปรานี
บ่าวเฒ่าชุดดำผู้รับใช้ชายชุดขาวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เขานอนหายใจรวยรินจมกองเลือด พยายามฝืนเบิกตามองขึ้นไปบนท้องนภา
เมฆสายฟ้าดำครึ้มปกคลุม อสนีบาตแปลบปลาบ
และลึกเข้าไปในหมู่เมฆานั้นมีตัวตนปริศนาร้ายกาจปรากฏขึ้น
“นายท่าน บ่าวเฒ่าผู้นี้มิอาจรอท่านกลับมาในฐานะเทพได้…”
ชายชราชุดดำพึมพำเสียงแหบแห้ง “แต่บ่าวเฒ่าผู้นี้เชื่อว่าท่านยังมีชีวิตอยู่แน่…”
แล้วร่างของเขาก็ถูกหายนะฟาดจนแหลกสลายทันที
สิ้นขันธ์มิเหลือตัวตน
แล้วภาพก็พลันสลายหาย
ซูอี้ถือหนังสัตว์สีทองในมือ สายตาดูยากเข้าใจ