บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1684: รากเหง้าแห่งเทพ
ตอนที่ 1684: รากเหง้าแห่งเทพ
ซูอี้ตกตะลึง
สองภาพที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้ช่างสะท้านถึงจิต
ในยุคสุดวิเวก ตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้มีนามว่าลั่วฉางหนิงผลาญเพลิงเทพ ท้าทายช่วงชิงตำแหน่งเทพ ทำให้เหล่าเทพต้องร่วมมือกันขัดขวาง!
จากวาจาของลั่วฉางหนิง เขาได้ประจักษ์แก่เคล็ดบรรลุเทพแล้ว และขาดเพียงโอกาสผลาญเพลิงเทพ ก่ออำนาจเทพ และทะลวงสู่วิถีบรรลุเทพเท่านั้น
ทว่าทวยเทพหายอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ เผยจุดยืนเพียงจะรับลั่วฉางหนิงเป็นทูตสวรรค์
อีกฝ่ายปฏิเสธและฝืนท้าทาย ในที่สุดเขาจึงเผชิญกับหายนะ!
ส่วนที่ว่าลั่วฉางหนิงอยู่หรือตายนั้น…?
ซูอี้หารู้ไม่
แต่สิ่งที่เขาแน่ใจคือ ลั่วฉางหนิงไม่ปรากฏตัวอีกเลยนับจากนั้น
เห็นได้จากในภาพที่สอง
ยามนั้น หายนะหนึ่งกวาดผ่านทั่วฟ้าดิน ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายผู้อยู่ ณ จุดยอดแห่งวิถีเซียนล้วนล้มตาย ฟ้าดินรวนเร พิรุณโลหิตพร่างพรม
และบ่าวเฒ่าชุดดำผู้รับใช้อยู่ข้างกายลั่วฉางหนิงเองก็ตกตายในหายนะครั้งนั้น
ก่อนตาย เขาเสียใจที่มิอาจรอคอยให้ลั่วฉางหนิงกลับมาได้
“ในหายนะนั้น เงาของทวยเทพก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน และเล็งโจมตีที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลในโลกหล้า!”
“ไฉนทวยเทพจึงทำเช่นนี้?”
“ทวยเทพกลัวอย่างที่ลั่วฉางหนิงว่าจริงหรือ?”
ซูอี้จำวาจาเมื่อครู่ของอีกฝ่ายได้
‘พวกเทพกลัวว่าอำนาจของตนเองจะถูกสั่นคลอน และร่วงหล่นจากโลกธรรมอันสูงส่ง’
ซูอี้ครุ่นคิดอย่างลึกล้ำ
คราก่อนสมัยหวังเย่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเองก็ทุ่มเวลามากมายในการค้นหาวิถีบรรลุเทพ กระทั่งบุกไปยังธารสายยาวแห่งยุคสมัย สัญจรผ่านศักราชต่าง ๆ เพื่อการนี้!
ในที่สุด หวังเย่ก็พบเบาะแสอันมีค่ามากมาย
ขอบเขตเทวะมีอยู่จริง!
วิถีนี้อยู่เหนือวิถีเซียน และมีเพียงการบรรลุขอบเขตเทวะเท่านั้นที่จะทำให้คนผู้นั้นสามารถอยู่เหนือธารยาวแห่งยุคสมัย สะบั้นตรวนการเปลี่ยนแปลงแห่งยุค อมตะยืนยงชั่วกาลนาน
เพราะเหตุนั้น ตัวตนดังกล่าวจึงถูกเรียกว่าเทพ!
ทวยเทพนั้นควบคุมกฎแห่งยุคสมัย ในสายตาโลกหล้า พวกเขาเป็นประหนึ่งผู้กำอาญาสิทธิ์ในกฎเหล็กแห่งวิถีสวรรค์
ทวยเทพหาหวั่นเกรงต่อการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยและการกัดกร่อนแห่งกาลไม่ อำนาจในมือของพวกเขาจึงอยู่เหนือยุคสมัยและอารยธรรมใด ๆ
เพราะพวกเขาดุจเป็นตัวตนอมตะไร้อายุขัย อิทธิพลของพวกเขาสามารถเคลื่อนผ่านอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้!
แต่นอกเหนือจากคำอธิบายเหล่านี้ แท้จริงแล้วเหล่าทวยเทพก็คือผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งซึ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาบรรลุเข้าใจคือกฎแห่งกาล หากลัวเกรงการเปลี่ยนแปลงในโลกหล้าไม่ จึงถูกโลกหล้าขนานนามว่าผู้ปกครองชั่วนิรันดร์
ก่อนหวังเย่ตกตาย เขาพบว่าสาเหตุที่ผู้ก้าวสู่ขอบเขตเซียนทรงพลังนักก็เป็นเพราะคนผู้นั้นตั้งจิตก่อวิญญาณจากกฎแห่งยุคสมัย สร้างโลกธรรมขึ้น!
และนี่หมายความว่าเมื่อตำแหน่งเทพถูกแทนที่ พวกเขาก็จะต้องมลทิน!
นอกจากนั้น หวังเย่ยังอนุมานจากซากโบราณและเบาะแสต่าง ๆ จึงพบว่าอำนาจและตำแหน่งของเทพในขอบเขตเทวะนั้นมีจำกัด!
เหตุผลนั้นเกี่ยวพันกับธารสายยาวแห่งยุคสมัย
บนธารสายยาวแห่งยุคสมัยมีอารยธรรมน้อยใหญ่ต่างยุคสมัยกระจายกันอยู่
บัญญัติกฎเกณฑ์ในแต่ละอารยธรรมประจำยุคสมัยนั้นยอมให้มีคนเพียงกลุ่มเดียวได้ก่ออำนาจเทพ สร้างตำแหน่งเทพของตน
และทั้งหมดนี้หมายความว่า จำนวนเทพนั้นมีจำกัด!
หากผู้อื่นคิดอยากบรรลุเทพ พวกเขาก็จะเป็นภัยต่อผู้เป็นเทพอยู่แล้วอย่างไร้กังขา
เพราะถึงอย่างไร ทั้งการควบรวมอำนาจเทพและสร้างตำแหน่งเทพล้วนแต่ต้องเริ่มจากกฎแห่งยุคสมัย
และกฎแห่งยุคสมัย ณ ธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นถูกผู้บรรลุเป็นเทพแต่ก่อนกาลยึดครอง ผู้ใดเล่าจะยอมสละตำแหน่งตน?
สิ่งนี้มันไม่ต่างจากการปีนบรรพต
ยอดเขามีพื้นที่เพียงเล็กน้อย และถูกยึดครองโดยผู้มาถึงก่อนอยู่ช้านาน ผู้มาทีหลังย่อมถูกกีดกันหากคิดจะปีนขึ้นมาขอเบียดเบียนด้วย!
เมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ผ่านมา ซูอี้ก็เข้าใจความหมายวาจาของลั่วฉางหนิงขึ้นทันที
หากผู้ใดจะขึ้นเป็นเทพ พวกเขาก็จะเป็นภัยให้เทพอื่น ๆ รุมโจมตี
ภัยคุกคามแห่งวัฏสงสารนั้นยิ่งแล้วใหญ่ มันสามารถยึดกฎแห่งยุคสมัยไปจากเทพเหล่านั้นได้!
“สำหรับทวยเทพเหล่านั้น ผู้ฝึกตนซึ่งบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลนั้นห่างจากการเป็นเทพเพียงก้าวเดียว ดังนั้นจึงเป็นภัยคุกคามที่สุด”
“บางทีอาจเพราะเป็นเช่นนี้ หายนะเทพจึงเกิดขึ้นกับผู้อยู่ในขอบเขตมหาศาล!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาพลันจำได้ขึ้นมาว่าในแดนเซียนทุกวันนี้ ยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลทั้งหลายต่างซ่อนตัวแต่ช้านาน
เช่นเซวี่ยเซียวจื่อจากลัทธิไร้มลทิน เจียงไท่เออจากลัทธิกำเนิดเอกภพ กระทั่งจอมราชันนักสังหารแห่งวังเซียนฟ้ามรกตล้วนแต่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากโลกหล้าแต่เนิ่นนาน และยังไม่กล้าปรากฏตัวในโลกหล้าจนบัดนี้
เหตุผลก็เพราะต้องหลบเลี่ยง ‘เคราะห์เทพ’!
และจากวาจาของเฒ่าพยากรณ์สวรรค์ หายนะเทพที่ว่านั้นก็มีอีกนามว่าหายนะสิ้นเบญจขันธ์ เล็งเป้าไปยังตัวตนซึ่งอยู่บนจุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาลโดยเฉพาะ
“หรือหายนะเทพที่ว่านี่จะเป็นฝีมือเทพเหมือนเช่นหายนะอันบังเกิดในยุคสุดวิเวก?”
ซูอี้ครุ่นคิดหนัก
และเมื่อเห็นเขาเงียบไปเนิ่นนาน ทังอวี่เยียนก็อดกล่าวขึ้นมิได้ “พี่เสิ่น เจ้าพบปริศนาใดหรือ?”
ชายหนุ่มพลันคืนสติและกล่าวว่า “หนังสัตว์สีทองนี้เป็นหนังของสัตว์สุญญะสว่างว่าง เป็นของตัวตนขอบเขตมหาศาลที่มีนามว่าลั่วฉางหนิง”
ซูอี้เล่าสองเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อที่เขาเห็นให้ทังอวี่เยียนฟังโดยสังเขป
เมื่อได้รับรู้ถึงความลับอันชวนตกตะลึงนี้ นางก็อดผงะไปมิได้
จริงอยู่ที่นางเป็นราชันเซียนไร้เทียมทานผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งโลกหล้า ทว่าความลับอันเกี่ยวเนื่องกับเทพและหายนะเทพนั้นยังคงห่างไกลสำหรับนางนัก แสนเกินเอื้อมถึงดุจตำนาน
ทว่านางรู้ว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลนั้นเป็นผู้เลิศล้ำอัศจรรย์เพียงใด พวกเขาล้วนแต่เป็นมหาอำนาจค้ำสวรรค์ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!
และเมื่อได้รู้ว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลในยุคสุดวิเวกถูกเหล่าเทพสังหารอย่างเลือดเย็น ก็คาดเดาได้ว่าในใจนางจะตกตะลึงเพียงใด
เนิ่นนานจากนั้น ทังอวี่เยียนจึงกล่าวว่า “หมายความว่า หนังสัตว์ผืนนี้บรรจุเคล็ดบรรลุเทพไว้จริง ๆ หรือ?”
ซูอี้ว่า “วิถีบรรลุเทพนั้นสาบสูญไปเนิ่นนาน แม้จะรู้แจ้งเคล็ดบรรลุเทพ เจ้าก็ยังไร้โอกาสได้เป็นเทพอยู่ดี”
ว่าแล้ว เขาก็ส่งหนังสัตว์สีทองให้นาง “เจ้าตรวจสอบเองเลยก็ได้”
ทังอวี่เยียนพลันทำตัวไม่ถูก ไม่คาดเลยว่าอีกฝ่ายจะใจกว้างเพียงนี้ ยอมให้ตัวนางสำรวจความลับบนหนังสัตว์สีทองนี้ด้วยตนเอง
“ช่างเถอะ”
หญิงเฒ่าส่ายหน้า “ความลับเหล่านี้ห่างไกลจากข้ามากนัก ยิ่งรู้มาก หัวใจวิถีของข้ายิ่งได้รับผลกระทบ”
ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ได้บังคับ
ในหนังสัตว์สีทองผืนนี้มีอำนาจลับหนึ่งผนึกอยู่ หากไม่ผิดพลาดใดอื่น มันก็ต้องเป็น ‘เคล็ดบรรลุเทพ’ ดังที่ลั่วฉางหนิงว่า
ทว่ามันกลับดึงดูดใจเขาได้ไม่มากนัก
เพียงแค่ระดับการฝึกฝนของเขาในตอนนี้ยังคงต่ำกว่าทังอวี่เยียนมาก และยังห่างไกลจากขอบเขตมหาศาลนัก
และการจะหยั่งถึงเคล็ดบรรลุเทพนั้น เงื่อนไขแรกเริ่มคือต้องมีการฝึกฝนขอบเขตมหาศาลเสียก่อน!
‘แม้หนังสัตว์ชิ้นนี้จะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล อำนาจที่มาของมันก็กำลังจะมลาย มีเพียงเคล็ดบรรลุเทพที่มันบรรจุไว้เท่านั้นที่มีค่า’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาเก็บหนังสัตว์สีทองไปแล้วลุกขึ้น “ไปกันเถอะ”
แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางต่อทันที
……
ระหว่างทาง
ทังอวี่เยียนอ้ำอึ้งอยากพูดบางอย่างอยู่เนิ่นนาน
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้อดขำมิได้ และกล่าวว่า “จะว่าอะไรก็กล่าวมาเถิด”
สตรีผู้หัวแข็งเย่อหยิ่งคนนี้ จู่ ๆ ก็อ้ำอึ้งขึ้นมายามเผชิญหน้ากับเขา เป็นสิ่งที่ซูอี้มิได้คาดคิดไว้เลย
ทังอวี่เยียนสงบสติแล้วกล่าวขึ้นว่า “งั้นข้าจะถามตรง ๆ เลยนะ ยามเจ้าอยู่ที่ริมธารมารผีดิบแล้วไล่ตามฉู่ป้าเทียนไป หรือเขาจะ…”
“ใช่ ข้าจับเป็นเขาไว้แล้ว”
ซูอี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “สาเหตุที่ข้าปิดเรื่องนี้เอาไว้เพราะมิอยากให้ตระกูลทังของพวกเจ้าเข้ามาพัวพัน เพราะถึงอย่างไร ปู่ทวดของคนผู้นี้ก็คือไอ้แก่ฉู่ ฉู่เสินทง”
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำตอบอันเยือกเย็นจากอีกฝ่าย นางก็ยังอดมิได้ที่จะสูดหายใจเฮือกอยู่ดี
จับเป็นราชันเซียนไร้เทียมทาน!
มันยากเย็นยิ่งกว่าการปราบราชันเซียนไร้เทียมทานในงานประกวดล่าเวหามากนัก!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายามจัดการฉู่ป้าเทียน อีกฝ่ายถูกเสิ่นมู่ปราบอย่างรวดเร็วเสียจนไร้หนทางใช้ยันต์ช่วยชีวิต!
ทันใดนั้น ความสงสัยข้อหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจทังอวี่เยียน ไฉนเสิ่นมู่จึงจับเป็นฉู่ป้าเทียน?
ทว่าแทนที่จะถามออกไปเช่นนั้น นางก็กล่าวขึ้นว่า “หากข้าเดาถูก เจ้า… ก็น่าจะเป็น… คนผู้นั้น…”
นางกล่าวอ้ำอึ้ง ทว่าซูอี้เข้าใจสิ่งที่นางจะสื่อ “ถูกต้อง”
คู่เนตรงามของทังอวี่เยียนเบิกกว้างขึ้นทันที “เจ้าคือซูอี้ผู้นั้นจริง ๆ หรือ?”
ซูอี้!
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาประหารมหาเซียนสี่คนอย่างดุเดือด ปลดทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือออกจากตำแหน่ง และกวาดล้างหกมหามารจากฝ่ายมารนอกแดน
กิตติศัพท์อันเลื่องลือนี้ก่อกระแสฮือฮาทั่วโลกหล้า แซ่ซ้องทั่วสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียน เกิดเป็นกระแสคลื่นมากมายเกินคณานับ!
“มิน่าเล่า…”
ทังอวี่เยียนพึมพำ
นางคาดเดาเบาะแสได้บ้างแล้วก่อนหน้านี้ เพราะถึงอย่างไร ข่าวลือก็กล่าวว่าซูอี้มีการฝึกฝนในขอบเขตจักรวาล แต่สังหารเสนามารอิ๋นเป๋ยอู่ผู้เทียบได้กับราชันเซียนไร้เทียมทานลงสำเร็จ!
เมื่อเห็นว่าซูอี้เอาชนะหกราชันเซียนไร้เทียมทานลงได้ ณ เขาแหวกนภาเมื่อกาลก่อน ทังอวี่เยียนก็เริ่มสงสัยแล้ว
เมื่อได้รับคำยืนยันจากอีกฝ่ายในยามนี้ ในที่สุดหญิงเฒ่าก็เข้าใจว่ายามได้พบกันครั้งแรก ไฉนทั้งทังเป่าเอ๋อร์กับทังหลิงฉีจึงปิดปากเงียบเรื่องที่มาของเขา
เรื่องน่าขันคือก่อนหน้านี้นางไม่รู้อันใดเลย จึงแสดงความไม่พอใจและปฏิเสธซูอี้โดยไม่ปิดบัง
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็อึดอัดใจและอับอายยิ่งนัก
“จะว่าไป เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะแพร่งพรายข่าวหรือ?”
ทังอวี่เยียนหันไปกล่าวกับอีกฝ่าย
“เจ้าจะทำเช่นนั้นหรือ?” ชายหนุ่มถามย้อน
ผู้ฟังนิ่งไปแล้วส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่”
ซูอี้กล่าวพลางแย้มยิ้ม “เช่นนั้น ยังมีสิ่งใดต้องกังวลอีก?”
ทังอวี่เยียนส่งเสียงรับในลำคอ ในใจรู้สึกว่าถามคำถามมิสำคัญออกไปเสียแล้ว
ทว่าการที่อีกฝ่ายบอกความลับเหล่านี้ออกมาตรง ๆ ก็มอบความรู้สึกเหมือนถูกเชื่อใจ ทำให้หัวใจของนางอบอุ่นยิ่งนัก
นางลอบกล่าวในใจ ‘ยามนี้ นอกจากเป่าเอ๋อร์กับอาเจ็ด ข้าน่าจะเป็นคนที่สามที่รู้ความลับของซูอี้กระมัง? ช่างน่าสนใจนัก’
ขณะสนทนา ทั้งสองก็สัญจรไกล
สองวันหลังจากนั้น
ซูอี้กับทังอวี่เยียนผ่านแดนมหาบาปมาถึงโลกสีเทาอันไร้ชีวิต ดูเวิ้งว้างและหม่นหมอง
ไกลออกไปมีเสาศิลาต้นหนึ่งตั้งตระหง่านค้ำฟ้า สะดุดตาเป็นพิเศษในโลกหล้าอันว่างเปล่านี้
และทางเข้าโลกเร้นลับซึ่งอยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกก็ตั้งอยู่ตรงหน้าเสาศิลาต้นนั้น!
……………