บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1685: ข้าจะเปิดฉากก่อน
ตอนที่ 1685: ข้าจะเปิดฉากก่อน
เสาศิลาต้นนั้นตั้งตระหง่านค้ำฟ้า มันเต็มไปด้วยรอยกะดำกะด่าง ซึ่งบ่งบอกว่าผ่านกาลเวลามายาวนาน
ตรงหน้าเสาศิลามีแท่นวิถีเก่าแก่ตั้งอยู่แท่นหนึ่ง
แท่นวิถีแห่งนั้นมีรูปร่างดุจบงกชและมีสีดำเยี่ยงน้ำหมึก พังไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทั้งยังเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือดแห้ง
ยามนี้ มีผู้คนหลายสิบยืนอยู่ห่างจากแท่นนี้
ตัวตนเหล่านี้แยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ
และผู้นำของพวกเขาล้วนเป็นราชันเซียนผู้ถูกจับตามองมากที่สุดในงานประกวดล่าเวหานี้
กงหนานเฟิงกับเฉินไป๋หลีแห่งลัทธิไร้มลทิน
เวิงฉางเฟิงกับเฟ่ยเจินจากลัทธิกำเนิดเอกภพ
จัวอวิ๋นจากอารามบงกช
พวกเขายืนกระจายกันตามที่ต่าง ๆ ขณะเผชิญหน้ากัน บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมา
“ทุกท่านเอ๋ย ทำเช่นนี้ไปก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีหรอก ไฉนทุกผู้จึงมิร่วมมือกันไปทำความเข้าใจปริศนาของแท่นวิถีนั้นด้วยกันก่อน รอให้ทางเข้าโลกเร้นลับสุดวิเวกเปิดออก แล้วร่วมมือกันเข้าไปเสาะแสวงโอกาส มิประเสริฐเลิศล้ำกว่ากันหรือ?”
จัวอวิ๋นมีสีหน้าเคร่งขรึม เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนเมตตา
“ร่วมมือหรือ? เฮอะ ฝันไปเถอะ”
เวิงฉางเฟิงแค่นยิ้มเย้ย “ร่วมมือกันยามนี้ หลังจากเข้าโลกเร้นลับไปได้ก็ยังต้องชี้วัดแพ้ชนะกันอยู่ดี ถ้าเช่นนั้น ชี้วัดกันยามนี้เลยคงดีที่สุด!”
ร่างของเขาสูงใหญ่ สวมอาภรณ์ขุนนาง ใบหน้าถมึงทึง ถือพลองศึกสีเงินในมือ ปราณสูงส่งยิ่งใหญ่
ในลัทธิกำเนิดเอกภพ เวิงฉางเฟิงคือราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานที่สุด!
“มันจะไม่เป็นการเลินเล่อไปสักหน่อยหรือหากจะยังต่อสู้เข่นฆ่ากัน กระทั่งมิรู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งใดซุกซ่อนในโลกเร้นลับสุดวิเวกนั้น?”
กงหนานเฟิงกล่าวเนิบ ๆ
เขาสวมชุดคลุมนักพรต ใบหน้ากระจ่างใสดุจหยก แบกกล่องดาบไว้ใบหนึ่ง กิริยาโดดเด่นเป็นสง่า
นับแต่เริ่มงานประกวดล่าเวหา เขาก็เป็นที่ชื่นชอบของมหาเซียนมากมาย พวกเขาล้วนเห็นพ้องว่าเขามีโอกาสสูงสุดจะได้เป็นผู้นำในงานประกวดล่าเวหานี้!
“กงหนานเฟิง หากเจ้ากลัวก็ไปเสียตอนนี้เลย”
เวิงฉางเฟิงกล่าวเสียงเย็น
“กลัว?”
ดวงตาของกงหนานเฟิงวาวโรจน์ ปราณดุร้ายวูบไหวอยู่รอบร่างของเขาจาง ๆ “หากต้องสู้กันจริง ๆ ข้าประกันได้ว่าเจ้าจะต้องถูกกำจัดออก!”
บรรยากาศเคร่งเครียดกดดันขึ้นเรื่อย ๆ ดูราวกับทุกสิ่งโดยรอบถูกแช่แข็ง
ราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านี้ต่างหยิ่งยโสไม่ต่างกัน พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้นำสูงสุดในขอบเขต มีหรือจะมิทราบว่าหากต่อสู้กันยามนี้ ทุกผู้ล้วนไม่มีผู้ใดได้ประโยชน์?
ทว่าก็ไม่มีผู้ใดยอมถอยอยู่ดี
ไม่ว่าใครก็อยากเข้าไปในโลกเร้นลับสุดวิเวกเป็นคนแรก
ทว่าทุกผู้ก็รู้ดีว่าตัวตนใด ๆ ซึ่งทำความเข้าใจปริศนาของแท่นวิถีนั้นได้ก่อนจะถูกผู้อื่นล้อมโจมตี!
ก่อนหน้านี้ กงหนานเฟิงเคยถูกล้อมโจมตีมาก่อน
เขาคือยอดฝีมือคนแรกที่มาถึง และกำลังทำความเข้าใจปริศนาของแท่นวิถีนั้นอยู่ ซ้ำยังพอจะได้เบาะแสมาบ้างแล้ว และกำลังจะปลดปริศนาทั้งหมดได้อยู่รอมร่อ
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าเมื่อราชันเซียนคนอื่น ๆ มาถึง พวกเขาจะเข้าต่อสู้กับกงหนานเฟิงโดยไร้ลังเล ทำให้ต้องถอยออกไปตั้งหลักก่อน
เมื่อมีกงหนานเฟิงเป็นตัวอย่าง ใครเล่าจะกล้าลองทำอีก?
สถานการณ์ในปัจจุบันจึงค้างคาเช่นนี้
“พวกเราจะเผชิญหน้ากันเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หรือ?”
จัวอวิ๋นกล่าวอย่างจนใจ
เวิงฉางเฟิงกล่าว “ข้าว่าเราตั้งกฎชี้แพ้ชนะกันก่อนเพื่อเลี่ยงการนองเลือดที่ไม่จำเป็นกันเถอะ แล้วเรื่องนี้ก็ย่อมถูกคลี่คลายไปได้”
ว่าแล้ว เขาก็ยิ้มเยาะกล่าวอย่างเดียดฉันท์ “แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าหลายคนไม่กล้าเข้าประลองเพราะคิดจับปลายามโกลาหลล่ะสิท่า!”
บางผู้ดูอึดอัดใจ
จริงเช่นเวิงฉางเฟิงว่า ราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านี้หาใช่คู่ต่อสู้ของเขายามเผชิญหน้ากันหนึ่งต่อหนึ่งไม่ ดังนั้นพวกเขามีหรือจะยอมตกลง?
อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย หลวงจีนจัวอวิ๋นเองก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่น
เขามาจากอารามบงกช ทว่าก็มีเพียงตัวคนเดียว มิได้มีผู้ติดตามคอยช่วยเหลืออย่างราชันเซียนไร้เทียมทานคนอื่น ๆ
สำหรับจัวอวิ๋น จะเป็นการดีที่สุดสำหรับทุกผู้หากจะทิ้งทิฐิแล้วทำงานร่วมกัน
ต่างคนต่างแผนการ ชะตาถูกกำหนดแล้วว่าเหตุชะงักงันนี้แก้ไขได้ยากนัก
“หากมีผู้เปิดฉากก่อนก็คงดี”
จัวอวิ๋นรำพึง
เหตุใดสถานการณ์นี้จึงแน่นิ่งเช่นนี้น่ะหรือ?
นั่นก็เพราะความห่างชั้นฝีมือของแต่ละคนไม่ได้มากมายนัก และไร้ผู้ใดกล้ากระทำการบุ่มบ่าม
หาไม่ เพียงขยับเคลื่อน ผู้อื่นก็จะรุมโจมตี
เมื่อได้ยินวาจาของจัวอวิ๋น ทุกผู้ก็เมินเฉยไปทันที
หากคิดจะเปิดฉากเปลี่ยนสถานการณ์ อย่างน้อยก็ต้องมีความมั่นใจและความสามารถพอ!
ภายใต้สถานการณ์ที่ราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างกงหนานเฟิงยังถูกล้อมโจมตีจนล่าถอย แล้วผู้อื่นเล่าจะเหลืออันใด?
ทันใดนั้น เสียงอันเฉยเมยก็กล่าวขึ้นมา
“ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ขยับ ข้าจะเปิดฉากก่อน”
วาจานั้นแผ่ไปไกลทั่วทั้งโลกหล้า
สองร่างปรากฏขึ้นไกล ๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงมากมาย
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
ซูอี้กับทังอวี่เยียนนั่นเอง
“เสิ่นมู่! เขามาแล้วจริง ๆ”
บางผู้อุทานอย่างตกตะลึง
“ศิษย์พี่ นั่นคือเสิ่นมู่ผู้บดขยี้หกมหาเซียนไร้เทียมทาน ณ เขาแหวกนภา และชิงหนังสัตว์สีทองซึ่งคาดว่าจะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลไปขอรับ!”
เฟ่ยเจินข้างกายเวิงฉางเฟิงรีบกล่าวขึ้น
ผู้คนที่อยู่รอบข้างพลันแตกฮือ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปตาม ๆ กัน
สองวันก่อน วีรกรรมที่สยบหกราชันเซียนไร้เทียมทานบนเขาแหวกนภาของเสิ่นมู่ได้มาถึงหูพวกเขาแล้ว
จวบจนยามนี้ ในหมู่พวกเขาจะไม่ทราบได้อย่างไรว่ามีตัวตนอันไร้เทียมทานอย่างเสิ่นมู่ปรากฏขึ้นในงานประกวดล่าเวหานี้?
“อมิตตพุทธ ที่แท้ก็เป็นสหายเต๋าเสิ่น”
จัวอวิ๋นพลันเผยรอยยิ้มยินดี ก่อนจะก้มหัวคำนับ “หากสหายเต๋าพลิกสถานการณ์ในวันนี้ได้ ย่อมเป็นเรื่องดีในโลกหล้าแน่แท้!”
“จริงหรือ?”
ดวงตาของเวิงฉางเฟิงเย็นเยียบ “ข้ามิเชื่อหรอกว่าเขาแค่คนเดียวจะหยุดการล้อมโจมตีของทุกคนที่นี่ได้!”
ทว่าหลายคนล้วนมีเจตนานี้อยู่เนิ่นนาน พวกเขาต่างตอบรับประสานกัน
“ถูกต้อง ไม่ว่าผู้ใดอยากจะเข้าไปในโลกเร้นลับสุดวิเวกนั่นเป็นคนแรก ก็ต้องถามความเห็นของพวกเราก่อน!”
“ปราบหกราชันเซียนไร้เทียมทานได้นั้นแข็งแกร่งมากจริง ๆ แต่หากจะเปิดฉากเปลี่ยนสถานการณ์ในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าฝันเฟื่องไปเอง!”
…มิต้องสงสัยเลยว่าราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านี้กลัวชายหนุ่มมาก
ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจถอยร่นไปได้เพียงเพราะความประหวั่นพรั่นพรึง คนเหล่านี้จึงรวมกลุ่มกันแล้วชี้คมหอกไปหาซูอี้แทน
ส่วนตัวต้นเรื่องก็ทำเพียงแย้มยิ้ม คร้านเกินกว่าจะโต้เถียงเรื่องนี้
เขาเดินเข้าไปและให้ทังอวี่เยียนไปรอข้าง ๆ
สายตาของเขากวาดมองทุกผู้ แล้วกล่าวออกมาว่า “มิต้องพูดพล่ามมากความ ผู้ใดคัดค้านก็ลงมือเลย”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่าอหังการ
ราชันเซียนไร้เทียมทานบางคนขมวดคิ้ว เสิ่นมู่ผู้นี้… ไปเอาความมั่นใจมาจากหนใด จึงกล้าประกาศสงครามกับพวกเขาด้วยตัวคนเดียว?
กงหนานเฟิงพลันกล่าวว่า “ท่านชิงสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลไปจริง ๆ หรือ?”
วาจานั้นดึงความสนใจและความใคร่รู้ของทุกผู้ได้ทันที
ซูอี้กล่าวกับกงหนานเฟิงว่า “ชนะข้าให้ได้สิ แล้วข้าจะบอกเจ้า”
คิ้วของกงหนานเฟิงขมวดเล็กน้อย ตระหนักชัดเจนแล้วว่าเสิ่นมู่ผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก!
ยิ่งซูอี้วางอำนาจยิ่งใหญ่ ยิ่งทำให้ราชันเซียนทั้งหลายที่นี่ครั่นคร้าม
เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นตัวตนผู้สามารถปราบหกราชันเซียนไร้เทียมทานซึ่งร่วมมือกันได้ ใครเล่าจะกล้าประเมินเขาต่ำไปได้?
เมื่อประจักษ์แก่เรื่องทั้งหมดนี้ ทังอวี่เยียนก็อดทึ่งในความกล้าและการวางตัวของซูอี้มิได้
ในหมู่ทุกผู้ที่นี่ ใครบ้างไม่ใช่ตัวตนเลิศล้ำเป็นที่ชื่นชมของเหล่ามหาเซียน ณ โลกภายนอก?
คนอย่างกงหนานเฟิง เวิงฉางเฟิงและคนอื่น ๆ นั้นกระทั่งถูกมองว่าเป็นผู้มีโอกาสขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในงานประกวดล่าเวหานี้ด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้ รัศมีของพวกเขากลับถูกซูอี้กลบเสียมิด!
“ไม่มีผู้ใดที่นี่กล้าสู้เลยหรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยถาม
น้ำเสียงของเขาเจือความผิดหวัง
วาจาเหล่านี้ทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดมิสบายใจ
ทันใดนั้น ราชันเซียนผู้หนึ่งก็กล่าวตำหนิขึ้นว่า “เสิ่นมู่ ในสายตาเจ้ามิเห็นผู้ใด คิดว่าข้าเป็นของประดับฉากหรือไร?”
อวี๋หลินเฟิง
ราชันเซียนไร้เทียมทานจากบรรพตมารโถงเหลือง แม้ตัวตนของเขาจะยังด้อยกว่าราชันเซียนไร้เทียมทานจากสำนักยักษ์ใหญ่เหล่านั้น ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็ยังสูงส่งยิ่ง
หาไม่ เขาคงไม่อาจเผชิญหน้ากับราชันเซียนไร้เทียมทานคนอื่น ๆ ที่นี่ได้
วูบ!
ร่างของซูอี้หายวับไปในอากาศธาตุ
อึดใจต่อมา เขาก็ฟาดฝ่ามือโจมตีอวี๋หลินเฟิง
เรียบง่ายไร้ลีลา
อวี๋หลินเฟิงหาตื่นตระหนกไม่ ยามเขากล่าวเช่นนั้น ก็เตรียมตัวไว้แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายโจมตี เขาก็ตอบโต้สวนกลับอย่างเต็มฝีมือทันที
ตู้ม!
วงแหวนศักดิ์สิทธิ์สีเลือดปรากฏขึ้นบนร่างอย่างหนาแน่น มีทั้งหมดเก้าชั้นราวโลกภูมิสีเลือดเก้าทบขวางเอาไว้เบื้องหน้า
ภูมิกฎเกณฑ์เก้าทบ!
เคล็ดวิชาคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุดของอวี๋หลินเฟิง เมื่อใช้งานเขาก็สามารถป้องกันการโจมตีอย่างสุดกำลังของราชันเซียนในโลกหล้าได้
ขณะเดียวกัน เขาก็งอศอกเหวี่ยงกำปั้น ร่างพุ่งทะยานและชกหมัดออกไปอย่างดุเดือด
หนึ่งต้านรับหนึ่งโจมตี ทั้งรุกประชิดและสกัดขวาง
สิ่งที่หาได้ยากคือ ปฏิกิริยาอันเฉียบไวและการโจมตีอย่างฉับพลันของอวี๋หลินเฟิง ทำให้ผู้คนอดทึ่งตะลึงมิได้
ทว่าอึดใจต่อมา สีหน้าของทุกผู้ก็แข็งค้าง
พวกเขาเห็นว่าภายใต้ฝ่ามืออันเรียบเฉยของซูอี้ วงแหวนศักดิ์สิทธิ์อันดูประหนึ่งโลกภูมิสีเลือดวงหนึ่งพลันระเบิดตู้ม แหลกสลายเยี่ยงทำจากกระดาษ!
และเมื่อฝ่ามือของซูอี้เคลื่อนเข้าใกล้ วงแหวนศักดิ์สิทธิ์สีเลือดอีกวงก็ระเบิดออก ส่งเสียงก้องเยี่ยงตีกลอง พิรุณแสงสีเลือดพร่างพรม
ในที่สุด หมัดของอวี๋หลินเฟิงยังไม่ทันออกสุด เคล็ดวิชาคุ้มกายสูงสุดที่เขาเรียกใช้อย่าง ‘ภูมิกฎเกณฑ์เก้าทบ’ ก็ถูกตบมิเหลือซากเสียแล้ว
และร่างของเขาก็ถูกฝ่ามือนี้ตบใส่
เปรี้ยง!!
อาวุธวิเศษคุ้มกายของเขาแหลกสลาย อกยุบเป็นรูใหญ่ โลหิตพุ่งกระฉูดจากจมูกปาก ร่างกระเด็นห่างออกไปหลายสิบจั้ง คลุกฝุ่นสะบักสะบอม
เพียงหนึ่งฝ่ามือก็เอาชนะราชันเซียนอย่างอวี๋หลินเฟิงได้อย่างขาดลอย!!
ท่าทางเรียบเฉยนั้นประหนึ่งยกมือขึ้นตบแมลงวัน
ภาพนั้นทำให้เหล่าผู้ชมผงะไปทันที
ทุกผู้ล้วนประหลาดใจ สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน
แข็งแกร่งยิ่ง!!
เขาโจมตีโดยไม่พูดจา เพียงชั่วพริบตาก็ทำลายเคล็ดวิชาคุ้มกายสูงสุดของอวี๋หลินเฟิงแล้วตบอีกฝ่ายกระเด็นไป!
ร้ายกาจยิ่งนัก!
ก่อนหน้านี้ ผู้คนยังนึกสงสัยในความสำเร็จการสยบหกราชันเซียนไร้เทียมทานของซูอี้ ทว่ายามนี้ ร่องรอยความเคลือบแคลงนั้นได้มลายหายเกลี้ยง
เมื่อมองชายหนุ่มอีกหน สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึม
กระทั่งราชันเซียนไร้เทียมทานผู้เป็นที่สนใจสูงสุดอย่างกงหนานเฟิงและเวิงฉางเฟิงยังสะท้านใจ!
ซูอี้ปรบมือกล่าว “หากยังมีผู้ใดมิคิดเห็นพ้อง ก็เข้ามาได้เลย”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย สายตาของเขาก็กวาดมองคนทุกผู้ “แน่นอน ข้าแนะนำให้พวกเจ้าเข้ามาด้วยกันให้หมดเลยจะดีกว่า เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา”
……………