บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1686: เคล็ดพิมานผลาญภูมิ
ตอนที่ 1686: เคล็ดพิมานผลาญภูมิ
ทุกผู้ล้วนดูเข้าใจยากยิ่ง
เสิ่นมู่ผู้นี้แข็งแกร่งเกินไป
หลังจากเอาชนะอวี๋หลินเฟิงด้วยหนึ่งฝ่ามือ เขาก็ประกาศสงครามกับทุกผู้ที่นี่โดยตรง!
ทุกผู้ล้วนรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนกำลังถูกหยามอย่างร้ายแรง ภายในใจรู้สึกโกรธเคือง ขณะมองซูอี้อย่างไม่เป็นมิตร
จัวอวิ๋นพลันกล่าวขึ้น “หลวงจีนผู้นี้ขอถอนตัว!”
ขวับ!
ทุกผู้หันมองจัวอวิ๋นอย่างตกตะลึงยิ่ง เพราะไม่คาดคิดเลยว่าหลวงจีนผู้ใจดำจากอารามบงกชจะกลัวเพียงนี้
“จัวอวิ๋น ไม่ใช่ว่าเจ้าฝึกฝนหัวใจวัชระไร้ความกลัวหรือ ไฉนเจ้าจึงถอนตัวไปคนแรกเช่นนี้?”
เวิงฉางเฟิงกล่าวค่อนแคะ
จัวอวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเคร่งขรึม “ไร้ความกลัวมิได้หมายถึงไม่รู้ความ หลวงจีนผู้นี้คิดว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสหายเต๋าเสิ่นมู่ ข้าจึงควรถอนตัว”
ว่าแล้วเขาก็กล่าวกับเวิงฉางเฟิงทั้งที่ใบหน้ายังคงเศร้าหมองว่า “สหายเต๋า ฟังหลวงจีนผู้นี้เถิด เจ้าควรถอนตัวด้วยเช่นกัน”
เวิงฉางเฟิง “…”
เขาโมโหจนแทบหัวเราะ ลาหัวล้านผู้นี้ยังมาเกลี้ยกล่อมเขาให้ถอนตัวอีก น่าอายแท้!
“ข้าเองก็จะมิเข้าร่วมเช่นกัน”
ทันใดนั้น ทังอวี่เยียนก็กล่าวขึ้นเสียงเย็น “แน่นอน ข้าไม่ช่วยเสิ่นมู่หรอก ข้ามิอยากเป็นตัวถ่วงของเขา”
ทุกผู้ “…”
ต้องมั่นใจในตัวอีกฝ่ายเพียงใด นางจึงกล้ากล่าวออกมาเช่นนี้?
“ยังมีผู้ใดจะถอนตัวอีกหรือไม่?”
ซูอี้ถามขณะนำไหสุราขึ้นยกจิบ
ไร้ผู้ใดตอบ
สีหน้าของทุกผู้ล้วนดำคล้ำ
ช่างหยามกันจริง ๆ มีเพียงตัวคนเดียว ทว่ากลับกล้าประกาศสงครามต่อพวกเขาโดยตรง
ใครเล่าจะสงบโทสะไหว?
“งั้นก็ได้ พวกเจ้าเข้ามาด้วยกันเลย ข้ากำลังรีบ ในชั่วสิบดีดนิ้ว หากไร้ผู้ใดลงมือ ข้าจะถือว่าพวกเจ้ายอมแพ้นะ”
ชายหนุ่มยังคงกล่าวด้วยเสียงเนิบนาบ “ถึงยามนั้น หากยังมีผู้ใดกล้าลงมืออีก ข้ารับปากว่าคนผู้นั้นจะถูกลงทัณฑ์สถานหนัก!”
ทันใดนั้น รอบข้างก็ส่งเสียงอื้ออึง
นอกจากจะท้าทายพวกเขา ยังมาออกคำสั่งกับพวกเขาอีก?
“งั้นก็ไปสั่งสอนเขาด้วยกันเถอะ!”
เฉินไป๋หลีแห่งลัทธิไร้มลทินกล่าวเสียงเย็น
“ข้าทนมานานแล้ว”
คนอื่น ๆ ล้วนกล่าวขึ้นพร้อมกันอย่างมุ่งร้าย
“ช้าก่อน”
กงหนานเฟิงว่า “รอก่อน ข้าขอประมือกับเขาลำพัง!”
หนึ่งศิลากวนให้เกิดคลื่นนับพัน เหล่าผู้ชมล้วนแตกฮือขึ้นมา
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากงหนานเฟิงจะเลือกประลองเดี่ยวในยามนี้!
“ศิษย์พี่…”
เฉินไป๋หลีขมวดคิ้ว กำลังจะกล่าวเกลี้ยกล่อม
ทว่ากงหนานเฟิงกลับยกมือขึ้นหยุดเขาไว้ “หากข้าชนะได้ ข้าก็ต้องแพ้ได้เช่นกัน”
ขณะเดียวกันนั้น อาภรณ์ของเขาก็พลิ้วไหว ร่างสูงใหญ่เยื้องย่างออกมาดุจขุนเขาเดียวดายเคลื่อนขนานพื้น ให้ความรู้สึกคุกคามกดดันอย่างยิ่ง
ทุกผู้ล้วนตกตะลึงกับความกล้าหาญที่ชายหนุ่มเผยออกมาในยามนี้
“คนผู้นี้ควรค่าแก่การเป็นผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งราชันเซียนทั้งมวล เพียงความคิดความอ่านก็หาผู้เทียบมิได้แล้ว”
ทังอวี่เยียนกระซิบเสียงเบา
ซูอี้เองก็ประหลาดใจเล็กน้อย อดมองกงหนานเฟิงอย่างลึกล้ำมิได้ และกล่าวว่า “ในฐานะทายาทตระกูลกงแห่งเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งยง เหตุใดจึงเต็มใจมารับใช้ลัทธิไร้มลทิน?”
วาจานั้นทำให้ผู้มาจากลัทธิไร้มลทินทั้งหลายพากันขมวดคิ้วฉับพลัน คนผู้นี้หมายความเช่นไร มีปัญหาอันใดกับลัทธิไร้มลทินของพวกเขาหรือ?
ดวงตาของกงหนานเฟิงหรี่ลงเล็กน้อย “ข้าเป็นทั้งทายาทตระกูลกงและศิษย์ลัทธิไร้มลทิน คำถามเช่นนี้ไร้ความหมาย”
ซูอี้กล่าวด้วยความทอดถอนใจ “เท่าที่ข้ารู้ ก่อนยุคอวสานเซียนจะมาถึง ตระกูลกงและลัทธิไร้มลทินขัดแย้งกันอยู่นี่ แต่ยามนี้กลายเป็นดุจครอบครัวไปแล้วหรือ?”
หลายบุคคล ณ ที่นี้ยิ้มเยาะเย้ย
คนผู้นี้ไม่รู้จริง ๆ หรือแสร้งบื้อกันแน่?
ผู้ใดในหล้าจะไม่รู้ว่าในหายนะยุคอวสานเซียน ลัทธิไร้มลทินช่วยตระกูลกงออกมาจากหายนะ?
เขาเมินเรื่องเหล่านี้ไป แล้วทำเพียงจ้องมองกงหนานเฟิง
กงหนานเฟิงขมวดคิ้วกล่าว “มิต้องถ่วงเวลาหรอก ข้าถามเจ้าเพียงว่ากล้าสู้กับข้าหรือไม่?”
ซูอี้หยุดพูดเรื่อยเปื่อย “ลงมือเถอะ”
ตู้ม!
เมื่อกงหนานเฟิงก้าวเข้ามา พลังนั้นได้สั่นสะเทือนทั้งฟ้าดิน รอบกายเขา อำนาจกฎเกณฑ์อันสูงส่งระเบิดออกมา แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ยาวขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะ
เขาถือกระบี่ยาวในมือ ปราณแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายซึ่งเต็มไปด้วยจิตสังหาร ใบกระบี่คมกริบเสียจนสายตาของใครหลายคนเจ็บแปลบ หัวใจสั่นสะท้าน
เรื่องน่าตกตะลึงที่สุดก็คือเบื้องหลังชายหนุ่มปรากฏพิมานมายาสิบแห่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ แต่ละพิมานสะท้อนภาพวิหคศักดิ์สิทธิ์สยายปีกแผ่เพลิงผลาญ
เปรี้ยง!
“เคล็ดพิมานผลาญภูมิ! กล่าวกันว่าเคล็ดมหาวิถีโบราณนี้ได้รับการพัฒนาจากจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้มีปัญญาสูงส่ง มันนับเป็นเคล็ดวิชาขอบเขตมหาศาลในตำนาน ที่มีความร้ายกาจดุจช่วงชิงวาสนาจากสวรรค์ ลึกลับไร้สิ้นสุด!”
บางผู้อุทานอย่างสะเทือนใจ
รอบข้างเกิดเสียงเซ็งแซ่
กงหนานเฟิงในยามนี้ได้เผยอำนาจอันร้ายกาจ เฉียบคมจนดูราวกับพร้อมทะลวงท้องนภา!
“ฝึกถึงสิบพิมานแล้ว…”
ดวงตาของซูอี้ดูละเอียดอ่อน ‘กงหนานเฟิงผู้นี้มีฝีมือไร้เทียมทานจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ยามนี้เขารับใช้ลัทธิไร้มลทิน’
เขารำพึงในใจ
ตู้ม!
กงหนานเฟิงลงมืออย่างตรงไปตรงมา ตวัดกระบี่เข้าหาอีกฝ่าย
สิบพิมานกู่ก้อง เพลิงปะทุเคล้าไปกับภาวะกระบี่อันดุดัน
ยามนั้น อากาศราวกับถูกหลอมเหลว สรรพสิ่งลุกไหม้
ราชันเซียนทั้งหลายในละแวกนั้นต่างถอยหนีไปไกลลิบ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬหลั่งไหล
เมื่อเผชิญกับปราณกระบี่สายนี้ ซูอี้หาหลบเลี่ยงไม่ สีหน้าของเขาเฉยชา มีเพียงมือขวาที่ยกขึ้น ใช้มือเยี่ยงคมดาบกวาดสรรพสิ่งสิ้น
ฉัวะ!
ท่าทางนั้นแสนเรียบง่าย ทว่ากลับแข็งแกร่งเกินทำลาย ผ่าท้องนภาเป็นทางยาว ซ้ำยังสะบั้นกระบี่ที่กงหนานเฟิงฟันออกมาเป็นสองเสี่ยง
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดสนั่นนภา เพลิงผลาญถูกฉีกกระชากจนสลาย
อาภรณ์ของกงหนานเฟิงที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนักถูกพลังเหล่านี้ฉีกกระชากจนแหว่งวิ่นพลิ้วกระจาย
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในระดับราชันเซียนนี้ เขาเหลือคู่ต่อสู้อยู่ไม่มากแล้ว และยามลงมืออย่างสุดกำลัง เขาก็สามารถทำให้คนทั้งหมดที่นี่ถอยไป ไม่กล้ารับคมกระบี่ของตนได้
ทว่ายามนี้ เพียงหนึ่งการโจมตี เสิ่นมู่กลับสามารถทำลายวิชากระบี่ของเขาลงได้ จะมิให้ตกใจได้อย่างไร?
“ผลาญนภา!”
กงหนานเฟิงตวาดลั่น อำนาจของเขาทวีความร้ายกาจ ฟาดฟันออกไปอีกหน
ท้องนภาในขณะนั้นดูราวถูกสมุทรอัคคีหลอมสาดซัดผ่าน หลักเต๋าอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตราวกับพร้อมจะทลายฟ้าดินถิ่นนี้
ทว่ากระบี่เล่มนี้ก็ถูกซูอี้ทำลายได้อีกหน
มิอาจสั่นคลอนอีกฝ่ายได้เลย!
ทันใดนั้น ทุกผู้ในหมู่ผู้ชมก็ตกตะลึง
จัวอวิ๋นอดหวาดผวามิได้ เขาลอบกล่าวขึ้นในใจว่า ‘โชคดีที่คราก่อนยามข้าพ่ายแพ้ด้วยมือเขา ข้ายอมแพ้ทันที หากคิดดื้อดึงต่อสู้ เกรงว่าคงโดนอัดน่วมเป็นแน่’
“ผลาญสุญญะ!”
กงหนานเฟิงคำราม
เขาพยายามสุดชีวิตเพื่อลืมการชี้แพ้ชนะ ควบแน่นจิตวิญญาณทั้งหมดให้มั่นคง ขัดเกลาจิตใจถึงขีดสุด
ตู้ม!
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นเทพสงครามผู้ถือครองกระบี่สวรรค์ ทุกท่วงท่าล้วนบังเกิดเปลวเพลิงกวาดนภา ดูดุร้ายและทรงพลังยิ่ง
และเบื้องหลังเขา สิบพิมานมายาก็กู่คำราม เพลิงศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่ง แว่ววจีอีกาทองคำกู่ก้องท้องนภา
กงหนานเฟิงในยามนี้ควรค่าแก่คำว่าไร้เทียมทานจริง ๆ!
น่าเสียดายที่การโจมตีของเขาเป็นเช่นสายลมโชย เมื่ออยู่ต่อหน้าซูอี้
เหตุผลนั้นมิใช่ใดอื่น เพราะ ‘เคล็ดพิมานผลาญภูมิ’ ที่เขาได้รับสืบทอดมานั้น หวังเย่มอบให้เป็นมรดกของตระกูลกง
ซูอี้จึงมีความรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชานี้ยิ่งกว่ากงหนานเฟิงมากนัก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเผชิญกับการโจมตีของอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงมิต้องคิดมากก็คาดเดาการโจมตีและสกัดศัตรูไว้ได้แต่แรกแล้ว!
ย่อมไร้ความคุกคามให้พูดถึงมากนัก
เขาเพียงแค่ยืนเฉย ดูเฉยชา ทว่ากลับทำลายการโจมตีของกงหนานเฟิงสิ้น!
ท่าทีสุขุมผ่อนคลายนั้นทำให้หลายคนทั้งตกตะลึงและหวาดผวา
กงหนานเฟิงอดตกตะลึงมิได้ หัวใจรู้สึกอึดอัดยิ่ง
เขาสังเกตเห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะใช้วิชาสังหารใด เสิ่นมู่ก็ดูจะมองมันออกอย่างทะลุปรุโปร่งในทันใด และทำลายมันลงในชั่วพริบตา!
ช่างน่ากลัวนัก
มันทำให้กงหนานเฟิงรู้สึกว่าความลับทั้งหมดของเขาถูกศัตรูอ่านขาดหมดแล้ว
“มิน่าเล่า เจ้าจึงยังไม่ได้เข้าสู่ขอบเขตมหาเซียน ที่แท้เจ้าก็ยังไม่รู้วิธีหลอมรวม ‘สิบพิมาน’ เป็นหนึ่ง”
ซูอี้กระซิบ
ว่าแล้ว เขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
แสงกระบี่เรืองนภาแหลกสลาย เพลิงศักดิ์สิทธิ์ปะทุวาบขึ้นมา
ท่ามกลางท้องนภาอันสะท้านสั่น ร่างของกงหนานเฟิงก็ลอยกระเด็น ก่อนจะหัวทิ่มกับพื้น กว่าจะตั้งหลักได้ก็ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึงนิ่ง
ยามนี้ อาภรณ์ของกงหนานเฟิงแหว่งวิ่น ใบหน้าของเขาซีดขาว สิบพิมานมายาที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังพร่ามัว สั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าการสะบัดแขนเสื้อเมื่อครู่ของเสิ่นมู่ทำให้พวกมันเสียหายอย่างหนัก!
ขณะที่อีกฝ่ายยังมิสะท้านสะเทือนแม้แต่นิด!!
นับแต่เริ่มศึก เขายังมิได้เขยื้อนเท้าแม้เพียงก้าว
ยืนยงยิ่งใหญ่!
“ไฉนเจ้าจึงมิใช้สมบัติ?”
ซูอี้ถาม
กงหนานเฟิงสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวเสียงเย็น “ศึกประชันมหาวิถี ประลองด้วยลมปราณ หากเจ้ามินำสมบัติออกมาใช้ ข้าก็รังเกียจเกินกว่าจะใช้มัน!”
ซูอี้เหยียดยิ้มกล่าว “หากเจ้าว่าเช่นนั้น เจ้าก็แพ้แล้ว”
กงหนานเฟิงพลันเงียบไป สีหน้าของเขายากอ่านออก
มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าตนแพ้เช่นไร หากอีกฝ่ายโจมตีสุดกำลัง เขาคงถูกกำจัดไปแล้ว!
ชั่วขณะนั้น แม้ความคิดของเขาจะหนักแน่นดุจเหล็กกล้า เขาก็อดรู้สึกแพ้พ่ายมิได้ ไม่อาจคาดคิดเลยว่าโลกนี้จะมีคู่ต่อสู้ร้ายกาจเพียงนี้อยู่
“ศิษย์พี่ หากเราลงมือด้วยกัน เรามิเชื่อหรอกว่าจะเอาชนะเขาไม่ได้นะ!”
เฉินไป๋หลีกัดฟันกล่าว
กงหนานเฟิงส่ายหน้ากล่าว “ข้าบอกแล้ว หากชนะได้ก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ได้!”
เขาหันไปกล่าวกับซูอี้ “ไม่ว่าเจ้าจะล้อเลียนตระกูลกงของข้าเรื่องรับใช้ลัทธิไร้มลทินเพราะเหตุใด ข้าก็อยากบอกเจ้าว่าข้า กงหนานเฟิงมิเคยทำเรื่องให้ต้องละอายต่อบรรพชน!”
ว่าแล้ว เขาก็ขยี้ยันต์ช่วยชีวิต ทิ้งวาจาสะท้อนก้องทั่วแดนขณะร่างหายลับไป
มิต้องสงสัยเลยว่าเขายอมรับความพ่ายแพ้ และออกไปจากบรรพตมารล่าเวหาเอง!
ภาพนี้ทำให้ทุกผู้รอบข้างหัวใจปั่นป่วนมิอาจสงบลง
ไร้ผู้ใดคาดว่าราชันเซียนไร้เทียมทานผู้โด่งดังสูงสุดอย่างกงหนานเฟิงจะมิอาจแรงกระทบต่อเสิ่นมู่ได้ ซ้ำยังต้องยอมแพ้!
‘เจ้ามิเคยทำเรื่องให้ต้องละอายต่อบรรพชน? หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ…’
ซูอี้กระซิบในใจ