บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1687: ชี้แนะ
ตอนที่ 1687: ชี้แนะ
ซูอี้มองไปรอบ ๆ และกล่าวว่า “ยังอยากบุกโจมตีเข้ามากันอีกหรือไม่?”
คนทุกผู้มองหน้ากัน
อวี๋หลินเฟิงพ่ายแล้ว และกระทั่งกงหนานเฟิงยังแพ้!
สิ่งนี้ทำให้จิตต่อสู้ของทุกผู้ที่นี่สั่นคลอน
“ทุกท่าน ในความคิดข้า เราควรบุกโจมตีเต็มรูปแบบนะ ถึงแพ้ก็แค่ถอนตัว ไร้ผลเสียใด ๆ”
เวิงฉางเฟิงกล่าวเสียงไร้อารมณ์ “แต่หากชนะ สถานการณ์นี้จะกลับตาลปัตร!”
วาจาของเขากินใจผู้คนมากมายในทันที
ซูอี้แค่นเสียงในคอ เดินไปหาเวิงฉางเฟิง “งั้นก็ลองดูสิ”
ดวงตาของเวิงฉางเฟิงวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร เขาตะโกนลั่น “ทุกท่าน หากยามนี้ยังไม่ลงมือ แล้วเราจะนิ่งไปถึงยามใด? ฆ่า!”
เขาใช้ตราประทับวิถีโจมตีอย่างรุนแรงทันที
ขณะเดียวกัน ราชันเซียนไร้เทียมทานบางผู้ก็มองหน้ากัน ก่อนจะกัดฟันกรอดโจมตีเข้าจากทุกทิศทาง
“ลงมือสุดกำลัง อย่าว่าแต่โอกาสที่นี่ ข้ายังอยากกำจัดไอ้คนรกหูรกตานี่เหมือนกัน!”
“ถูกต้อง จัดการเขาเสีย!”
“ฆ่า!”
เสียงตะโกนสนั่นท้องนภา ราชันเซียนทั้งหลายล้วนลงมือ
พวกเขาแต่ละคนล้วนดุร้ายดุจพยัคฆ์หมาป่า ดุดันทรงพลัง
หากไม่ทราบเรื่องแล้วมาพบเข้า คงคิดว่าซูอี้ทำบางเรื่องน่าเคียดแค้นเป็นแน่แท้
กระทั่งทังอวี่เยียนยังถูกราชันเซียนกลุ่มหนึ่งหมายหัวล้อมโจมตี
มีเพียงจัวอวิ๋นที่หนีไวสุด เขาเผ่นหายไปไกลมิกล้าเข้าพัวพัน
ตู้ม!
วจีดาบครวญลำนำดุจสายน้ำ
ร่างของซูอี้เหยียดยืด ปราณดาบคำรามหนาแน่น ฟาดฟันเข้าใส่ศัตรูทั้งหลายจากรอบกายเขา
เปรี้ยง!
ปราณดาบทะยานผ่าน
สมบัติชิ้นแล้วชิ้นเล่ากระเด็นกระดอน
ราชันเซียนเจ็ดหรือแปดคนถูกป่นร่าง โลหิตสาดกระเซ็นในสุญญะทันที
เมื่อถึงคราวคับขัน พวกเขาก็ต้องขยี้ยันต์ช่วยชีวิตหนีเอาตัวรอด
และด้วยฝีมืออันไร้ปรานีของซูอี้ แม้จะมีเพียงหนึ่ง แต่ก็อาละวาดกรำศึกอย่างไร้เทียมทาน
ไม่ว่าจะใช้เคล็ดวิชาท้าทายสวรรค์ สมบัติลับใด ๆ ล้วนปวกเปียกมิอาจต้านทาน แหลกสลายดุจฟองคลื่นโดยปราณดาบอันไร้ใดเทียบ
ทุกถิ่นที่ซูอี้เคลื่อนผ่าน ไร้อุปสรรคเยี่ยงวายุเคลื่อนเมฆาคล้อย ปราบศัตรูลงคนแล้วคนเล่า
ร่างของคนบางผู้ถูกฉีกกระชาก เสียงกรีดร้องสนั่นลั่นนภา
บางผู้ถูกโจมตีกระหน่ำจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน
ราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้นหาแตกต่างจากไก่พื้นบ้านสุนัขพื้นเมืองไม่ พวกเขาต่างแพ้พ่ายตาม ๆ กัน เป็นจุดจบอันน่าอนาถใจ
“ไฉนต้องลำบากด้วยหนอ?”
ห่างออกไป จัวอวิ๋นพร่ำรำพัน หนึ่งประโยคปรากฏขึ้นในใจอย่างเห็นอกเห็นใจ!
“น่ารังเกียจนัก!!”
เฉินไป๋หลีแผดเสียง เขาถูกหนึ่งดาบเฉือนบั้นท้าย เศษเนื้อและโลหิตสาดกระจาย ร่างกระโดดกระตุกด้วยความเจ็บปวด และมิทันไรก็ถูกซูอี้ฟาดร่างแหลกสลาย
ยามชีวิตแขวนบนเส้นด้ายนี้ เขาจำต้องเผ่นหนีอย่างแสนอับอายไม่รู้จบ เลือกขยี้ยันต์ช่วยชีวิต
เปรี้ยง!
ฟ้าดินรวนเร พิรุณดาบโปรยปรายดุจน้ำตก
ทางฝั่งทังอวี่เยียน สี่ราชันเซียนซึ่งล้อมโจมตีนางล้วนถูกพิรุณดาบกระหน่ำใส่ ถูกสับเละกลายเป็นเศษเลือดเนื้อ
เมื่อประสบภาพเช่นนี้ เวิงฉางเฟิงซึ่งเดิมออกปากให้ทุกผู้ลงมือล้อมโจมตีซูอี้ด้วยกันก็หันหลังวิ่งหนีโดยมิพูดจา
กล่าวได้ว่าความเร็วของเขาว่องไวเอาการ
เมื่อเห็นเช่นนี้ จัวอวิ๋นก็อดลอบสบถแช่งมิได้
ร่างของเขาเคลื่อนไปขวางทางตรงหน้า ฟาดตราประทับสมบัติดุจก้อนอิฐใส่เวิงฉางเฟิง เฉียบขาดไร้ปรานีใด ๆ
ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
เปรี้ยง!!
ร่างของเวิงฉางเฟิงสะท้าน แม้จะหยุดการโจมตีนั้นไว้ได้ แต่เขาก็ถูกกระทบกระแทกจนรวนเร
“จัวอวิ๋น มิใช่เจ้าจะมิเข้ามาพัวพันหรือ?”
เวิงฉางเฟิงเข่นเขี้ยว
จัวอวิ๋นกล่าวด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ “หลวงจีนผู้นี้จิตใจแปดเปื้อน หลังได้รับการชี้แนะจากสหายเต๋าผู้หนึ่งเมื่อกาลก่อน หัวใจก็ยากสงบลงได้ จึงมิอาจควบคุมมือตนได้เลย!”
ว่าแล้ว เขาก็ยกตราประทับสมบัติฟาดลงอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!!!
เดิมทีเวิงฉางเฟิงคิดหนี ทว่าเขาก็ถูกฟาดขวางร่างไว้อีกครั้ง ชั่วขณะนั้นจึงเดือดดาลเข่นเขี้ยวแทบฟันแหลก
“ดูสิ มือของข้าหาเชื่อฟังคำสั่งไม่ ทำได้เพียงต้องทุบตีใส่เจ้า บางที… นี่คงเรียกว่าสฬายตนะ*[1]มัวหมอง”
จัวอวิ๋นรำพึง สีหน้าดูเมตตากรุณามากขึ้นทุกขณะ
ทว่ามือของเขาโหดเหี้ยมยิ่งนัก ยกตราประทับสมบัติฟาดเข้าใส่เวิงฉางเฟิงอย่างบ้าคลั่ง
ชั่วขณะนั้น เวิงฉางเฟิงไม่อาจหาโอกาสหลบพ้น ถูกจัวอวิ๋นพัวพันมิอาจขยับเคลื่อน
“เสิ่นมู่ ข้ายอมแพ้แล้ว ไฉนจึงยังมิรามือ?”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอย่างเดือดดาลของเฟ่ยเจินก็ดังมาแว่ว ๆ
ก่อนที่เสียงตะโกนนั้นจะถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องทันที
หัวใจของเวิงฉางเฟิงสั่นสะท้าน เหลือบเห็นจากหางตาว่าเฟ่ยเจิน ศิษย์น้องของเขาถูกปราณดาบอหังการผ่าร่างเป็นสองซีก!
ท้ายที่สุด มีเพียงวิญญาณที่หนีรอดไปได้โดยความช่วยเหลือจากยันต์
ยามนี้ ราชันเซียนทั้งหมดทั่วแดนถูกกวาดล้างสิ้นแล้ว!
เมื่อเห็นเช่นนี้ เวิงฉางเฟิงก็ตื่นตระหนกอย่างเต็มหัวใจ ถลึงตามองจัวอวิ๋นอย่างดุดัน “ลาหัวล้าน เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!”
ว่าแล้ว เขาก็ขยี้ยันต์ช่วยชีวิตลี้หายไปทันควัน
“รอก็รอสิ แล้วยามนั้น หลวงจีนผู้นี้จะเมตตาชีวิตเจ้าเอง”
จัวอวิ๋นพึมพำ
และทันใดนั้น เขาก็อดผงะไปมิได้เมื่อพบว่าศึกจบลงนานแล้ว
นอกเหนือจากตน มีเพียงเสิ่นมู่และทังอวี่เยียนหลงเหลือในบริเวณ
จัวอวิ๋นสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวชื่นชม “ขอสรรเสริญในพุทธคุณอันจีรังไร้ประมาณ ฝีมือของสหายเต๋าเสิ่นเลิศล้ำดุจตะวันฉายเดียวดายเหนือนภา เป็นหนึ่งในโลกหล้า ในสายตาหลวงจีนผู้นี้ ราชันเซียนทั่วโลกหล้าควรให้เกียรติแก่สหายเต๋า ไม่อาจพบพานผู้เทียบทานได้ในยุคสมัยชั่วกาล!”
เขาสาธยายไม่รู้จบ ยกยออย่างมิลังเลจนกระทั่งทังอวี่เยียนอึดอัดใจไปชั่วขณะ
…การเยินยอต่อหน้าเช่นนี้มีด้วยหรือ?
เจ้าเป็นราชันเซียนไร้เทียมทานจากอารามบงกชนะ!
หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมสำนักพุทธ?
“เจ้าอยากเข้าไปในโลกเร้นลับสุดวิเวกนั่นกับข้าหรือ?”
ซูอี้หันไปถามยิ้ม ๆ
จัวอวิ๋นเกาศีรษะท่าทางเก้อเขินเล็กน้อย “หากเป็นไปได้ ข้าก็หวังว่าสหายเต๋าซูจะสงเคราะห์หลวงจีนผู้นี้ด้วย”
ซูอี้ปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้หรอก”
จัวอวิ๋นตะลึงหยุดพูดไป
ท้ายที่สุด เขาก็ถอนใจแล้วหันหลังกลับ
ในใจของเขาคิดจริง ๆ ว่าอาจฉวยโอกาสนี้สร้างสัมพันธ์อันดีกับซูอี้ได้ ทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธกลับปฏิเสธชัดเจน
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นในโสต
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าฝึกฝนคัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี ข้าก็จะชี้แนะเจ้าสักหน่อย เมื่อเจ้าเข้าใจเคล็ดสัจธรรมของ ‘ประจักษ์ใจรู้แจ้ง’ เจ้าจะบรรลุพุทธธรรมสู่ระดับมหาเซียนได้”
เป็นเพียงหนึ่งวาจา ทว่ากลับทำให้จัวอวิ๋นสะดุ้งโหยงราวถูกสายฟ้าฟาด ร่างชะงักกับที่ ทั่วร่างไร้การเคลื่อนไหว
“ประจักษ์ใจรู้แจ้ง… ประจักษ์ใจ… ประจักษ์…”
“ข้าเข้าใจแล้ว ประจักษ์แจ้งหมื่นวจี หมื่นพันกลมายา ข้าถูกบังตาด้วยวจีอันแสนเรียบง่าย ปิดกั้นมิดชิด ต้องประจักษ์แจ้งจิตใจตนเอง มองภาพรวมมินำตนเองเป็นหลักให้ได้ก่อน!”
“มีเพียงการทำลายความยึดติด ลืมสรรพสิ่งและตัวข้าไปจากใจก่อน จึงสามารถเคลื่อนอำนาจบรรลุสู่ขอบเขตอัศจรรย์ได้!”
“นี่เป็นเช่นคำกล่าวที่ว่าการรู้แจ้งมิใช่พฤกษา คันฉ่องมิใช่แท่น สรรพสิ่งล้วนสุญตา แล้วจะหาฝุ่นเกาะที่ใดได้!”
ทันใดนั้น จัวอวิ๋นก็ดูราวกับได้ทะลวงผ่านหน้าต่างกระดาษ ความรู้สึกมากมายแผ่พุ่งเข้าในใจ ให้ความรู้สึกราวอำนาจเอ่อล้นเพิ่มพูน
เนิ่นนานจากนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจัวอวิ๋น เขาสัมผัสได้ว่าในอีกไม่ถึงปี ตนก็จะสามารถเคลื่อนขอบเขตได้!
เขาหันมากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอบคุณสหายเต๋าเสิ่นมาก…”
ทันทีที่กล่าวเช่นนั้น เขาพลันพบว่าซูอี้ได้หายไปจากที่นั่น มิปรากฏแม้แต่เงาเนิ่นนานแล้ว!
มีเพียงทังอวี่เยียนที่ยืนอยู่ที่นั่น
“ในที่สุดเจ้าก็ตื่น”
ทังอวี่เยียนอดเสสรวลมิได้ แววตาของนางดูพิกล
จัวอวิ๋นผงะไป และกล่าวว่า “สหายเต๋าเสิ่นเข้าไปในโลกเร้นลับสุดวิเวกแล้วหรือ?”
ทังอวี่เยียนพยักหน้ากล่าว “ครึ่งชั่วยามก่อน เขาประจักษ์ปริศนาของแท่นนั้นแล้วเข้าไปใน โชคร้ายที่ทางเข้าอนุญาตให้เข้าได้เพียงหนึ่ง ก่อนจะหายไปจนสิ้น”
“ครึ่งชั่วยามก่อน…”
จัวอวิ๋นพลันตระหนักว่าก่อนหน้านี้ เขาอยู่ในสภาวะตระหนักรู้มาแสนนาน!
หลังสงบจิตลงได้ เขาก็เอ่ยถาม “สหายเต๋าทัง เจ้ารู้หรือไม่ว่าสหายเต๋าเสิ่นคือใครกันแน่?”
ก่อนหน้านี้ หนึ่งวาจาของเขาทลายคอขวดที่เขาเผชิญจนสิ้น ช่างมิน่าเชื่อเอาเสียเลย!
ต้องทราบว่าสิ่งที่เขาฝึกฝนคือ ‘คัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี’ ซึ่งทั่วอารามบงกช ผู้ที่เข้าใจและฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
จวบยามนี้ กระทั่งผู้อาวุโสในอารามบงกชเองยังไม่อาจช่วยเขาในการฝึกฝนได้เลย
กล่าวคือ หากคิดอยากเคลื่อนขอบเขต เขาก็ต้องไปคลำทางเอาเอง
ทว่ายามนี้ เสิ่นมู่ซึ่งเป็นคนนอกดูจะเข้าใจเขาอย่างปรุโปร่ง กระทั่งรู้ว่าประสบคอขวดใดอยู่ และใช้เพียงหนึ่งวาจากระตุ้นให้ตาสว่างแถลงไข มีหรือเขาจะมิตกใจ?
หาต่างจากบุญคุณชี้แนะทางสว่างไม่!
หลังสงบใจลง ในที่สุดจัวอวิ๋นก็คาดเดาว่าเสิ่นมู่ผู้นี้ต้องมีความสัมพันธ์ลึกล้ำกับอารารมบงกชของพวกเขาแน่ กระทั่งรู้ถึงปริศนาของคัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารีด้วย
หาไม่ เหตุนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้
สิ่งนี้ทำให้จัวอวิ๋นอดมิได้ที่จะนึกถึงยามที่เขาพ่ายแก่เสิ่นมู่เป็นครั้งแรก อีกฝ่ายทำลายกายาประจักษ์แจ้งหมื่นวจีของเขาอย่างง่ายดาย และยังพูดถึงบรรพชน ‘เนี่ยถี’ จากอารามบงกชของพวกเขาด้วย!
ทังอวี่เยียนรำพึง “ข้านึกว่าสหายเต๋าจะรู้ที่มาของเสิ่นมู่แต่แรกแล้วเสียอีก ข้าจึงคิดจะถามสหายเต๋าอยู่พอดีเชียว”
จัวอวิ๋นตะลึง “เจ้าเองก็มิรู้หรือ?”
ทังอวี่เยียนว่า “ถูกต้องตรงเผง”
จัวอวิ๋นเงียบไป ระลึกถึงวาจาของเสิ่นมู่ที่ว่า ‘พุทธศาสนาให้ความสนใจกับกฎแห่งวาสนา ยามกฎแห่งวาสนาปรากฏ เจ้าจะได้รู้เอง’ ขึ้นมาได้
“เอาเถอะ ฝืนไปก็เท่านั้น ด้วยฝีมือและความสามารถของสหายเต๋าเสิ่น หลังงานประกวดล่าเวหาหนนี้จบลงต้องโด่งดังทั่วโลกหล้าเป็นแน่แท้ และถึงยามนั้น ที่มาของเขาก็อาจกระจ่างชัดเอง”
ว่าแล้ว จัวอวิ๋ก็หันหลังจากไป
ดวงตาของทังอวี่เยียนดูพิกล ขอเพียงตระกูลทังของข้ามิเผยตัวตนของเสิ่นมู่ ใครเล่าจะคิดว่าเสิ่นมู่คือซูอี้?
ต้องทราบว่าโลกเซียนทั่วหล้าต่างรู้ว่าซูอี้เป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาล
และเสิ่นมู่ซึ่งก็คือซูอี้แฝงกายนั้นถูกถือเป็นราชันเซียนไร้เทียมทานเพราะเขาสวมอาภรณ์วิเศษอันสร้างจากใยของ ‘หนอนไหมน้ำแข็งสวรรค์มายา’ อยู่!
จวบยามนี้ ยังมิมีผู้ใดมองออก
ด้วยเหตุนี้ ใครเล่าจะโยงเขากับซูอี้ได้?
“ทว่าสิ่งที่หลวงจีนจัวอวิ๋นกล่าวไว้ก็ไม่ผิด หลังงานประกวดล่าเวหานี้จบลง นามของเสิ่นมู่ต้องโด่งดังทั่วหล้า สะท้านสะเทือนโลกาเป็นแน่!”
ทังอวี่เยียนพึมพำในใจ
เหลือเพียงสามวัน งานประกวดล่าเวหาก็จะจบลง
และราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างกงหนานเฟิง เวิงฉางเฟิงและเฉินไป๋หลีก็ถูกซูอี้กำจัดไปนานแล้ว
แค่พูดถึงผลงานเหล่านี้ ซูอี้ ณ ขณะนี้ก็คู่ควรกับตำแหน่งอันดับหนึ่ง เหนือราชันเซียนไร้เทียมทานทั้งมวลแล้ว!
ขณะเดียวกัน…
ร่างของซูอี้เดินย่ำในโลกเร้นลับแห่งหนึ่ง
ทุกหนแห่งผุพังล่มสลาย ทั่วทั้งโลกเร้นลับดูจะใกล้ถูกทำลายสิ้นรอมร่อ ไร้สิ่งใดควรค่าสนใจตลอดทาง
จนเนิ่นนานจากนั้น จู่ ๆ ซูอี้ก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง!
[1] สฬายตนะ คืออายตนะทั้งหก ที่ประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยตามความเชื่อของศาสนาพุทธ
……………