บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1688: หุ่นเชิดวิญญาณศึก
ตอนที่ 1688: หุ่นเชิดวิญญาณศึก
ข้างนอก
บรรยากาศบนสนามเต๋ามโหฬารนั้นช่างหดหู่
มหาเซียนทั้งหลายเงียบกริบ สีหน้าเปี่ยมความตกตะลึง
ไม่ห่างไปนักมีราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างกงหนานเฟิง เฉินไป๋หลี เวิงฉางเฟิง และเฟ่ยเจินผู้ถูกกำจัดตกรอบออกมายืนอยู่
ผู้อาการหนักสุดคือเฟ่ยเจิน ร่างของเขาถูกสับแยก เหลือรอดมาได้เพียงวิญญาณ
ต่อให้ภายหน้าจะฟื้นร่างวิถีใหม่ได้ วิถีเต๋าของเขาก็ได้รับการกระทบกระเทือนอยู่ดี!
หลังเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกผู้เข้าใจกระจ่างแจ้ง ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ก็ตกตะลึงจนมิอาจสงบใจได้
เสิ่นมู่ผู้นั้นอีกแล้ว!
สองวันก่อน ณ ศึกเขาแหวกนภา เขาปราบหกราชันเซียนไร้เทียมทานเสียจนราบคาบ
และวันนี้ เขากระทั่งเอาชนะกงหนานเฟิงและราชันเซียนไร้เทียมทานอีกสิบสี่คนลงในคราเดียว
ความสำเร็จเช่นนี้ชวนตะลึงจริงแท้
“เสิ่นมู่ผู้นี้มีปัญหาใดหรือไม่?”
ทันใดนั้น มหาเซียนจากลัทธิไร้มลทินผู้หนึ่งก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงทุ้มลึก ดวงตาวูบไหว “ในอดีตกาล ข้าไม่เคยได้ยินถึงราชันเซียนไร้เทียมทานเช่นเขามาก่อนในแดนเซียน ยามบางสิ่งผิดปกติย่อมต้องมีเงื่อนงำซุกซ่อน ข้าสงสัยว่าตัวตนของเขาจะมีปัญหา!”
ผู้ชมทั้งหลายล้วนปั่นป่วนตะลึงอึ้ง
ทังจินหง บรรพชนของตระกูลทังแค่นเสียงอย่างเย็นชา “อย่างที่เราทั้งหลายทราบกัน กฎสวรรค์ในบรรพตมารล่าเวหานี้ไม่ยินยอมให้ตัวตนระดับมหาเซียนเข้าไปได้ ต่อให้ซ่อนการฝึกฝนก็ตามที!”
“นี่ยังหมายความด้วยเช่นกันว่าผลงานของเสิ่นมู่ทั้งหลายทั้งปวงล้วนมาจากความแข็งแกร่งของเขาเอง และข้าเชื่อว่าผู้พ่ายด้วยมือเสิ่นมู่รู้ดีที่สุด”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดสายตามองพวกกงหนานเฟิง
ไร้ผู้ใดกล่าวค้าน
“ข้าก็แต่ฉงนใจเท่านั้น”
เซี่ยขุยหยวน มหาเซียนจากลัทธิไร้มลทินกล่าวอย่างเฉยชา “เมื่อจบงานประกวดล่าเวหาแล้วเสิ่นมู่ออกมา ข้าจะรอสอบปากคำเพื่อดูว่าคนผู้นี้มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
“ดี ว่าตามนั้น!”
มหาเซียนอีกคนหนึ่งจากฝั่งลัทธิกำเนิดเอกภพกล่าวเห็นพ้อง
“หากเสิ่นมู่ผู้นี้ไร้ปัญหา ย่อมไม่กลัวให้ตรวจสอบ พี่ชายร่วมวิถีทังคิดเช่นไร?”
“เรื่องนี้ต้องถูกตรวจสอบให้กระจ่าง!”
ไม่นานนัก มหาเซียนทั้งหลายต่างก็ออกประกาศจุดยืนตาม ๆ กัน
ทังจินหงขมวดคิ้ว
ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้กล่าววาจาใด
มีหรือเขาจะไม่เห็นว่าการที่ราชันเซียนไร้เทียมทานทั้งหลายพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้ทำให้มหาเซียนทั้งหลายเดือดดาลแค้นเคือง แล้วหันไปเพ่งเล็งเล่นงานซูอี้?
‘เป็นปัญหาเสียแล้วซิ’
ทังหลิงฉีลอบรำพึงในใจ
เมื่อพฤกษาใดตระหง่านสูงเกินไปในป่า วายุก็จะพัดโค่นมันลง
ฝีมือของซูอี้ในงานประกวดล่าเวหาหนนี้สะดุดตาเกินไป เขาจึงถูกเพ่งเล็ง!
นี่เป็นสิ่งที่ทังหลิงฉีมิได้คาดคิดมาก่อน
……
บรรพตมารล่าเวหา
ณ โลกเร้นลับอันหลงเหลือจากยุคสุดวิเวก
ซูอี้ชะงักเท้า รู้สึกว่าเสียงกรีดร้องนั้นช่างคุ้นหูชอบกล
เขาทะยานตามทิศที่มาของเสียงทันที
ไม่นานนัก วิหารสำริดแห่งหนึ่งท่ามกลางซากปรักหักพังก็ปรากฏในคลองจักษุของซูอี้
วิหารนั้นสูงพันฉื่อ หลังถูกกาลเวลากัดกร่อนมาแสนนาน มันก็ไม่ได้เสียหายมากนัก มีเพียงเพิ่มบรรยากาศเก่าแก่เคร่งขรึมขึ้นมาเท่านั้น
เมื่อมาถึงที่นี่ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกหน
ทันใดนั้น ซูอี้ก็จำได้
นี่เป็นเสียงของพญาวิหคเผิงเทียนสลัว!
คราก่อน ยามไปเยือนซากภูเขาโอฬารยุทธ์ในทวีปกกพิสุทธิ์ วิหคปากเสียผู้เอาแต่พร่ำผรุสวาทนี้เคยปรากฏขึ้นพร้อมกับพยากรณ์สวรรค์
หรือเจ้าเฒ่าชั่วพยากรณ์สวรรค์ก็อยู่ที่นี่ด้วย?
ทว่าเขากับวิหคปากเสียนั่นเข้ามาที่นี่ได้เช่นไร?
ซูอี้ประหลาดใจ
ต้องทราบว่าที่นี่คือบรรพตมารล่าเวหา กฎสวรรค์ ณ ฟ้าดินถิ่นนี้ไม่ยอมให้ยอดฝีมือผู้อยู่ในระดับสูงกว่าราชันเซียนเข้ามาได้!
ระหว่างครุ่นคิด ซูอี้ก็เหยียบย่างเข้าสู่วิหารสำริดทันที
……
ในวิหารสำริด
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตัวสั่นขดเป็นก้อนกลม ดวงตาเปี่ยมด้วยความกลัว
ข้างกายมัน พยากรณ์สวรรค์กัดฟันดูยากเข้าใจ
ร่างผอมแห้งของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลอาบเลือด เส้นผมของเขายุ่งเหยิง ดูสะบักสะบอมพอควร
ไกลออกไปมีชายร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยชุดเกราะสีดำยืนอยู่
ชุดเกราะสีดำนั้นผุกร่อนแตกหักอยู่แล้ว ทว่าก็ยังยากจะซ่อนปราณอันดุร้ายกระหายเลือดของชายร่างสูงใหญ่ผู้นั้นได้
สิ่งที่น่าตกตะลึงสูงสุดคือตรวนสีเลือดซึ่งหนาราวหัวแม่มือทะลวงผ่านไหล่ของเขา ลากผ่านอกไปจนถึงท้อง ทะลวงผลุบโผล่เป็นรูโหว่อาบเลือด พันธนาการร่างเขาไว้อย่างแน่นหนา!
มองปราดแรก เขาดูราวเทพป่าเถื่อนผู้ถูกคุมขัง!
ใบหน้าของชายผู้นั้นถูกปิดบังด้วยหมวกเกราะ เผยเพียงนัยน์ตาเฉยชาเย็นเยียบ ไร้อารมณ์ใด ๆ
เขายืนนิ่งมิไหวติง ไร้การขยับเขยื้อนใด ๆ
ทว่าสายตาของพยากรณ์สวรรค์ซึ่งมองไปยังชายในชุดเกราะร่างสูงผู้นี้กลับเต็มไปด้วยความจนใจและพรั่นพรึง
“ไป ลองอีกที”
พยากรณ์สวรรค์กัดฟันตบหัวพญาวิหคเผิงเทียนสลัวเบา ๆ
วิหคปากเสียสบถ “อย่าพยายามฆ่าตัวข้าเสียให้ยาก! ข้ายังมิเบื่อชีวิตจนไปตายเพื่อเอ็งได้โว้ย!”
ก่อนหน้านี้ มันได้ลงมือโจมตีไปหลายหนจนสิ้นแรงแล้ว ทว่าทุกหนมันล้วนถูกชายในชุดเกราะตบร่วงลงไปกับพื้นแล้วอัดน่วมมิเหลือดี
เป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
ยามนี้ ปีกของมันคล้ายจะหัก กระดูกกำลังจะป่นรอมร่อ และลมหายใจก็รวยรินเต็มที
“เจ้ายอมปล่อยไปทั้งเช่นนี้ได้หรือ?”
พยากรณ์สวรรค์ชี้ด้านหลังชายชุดเกราะซึ่งมีแท่นหยกตั้งอยู่ และบนแท่นนั้นมีโลงหินสีดำยาวเพียงหกชุ่นลอยค้างอยู่
โลงหินนั้นเรียบง่ายไร้สิ่งตกแต่ง เล็กจ้อยประหนึ่งปิ่นปักผม ทว่าผู้ใดล้วนเห็นได้ทั้งสิ้นว่าโลงหินนั้นเป็นสมบัติอันเลิศล้ำ!
“ข้าแน่ใจว่าไม่ใช่เพียงโลงหินหกชุ่นนั่น แต่กระทั่งแท่นวิถีหยกเขียวนั่นก็ไม่ใช่เบา มันสลักอำนาจที่มาฮุ่นตุ้นประหลาดไว้ หากเราได้สมบัติสองชิ้นนี้มาไว้ในมือ มีหรือภายหน้าเราจะมิอาจยิ้มเย้ยแดนเซียนได้?”
พยากรณ์สวรรค์รีบกล่าวหว่านล้อม “คิดดูสิ เจ้าไม่อยากขี่มังกรสาวออกละล่องเล่นในภายหน้าหรือ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัว “…”
ต้องบอกว่ามันหวั่นไหว สะท้านใจเหลือเกิน
ทว่ามันก็รู้กระจ่างกว่า ว่าการเอาชีวิตเข้าแลกนี้หาแตกต่างจากการรนหาที่ตายไม่
ความแข็งแกร่งของชายในชุดเกราะผู้นั้นร้ายกาจเกินไป หากมิใช่เพราะสภาพจิตของมันมึนงงพิกล ทำได้เพียงยืนคุ้มกันหน้าแท่นวิถีนั้นอย่างทึ่มทื่อ ด้วยความแข็งแกร่งของชายในชุดเกราะ มันคงถูกฆ่าไปแล้วมิอาจทราบได้ว่ากี่หน!
วิหคปากเสียกลอกตากล่าวว่า “ไอ้แก่ เจ้านับนิ้วทำนายได้มิใช่หรือ ไฉนจึงไม่อาจหาทางผ่านอุปสรรคนี้ได้เล่า?”
พยากรณ์สวรรค์กล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้าถามเจ้าแค่ว่า จะไปหรือไม่?”
“ไม่ไป!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตอบโดยไม่ลังเล
ป้าบ!
พยากรณ์สวรรค์ตบหัววิหคปากเสีย กล่าวว่า “ไร้ประโยชน์ฉิบหาย ข้าว่าแล้วว่าควรแยกเจ้าเป็นแปดส่วนไปย่างกินเสีย!”
“เจ้ามิไป ข้าไปเอง!”
ว่าแล้วเขาก็ม้วนแขนเสื้อ กัดฟันสาวเท้าออกไปออกหมัดชกใส่ชายในชุดเกราะ
ชายในชุดเกราะยืนนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ มิต่างจากรูปปั้นดินเหนียว
ทว่าเมื่อพยากรณ์สวรรค์ชกเข้าใส่ ดวงตาเฉยเมยเย็นเยียบของอีกฝ่ายพลันปรากฏแววกระหายเลือด แล้วตบฝ่ามือออกใส่
เปรี้ยง!
เสียงกรีดร้องโหยหวนหนึ่งดังขึ้น แล้วร่างของพยากรณ์สวรรค์ก็ปลิวกระเด็นไปร่วงลงบนบันไดนอกตำหนัก
เขาชักกระตุก จมูกช้ำม่วงบวมเป่ง สภาพไม่อาจดูได้
ปรากฏว่าลูกตบเมื่อครู่เข้าหน้าเขาอย่างจัง ทำให้ดั้งจมูกหักโลหิตทะลักไหล
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวหัวเราะเยาะเย้ยอย่างย่ามใจ
“บ๊ะ บังคับข้าให้เข้าไปดีนัก สม…”
พยากรณ์สวรรค์อ้าปากจะสบถด่า ทว่าเมื่ออ้าปาก เสียงเสสรวลอย่างเฉยเมยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วยเจ้าแก่ชั่ว”
พยากรณ์สวรรค์ชะงัก หันขวับไปมอง แล้วพบว่ามีชายผู้หนึ่งในชุดคลุมนักพรตเต๋า ขมวดผมเป็นมวยกำลังเดินมาหาเขา
เขาตะลึงไปแล้วกล่าวอย่างประหลาดใจระคนยินดี “ไอ้หยาเว้ยเฮ้ย ไม่ใช่ว่านั่นพี่น้องต่างบิดามารดาของข้าหรือ ปรากฏว่าเจ้าก็มาด้วย!”
เขาลุกจากพื้นและเตรียมจะก้าวเข้าไปกอดซูอี้แน่น ๆ ทว่าก็ถูกซูอี้ยันร่างออกไปห่าง ๆ อย่างเดียจฉันท์
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวนิ่งไป และกล่าวว่า “ไอ้แก่ เจ้ามีพี่น้องเช่นนี้แต่ยามใด?”
พยากรณ์สวรรค์แสนปรีดา กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไอ้โง่มีตาไร้แววเอ๋ย มิเห็นหรือไรว่านี่คือท่านซูของเจ้า?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเบิกตากว้าง มันพลันประจักษ์ว่าอีกฝ่ายคือใคร นั่นคือชายหนุ่มนามซูอี้!
มันทอดถอนใจชื่นชม “สวรรค์ วิชาแปลงโฉมเช่นนี้ช่างล้ำเลิศ มันซ่อนจาก ‘เนตรเทียนสลัว’ ของข้าผู้นี้ได้ด้วย! แน่นอน นั่นก็เป็นเพราะข้าไม่ได้ใช้อำนาจวิเศษนั่นด้วย หาไม่ อย่าหวังซ่อนจากสายตาข้าเสียให้ยาก”
ซูอี้หาสนใจคำพวกนั้นไม่ เขาใช้มือไพล่หลังเดินเข้าไปในวิหาร และมองไปยังชายร่างสูงในชุดเกราะกับแท่นหยกและโลงหินหกชุ่นที่ด้านหลัง
“บอกข้าทีว่าเกิดอันใดขึ้น”
ซูอี้มองชายในชุดเกราะด้วยหัวใจหนาวยะเยือก
ปราณบนร่างชายผู้นี้ประหลาดเกินเข้าใจอย่างยิ่ง เปี่ยมด้วยความรู้สึกอันตรายกระหายเลือด
พยากรณ์สวรรค์ก้าวเข้ามากล่าว “เจ้านี่น่าจะเป็นหุ่นเชิดวิญญาณศึกที่รอดมาจากยุคสุดวิเวก ร้ายกาจอย่างยิ่ง แม้อำนาจที่มาของมันกำลังจะสิ้นสลาย มันก็ยังแข็งแกร่งพอสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ได้!”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ไปที่พญาวิหคเผิงเทียนสลัว “แม้เจ้าวิหคปากเสียนี่จะน่าตบไปหน่อย มันก็เป็นมหาเซียนที่เฒ่าหัวล้านฝึกมากับมือ เพียงพอสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายได้ แต่เมื่อครู่ วิหคปากเสียนี่กลับถูกหุ่นเชิดวิญญาณศึกนี่ตบติดพื้น มิอาจขัดขืนใด ๆ ได้เลย”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวอย่างมิพอใจทันที “มาใช้ข้าเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เจ้าก็เหมือนกันหรือ?”
ซูอี้อดใจสะท้านมิได้
หุ่นเชิดวิญญาณศึกซึ่งอยู่รอดมาแต่ยุคสุดวิเวกนี้เอาชนะพญาวิหคเผิงเทียนสลัวขาดลอยได้โดยง่าย!
ช่างเหลือเชื่อนัก
มิอาจคาดคิดได้เลยว่ายามสมบูรณ์พร้อม หุ่นเชิดวิญญาณศึกนี้ควรมีความแข็งแกร่งร้ายกาจเพียงใด
หุ่นเชิดวิญญาณศึกที่ว่านี้เป็นหุ่นเชิดชนิดหนึ่ง
ทว่า หุ่นเชิดวิญญาณศึกนั้นแตกต่างจากหุ่นเชิดทั่วไป พวกมันมีจิตวิญญาณ หาแตกต่างจากคนเป็นทั่วไปไม่ เว้นเพียงว่าร่างของพวกมันถูกสร้างขึ้นจากสมบัติ
หุ่นเชิดวิญญาณศึกอันประณีตบางตัวกระทั่งสามารถแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ซ้ำ ๆ โดยหล่อหลอมอำนาจจิตวิญญาณและร่างกายอย่างต่อเนื่อง!
หุ่นเชิดวิญญาณศึกตรงหน้าเขานั้นยิ่งพิเศษไปใหญ่ เพราะมันอยู่รอดมาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก!
ลองคิดดู หนังสัตว์สีทองซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลยังถูกกาลเวลากัดกร่อนแทบสิ้นอำนาจที่มา
ทว่าหุ่นเชิดวิญญาณศึกตัวนี้กลับรอดจากการกัดกร่อนแห่งกาลมาราวปาฏิหาริย์ และสามารถจัดการพญาวิหคเผิงเทียนสลัวได้ง่าย ๆ!
เช่นนี้… ใครเล่าจะไม่ตกตะลึง?