บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1689: โลงหินหกชุ่น
ตอนที่ 1689: โลงหินหกชุ่น
พยากรณ์สวรรค์ว่า “แต่สมองของหุ่นเชิดวิญญาณศึกนี่น่าจะมีปัญหาใหญ่ ขอเพียงไม่เข้าไปใกล้แท่นวิถีนั่น มันก็หาแตกต่างจากท่อนไม้ไม่”
แท่นวิถีนั่น…
ซูอี้หันมองตาม “รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสมบัติใด?”
ดวงตาของพยากรณ์สวรรค์เรืองวาบ “ข้าพอจะเห็นว่ามันน่าจะเป็นแท่นบรรลุวิถีสร้างจากผลึกมารดาฮุ่นตุ้น หากฝึกฝนบนนั้นก็จะสามารถเคลื่อนขอบเขตฝึกฝนได้ราวบรรลุรู้แจ้ง ซึ่งแสนอัศจรรย์นัก”
“ในโลกหล้าทุกวันนี้ มันล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่าไร้ใดเทียบ หาพบได้ในหมู่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่เท่านั้น”
“ส่วนโลงหินหกชุ่นนั่น…”
ว่าถึงตรงนี้ พยากรณ์สวรรค์ก็ส่ายหน้า “ข้ามิอาจมองทะลุมันได้ เว้นแต่จะเปิดมันออก เกรงว่าข้าคงไม่อาจเห็นที่มาของวัตถุชิ้นนี้”
ซูอี้พยักหน้า
สิ่งที่เขาแน่ใจได้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นแท่นวิถีหรือโลงหินหกชุ่น พวกมันก็ต้องอยู่รอดมาจากยุคสุดวิเวกไม่ต่างจากหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั่นแน่!
ซูอี้ถาม “พวกเจ้าหาที่นี่พบได้เช่นไร?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพลันสบถอย่างเดือดดาล “ไอ้แก่ชั่วนี่บอกว่าที่งานประกวดล่าเวหาจะมีอินทรีทองอัสนีม่วงมาด้วยตัวหนึ่ง และข้าก็ตามเขามาด้วย ใครเล่าจะคิดว่าเมื่อมาถึง ข้าจะพบว่าถูกไอ้แก่ชั่วนี่หลอกเต็มประตู!”
มันสาปแช่งก่นด่าอย่างแสนเคืองแค้น ผรุสวาทมิซ้ำคำ
พยากรณ์สวรรค์กระอักไอรุนแรง “หากมิใช่เพราะความหมกมุ่นเรื่องพรรค์นั้นของเจ้า ไฉนเลยเจ้าจะตามข้ามาได้?”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับซูอี้พร้อมรอยยิ้มแห้ง “กาลก่อน ข้าเองก็ได้ยินมาว่ามีโลกเร้นลับอันอยู่มาแต่ยุคสุดวิเวกในบรรพตมารล่าเวหานี้ จึงอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ ทว่าน่าเสียดายนัก โอกาสอยู่เพียงเอื้อม แต่กลับมิอาจแตะต้อง”
ซูอี้เข้าใจแล้ว
ด้วยฝีมือของเจ้าแก่พยากรณ์สวรรค์ผู้นี้ การจะหลบเลี่ยงอุปสรรคกีดขวางจากกฎสวรรค์และเข้าสู่บรรพตมารล่าเวหานั้นก็หายากเย็นไม่
“ไฉนมิใช้ไพ่ตายใหญ่ของเจ้าเล่า?”
ซูอี้พลันถามขึ้น
เขารู้ดีมากว่าเจ้าเฒ่าชั่วผู้นี้มีสมบัติร้ายกาจซุกไว้ก้นหีบมากมาย รวมถึงธงสีดำผืนหนึ่งซึ่งเป็นภัยกระทั่งกับตัวตนขอบเขตมหาศาลได้!
หากไม่ใช่เพราะมัน ไอ้แก่ชั่วผู้นี้คงไม่รอดชีวิตตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ไม่อาจอยู่ดีมีสุขได้เช่นนี้
“หากมิใช่วิกฤติถึงชีวิต ใช้ไม่ได้หรอก”
พยากรณ์สวรรค์รำพึง “หาไม่ ข้าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ตาแก่ผู้ถูกหายนะเพ่งเล็งแต่เนิ่นนานนี้ ไฉนเลยจะทนทรมานเช่นนั้นได้?”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “ข้าจะลองดู”
พยากรณ์สวรรค์กล่าวขึ้นอย่างแสนลิงโลด “หากเจ้าลงมือ ไฉนเลยจะกังวลว่าจะมิอาจฆ่าหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั่นได้?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวสาดน้ำเย็นเตือนสติ ชี้อุ้งเท้ามาที่ตน “ไอ้หนู เจ้าดูข้านี่ ทั่วกายข้าแทบแหลกระเบิดอยู่รอมร่อ ด้วยวิถีเล็กจ้อยของเจ้านั้นมิเข้าตาเอาเสียเลย ข้าแนะนำเจ้าอย่าถูกหลอกจะดีกว่า วาจาของไอ้แก่ชั่วนั่นเชื่อมิได้หรอกนะ!”
พยากรณ์สวรรค์พุ่งตรงมาดุจลูกธนู ฟาดมือลงบนหัวของวิหคปากเสีย “สัตว์ขนเรียบเช่นเจ้าจะไปรู้อันใด!”
เรื่องนี้ ซูอี้เมินไปเสียสนิท
หนึ่งเฒ่าหนึ่งวิหคคู่นี้ล้วนแต่เป็นคนบ้า ยิ่งคุยด้วยยิ่งปวดเศียร
ตู้ม!
ซูอี้ขยับมือ ดาบแห่งโลกาปรากฏขึ้นในมือเขา
ตัวดาบเคลือบสีเขียวเรียบง่ายโบราณ เต็มไปด้วยพิรุณแสงปริศนาพร่างพรายเยี่ยงภาพฝัน
เขาไม่ได้ใช้ดาบนี้มานานแล้ว!
จะให้ทำเช่นไรได้ เขาไม่ได้พบศัตรูที่คู่ควรโดยแท้จริงมานานแล้วนี่นา
“คุณภาพดาบนั่นเยี่ยมไปเลย”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตื่นตะลึง
มันมองปราดเดียวก็รู้ว่าดาบแห่งโลกานี้บรรจุปริศนายิ่งใหญ่ ไม่มีทางเป็นอาวุธวิเศษทั่วไปได้
พยากรณ์สวรรค์พึมพำในใจ ดาบเซียนทั่วไปมีหรือจะควรค่าแก่มือทรราชผู้นี้ได้?
ซูอี้กวัดไกวดาบ พลังปราณของเขากู่คำราม
เพียงพริบตา เขาก็ดำเนินวิถีเต๋าของเขาทั่วร่างสู่จุดสูงสุดอันไม่เคยก้าวถึง!
ตู้ม!
ร่างสูงใหญ่ของเขาประหนึ่งสุดยอดดาบถือกำเนิด ทำให้ทั่วทั้งตำหนักสั่นสะท้าน
หุ่นเชิดวิญญาณศึกในชุดเกราะนั้นร้ายกาจยิ่ง ทำให้ซูอี้มิกล้าเลินเล่อ ทุ่มสุดตัวตั้งแต่ก่อนลงมือ
“แม่เจ้า! การฝึกฝนอันใดนี่ อำนาจดาบทั่วร่างร้ายกาจเพียงนี้เชียวหรือ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตกตะลึง ดวงตาเรื่อเรืองประกายลึกลับราวอยากจะมองให้ทะลุถึงทุกความลับในร่างซูอี้
ทว่ายามนี้ พยากรณ์สวรรค์พลันปิดตามันแล้วตวาดเสียงต่ำ “จะใช้เนตรเทียนสลัวไปส่องความลับเขาหรือ? หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ!”
ร่างของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวชะงัก หัวใจสั่นสะท้าน
นี่หมายความเช่นไร?
หรือจะบอกว่าชายหนุ่มของเขตจักรวาลผู้นี้จะมีความลับอันร้ายกาจยิ่งยวดซ่อนอยู่ในร่าง?
หลังได้ยิน มันไม่กล้ากระทำซ้ำสอง เก็บอำนาจวิเศษของมันแล้วเจี๋ยมเจี้ยมเฝ้ามองซูอี้เฉย ๆ พร้อมกับพยากรณ์สวรรค์
เมื่อซูอี้เดินเข้าไป
ตู้ม!
ภาวะดาบของเขาไต่ระดับสูงขึ้นทุกย่างก้าว ขณะที่อำนาจของเขาควบรวมต่อเนื่อง
ดาบแห่งโลกาในมือเขาเองก็ส่งเสียงคำรนเลื่อนลั่น
อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งพล่านออกมา ทำให้ทั่วตำหนักยิ่งทวีการสั่นสะท้าน
วูบ!
ไกลออกไป ชายร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะดูจะสังเกตเห็นและหันมามองซูอี้ทันที ดวงตาเฉยเมยเย็นเยียบของอีกฝ่ายเพิ่มแววกระหายเลือดพลุ่งพล่าน
พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวล้วนหัวใจรัดแน่น เย็นยะเยือกทั่วทั้งกาย
พวกเขาล้วนประจักษ์แก่ความน่าหวาดผวาของหุ่นเชิดวิญญาณศึกนี้กันหมดแล้ว และอดหลั่งเหงื่อแทนซูอี้มิได้
เมื่อถูกชายร่างสูงนั้นจับจ้อง ซูอี้เองก็สัมผัสถึงแรงกดดันปะทะหน้าเช่นกัน ทำให้ผิวของเขาตึงแน่น
หุ่นเชิดวิญญาณศึกซึ่งสามารถเอาชนะมหาเซียนได้โดยง่ายนั้นแข็งแกร่งเกินไป ลำพังเพียงความแข็งแกร่งปัจจุบันของชายหนุ่ม แม้จะทุ่มต่อสู้สุดกำลัง เขาก็มิอาจเทียบตนเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้
ดังนั้นซูอี้จึงไม่ลังเล ใช้ปราณของดาบเก้าคุมขังออกมายามลงมือ!
ทว่ายามนี้ เหตุพลิกผันหนึ่งพลันบังเกิด…
ครืด!
เหนือแท่นวิถี โลงหินหกชุ่นดูจะถูกกระตุ้นขึ้นมา มันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปล่อยคลื่นแสงเป็นวงดุจน้ำกระเพื่อมออกมาวงหนึ่ง
จากนั้น สิ่งนี้ก็วูบไหวบนอากาศมาหาซูอี้ดุจนางแอ่นคืนรัง แล้วลอยวนรอบร่างเขาราวร่ายระบำ แสนชื่นมื่นยินดียิ่ง
พยากรณ์สวรรค์ “???”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัว “???”
ทั้งคู่ล้วนตะลึงงัน ก่อนสงครามจะบังเกิด ใครเล่าจะคาดคิดว่าเหตุพลิกผันอันเหลือเชื่อเช่นนี้จะอุบัติ?
กระทั่งซูอี้ยังอดผงะไปมิได้ เขาฝืนตนถือดาบที่เตรียมไว้เนิ่นนานค้างกับที่
จากนั้น เขาก็เข้าใจสาเหตุ
ตรวนเส้นที่ห้าซึ่งพันรอบดาบเก้าคุมขัง ณ ห้วงความนึกคิดของเขากำลังสั่นสะเทือนเสียดสี ราวตื่นขึ้นจากนิทรา!
ไม่สิ!
ไม่ใช่ตื่นจากนิทรา มันเหมือนสัมผัสบางอย่างได้มากกว่า ทำให้ตรวนนี้สะเทือนสั่นพ้อง เกิดเป็นเหตุพลิกผันนี้ขึ้นมา!
เมื่อมองมายังโลงหินหกชุ่นซึ่งเริงระบำรอบกายเขาอย่างต่อเนื่อง มีหรือซูอี้จะไม่เข้าใจ?
สิ่งนี้ต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับชาติที่ห้าของเขา!
ชั่วขณะนั้น หัวใจของซูอี้สั่นสะท้าน
ผ่านมาปีกว่าแล้วนับแต่เขาหลอมรวมกรรมวิถีกับชาติที่หกหวังเย่
ทว่ายามนี้ เขาไม่ทราบว่าอำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าซึ่งผนึกอยู่ในตรวนเส้นที่ห้าบนดาบเก้าคุมขังนี้เป็นใคร
และยามนี้ ดูเหมือนเบาะแสหนึ่งจะปรากฏขึ้น!!
“ชาติที่ห้าของข้านี้ หรือเขาจะมีตัวตนอยู่ในยุคสุดวิเวกแห่งโลกเซียน?”
ความคิดของซูอี้แล่นฉิวดุจบินเหิน “หากเป็นเช่นนั้น แท่นวิถีและหุ่นเชิดวิญญาณศึกในวิหารสำริดตรงหน้านี้จะเกี่ยวข้องกับชาติที่ห้าเหมือนโลงหินหกชุ่นนี้ด้วยหรือไม่?”
ครู่ต่อมา ซูอี้ก็ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน ปรับสติตนให้นิ่ง
เขายกมือขึ้น แล้วโลงหินหกชุ่นก็ร่วงลงในมือเขา
วัตถุนี้เรียวเล็กดุจปิ่นปักผม ทว่าแสนหนักหนายิ่งประหนึ่งมหาบรรพตยิ่งใหญ่!
“เรียกว่าอันใดนะ ขุดสุสานจนได้ดี?”
พยากรณ์สวรรค์อดอุทานอย่างตกตะลึงมิได้
คิดให้หัวแตกตาย เขาก็ไม่คาดเลยว่าสมบัติลึกลับชิ้นที่เขาอยากได้นักหนาจะเข้ามาประจบประแจงซูอี้ง่าย ๆ เช่นนี้
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพึมพำ “นี่น่าจะเรียกว่าสมบัติจะบังเกิดแก่ผู้มีวาสนามากกว่า หากไร้วาสนา มีหรือสมบัติจะมากองตัวเองให้ถึงที่? ไร้เหตุผลจริง ๆ…”
เมื่อทั้งสองเทียบความสะบักสะบอมก่อนหน้านี้ของพวกตนแล้วมองซูอี้เก็บสมบัติอันเลิศล้ำอย่างง่ายดายเพียงแบมือ หัวใจของพวกเขาก็แสนขื่นขม อึดอัดและริษยานัก
และก่อนพวกเขาจะทันไหวตัว ภาพอันชวนให้พวกเขาตะลึงค้างก็ปรากฏ…
ชายร่างสูงในชุดเกราะพลันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือกุมกำปั้นกล่าวออกมาว่า “ผู้น้อยเหลยเจ๋อ ขอต้อนรับการกลับมาของนายท่าน!”
น้ำเสียงนั้นแหบแห้ง ทว่าทรงพลังกังวานดุจอาชาเหล็กทองประจัญบาน ห้าวหาญเปี่ยมจิตฆ่าฟัน
รอบข้างเงียบสงัด
พยากรณ์สวรรค์ตาเหลือกแทบถลนร่วง พึมพำว่า “เขา… นี่มันเรื่องอันใดกัน!?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัว “ร้ายกาจ! ร้ายกาจฉิบหาย!!”
ซูอี้อดผงะมิได้
นายท่าน?
ยินดีต้อนรับเขากลับ?
หรือจะบอกว่าหุ่นเชิดวิญญาณศึกซึ่งเรียกตนเองว่าเหลยเจ๋อนี้ ตัวเขาในชาติที่ห้าคือผู้ทิ้งไว้?
เขาไม่สนใจจะตรวจสอบโลงหินหกชุ่น กล่าวถามว่า “ไฉนเจ้าจึงเรียกข้าเป็นนายท่าน?”
สายตาของเขาสบนิ่งกับอีกฝ่าย
ชายในชุดเกราะเงยหน้าขึ้น ดวงตาซึ่งเดิมเฉยชาเย็นเฉียบของเขายามนี้เปี่ยมด้วยความละอาย “ข้า… ข้ามิทราบ…”
แววตาของเขาแปรเปลี่ยนมิหยุดนิ่งราวพยายามคิดถึงบางสิ่งให้ออก ทว่าท้ายที่สุดเขาก็แค่นเสียงร้องต่ำ ๆ อย่างเจ็บปวด ร่างสูงใหญ่นั่นสั่นสะท้านรุนแรง
พยากรณ์สวรรค์รีบร้อนกล่าว “เจ้านี่วิญญาณมีปัญหาร้ายแรง อย่าให้เขาคิดต่อ หาไม่จะทำร้ายตนเองแน่!”
หัวใจของซูอี้ครั่นคร้าม กล่าวขึ้นว่า “มิต้องคิดถึงมันแล้ว ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอรับ!”
ชายในชุดเกราะลุกขึ้น
ดวงตาของเขากลับไปเฉยชาเย็นเฉียบ ไร้อารมณ์ใด ๆ ยืนแน่นิ่งไม่ไหวติงราวรูปปั้นสูงตระหง่าน
พยากรณ์สวรรค์ก้าวเข้ามาชี้โลงหินหกชุ่นในมือซูอี้ “บางทีอาจเป็นเพราะของสิ่งนี้ปรากฏขึ้นในมือเจ้า เจ้านี่จึงเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเป็นนายเขาก็ได้”
แววตาของซูอี้ดูพิกล
เขามิได้อธิบายใด ๆ
พยากรณ์สวรรค์อาจรู้ว่าเขาเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่ แต่ไม่ทราบว่าเขามีตัวตนในอดีตชาติอื่น ๆ อีก!
“น่าเสียดาย หุ่นเชิดวิญญาณศึกนี้เสียหายร้ายแรง หาไม่คงถามความลับยิ่งใหญ่ได้เยอะแยะแน่นอน!”
พยากรณ์สวรรค์รำพึงอย่างแสนเสียดาย
ลองคิดดู หุ่นเชิดวิญญาณศึกนี้อยู่มาแต่ยุคสุดวิเวก ความแข็งแกร่งยังคงน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ ที่มาของเขาย่อมไม่ธรรมดา!
พยากรณ์สวรรค์ส่ายหน้า แล้วความสนใจของเขาก็เบนมายังโลงหินหกชุ่นในมือซูอี้ กล่าวอย่างใจร้อน “รีบเปิดออกดูของข้างในเถอะ”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็ยื่นหน้ามามองด้วยสายตาแสนฉงนใจใคร่รู้เช่นกัน
……………