บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1690: ทำความเข้าใจชะตาฟ้า
ตอนที่ 1690: ทำความเข้าใจชะตาฟ้า
โลงหินที่มีขนาดหกชุ่น มีสีดำสนิท ดูเรียบง่ายดุจท้องนภาราตรี
เมื่อถือเอาไว้ในมือ มันก็เป็นประหนึ่งภูผาตั้งตระหง่าน ซึ่งหนักอึ้ง ลึกลับ จนแม้แต่เพียงพื้นผิวก็เปี่ยมปริศนาอันไม่อาจเข้าใจ
ซูอี้เองก็ใคร่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่ซุกซ่อนในสมบัติชิ้นนี้อันเกี่ยวพันกับชาติที่ห้าของเขาเช่นกัน
น่าเสียดายที่เขาพยายามกี่หนก็ไม่อาจเปิดโลงหินนี้ออก
แม้เขาจะใช้ปราณของดาบเก้าคุมขัง ก็ยังทำให้สิ่งนี้เพียงสั่นสะท้านเท่านั้น
“ขอข้าดูหน่อย”
พยากรณ์สวรรค์ไม่ยอมแพ้ เขาถือโลงหินไว้แล้วครุ่นคิด
ทว่าเขาก็แพ้พ่ายเช่นกัน สีหน้าเปี่ยมความจนใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งใด?”
ซูอี้เบนสายตาไปมองชายร่างสูงในชุดเกราะ
หนนี้ ชายร่างสูงตอบอย่างไม่ลังเล “โลงดาบที่นายท่านผนึกไว้ขอรับ!”
โลงดาบ!
เป็นโลงใส่ดาบหรือ?
ชายหนุ่มอดประหลาดใจมิได้ เขาคิดอันใดอยู่จึงทำโลงเอาไว้ใส่ดาบเช่นนี้?
ชายชราอดกล่าวไม่ได้ “เหลยเจ๋อ เจ้ายังรู้อันใดอีก?”
ชายในชุดเกราะมิขยับเขยื้อนเช่นเคย
“นี่ดูถูกกันเรอะ!”
พยากรณ์สวรรค์ฉุนขาด
ทว่าเขาก็เห็นได้ว่าหุ่นเชิดวิญญาณศึกที่มีนามว่าเหลยเจ๋อผู้นี้เชื่อฟังเพียงซูอี้อย่างชัดเจน!
ซูอี้ถามอีกหน
ชายในชุดเกราะตอบ “ผู้น้อยมิทราบขอรับ”
สองบุรุษหนึ่งวิหค “…”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว และในที่สุดก็ยอมแพ้ แล้วเก็บโลงหินที่มีขนาดหกชุ่นไป
เขาลอบกล่าวในใจ ‘เมื่อใดที่อำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ เราก็จะเปิดเจ้านี่ได้เอง!’
“เฮ้ ตรวนสีเลือดบนร่างเจ้านี่มีปัญหาแน่ะ!”
ชายชราพลันอุทาน “ไฉนมันจึงคล้ายกับกลิ่นอายหายนะของยุคอวสานเซียนนัก!”
ซูอี้จ้องนิ่ง
ร่างของชายในชุดเกราะนั้นสูงใหญ่บึกบึนไม่ต่างจากบรรพตขนาดย่อม เกราะบนร่างของเขาเก่าคร่ำคร่า มีตรวนสีโลหิตหนาราวหัวแม่มือทะลวงไหล่ของเขา โอบรอบอกทะลุถึงท้อง ดูน่าตกใจพรั่นพรึงยิ่งนัก
เมื่อมองพินิจมองตรวนสีเลือกนั้นดี ๆ ก็จะพบลวดลายวิถีที่แปลกประหลาดและบิดเบี้ยวสลักอยู่เต็มไปหมด และเจือด้วยปราณหายนะเบาบางแทบจับมิได้
ซูอี้มองแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องที่ชายในชุดเกราะขณะเอ่ยถาม “ตรวนสีเลือดนี่เป็นมาอย่างไร?”
ดวงตาของชายในชุดเกราะฉายประกายจิตสังหาร และทันใดนั้นร่างของเขาก็สั่นสะท้าน แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด และกล่าวเสียงแหบแห้ง “หายนะเทพ!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าวออกมา ชายในชุดเกราะก็ส่งเสียงครวญในลำคอ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย ท่าทางเหม่อเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าแค่ตอบคำถามของซูอี้เมื่อครู่จะทำให้จิตวิญญาณของเขามิอาจทนไหว จึงเกิดผลกระทบรุนแรง
หายนะเทพ!
หัวใจของชายหนุ่มเย็นยะเยือก เขาพลันนึกถึงสิ่งที่ตนเองเห็นในม้วนหนังสัตว์สีทองก่อนหน้านี้ได้
ในยุคสุดวิเวก ทวยเทพได้ก่อหายนะอันลึกลับและน่าสะพรึงกลัว เข่นฆ่ายอดฝีมือขอบเขตมหาศาลทั้งหลายในโลกหล้า
บ่าวเฒ่าชุดดำผู้รับใช้ลั่วฉางหนิงในตอนนั้นเองก็สิ้นใจเพราะหายนะนั่น!
จากการคาดเดาของชายหนุ่ม หายนะนั้นน่าจะถูกขนานนามว่า ‘หายนะเทพ’
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หุ่นเชิดวิญญาณศึกที่มีนามว่าเหลยเจ๋อเองก็ประสบหายนะเทพมิต่างกัน และตรวนสีเลือดซึ่งเจาะทะลุร่างของเขาอยู่ก็คือหลักฐาน!
“หายนะเทพ? มิน่าเล่าจึงคุ้นตานัก หายนะเช่นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคอวสานเซียน และหลวงจีนชิงฉวีแห่งอารามบงกชเองก็ตกตายเพราะหายนะนั่น!”
พยากรณ์สวรรค์กล่าวอย่างประหลาดใจ “แต่ว่า… หลังประสบหายนะเทพ เจ้าก็ยังแบกรับบาดแผลและรอดตายมาได้จนถึงยามนี้ แม่งอึดฉิบหายเลยว่าไหม?”
ต้องทราบว่าหลวงจีนชิงฉวีแห่งอารามบงกชนั้นคือพุทธองค์ธรรมเทวภพผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน! เป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้เป็นที่เคารพบูชา!
กระทั่งหลวงจีนชิงฉวียังตายในหายนะเทพหนนั้น จึงรับรู้ได้ว่าหายนะดังกล่าวร้ายกาจเพียงใด
ด้วยเหตุนี้ จึงแปลกนักที่หุ่นเชิดวิญญาณศึกผู้หลงเหลือจากยุคสุดวิเวกจะประสบหายนะเทพแล้วอยู่รอดมานานจนถึงปัจจุบันได้!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอ้าปากค้าง “เจ้าหมายความว่า ยามสมบูรณ์พร้อม เขาเทียบได้กับตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งหรือ?”
“เป็นไปได้มากเลยล่ะ!”
ดวงตาของชายชราฉายแววบ้าคลั่ง “ข้าไม่อาจคาดเดาได้จริง ๆ ว่าตัวตนผู้สร้างหุ่นเชิดวิญญาณศึกเช่นนี้ขึ้นมาได้ในยุคสุดวิเวกต้องทรงพลังเพียงใด!”
ซูอี้มองไปทางชายในชุดเกราะอย่างเรียบเฉย ขณะสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากตรวนสีเลือดนี้ของชายตรงหน้าหนักหนามาก
บางที หากมิใช่เพราะหายนะเทพ จิตวิญญาณของชายในชุดเกราะอาจจะไม่สาหัสเพียงนี้ก็เป็นได้
“อยู่นิ่ง ๆ นะ ข้าจะช่วยเจ้าปลดหายนะเทพบนร่างให้”
ซูอี้ออกคำสั่งแล้วเข้าไปหา
เดิมที พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอยากเกลี้ยกล่อมให้ละความคิด ทว่าทันใดนั้นมันก็จำได้ว่าคราก่อน ณ ซากภูเขาโอฬารยุทธ์ ชายหนุ่มผู้นี้เคยช่วยเขาขับไล่หายนะเทพในร่างให้ จึงได้ทิ้งความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมไปในบัดดล
วูบ!
ปราณแห่งวัฏสงสารที่เกินเข้าใจปกคลุมปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาคว้าจับตรวนสีเลือดบนร่างของชายในชุดเกราะ แล้วเสียงแตกร้าวก็พลันดังระรัว
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! แกร๊ก!
ไร้อุบัติเหตุใด ๆ
ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น
และยามนี้ ซูอี้ก็ตระหนักชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่ามหาวิถีวัฏสงสารร้ายกาจลึกล้ำเพียงใด
ดังที่ลั่วฉางหนิงผู้นั้นว่า สาเหตุที่ทวยเทพกลัววัฏสงสารกันนักก็เพราะมันสามารถริบบัญญัติแห่งยุคสมัยที่พวกเขาถือครองไปได้!
ส่วนเคราะห์เทพและหายนะเทพที่ว่านั้นก็น่าจะแปรเปลี่ยนมาจากบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยซึ่งเหล่าเทพเคยควบคุมเมื่อนานมาแล้ว!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ประหนึ่งทำลายความกลัวในใจลงได้ หายนะเทพหรือเคราะห์เทพซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่แท้จริงก็แค่นี้เอง
หลังจากตรวนทิพย์สีเลือดหายไป ชายในชุดเกราะก็มีเพลิงทิพย์สีทองพวยพุ่งขึ้นมารอบร่าง แผดเผาเยี่ยงอัคคี ทั่วร่างดูพ้นพันธนาการ เผยพลังชีวิตทรงพลัง!
ดวงตาซึ่งเดิมหมองหม่นไร้ชีวิตชีวาพลันเปล่งประกายขึ้นมา
จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งอีกครั้ง ก้มหัวลงประสานมือคำนับ “ขอบคุณนายท่าน!”
น้ำเสียงของเขาแหบต่ำ ขณะสั่นเทิ้มทั่วร่างด้วยความตื่นเต้น
ก่อนจะทันได้ไถ่ถาม ชายในชุดเกราะก็กล่าวขึ้นเสียงลุ่มลึก “ขอนายท่านโปรดอภัยด้วย ยามนี้วิญญาณของผู้น้อยเสียหายหนัก ความคิดเรรวน ยามนี้มีสติเพียงเล็กน้อย ทว่าอีกไม่นานก็จะกลับสู่ความมึนงงอีกครั้ง”
“ทว่า แม้ข้าจะมิอาจตอบคำถามของนายท่านได้ ขอเพียงท่านมีคำสั่ง ผู้น้อยยินดีถวายชีวิตรับใช้!”
น้ำเสียงนั้นดังกังวาน
พยากรณ์สวรรค์รีบกล่าวเร่ง “เร็วเข้า รีบถามสิว่านายท่านที่เขาว่าคือใคร!”
ทันทีที่สิ้นคำ เขาก็พบว่าดวงตาของชายในชุดเกราะกลับหม่นแสงลงแล้ว กระทั่งพลังชีวิตรอบกายยังเลือนหายไปอย่างเงียบเชียบ
พยากรณ์สวรรค์ “…”
ซูอี้ว่า “ถามเรื่องพวกนั้นไปก็มิสำคัญแล้ว หลังจากนี้ ข้าจะช่วยเขาซ่อมจิตวิญญาณ ก่อร่างวิถีขึ้นใหม่ เมื่อถึงยามนั้น เขาก็จะฟื้นสติขึ้นมาได้ครบถ้วนเอง”
ว่าแล้ว เขาก็เดินเลยไปยังแท่นวิถี
ชายชราและพญาวิหคต่างตามติดเขาไปอย่างรีบร้อน
ยามนี้ หุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อมิได้หยุดพวกเขาแล้ว
แท่นวิถีนั้นประหนึ่งสร้างจากหยกเขียวทั่วทั้งแท่น มันเปี่ยมด้วยบรรยากาศเก่าแก่หนาแน่นดุจแรกกำเนิดฮุ่นตุ้น
“ว่าแล้วไม่มีผิด นี่คือแท่นบรรลุวิถีสร้างจากผลึกมารดาฮุ่นตุ้น! สมบัติหายากยิ่งในโลกหล้า!”
สีหน้าและดวงตาของพยากรณ์สวรรค์ทอประกายด้วยความยินดียิ่ง “เพียงสมบัติชิ้นนี้ก็สามารถทำให้ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแย่งกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็น้ำลายหก ทว่าจากนั้นมันก็อุทานขึ้น “ไฉนจึงมีรอยแตกเยอะนักเล่า!”
เมื่อมองตามมันไป ก็พบว่า ณ ฐานแท่นวิถีนั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวที่เล็กละเอียดเยี่ยงใยแมงมุม ดูพร้อมจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ
พยากรณ์สวรรค์ร้องอุทานในใจ ขณะสบถ “บ๊ะ! ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ว่าสมบัติจะพิสดารเพียงใด ก็มิอาจหนีการผุพังเสื่อมสลายภายใต้การกัดกร่อนแห่งกาลได้อยู่ดี!”
ว่าแล้ว เขาก็รีบปีนขึ้นไปนั่งบนแท่นวิถี “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ข้าลองสัมผัสดูหน่อยซิว่าจะทำความเข้าใจสิ่งใดได้บ้าง…”
ก่อนจะทันสิ้นคำ ชายชราพลันเผยสีหน้าพิกล ดวงตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนลอย มึนงง และนิ่งค้าง
ขณะเดียวกัน หมอกปราณฮุ่นตุ้นก็ฟุ้งกระจายออกมาจากแท่นวิถีและพุ่งเข้าสู่ร่างของพยากรณ์สวรรค์เฒ่า สร้างเป็นชั้นพลังลึกลับบนร่างของเขา
“ไอ้แก่นี่มิรู้จักความเกรงใจเอาเสียเลย!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวทั้งริษยาและระทึกลุ้น เห็นชัดแล้วว่ายามนี้อีกฝ่ายได้เข้าสู่ภาวะดุจตระหนักรู้
สิ่งนี้น่าอัศจรรย์จริงแท้ เมื่อครู่ยังสบถสาบานคุยกันอยู่เลย แล้วชั่วพริบตาต่อมาก็เริ่มบรรลุรู้แจ้ง!
หัวใจของซูอี้อดเต้นกระตุกมิได้ เขาประจักษ์แก่ความอัศจรรย์ของ ‘แท่นบรรลุวิถี’ นี้แล้ว
ในอดีตชาติของเขา ยามหวังเย่สมบูรณ์พร้อม เขาเองก็เคยสร้างแท่นบรรลุวิถีไว้บนภูเขาโอฬารยุทธ์ซึ่งเลื่องลือไปทั่วทั้งแดนเซียนในฐานะ ‘แดนสุขาวดีบรรลุวิถี’
สหายเก่าบางผู้ของเขาซึ่งอยู่ในขอบเขตมหาศาลต่างชื่นชมมิหยุดปาก
ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว แท่นบรรลุวิถีตรงหน้านี้ประหลาดยิ่งกว่า มันอยู่รอดมาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก สร้างขึ้นจากผลึกมารดาฮุ่นตุ้น ปริศนาภายในนั้นเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวพันกับเคล็ดมหาวิถีอันเก่าแก่โบราณแห่งยุคสุดวิเวก!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ครึ่งชั่วยามต่อมา พยากรณ์สวรรค์ลืมตาขึ้นบนแท่นบรรลุวิถีแล้วแย้มยิ้มอย่างยินดี “อัศจรรย์ ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ! การมาบรรลุความเข้าใจที่นี่ประหนึ่งได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันในพริบตา ทั้งปริศนาการผันแปรวิถีเอย ความสับสนบางอย่างในใจข้าเอย ในที่สุดก็ได้รับคำตอบ!”
สีหน้าของเขาแสนรื่นเริง เห็นได้ชัดว่าได้ประโยชน์จากมันมากมาย
“พล่ามให้น้อยแล้วรีบลงมาให้ตูได้แล้วเฟ้ย!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวใช้อุ้งเท้ายันเขาออกจากแท่น จากนั้นก็เร่งรี่ขึ้นไป
ไม่นานนัก วิหคปากเสียเองก็ตกสู่ภวังค์รู้แจ้ง ดวงตาของมันเลื่อนลอย ไร้การขยับเขยื้อนใด ๆ
จากนั้นชายหนุ่มก็หันมาถามพยากรณ์สวรรค์ “เจ้าไปสืบคำตอบใดมาก่อนหน้านี้?”
พยากรณ์สวรรค์ส่ายหน้า “ชะตาฟ้าห้ามแพร่งพราย”
ซูอี้ถลึงตาใส่เขา “แล้วเจ้าแพร่งพรายน้อยหรือ? จากหายนะนับพันหมื่นที่เจ้าไปประสบมา เจออีกสักหนก็คงมิเป็นเป็นอันใด”
พยากรณ์สวรรค์ “…”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนผันไปชั่วขณะ ก่อนจะพลันถอนหายใจ “ว่าแล้วเชียวว่าซ่อนจากเจ้ามิได้จริง ๆ”
ก่อนหน้านี้ เขาใช้อำนาจการตระหนักรู้ของแท่นบรรลุวิถีเพื่อทำความเข้าใจชะตาฟ้าเรื่องหนึ่ง!
ผลลัพธ์ก็คือได้เห็นนิมิตอันประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
ดวงดาวนับไม่ถ้วนร่วงหล่นจากท้องนภา
เงาร่างแห่งทวยเทพต่อสู้กันอย่างดุเดือดเหนือเก้าชั้นสรวง
โลหิตหลั่งรินโปรยปราย
เสียงกรีดร้องสะเทือนลั่นทั่วโลกา
ท้องนภาแหลกสลาย ทิวาดับมืดทั่วผืนฟ้า!
ราวภาพแห่งวันสิ้นโลก!!!