บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1691: บรรลุสู่เซียนแท้
ตอนที่ 1691: บรรลุสู่เซียนแท้
หลังจากพยากรณ์สวรรค์เล่าเกี่ยวกับนิมิตเหล่านี้ ซูอี้ก็อดครั่นคร้ามมิได้
“ทวยเทพต่อสู้กันในแดนเซียน โลหิตเทพหลั่งรินปลิดปลิวเยี่ยงวันสิ้นโลก?”
การสงบสติลงช่างยากเย็นนัก
ต้องเข้าใจว่าทวยเทพนั้นอยู่ภายใต้กฎบัญญัติซึ่งห้ามไม่ให้พวกเขามายังโลกหล้า เป็นกฎเหล็กจากโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน
ดังนั้น การที่เทพจะเข้ามาแทรกแซงและสร้างอิทธิพลต่อเหตุการณ์ในโลกาได้นั้น พวกเขาต้องส่งทูตสวรรค์มายังโลกหล้า เรียกหาผู้ศรัทธามากระทำการแทนพวกตน
เหมือนเช่นสองขุมกำลังวิถีเซียนอันยิ่งใหญ่อย่างนครเซียนโฉลกเมฆาและลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งต่างก็เป็นผู้ศรัทธาในเทพในโลกนี้!
ทว่า จากนิมิตที่ชายชราได้เห็น ทวยเทพกลับมาปรากฏในแดนเซียน และก่อมหาสงครามดุจวันพิพากษาขึ้นในโลกหล้า!
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างมิต้องสงสัย
พยากรณ์สวรรค์กระซิบ “มันอาจมิใช่เช่นนี้ก็ได้ ยามข้าทำความเข้าใจชะตาฟ้า บางคราก็เชื่อมิได้เช่นกัน”
ซูอี้ว่า “ไม่ใช่ว่ามีข่าวลืออยู่ในแดนเซียนหรือ ที่ว่าเมื่อแดนเซียนบังเกิดยุคทอง ในภายภาคหน้า วิถีผนึกเทพจะปรากฏขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งหมายความว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลเหล่านั้นอาจได้รับโอกาสกลายเป็นเทพ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็พูดกับอีกฝ่ายต่อ “ด้วยเหตุนี้ ก็ดูไม่แปลกแล้วหากจะมีเทพปรากฏขึ้นในแดนเซียน”
พยากรณ์สวรรค์ดูยากอ่านออกไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่หรอก หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นจริง ก็หมายความว่ามหาพิบัติศักราชกำลังจะบังเกิดเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย! หาไม่ ทวยเทพก็คงมิอาจผ่านตรวนแห่งกฎบัญญัติมายังโลกหล้าได้หรอก”
“มหาพิบัติศักราช? หมายความว่าอย่างไร?”
ซูอี้ประหลาดใจ เจ้าแก่ชั่วนี่ดูจะรู้มากกว่าที่เขาคิด
“อะแฮ่ม!”
พยากรณ์สวรรค์กล่าวอย่างคลุมเครือ “มันเป็นหายนะพิบัติที่มีอยู่แค่ในคำร่ำลือเก่าแก่ ห่างไกลจากเรามากนัก และเกิดขึ้นบนธารสายยาวแห่งยุคสมัย ไร้ความจำเป็นต้องใส่ใจ”
“เจ้ารู้ไว้ก็พอว่าหากหายนะแปรสวรรค์เช่นนั้นบังเกิด ทวยเทพผู้อยู่เหนือสรวงจะสามารถมายังโลกหล้าได้โดยไม่ถูกกฎบัญญัติใดขัดขวาง”
ซูอี้พยักหน้า
ในภายหน้า การที่เทพจะสามารถมายังโลกนี้ได้หรือไม่นั้นขึ้นกับมหาพิบัติศักราชจะบังเกิดหรือไม่
และมันยังเป็นปัจจัยตัดสินเช่นกันว่านิมิตที่พยากรณ์สวรรค์ได้ประสบมาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่!
สองเค่อต่อมา พญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็ตื่นขึ้นจากภวังค์รู้แจ้ง
สิ่งที่น่าตกใจก็คือ บาดแผลบนร่างกายของมันในยามนี้ต่างสมานตัวทันทีที่ฟื้นสติ ประกายแสงศักดิ์สิทธิ์รอบกายเปล่งประกาย แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์
เส้นขนซึ่งหลุดร่วงต่างงอกใหม่ เป็นสีดำมันเงาดุจเคลือบด้วยโลหะ
ดวงตาของมันทวีความมืดหม่น กรงเล็บคู่นั้นคมกริบดุจดั่งหยกใสขัดเงา ขนแต่ละเส้นปรากฏลวดลายอันลึกลับประหลาด
การเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ประหนึ่งเกิดใหม่จากดักแด้สู่ผีเสื้องาม!
ชายชราอดผงะไปมิได้ เจ้าวิหคปากเสียนี่ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสะเทือนโลกาจากการประจักษ์แจ้ง!?
“เฮะเฮะ”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวบนแท่นบรรลุวิถีแสยะยิ้ม ดวงตาอันใสกระจ่างของมันเปี่ยมความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณ
“เมื่อประจักษ์รู้แจ้ง ก็เกิดใหม่สิ้นคราบเดิม!”
มันเหยียดกรงเล็บขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “วันนี้ ข้าผู้นี้ได้บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเหนือแท่นบรรลุวิถีนี้ และจะให้สรรพสิ่งทั่วโลกหล้าขานนาม ‘จอมราชันเทียนสลัว’!”
“พล่ามมาก!”
ผัวะ!
พยากรณ์สวรรค์ฟาดศีรษะเจ้านกปากเสีย จากนั้นก็ลากมันลงจากแท่นบรรลุวิถี
“ไอ้แก่ชั่ว สุภาพกับตูบ้างไม่ได้หรือไร?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเป็นเดือดเป็นแค้น “มิกลัวบ้างหรือไรว่าเมื่อข้าผู้นี้ได้เป็นจอมราชัน ข้าจะมาตามคิดบัญชีกับเจ้า?”
ทว่าชายชรากลับกล่าวเย้ยหยันว่า “งั้นเจ้าก็เป็นจอมราชันให้ได้ก่อนปะไร เมื่อถึงยามนั้น ข้าจะขนานสมญาเจ้าให้ว่า… ราชันนก!”
“ไอ้แก่ นี่เจ้ากล้าดูหมิ่นข้าหรือ?”
“นอกจากกล้าดูหมิ่น ข้ายังกล้าตีเจ้าด้วยเฟ้ย!”
จากนั้นเขาก็นั่งลงขัดสมาธิ
ทันใดนั้น เขาก็ตกสู่ภวังค์รู้แจ้งอันลึกลับ ทั้งกายใจดูจะมาถึงที่มาฮุ่นตุ้นอันไพศาลแห่งหนึ่ง
จากนั้นฮุ่นตุ้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ ทั้งโลกหล้า กฎสวรรค์พัฒนา วสันต์สารทผันเวียน เกลียวคลื่นผวนเคลื่อน…
สารพัดเคล็ดมหาวิถีปรากฏขึ้นท่ามกลางการแปรผันไร้สิ้นสุดนี้ แปรเปลี่ยนเป็นตะวัน จันทรา ดวงดาว บรรพตลำธาร
เพียงชั่วพริบตา หนึ่งยุคสมัยก็ดูจะเคลื่อนผ่าน
ในที่สุด สรรพสิ่งก็สลายสู่ฮุ่นตุ้น
ฮุ่นตุ้นสื่อถึงจุดกำเนิด แก่นแท้และการเริ่มต้น เป็นรากฐานแห่งมหาวิถี รากฐานแห่งการฝึกฝน
และอำนาจมหาวิถีของชายหนุ่มก็เริ่มพัฒนาท่ามกลางห้วงภวังค์ฮุ่นตุ้นโบราณนี้ จากนั้นก็หวนคืนสู่จุดเริ่มต้นอย่างต่อเนื่อง
วิถีเต๋าในขอบเขตจักรวาลของเขาได้เข้ามาสู่ขั้นสมบูรณ์นับตั้งแต่คราที่เขาอยู่ในหอตำราภูผาขจี
ไม่ว่าจะฝึกฝนอย่างไร จิตวิญญาณ ร่างวิถี และกระทั่งความเชี่ยวชาญในกฎมหาวิถีต่างสมบูรณ์เป็นหนึ่งอย่างครบถ้วน ขาดเพียงโอกาสในการเคลื่อนวิถีเต๋าเท่านั้น
โอกาสนี้เองที่ทำให้เขาออกค้นหาเสียเนิ่นนาน
ซูอี้ในยามนี้สัมผัสได้ชัดเจนว่าคอขวดการฝึกฝนของเขากำลังสลายไป เส้นคั่นซึ่งขวางทางเขาเผยสัญญาณเบาบางว่าจะพังทลาย
โอกาสเคลื่อนขอบเขตซึ่งเขาแสวงหามาเนิ่นนานมาถึงเสียที!
ทันใดนั้น ความคิดทั้งมวลของซูอี้ก็พร่าเลือน ตกสู่ห้วงภวังค์รู้แจ้งราวหวนคืนสู่ฮุ่นตุ้นโดยสมบูรณ์ กระทั่งจิตใจยังลอยละล่องอย่างไร้จำกัด
ปราณฮุ่นตุ้นทะลักไหลออกจากแท่นบรรลุวิถี หลอมรวมเข้ากับร่างของซูอี้ผู้นั่งขัดสมาธิอยู่ ทำให้พลังปราณของชายหนุ่มเผยบรรยากาศเก่าแก่เกินเข้าใจ
กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
สามชั่วยาม
…เมื่อผ่านไปหนึ่งวัน ซูอี้ก็ยังมิลืมตาตื่นจากภวังค์รู้แจ้ง จนพยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดประหลาดใจมิได้
การประจักษ์แจ้งหนนี้ต้องเป็นปริศนาเพียงใด จึงใช้เวลาเนิ่นนานเพียงนี้?
“ไอ้แก่ชั่ว ป่านนี้แล้ว เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าที่มาของน้องชายน้อยซูเป็นอย่างไร?”
ผู้เป็นพญาวิหคถามเสียงเบา
ชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งสามารถปลดอำนาจหายนะเทพได้ และยังได้รับโลงหินหกชุ่นที่ได้รับการคุ้มครองจากหุ่นเชิดวิญญาณศึกซึ่งอยู่รอดมาแต่ยุคสุดวิเวกไปได้โดยไม่อาจอธิบาย
พยากรณ์สวรรค์กระทั่งมิกล้าให้มันใช้ ‘เนตรเทียนสลัว’ เข้าตรวจสอบ ซึ่งดูลึกลับยิ่ง
พยากรณ์สวรรค์แค่นเสียงอย่างเย็นชา “ความลับเช่นนี้ มีหรือสัตว์ขนเรียบอย่างเจ้าจะมาไถ่ถามได้ แต่ข้าก็มิถือหากจะแนะเจ้าสักเล็กน้อย ภายหน้าเมื่อเจ้าพบสหายเต๋าซู ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงบรรพชนเจ้าเสีย แล้วเจ้าจะได้รับประโยชน์อันเกินคณานับในภายหน้า!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอ้าปากสบถด่าโดยพลัน “ไอ้#¥%นี่… แม่งยังมีหน้ามาบอกให้ข้าทำตัวเป็นผู้น้อยอีก!”
ชายชรากล่าวเสียงเย็น “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ต่อให้เจ้าอยากฝากตัวเป็นหลาน สหายเต๋าซูก็ไม่คิดรับเจ้าเป็นหลานอยู่ดี! ข้าแค่บอกให้เจ้าปฏิบัติกับเขาโดยสำนึกในใจว่าเขาเป็นดุจบรรพชน หากทำได้เช่นนี้ ข้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่าในภายภาคหน้า การที่เจ้าจะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลและเป็นจักรพรรดินกก็มิใช่เป็นไปไม่ได้!”
วาจาของพยากรณ์สวรรค์นั้นยากฟัง บาดหูและแข็งกระด้างอย่างยิ่ง
ทว่าความหมายของคำพูดนั้นทำให้หัวใจของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวกระตุกวูบ ไอ้แก่ชั่วนี่มิใช่พวกที่จะนำชีวิตตนเองมาเป็นประกัน หรือจะบอกว่าเจ้าหนูนั่นมีวิธีช่วยเขาให้บรรลุความทะเยอทะยานสู่ขอบเขตมหาศาลได้?
ทั้งพยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวในยามนี้พลันชะงัก พุ่งตัวออกจากวิหารสำริดด้วยกันแล้วเงยหน้ามองไปบนท้องนภา
ไม่อาจทราบได้ว่ามวลเมฆาทัณฑ์ดำครึ้มปรากฏขึ้นบนท้องนภาอันไพศาลตั้งแต่ยามใด มันทั้งเงียบงันไร้วจี มืดทมิฬเยี่ยงหมึกย้อม
เพียงหนึ่งมองจากไกล ๆ เส้นขนของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็พองฟู ร้องลั่นอย่างหวาดผวา “ห-… หายนะเทพ!?”
ป้าบ!
แล้วมันก็โดนตบหัว
พยากรณ์สวรรค์เค้นเสียงลอดไรฟัน “หายนะเทพกับผีสิ นั่นภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตของสหายเต๋าซูต่างหาก! แค่ว่า… มันประหลาดและร้ายแรงเกินไปจริงหนอ…”
ขณะกล่าว สีหน้าของชายชราก็ตื่นตะลึง
ทัณฑ์สวรรค์นี้ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ แตกต่างจากหายนะขอบเขตสุญตาทั่วไป ซ้ำยังให้บรรยากาศหนักอึ้งร้ายแรง
แม้เขาจะประสบทัณฑ์สวรรค์ต่าง ๆ มาเกินคณานับ ประสบหายนะมาสารพัด ทว่าเมื่อได้ประจักษ์แก่หายนะเช่นนี้ เขาก็ยังคงสะพรึงจิตสั่น เกิดความกลัวโดยสัญชาตญาณ
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวร้องอย่างประหลาดใจ “ภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขต? นี่มันบ้าบอโหดหินยิ่งกว่าภัยพิบัติที่ข้าประสบยามขึ้นเป็นมหาเซียนอีกเยอะเลยนะเฟ้ย!”
“ไม่เข้าใจหรือ? ง่ายมาก เพราะนี่เป็นภัยพิบัติขอบเขตสุญตาที่เล็งเป้าสหายเต๋าซูโดยเฉพาะไง!”
พยากรณ์สวรรค์พึมพำ
ขณะสนทนา ทัณฑ์อสนีบาตสายหนึ่งก็พุ่งผ่านเวหาลงมาอย่างเงียบเชียบ แล้วหายเข้าไปในวิหารสำริดในชั่วพริบตา
ขณะเดียวกัน ซูอี้ผู้นั่งขัดสมาธิบนแท่นบรรลุวิถีก็ถูกทัณฑ์อสนีบาตสายนั้นฟาดเข้าใส่
พลันเกิดเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อ หายนะนั้นร้ายแรงและน่าสะพรึงกลัว ทว่าเมื่อมันทะลวงเข้าใส่จิตวิญญาณของเขา มันก็หายไปประหนึ่งก้อนโคลนจมทะเล
หาได้ทำร้ายซูอี้ไม่
กระทั่งปลุกเขาจากสภาวะประจักษ์แจ้งยังทำภัยพิบัติได้
นั่นก็เป็นเพราะเขารู้ว่าดาบเก้าคุมขังในห้วงความนึกคิดของตนหลอมทัณฑ์อสนีบาตสายนี้ได้!
เมื่อประจักษ์เรื่องทั้งมวลนี้ได้ พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวต่างอึ้งงันอย่างช่วยมิได้ ไร้ปฏิกิริยาใด ๆ เลยหรือ!?
ไม่นานนัก ทัณฑ์อสนีบาตสายถัดไปก็ฟาดลงมา
ทว่ามันก็ยังมิอาจทำร้ายซูอี้ได้ หรือกระทั่งทำให้เขามีปฏิกิริยาแม้แต่นิดก็ยังไม่อาจทำได้
“ผิดปกติ ผิดปกตินัก!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอึ้งงัน
หายนะประหลาดนั่นช่างน่าสะพรึงกลัวจนทำให้มหาเซียนเช่นเขาครั่นคร้ามได้ ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่ามันคือภัยพิบัติอาจทำร้ายผู้ข้ามหายนะนั้นได้เลย?
“นั่นเรื่องธรรมดา”
ชายชราอดลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกมิได้ “มหาหายนะนั้นอาจประหลาดและร้ายแรงยิ่งนัก ทว่าอำนาจในร่างของสหายเต๋าซูร้ายกาจยิ่งกว่านั้นอีก!”
ชั่วเวลาต่อมา ทัณฑ์อสนีบาตฟาดผ่าลงมาจากเมฆาทัณฑ์สายแล้วสายเล่า ทว่าพวกมันทั้งหมดล้วนหายลับไปในร่างของซูอี้อย่างไร้ข้อยกเว้น ราวเกล็ดหิมะลับวารี
สองเค่อต่อมา
เมฆทัณฑ์เหนือท้องนภาสลายไปจนสิ้น
พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวต่างโล่งอก
และชายหนุ่มผู้นั่งขัดสมาธิบนแท่นบรรลุวิถีก็ยังคงนั่งนิ่งราวภัยพิบัติทราบว่าตนเพิ่งผ่านหายนะไร้เทียมทานอันเรียกได้ว่าสั่งตายมาเมื่อครู่!
และการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอันยิ่งใหญ่สะท้านสะเทือนก็ปรากฏขึ้นรอบกายเขาเต็มไปหมด
การฝึกฝน จิตวิญญาณ ร่างวิถี… ทุกสิ่งล้วนประหนึ่งเกิดใหม่ ทะลวงคอขวดทะยานตรงสู่ขอบเขตใหม่ในพริบตา
พิรุณแสงวิถีทั่วกายพร่างพรมดุจน้ำตก วจีวิถีสนั่นลั่นเยี่ยงสายฟ้า!
นี่คือขอบเขตสุญตา
ขอบเขตที่สองในสี่ขอบเขตวิถีเซียน
ผู้บรรลุขอบเขตนี้ต่างได้รับยกย่องว่าเป็นเซียนแท้!