บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1692: หมื่นวิถีหวนสู่วิถีดาบ
ตอนที่ 1692: หมื่นวิถีหวนสู่วิถีดาบ
สีหน้าของซูอี้ที่อยู่เหนือแท่นบรรลุวิถียังคงนิ่งสงบ ไร้สัญญาณการลืมตาตื่น
ทว่าในร่างกายของเขากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสะเทือนพิภพ
แดนจักรวาลจิตเซียนในร่างของเขาทวีความกว้างใหญ่ เผยบรรยากาศยิ่งใหญ่ไร้ประมาณดุจหุบเหวไร้สิ้นสุด
แดนจักรวาลจิตเซียนนั้นแปรผันตรงกับผู้ฝึกตน ยิ่งรากฐานการฝึกฝนลึกล้ำ แดนจักรวาลจิตเซียนที่เบิกขึ้นได้ก็จะยิ่งไพศาลทรงพลัง และเก็บกักจิตเซียนได้มากขึ้น
แดนจักรวาลจิตเซียนนั้น ‘ลึกลับเกินเทียบได้ ดุจหนึ่งจักรวาลอันบรรจุหมื่นวิถี แปรเปลี่ยนพัฒนาเป็นตะวัน จันทรา ดวงดาว ฟ้าดิน บรรพตลำธารได้’
บางคนซึ่งมีรากฐานแข็งแกร่งกระทั่งสามารถพัฒนาแดนจักรวาลจิตเซียนของตนไปมีรูปลักษณ์อื่น ๆ ได้!
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวิถีลึกล้ำ ขอบเขตสูงส่ง บรรลุกฎวิถีเซียนแข็งแกร่ง แม้แต่จะก่อนิมิตอัศจรรย์บนโลกหล้าจากแดนจักรวาลจิตเซียนก็ยังทำได้!
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่ได้พัฒนานครดาบหนักสามสิบสามเล่มขึ้นในแดนจักรวาลจิตเซียนของเขา!
เมื่อบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ทุกการเคลื่อนขยับของเขาก็สามารถทำให้นครดาบหนักสามสิบสามเล่มปรากฏขึ้นเหนือนภาได้
หลังจากซูอี้ได้บรรลุสู่ขอบเขตจักรวาลแล้ว แดนจักรวาลจิตเซียนของเขาก็เบิกออกแล้วพัฒนารูปร่างเป็นดาบเก้าคุมขัง!
ทว่า ‘ดาบเก้าคุมขัง’ ในยามนั้นซึ่งควบแน่นขึ้นจากกฎมหาวิถีนั้นเลือนรางยิ่งดุจมายา และลอยคว้างอยู่ในนั้น
เมื่อวิถีเต๋าของซูอี้ได้บรรลุสู่ขอบเขตสุญตาในยามนี้ ‘ดาบเก้าคุมขัง’ ในแดนจักรวาลจิตเซียนของเขาก็จะทวีความชัดเจน ทำให้รู้สึกแน่นหนาขึ้น!
ดาบเล่มนั้นประหนึ่งยืนทะนงผ่านความเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ครองภพจบสวรรค์ ยิ่งยงชั่วกาลนานเหนือยุคสมัย!
เมื่อการฝึกฝนของซูอี้พัฒนาขึ้น ร่างวิถีกับจิตวิญญาณของเขาก็ผกผันตาม ทุกอณูทั่วร่างกายเปล่งแสงวิถีวูบไหวดุจหายใจเป็นจังหวะสอดคล้องกับวจีวิถีอันน่าอัศจรรย์
“ปราณเช่นนี้ เซียนแท้ขอบเขตสุญตาแม่งมีได้ด้วยเหรอวะ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจมาก
มันเห็นการแปรเปลี่ยนปราณของซูอี้อย่างชัดเจน และยิ่งมอง มันก็ยิ่งแตกตื่น ยิ่งตกตะลึง
ขอบเขตสุญตา เป็นขอบเขตใหญ่ที่สองในสี่ขอบเขตวิถีเซียน
สุญตานั้นก็คือความว่างเปล่า
เมื่อบรรลุสู่ขอบเขตนี้ ก็ต้องเข้าใจในความลวงและสัจธรรม ตัดสินสิ่งที่ถูกต้องจากภาพลวง!
มีเพียงการสืบเสาะสัจธรรมเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจในมหาวิถีจึงจะพัฒนาต่อได้
ดังนั้นเซียนในขอบเขตสุญตาจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เซียนแท้’ ซึ่งสื่อถึงสัจธรรมที่พวกเขาสามารถตรวจสอบสุญญะมายา แสวงหาทางอันชี้ตรงสู่แก่นแท้แห่งวิถีเซียนได้!
เมื่อมาถึงขอบเขตนี้ จึงมีโอกาสได้หลอมรวมเคล็ดมหาวิถีของตนเป็นหนึ่งได้ในภายหน้า!
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของปราณในร่างกายของชายหนุ่มนั้นทำให้พญาวิหคเผิงเทียนสลัวไม่อาจเชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่เซียนแท้ขอบเขตสุญตาจะมีได้!
“ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้”
แม้ในใจของพยากรณ์สวรรค์เองก็ตกตะลึงเช่นกัน ทว่าสีหน้าของเขากลับดูเยือกเย็น “ยามมีฐานการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตจักรวาล เขาก็ฆ่าราชันเซียนไร้เทียมทานได้แล้ว ภูมิหลังที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ ยามเขาเข้าสู่ขอบเขตสุญตาได้โดยแท้จริง มันก็ย่อมไม่มีทางธรรมดา”
“อย่าลืมเสียเล่าว่า ภัยพิบัติที่เขาเผชิญเมื่อครู่รุนแรงสะท้านภพเพียงใด!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพยักหน้า “งั้นเจ้าว่า หลังสหายเต๋าซูก้าวสู่ขอบเขตสุญตา เขาจะมีอำนาจพอจะต่อกรกับมหาเซียนได้แล้วหรือไม่?”
เปลือกตาของพยากรณ์สวรรค์กระตุกอย่างรุนแรง
เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “กล่าวยากอยู่นะ เพราะตัวตนระดับมหาเซียนนั้นนับได้ว่าเป็นราชาแห่งวิถีเซียนแล้ว และเจ้าก็น่าจะรู้ว่าอำนาจวิเศษกับกฎเกณฑ์ที่ผู้อยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ถือครองนั้นเหนือกว่าเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์มากนัก”
“สรุปคือ ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์กับอัศจรรย์ดูห่างกันเพียงหนึ่งขอบเขตใหญ่ ทว่าที่จริงมันเป็นขอบเขตมหาวิถีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“สหายเต๋าซูเพิ่งบรรลุสู่ขอบเขตสุญตาในยามนี้ ไม่ใช่กระทั่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่ารากฐานกับวิถีเต๋าของเขาจะท้าทายสวรรค์ แต่การเผชิญหน้ากับมหาเซียนนั้นยังต่างชั้นกันมากเกินไป”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายชราก็เบี่ยงประเด็น “ทว่าสหายเต๋าซูนั้นแตกต่างจากคนอื่น ๆ จุดบกพร่องด้านการฝึกฝนของเขาสามารถใช้สิ่งอื่นมาทดแทนได้ เช่นความสำเร็จในวิถีดาบ เคล็ดวิชาในมือเขา และอำนาจต่อสู้ ความรอบรู้อันเกินจินตนาการ”
“เรื่องเดียวที่ข้าแน่ใจในตอนนี้ก็คือ สหายเต๋าซูในยามนี้สามารถประชันกับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้นได้โดยไม่น่าเป็นปัญหานัก!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พญาวิหคก็อดรำพึงมิได้ “หากเป็นเช่นนี้จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาตราบจนปัจจุบัน สหายเต๋าซูก็เรียกได้แล้วว่าไร้ผู้ใดเทียบเทียมในโลกหล้า! เพราะถึงอย่างไร… ข้าก็มิเคยได้ยินมาว่ามีเซียนแท้ขอบเขตสุญตาคนใดเผชิญหน้ามหาเซียนได้มาก่อน”
พยากรณ์สวรรค์เห็นด้วย
ทว่าเขารู้ดีกว่าใครว่ามิอาจใช้ระดับขอบเขตมาเป็นเกณฑ์ชี้วัดอีกฝ่ายได้เลย!
ดูมหาเซียนทั้งหลายที่ตกตาย ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเมื่อกาลก่อนสิ!
ดูหกมหามารจากเผ่ามารนอกแดนที่สิ้นสลายไปสิ!!
จะเอาความแข็งแกร่งของระดับขอบเขตมาอธิบายได้เช่นไร?
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
เผลอเพียงครู่ อีกครึ่งวันก็ผ่านไป
ซูอี้ลืมตาขึ้นอย่างเงียบงันบนแท่นบรรลุวิถี
‘ในอดีต ข้านี่ปีนต้นไม้จับปลา ขี่ลาหาลาโดยแท้’
เขารำพึงในใจ
ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนในชาติก่อนหรือชาตินี้ สิ่งที่เขาแสวงหาก็คือการพัฒนาวิถีดาบของเขาสู่จุดสูงกว่าเสมอ
ทว่าหลังจากบรรลุสู่วิถีเซียน เมื่อทำความเข้าใจอำนาจมหาวิถีของตน เขากลับงงงวยสับสนจนน่าขัน
ส่วนเหตุผลนั้นง่ายดาย เพราะเขาพยายามหาอำนาจมหาวิถีที่สามารถหลอมรวมมหาวิถีต้องห้ามอย่างวัฏสงสารและเวิ้งลึกล้ำอยู่ตลอด
ดุจหาหม้อมาบรรจุมหาวิถีของเขาในนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นวัฏสงสารหรือเวิ้งลึกล้ำ มันก็กล่าวได้ว่าเป็นเคล็ดพลังมหาวิถีอันร้ายกาจดุจสวรรค์ห้าม เช่นนั้น จะไปหามหาวิถีใดมาหลอมรวมสองเคล็ดพลังต้องห้ามนี้ได้บ้าง?
และเมื่อได้ประจักษ์แจ้งบนแท่นบรรลุวิถีในยามนี้ ซูอี้ก็ไล่เรียงวิถีในอดีตอย่างระมัดระวัง ทำความเข้าใจกฎมหาวิถีของเขาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะลืมตาตื่นในที่สุด
เขาผิดไปแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาออกนอกลู่นอกทาง แต่เขาผิดที่อยากหลอมรวมกฎมหาวิถีของตนเข้าสู่อำนาจมหาวิถีบางอย่างมาตั้งแต่ต้นต่างหาก
เพราะชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องหาเลย
ไม่จำเป็นต้องคิดเลยสักนิด
เขาเป็นนักดาบ!
ไม่ว่าอำนาจมหาวิถีนั้นจะต้องห้ามหรือสูงส่งเพียงใด เขาก็แค่หลอมมันเข้ากับวิถีดาบของเขาก็จบ!
กล่าวคือ วิถีดาบของเขาคือเตาหลอมที่ตามหา ซึ่งสามารถหลอมละลายหมื่นวิถีเป็นหนึ่งได้!
“ในอดีต ข้าถือกฎวัฏสงสารและเวิ้งลึกล้ำยิ่งใหญ่หนักหนาเกินไปเสียจนติด ‘ม่านความรู้’ จนกระทำผิดอย่างซื่อบื้อไปเสียได้”
เขาพึมพำในใจ “แต่ก็เพราะข้าไขว่คว้าค้นหาอย่างหนักหน่วง เมื่อมาถึงจุดนี้ มันจึงทำให้ข้าได้เข้าใจอย่างลึกล้ำยิ่งกว่า ชี้ตรงสู่หัวใจวิถีของข้า!”
ประสบการณ์นี้อาจดูน่าขันในสายตาคนอื่น
ทว่า ในสายตาผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงนั้น ประสบการณ์เช่นนี้ล้ำค่ายิ่ง กล่าวได้ว่าเป็นการ ‘คืนสู่สามัญ’ ของวิถีตน
การฝึกฝนยามเริ่มแรก มองบรรพตเป็นบรรพต มองวารีเห็นนทีธาร
หลังจากประสบความรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ ประจักษ์แก่การแปรผันแห่งโลกหล้า หมื่นวิถีแห่งสวรรค์ ก็จะเห็นบรรพตมิใช่บรรพต วารีมิใช่สายน้ำ
และในภายหลัง เมื่อตรวจสอบความแปรผัน แหวกผ่านม่านหมอกบังตา หวนคืนสู่จุดแรกเริ่มแห่งมหาวิถี ก็จะประจักษ์แจ้งสิ้นมายา ญาณประจักษ์บรรพตเป็นบรรพต มองวารีเห็นนทีธาร!
“หมื่นวิถีรวมสู่จุดเดียว และวิถีดาบของข้าคือ ‘หนึ่ง’ ที่ว่านั่น! เมื่อทำเช่นนั้น หนึ่งดาบก็จะแผลงอำนาจหมื่นวิถี บดขยี้พังทลายหมื่นกฎเกณฑ์!”
ความคิดของซูอี้กระจ่างแจ้ง จากนั้นเขาก็ลุกจากแท่นบรรลุวิถีกลับสู่พื้น
เบื้องหลังเขา แท่นบรรลุวิถีอันสร้างจากผลึกมารดาฮุ่นตุ้นพลันเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน ก่อนจะพังทลายเป็นเศษซากกองกับพื้น
“สหายเต๋าซู ที่ว่าขี่ลาหาลานั้นหมายความเช่นไรหรือ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดถามมิได้
“พูดไป เจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก”
ซูอี้นำไหสุราขึ้นยกจิบ “ถึงเวลาต้องไปแล้ว พวกเจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
วันนี้คือวันสิ้นสุดงานประกวดล่าเวหา ถึงเวลาต้องจรจาก
หลังครุ่นคิดถึงประสบการณ์ตลอดเดือนผ่านมาในงานประกวดล่าเวหา ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าการเดินทางในครั้งนี้คุ้มค่ายิ่ง
จับเป็นฉู่ป้าเทียน ได้โลงหินหกชุ่นมา เคลื่อนขอบเขตบนแท่นบรรลุวิถี และประจักษ์เคล็ดหลอมหมื่นวิถีเป็นหนึ่ง…
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในเดือนนี้ เขายังได้ผลึกมารและสมบัติมามากมายมหาศาล!
“ช่างเถอะ หากเราไปกับเจ้า พวกเจ้าเฒ่าตระกูลทังต้องอับอายโกรธเกรี้ยวเป็นแน่ และหากพวกนั้นหมายหัวข้าขึ้นมา ข้าคงไม่อาจผ่านมาสร้างเรื่องในเขตทวีปกลางได้อีกในภายหน้า”
พยากรณ์สวรรค์ส่ายหน้า
เขากับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวได้ลอบเข้ามาในบรรพตมารล่าเวหาในยามนี้ และเมื่อร่องรอยของเขาถูกเปิดเผย ปัญหานับมิถ้วนย่อมเกิดขึ้นเป็นแน่
ผู้เป็นพญาวิหคกระแอมไอแห้ง ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงต่ำ “สหายเต๋าซู ไอ้แก่เลวนี่บอกว่าเจ้าสามารถช่วยข้าเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้ในภายภาคหน้า ข้าไม่รู้ว่า…จะเชื่อได้จริงจังหรือไม่?”
มุมปากของชายชรากระตุก นี่ถามกันต่อหน้าได้หรือไร!?
ซูอี้พลันนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “การบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลนั้นต้องพิจารณาเกี่ยวกับมหาวิถีของตนเอง หากให้ผู้อื่นช่วยจะไม่ต่างจากผักชีโรยหน้า ผลักเรือแล่นตามธาร อย่าวางเกวียนตรงหน้าม้าเลย”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวแย้มยิ้มพลางกล่าวอย่างประจบประแจง “เช่นนั้น หากในภายภาคหน้าข้ามีความสามารถเพียงพอ สหายเต๋าซูจะช่วยผลักดันข้าหรือไม่?”
พยากรณ์สวรรค์ตบหัวมันแล้วดุด่าอย่างเหลืออด “หน้าด้านฉิบหาย! เป็นนกประสาอะไร มีสิทธิ์อะไรถึงให้สหายเต๋าซูช่วยฟะ? ไม่รู้เลยนะว่าเจ้าเป็นนกเช่นนี้!”
ทว่าผิดคาด ชายหนุ่มกลับกล่าวขึ้นว่า “หากเจ้ามีความสามารถเช่นนั้นจริงในภายหน้า ขอเพียงพิทักษ์เก้าด่านสวรรค์แดนเซียนเป็นเวลาแสนปีหลังบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาล ข้าก็ไม่ถือหากจะช่วยสนับสนุนเจ้าในการเคลื่อนมหาวิถี”
“แสนปีหรือ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวร้องจ๊าก
พยากรณ์สวรรค์แสนเกลียดที่เหล็กมิยอมเป็นเหล็กกล้า พล่งกล่าวราวขบกรามว่า “ไอ้โง่เอ๊ย ขอเพียงเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้ แสนปีนั่นขี้ปะติ๋ว!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพลันฟื้นสติ รีบกล่าวขึ้นว่า “เออจริงด้วยเว้ยเฮ้ย แน่นอนข้ายินดี! อย่าว่าแสนปี สองแสนปีข้าก็ยอม!”
ซูอี้แย้มยิ้ม มิกล่าววาจาใดอื่น แล้วเดินออกไปนอกวิหาร
ทันใดนั้น เหลยเจ๋อ หุ่นเชิดวิญญาณศึกผู้สวมชุดเกราะผุพังก็เดินตามเขาไปเงียบ ๆ
“เหลยเจ๋อ”
“ผู้น้อยอยู่นี่แล้วขอรับ”
“เจ้าเปลี่ยนเป็นบัญญัติหุ่นเชิดได้หรือไม่?”
“ขอรับ!”
ว่าแล้ว ร่างสูงใหญ่บึกบึนของเหลยเจ๋อก็แปรเปลี่ยนเป็นบัญญัติสำริดที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ พุ่งเข้ามือของซูอี้
“เจ้าเฒ่าชั่ว แล้วเจ้าจะไปไหนต่อ?”
ซูอี้หันหลับมาถาม
“ไป…”
พยากรณ์สวรรค์ดูจะพูดบางอย่าง ทว่าทันใดนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง “ต่อจากนี้ก็แค่เดินไปไหนมาไหนเรื่อย ๆ ขอเพียงปลอดภัยก็พอแล้วแหละ”
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอ “งั้นไว้เจอกัน”
กร๊อบ!
เขาขยี้ยันต์ในมือ แล้วสลายร่างหายไปในอากาศธาตุ
……………