บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1693: พายุกำลังมา
ตอนที่ 1693: พายุกำลังมา
เมื่อเห็นร่างของซูอี้หายไป พญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็อดถามมิได้ “เจ้าเฒ่าชั่ว ไฉนไม่บอกสหายเต๋าซูเสียเล่าว่าจะไปส่งข้าคืนที่เขาปู้โจว?”
มันมาจากสุขาวดีมหาดาราแห่งเขาปู้โจว และเดิมติดตามบรรพชน ‘จอมราชันเฟิงถู’ แห่งสุขาวดี
พยากรณ์สวรรค์รำพึง “คนแซ่ซูผู้นั้นคือตาแห่งพายุ ปรากฏตัวที่ใด พายุใหญ่ลงที่นั่น และหากไม่จำเป็น ข้าก็มิอยากไปติดอยู่ในพายุ”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวหัวเราะเยาะเย้ย “อย่าห่วงเลย เขาปู้โจวนั้นไม่อาจทราบได้ว่าห่างไกลจากทวีปกลางไม่รู้กี่พันลี้ สหายเต๋าซูจะไปยังเขาปู้โจวได้ก็เมื่อเขาอิ่มหนำแล้วเท่านั้น”
พยากรณ์สวรรค์ว่า “ก็จริง ไป ๆ รีบไปเถอะ”
ว่าแล้ว เขากับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็รีบร้อนจากไป
……
นอกบรรพตมารล่าเวหา
วันนี้คือวันสิ้นสุดงานประกวดล่าเวหา
คลื่นมิติสายแล้วสายเล่าบังเกิดขึ้น และราชันเซียนผู้แล้วผู้เล่าก็ปรากฏขึ้นบนสนามเต๋าอันโอฬารนั้น
“ไฉนไม่ยักเห็นเสิ่นมู่ผู้นั้นโผล่มาเลย?”
“หรือคนผู้นั้นก็รู้ตัวว่าตนสร้างเรื่องก่อกวนคนไว้มากเกินไปในหนนี้ จึงมิกล้าโผล่มากัน?”
“ยิ่งกว่านั้น นับแต่เริ่มงานประกวดล่าเวหาจวบยามนี้ ราชันเซียนแปดคนตายด้วยน้ำมือเขาไปแล้ว! นี่มันหนี้เลือดชัด ๆ!”
…ผู้คนเสวนา
และเหล่าผู้มีอำนาจทั่วทิศก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อยู่
หรือก็คือ พวกเขาล้วนรอให้ซูอี้ปรากฏกาย!
“บรรพชน เมื่อสหายเต๋าซูปรากฏขึ้น ข้าเกรงว่าสถานการณ์จะรับมือยากนัก”
ทังหลิงฉีถ่ายทอดวจีคุยกับทังจินหงอย่างเป็นกังวล
ในงานประกวดล่าเวหาหนนี้ แม้พวกเขาตระกูลทังจะเป็นเจ้าภาพ มหาเซียนเหล่านั้นก็หาใช่คนธรรมดาไม่
จริงอยู่ที่ตระกูลทังโบราณของพวกเขาก็เป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในแดนเซียน แต่เมื่อเทียบกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพและลัทธิอัคคีเทพแล้ว พวกเขายังถือว่าด้อยกว่าอยู่นิดหน่อย
ท้ายที่สุดแล้ว ในแดนเซียนทุกวันนี้ ผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนั้นไม่ได้ทรงอำนาจนัก และการประชันนั้นใช้จำนวนยอดฝีมือระดับมหาเซียนของแต่ละฝ่ายเป็นต่อ
และในด้านนี้ ตระกูลทังโบราณก็นับว่ายังด้อยกว่าอยู่บ้าง!
“ไม่เป็นไร นี่คืองานประกวดล่าเวหา ต่อหน้าต่อตาทุกผู้เช่นนี้ หากพวกเขากล้าก่อเรื่อง ข้านี่แหละคนแรกที่จะมิยอม!”
ทังจินหงตอบกลับอย่างเยือกเย็น “ทว่า หลังสหายเต๋าซูกลับมา เจ้าต้องเตือนเขาโดยเร็วที่สุดให้อยู่เงียบ ๆ ไว้ ก้มหน้าก้มตาอดทนไปก่อนชั่วขณะเพื่อมิให้เรื่องบานปลาย ส่วนปัญหาอื่น ๆ ข้าจัดการเอง”
ทังหลิงฉีนิ่งไป ก่อนจะแย้มยิ้มขื่นแล้วตอบกลับ “บรรพชน ท่านมิทราบหรอกหรือว่าสหายเต๋าซูเขา… เขามิใช่ผู้ที่จะยอมกล้ำกลืนโทสะ”
ทังจินหงอดตะลึงไปมิได้ “ถอยสักก้าวก็มิได้หรือ? เพราะถึงอย่างไร มหาเซียนเหล่านั้นต่างก็มีขุมกำลังยักษ์ใหญ่หนุนหลัง หากเขาดื้อหัวชนฝา สถานการณ์วันนี้จะยากเก็บกวาดอย่างจริงแท้ กระทั่ง…”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดหากัน “เมื่อแตกหักกันโดยสมบูรณ์ ตระกูลทังของเราก็จะแย่ไปด้วย”
ทังหลิงฉีเองก็รู้ว่าหากตระกูลทังของพวกเขายืนกรานปกป้องซูอี้ พวกเขาก็ต้องแตกหักกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านั้นโดยเลี่ยงมิได้ และผลลัพธ์เช่นนี้ ตระกูลทังของพวกเขาจำต้องคิดหนักก่อนตัดสินใจ!
หลังครุ่นคิดสักพัก เขาก็กล่าวว่า “บรรพชน ข้าจะบอกจุดยืนของตระกูลทังเรากับสหายเต๋าซูอย่างชัดเจน แม้ว่าสหายเต๋าซูจะสันโดดและเย่อหยิ่ง แต่เขาไม่ใช่คนไร้เหตุผลแน่นอน”
ทังจินหงพยักหน้าน้อย ๆ
เขาเคยได้ยินทังหลิงฉีกล่าวถึงวีรกรรมเก่าก่อนของซูอี้มาบ้างแล้ว และรู้เช่นกันว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์เพียงใด
ในใจของเขากระทั่งมีการคาดเดาอื่นเกี่ยวกับตัวตนของซูอี้
ดังนั้น เขาจึงมอบข้อยกเว้น ยอมให้ซูอี้เข้าร่วมงานประกวดล่าเวหาหนนี้ และแม้เขาจะรู้ว่าซูอี้ถูกมหาเซียนคนอื่น ๆ มากมายหมายหัว เขาก็ยังกระทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องซูอี้
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ทังจินหงจะมิคิดสนใจเลยสักนิด อย่าว่าแต่พิจารณาลงมือ
“ไฉนจวบยามนี้แล้ว ฉู่ป้าเทียนจึงยังไม่ปรากฏขึ้นเลย?”
บนพื้น มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
คนผู้นี้สวมอาภรณ์สีทอง เรือนผมขาวยาวสยาย ดวงตาสีเทาเขียว ใบหน้ายับย่นโรยรา
เขามาจากวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา มีนามว่าชื่อเหมิง มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ผู้ค่อนข้างโด่งดังในโลกผู้ฝึกตนแห่งทะเลบูรพา
เมื่อเขาว่าเช่นนั้น เหล่าผู้ชมก็ฮือฮาขึ้นมาทันใด
นั่นสิ ไฉนฉู่ป้าเทียนจึงยังไร้ข่าวคราวจวบบัดนี้?
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน มีผู้พบว่าฉู่ป้าเทียนผู้นั้นไปยังริมธารมารผีดิบ และจากนั้นก็ไร้ข่าวคราวใดอื่น หรือเมื่อครึ่งเดือนก่อน จะมี… บางอย่างเกิดขึ้นกับเขา?”
เซี่ยขุยหยวน มหาเซียนจากลัทธิไร้มลทินกล่าวเสียงลุ่มลึก
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว สีหน้าของชื่อเหมิงพลันย่ำแย่ “เป็นไปไม่ได้! ในจิตวิญญาณของฉู่ป้าเทียนมีอำนาจผนึกต้องห้ามที่บรรพชน ‘จอมราชันนักสังหาร’ ของข้าทิ้งไว้ และเมื่อเกิดอันใดกับเขา เราจะรู้ก่อนใคร”
ทางฝั่งลัทธิกำเนิดเอกภพ มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวยิ้ม ๆ “ไร้สิ่งใดแน่นอน นั่นคือบรรพตมารล่าเวหาหายนะฆ่าฟันเกินคะเนมีอยู่ทั่วไปหมด อุบัติเหตุใดก็ย่อมเกิดขึ้นได้”
คนผู้นี้สวมอาภรณ์ขุนนาง เส้นผมปล่อยสยาย มีนามว่าหลี่เปยเชวี่ย
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะถูกเสิ่นมู่ผู้นั้นเล่นงาน?”
เซี่ยขุยหยวนแห่งลัทธิไร้มลทินพลันกล่าวขึ้น “ยามนี้ทุกผู้ต่างรู้ ว่าเสิ่นมู่ผู้นั้นสามารถสังหารราชันเซียนไร้เทียมทานได้”
ทันทีที่วาจาเหล่านั้นถูกกล่าว เปลือกตาของชื่อเหมิงก็กระตุก
เห็นเช่นนี้ ทังจินหงก็ออกมาค้าน แค่นเสียงอย่างเย็นชาเป็นผู้แรก “สหายเต๋าเซี่ย วาจาของเจ้าดูหมิ่นกันโดยแท้! เสิ่นมู่และฉู่ป้าเทียนไร้ความแค้นต่อกัน ไฉนต้องฆ่าต้องแกงกันด้วย?”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสหายเต๋าชื่อเหมิงพูดไปแล้ว ว่าในจิตวิญญาณของฉู่ป้าเทียนมีอำนาจผนึกต้องห้ามที่จอมราชันนักสังหารทิ้งไว้ แม้เขาจะเผชิญอันตราย มันจะเป็นฝีมือเสิ่นมู่ไปได้เช่นไรหรือ?”
เขาใช้โอกาสนี้กวาดสายตามอง กล่าวกับมหาเซียนทั้งหลาย ณ ที่นี้ด้วยสีหน้ามืดมน “ทุกท่าน ข้ารู้ว่าพวกเจ้าล้วนมีโทสะในใจ ไม่พอใจกับเสิ่นมู่ แต่อย่าลืมว่านี่คืองานประกวดล่าเวหา ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกฎ!”
ทางฝั่งอารามบงกช หลวงจีนร่างผอมแห้งผู้เฒ่าชราก็เอ่ยปากขึ้น “เป็นวาจาที่ดี ในอดีตกาล งานประกวดล่าเวหาก็มักเกิดอุบัติเหตุพลิกผัน ทว่ายามนี้ สหายน้อยเสิ่นมู่ผู้นั้นกลายเป็นผู้ถูกจับตามองสูงสุดของงานประกวดล่าเวหา เขาควรได้รับรางวันอันสูงสุด”
มหาเซียนเจินเอี่ยน!
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งโถงสำรวมกิริยา อารามบงกช สูงอายุอย่างยิ่ง
เมื่อเขาปริปากกล่าว มหาเซียนมากมายก็ขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
หลี่เปยเชวี่ยแห่งลัทธิกำเนิดเอกภพแค่นเสียงเย็นชา “ข้าได้ยินเวิงฉางเฟิงกล่าวว่าบุตรพุทธะใจดำของอารามบงกช จัวอวิ๋นนั้นอยู่ข้างเดียวกับเสิ่นมู่ จึงมิแปลกเลยหากเจ้าจะพูดเพื่อช่วยเหลือเสิ่นมู่!”
น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความประชดประชันชัดเจน
มหาเซียนทั้งหลายเผชิญหน้า ทำให้บรรยากาศรอบข้างกดดันหดหู่ขึ้นกว่าเดิมมากอย่างไร้วจี
ราชันเซียนคนอื่น ๆ ซึ่งกลับมาจากบรรพตมารล่าเวหาต่างสัมผัสได้ชัดเจนว่าพายุอันรุนแรงกว่าหนใดกำลังก่อตัว
เมื่อเสิ่นมู่ผู้นั้นกลับมา นั่นจะเป็นยามมรสุมนี้บังเกิด!
ยามนี้ จัวอวิ๋นประนมมือกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้อายุโสหลี่เปยเชวี่ย เจ้าเป็นผู้อาวุโส ทว่ากลับพูดจาหยาบคายกับผู้น้อยเช่นข้า นี่คือกิริยาอันพึงกระทำหรือ?”
ว่าแล้ว เขาก็เบนสายตาไปมองเวิงฉางเฟิงขณะกล่าว “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าข้าใช้ตราประทับสมบัติทุบเขาไปเพียงไม่กี่หน ณ ยามนั้น และเขาก็ขยี้ยันต์หนีไปก่อน จะโทษผู้ใดได้หรือ?”
สีหน้าของเวิงฉางเฟิงพลันยากจะมอง
คิ้วของหลี่เปยเชวี่ยเองก็ขมวดเข้าหากัน ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
ชื่อเหมิงพลันตะโกนลั่น “มิต้องทะเลาะกัน ยามนี้ข้าห่วงที่สุดว่าฉู่ป้าเทียนของสำนักข้าอยู่หนใด!”
เขาเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันรุนแรงจนน่าตกใจ ทำให้หัวใจทุกผู้สั่นสะท้านครั่นคร้าม
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับทังจินหงด้วยดวงตาเย็นเยียบ “จวบงานประกวดล่าเวหาหนนี้สิ้นสุด หากฉู่ป้าเทียนจากสำนักข้ามิปรากฏตัว อย่าโทษข้าที่ลงมือตรวจสอบสิ่งของบนร่างเสิ่นมู่ผู้นั้นด้วยตนเองแล้วกัน!”
สีหน้าของทังจินหงดำคล้ำ “ว่าเช่นนี้ เจ้าหมายความเช่นไร?”
ชื่อเหมิงว่า “ข้าก็แค่ตรวจดูว่ามีสมบัติใดของฉู่ป้าเทียนอยู่กับคนผู้นี้หรือไม่ก็เท่านั้น หาไม่ข้อสงสัยก็เป็นอันปัดตกไป แต่หากมี…”
ว่าถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็พลุ่งพล่านด้วยจิตสังหาร “อย่าโทษข้าที่ไร้ปรานีแล้วกัน!”
วาจานั้นทรงพลังเสียจนใจสะท้าน
ทังอวี่เยียนผู้มองอยู่จากข้าง ๆ ร้องลั่นว่าแย่แล้วในใจ ในหมู่ทุกผู้ที่นี่ มีเพียงนางที่รู้ว่าฉู่ป้าเทียนถูกซูอี้จับเป็น!
“ชื่อเหมิง เจ้าไม่มีตระกูลทังเราในสายตาเลยหรือไร!”
ทังจินหงกล่าวอย่างเดือดดาล “มีเพียงการคาดเดา ไร้หลักฐานใด ๆ การค้นร่างสหายน้อยเสิ่นมู่นั้นเกินไปหน่อยแล้ว!”
“ก็แค่การค้นตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เท่านั้น”
ชื่อเหมิงกล่าวอย่างเฉยชา “แต่หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับฉู่ป้าเทียน ตระกูลทังของพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันหมายความเช่นไร?”
ว่าแล้ว เขาก็มองไปยังทุกบุคคลที่นี่ กล่าวชัดทีละคำ “เขาเป็นเหลนของจอมราชันนักสังหาร สืบสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว กระทั่งเป็นที่คาดหวังสูงลิ่วในหมู่ผู้ยิ่งใหญ่ในสำนักข้า และหลังขึ้นเป็นมหาเซียน เขาจะได้รับเลือกเป็นเจ้าสำนักน้อยของวังเซียนฟ้ามรกตเรา!”
ท้ายที่สุด ชื่อเหมิงก็เบนสายตากลับไปยังทังจินหง “หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับเขาในงานประกวดล่าเวหานี้ ตระกูลทังโบราณของพวกเจ้า… ทนรับผลกระทบได้หรือไม่?”
ป้าบ!
ทังจินหงฟาดเท้าแขนเก้าอี้ กล่าวด้วยสีหน้าดำคล้ำเยี่ยงก้นธาร “ไม่ว่าผู้ใดก็อาจประสบเหตุในงานประกวดล่าเวหาได้ทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับคนของพวกเจ้าวังเซียนฟ้ามรกตแล้วพวกเจ้าจะมาคิดบัญชีกับตระกูลทังของเรา เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเราตระกูลทังเป็นพลับนิ่ม จะเด็ดจะหยิบยามใดก็ได้หรือ?”
บรรยากาศตึงเครียด จิตสังหารคละคลุ้งจนราชันเซียนทั้งหลายมิอาจหายใจทั่วท้อง
เซี่ยขุยหยวนแห่งลัทธิไร้มลทิน หลี่เปยเชวี่ยแห่งลัทธิกำเนิดจักรวาลและคนอื่น ๆ ต่างออกมาพูดเกลี้ยกล่อมตาม ๆ กัน
“เช่นนี้เป็นไร รอเสิ่นมู่ผู้นั้นออกมาก่อน แล้วให้เขาแสดงสมบัติทุกชิ้นที่มีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์”
เซี่ยขุยหยวนกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากทำเช่นนี้ ไม่เพียงเราจะสามารถคลี่คลายความเคลือบแคลงของสหายเต๋าชื่อเหมิงได้ ยังคลี่คลายความฉงนในใจข้าได้ด้วย เพราะถึงอย่างไร เราทั้งหลายก็มีเหตุผลเพียงพอจะสงสัยว่าเสิ่นมู่ผู้นี้มีปัญหา!”
“ดี”
“ถูกต้อง”
“พี่ชายร่วมวิถีทัง ข้ามิได้คิดจงใจรังแกเสิ่นมู่หรอกนะ ขอเพียงข้าพบว่าเขาไร้ปัญหาใด ทุกอย่างก็จะจบลงง่าย ๆ!”
…มหาเซียนทั้งหลายต่างออกมาประกาศสนับสนุนเซี่ยขุยหยวน
เห็นเช่นนี้ หัวใจของทังจินหงก็ยิ่งหนักอึ้ง
เขาหรือจะไม่รู้ว่าซูอี้มิอาจทนการตรวจสอบเช่นนั้นได้?
ไม่ต้องคิดก็รู้ ว่าขอเพียงถูกจำได้ว่าเขาคือซูอี้ ชายหนุ่มผู้สังหารเสิ่นชิงสือและมหาเซียนทั้งหลาย ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เรื่องวันนี้ไม่มีทางจบสวย!
“ทำเช่นไรดี?”
แม้ทังจินหงและเป็นตัวตนบรรพกาลผู้คุ้นชินกับการประสบมรสุม ยามนี้เขาก็ยังครุ่นคิดหนักหนาอย่างสุดกังวล คิ้วขมวดแน่นอย่างช่วยไม่ได้
ยามนี้ คลื่นมิติพลันระเบิดออก
แล้วร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ!!!