บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1697: ไพ่ใบสุดท้าย
ตอนที่ 1697: ไพ่ใบสุดท้าย
เมื่อสายตาเย็นยะเยือกของซูอี้จับจ้อง
มหาเซียนอย่างหลี่เปยเชวี่ยก็ยังอดหนาวสันหลังขึ้นมาไม่ได้
ทันใดนั้น เขาทำสีหน้าเคร่งเครียดแล้วตะคอกออกมา “เสิ่นมู่ เจ้าฆ่ามหาเซียนชื่อเหมิงตายอย่างโหดร้ายทารุณ กระทำความผิดอย่างร้ายแรง วันนี้พวกข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
บรรยากาศอันสงบเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงของคนผู้หนึ่ง
ผู้คนทั้งหลายที่เดิมทีอยู่ในอาการตื่นตกใจจึงได้สติกลับมาราวกับตื่นจากความฝัน และเข้าใจแล้วว่าซูอี้กับหลี่เปยเชวี่ยกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด!
“เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าจะส่งเจ้าไปตายก่อน เป็นอย่างไร?” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ท่าทีเช่นนั้นหมายความว่าไม่ได้มองหลี่เปยเชวี่ยอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
หากว่าเป็นเมื่อก่อน ทุกคนจะต้องแสดงความเย้ยหยัน คิดว่าซูอี้เป็นเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
ทว่าหลังจากที่เห็นเขาสังหารมหาเซียนชื่อเหมิงตายแล้ว ใครกันยังจะกล้าคิดเช่นนั้นอีก?
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางที่เขาแสดงออกมาในเวลานี้ยังทำให้มหาเซียนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างรุนแรงเสียด้วยซ้ำไป!
หัวใจของหลี่เปยเชวี่ยก็บีบรัดแน่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน
เขาเป็นมหาเซียนอาวุโสคนหนึ่งก็จริง แต่มีระดับการฝึกตนเช่นเดียวกับมหาเซียนหวังเชวี่ย ล้วนอยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น เมื่อเผชิญหน้ากับวาจาข่มขู่ของซูอี้แล้ว เขาก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย!
“คิดว่าทุกท่านคงจะมองออกแล้วว่า ที่มาของเสิ่นมู่คนนี้มีเงื่อนงำ ระดับการฝึกตนก็ผิดปกติ เช่นนี้ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าข้อสันนิษฐานก่อนหน้าของพวกเราไม่ผิดเลย”
หลี่เปยเชวี่ยกล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม “และตอนนี้ คนผู้นี้ก็ยังฆ่าสังหารมหาเซียนชื่อเหมิงตายอย่างโหดร้ายทารุณ มีความอำมหิตโหดเหี้ยม พวกเราลงมือสังหารเขาพร้อมกัน อย่าได้ลังเลชักช้าอีกเลย!”
“ไม่ผิด ควรจะเป็นเช่นนั้น”
เซี่ยขุยหยวน มหาเซียนแห่งลัทธิไร้มลทินกล่าวเสียงเข้ม “คนชั่วร้ายอย่างเขาเช่นนี้ แฝงกายมาร่วมงานประกวดล่าเวหาในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาร้าย จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก!”
สายตาของเขาเย็นยะเยือก แฝงไปด้วยโทสะระคนดุดัน
เป็นแค่ราชันเซียนเท่านั้น แต่สามารถฆ่ามหาเซียนชื่อเหมิงตายได้อย่างอุกอาจ ทำให้มหาเซียนดังเช่นพวกเขาเหล่านี้ได้กลิ่นอายของอันตรายร้ายแรง
หากไม่ฉวยโอกาสฆ่าเขาทิ้งในเวลานี้ วันข้างหน้าจะต้องกลายเป็นภัย ทำให้พวกเขากินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างแน่นอน!
“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน”
“คนผู้นี้สมควรตาย!”
ครู่ถัดมา มีมหาเซียนทยอยลงความเห็น ต่างก็แสดงความดุดัน
เพียงชั่วครู่เดียว บรรยากาศในที่แห่งนั้นก็เปลี่ยนไป รู้สึกกดดันขึ้นมา สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป การตายของมหาเซียนชื่อเหมิงสร้างแรงกดดันให้กับมหาเซียนทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ ทำให้พวกเขาต้องการจะฆ่าเสิ่นมู่โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีก!
“คราวนี้จบเห่กัน…” หัวใจของจัวอวิ๋นเป็นกังวลขึ้นมา
หากว่ามหาเซียนกลุ่มนี้ลงมืออย่างสุดแรงโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เป็นไปได้หรือที่เสิ่นมู่จะรับมือพวกเขาได้?
เขาเบนสายตามองไปที่เจินเหยี่ยนผู้เป็นอาจารย์ลุงโดยสัญชาตญาณ
“อมิตตาพุทธ!” เจินเหยี่ยนผู้เป็นมหาเซียนแห่งอารามบงกชพนมมือขึ้น พลางกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ทุกท่านฟังที่อาตมาพูดสักหน่อยได้หรือไม่?”
ทว่าเซี่ยขุยหยวนพลันกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่คิดเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายว่า “เจินเหยี่ยน หากว่าเจ้าจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเรารามือ ไม่จำเป็นต้องพูด มิเช่นนั้น มีแต่จะเป็นการทำร้ายน้ำใจกันและกันเปล่า ๆ!”
เจินเหยี่ยนส่ายหน้าพลางกล่าว “สิ่งที่อาตมาอยากจะพูดก็คือ สหายเต๋าชื่อเหมิงได้รับผลกรรมของความวู่วามบุ่มบ่ามของตัวเองไปแล้ว ทุกท่านไม่กลัวว่าจะเดินตามรอยเขาไปหรือ?”
ประโยคเดียวทำให้สีหน้าของมหาเซียนเหล่านั้นเคร่งเครียดขึ้นมา
“เจินเหยี่ยน เจ้าคิดว่าพวกข้าร่วมมือกันแล้วก็ยังไม่สามารถจัดการราชันเซียนที่มีอยู่คนเดียวได้เช่นนั้นหรือ?”
หลี่เปยเชวี่ยโกรธจนหัวเราะออกมา
คนอื่นก็มีสีหน้าไม่เป็นมิตรเช่นกัน
เจินเหยี่ยนอดถอนหายใจยาว ๆ ขึ้นมาทีหนึ่งไม่ได้ “ทำผิดแล้วผิดอีก มันจักกลายเป็นความผิดร้ายแรงจนไม่อาจรับได้ ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต เหตุใดจึงไม่หันหน้ากลับสู่ฝั่ง?”
ไม่รอให้คนอื่น ๆ เอ่ย เขาก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร อาตมาจะไม่พูดมากอีก ทุกท่านจงตัดสินใจด้วยตนเองเถิด”
พูดจบ เขาก็ถอยไปอีกด้าน ก้มหน้าสงบใจนิ่ง ๆ ไม่ปริปาก
จัวอวิ๋นตะลึง แล้วรู้สึกได้ว่าท่าทีของเจินเหยี่ยนผู้เป็นอาจารย์ลุงแปลกไป
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตรึกตรองอย่างละเอียด ทังจินหงก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง “ทุกท่าน พวกเราร่วมมือกันจัดการกับผู้น้อยคนเดียว หากมีใครนำไปพูด ไม่กลัวว่าจะโดนผู้คนในแดนเซียนครหานินทาเช่นนั้นหรือ?”
“พี่ทัง เจ้าได้แสดงท่าทีไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปแล้ว เหตุใดยังจะวุ่นวายกับเรื่องนี้อยู่อีก?”
เซี่ยขุยหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บอกกับเจ้าตามตรง วันนี้ อย่าว่าแต่เจ้าเลย ไม่ว่าใครมา ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดจบชีวิตของเสิ่นมู่ได้!”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่น ดุดันสะท้านฟ้า
สีหน้าของทังจินหงเปลี่ยนนไปมา สุดท้ายก็ได้แต่นิ่งเงียบ พลางถอนหายใจราวกับจนปัญญา
ภาพนี้ทำให้ราชันเซียนทั้งหลายในเหตุการณ์เข้าใจได้ว่าวันนี้ต่อให้เสิ่นมู่ติดปีกบินก็หนีไม่พ้น
เพราะอย่างไรเสียก็ดี แม้กระทั่งเจินเหยี่ยนแห่งอารามบงกชกับบรรพชนตระกูลทังล้วนทำได้เพียงแค่ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่กล้าเข้าร่วมด้วย มองดูรอบ ๆ มีใครบ้างที่ยังสามารถช่วยเสิ่นมู่ได้?
และเขาเพียงคนเดียวจะต่อสู้กับมหาเซียนทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างไร?
ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ ซูอี้เพียงแค่มองดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล่าวถ้อยคำใด ราวกับไม่รู้ตัวสักนิดว่า เขาในตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเพียงใด
ท่าทีสบายไร้กังวลเช่นนั้น ทำให้ผู้แข็งแกร่งมากมายมีสีหน้าสับสนขึ้นมาเช่นกัน
พวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีความแค้นต่อซูอี้ และรู้ดีด้วยว่าภัยพิบัติที่พุ่งหาชายหนุ่มในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เหลวไหลและน่าขันเพียงใด
และก็เป็นเพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงนับถืออีกฝ่ายมาก กระทั่งรู้สึกเศร้าใจจนปัญญาต่อสิ่งที่ซูอี้ได้ประสบพบเจอ
และในเวลานี้เอง ซูอี้ที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดก็เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าแค่เจ็ดคนเท่านั้นใช่หรือไม่?”
ประโยคเดียวทำให้ทุกคนตะลึง
แค่…?
หรือว่ามหาเซียนเจ็ดคนร่วมมือกันก็ยังไม่น่ากลัวพอเช่นนั้นหรือ?
เซี่ยขุยหยวนกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่า เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ของพวกข้าเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่”
ซูอี้ส่ายหน้ารับตามตรง
ด้วยระดับวิถีของเขาในตอนนี้ ให้ฆ่าสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้นตัวต่อตัวยังพอไหว
แต่หากว่าโดนเหล่ามหาเซียนปิดล้อม ต่อให้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง โอกาสชนะก็ยังมีไม่มาก
ทว่าซูอี้กล่าวต่อ “แต่… ขอเพียงพวกเจ้าไม่หนี จัดการกับพวกเจ้าทั้งเจ็ดคน น่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก”
ผู้คนทั้งหลาย “…”
มหาเซียนทั้งเจ็ด เช่น เซี่ยขุยหยวนกับหลี่เปยเชวี่พากันหัวเราะลั่น เสิ่นมู่คนนี้ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริง ๆ!
“ทุกท่าน ไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่ออีกแล้ว รีบจัดการให้จบเรื่องโดยเร็วดีกว่า!”
หลี่เปยเชวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ได้!”
บรรยากาศในที่แห่งนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ฟ้าดินสั่นสะเทือน อากาศที่อยู่โดยรอบวุ่นวายโกลาหล
บนตัวของมหาเซียนทั้งเจ็ดคน มีเพลิงผุดขึ้นราวกับหินหลอมเหลวระเบิด แต่ละคนต่างขับเคลื่อนระดับวิถีเพื่อซัดกำลังอย่างเต็มที่ในชั่วขณะนี้
ครืน!
กลางฝ่ามือของเซี่ยขุยหยวนปรากฏวงล้อเหล็กที่มีรูปทรงกลม เพลิงแสงเดือดพล่านส่องสว่างจนบาดตา ในขณะที่กฎเกณฑ์ประสานเข้าหากัน
ชิ้ง!
หลี่เปยเชวี่ยชักดาบบินออกมา แสงดาบทรงพลังราวกับสายรุ้งที่น่าตื่นตะลึง ดาบคำรามสะท้านสวรรค์
และในเวลาเดียวกัน มหาเซียนคนอื่น ๆ ก็หยิบสมบัติเซียนของแต่ละคนออกมา มีทั้งหลาวบิน หอกยาว ระฆังวิถี แส้พรต เป็นต้น
สมบัติแต่ละชิ้นส่องแสงเป็นสีสัน อานุภาพตะลึงโลกา!
ทุกคนในเหตุการณ์ตกใจอย่างแรง พากันถอยหนีไปห่าง ๆ ไม่กล้าอยู่กลางลานวิถีแห่งนั้นอีก
หลังจากมหาเซียนทั้งเจ็ดได้เห็นซูอี้สังหารชื่อเหมิงแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่กล้าประมาทกันอีก ต้องลงมืออย่างเต็มกำลังเพื่อจัดการกับเขาให้อยู่หมัดในทีเดียว
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คนอื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์กลัวว่าจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย เป็นธรรมดาที่ไม่กล้าอยู่ที่เดิมอีกต่อไป!
“พวกบุ่มบ่ามเหล่านี้ โหดกันจริง ๆ!”
ทังจินหงหนังตากระตุก
เขาไหนเลยจะมองไม่เจตนาของพวกเซี่ยขุยหยวนกับหลี่เปยเชวี่ยไม่ออก
“รังแกกันเกินไปแล้ว!”
จัวอวิ๋นก็ยังเกือบจะตาค้าง มหาเซียนเจ็ดคนลงมือพร้อมกัน เดิมทีเป็นเรื่องที่เกินเหตุมากจนถึงขั้นขายขี้หน้าจะแย่อยู่แล้ว
ใครกันจะคาดคิดว่า พวกเขายังจะใช้สมบัติเซียนอีกหรือ?
‘สหายเต๋าซูต้องมีไพ่ใบสุดท้ายที่สามารถทลายภัยตรงหน้านี้ไปได้อย่างแน่นอน ต้องมีสิ!’
ทังอวี่เยียนรำพึงในใจ
นางตื่นเต้นมาก
คนที่มีความคิดแบบเดียวกับนางยังมีทังหลิงฉีอีกคน
ส่วนมหาเซียนเจินเหยี่ยนที่ก่อนหน้านี้ยังก้มหน้าสงบใจนิ่ง ๆ ก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พลันเงยหน้ามองไปที่ซูอี้
และในขณะนี้เอง…
“ฆ่า!”
มหาเซียนทั้งเจ็ดคนลงมือพร้อมกันอย่างเต็มกำลังตามเสียงร้องตะโกนของเซี่ยขุยหยวน
ครืน!!!
ชั่วครู่เดียว สมบัติล้ำค่าระดับมหาเซียนก็พุ่งขึ้นสู่อากาศ เกิดเป็นกระแสทำลายล้างอันยิ่งใหญ่ ซัดเข้าใส่ชายหนุ่มโดยพร้อมเพรียงกัน
แม้กระทั่งผู้มองดูเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ ในเวลานี้ก็ยังรู้สึกขนลุกซู่ วิญญาณแตกกระเจิด เพียงชั่วครู่เดียวราวกับมองเห็นว่าฟ้ากำลังถล่ม อากาศกำลังพังทลาย ภัยพิบัติล้างโลกกำลังจะมาถึง!
นี่ก็คืออานุภาพของมหาเซียน!
เมื่อมหาเซียนทั้งเจ็ดร่วมมือกัน อานุภาพทั่วไปจะเทียบกับอานุภาพนี้ได้หรือ?
สีหน้าของซูอี้ในชั่วขณะนี้ยังคงราบเรียบเหมือนเดิม มีแต่เพียงแขนขวาเท่านั้นที่ขยับเบา ๆ
พรึ่บ!
บัญญัติสำริดแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้น
และต่อมาบัญญัติสำริดแผ่นนี้ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นผู้ชายร่างใหญ่โตสูงจั้งกว่า ๆ สวมชุดเกราะเก่าขาด สายตาเย็นชาและไร้หัวใจ
นั่นคือเหลยเจ๋อ หุ่นเชิดวิญญาณศึก!
เมื่อมหาเซียนทั้งเจ็ดบุกโจมตีอย่างเต็มกำลัง ในแววตาอันเย็นชาของเหลยเจ๋อผุดประกายกระหายเลือดขึ้นมาในฉับพลัน
จากนั้นเขาก็ร้องคำรามเบา ๆ พอย่ำเท้าลงไป แขนทั้งสองก็กางออก
ครืน!
สายฟ้าสีม่วงหฤโหดระเบิดออกมาจากตัวของเขา กลายเป็นพลังพรมแดนสีม่วงที่หนักหน่วง ป้องกันคุ้มครองซูอี้กับเขา
สายฟ้าปรากฏขึ้นภายในเขตแดน กฎเกณฑ์หมุนเวียน เต็มไปด้วยความรู้สึกหนักหน่วงและแข็งกร้าว
คล้ายกับม่านสายฟ้าปกคลุมแผ่นดิน!
ครืน!
มหาเซียนทั้งเจ็ดซัดโจมตีอย่างเต็มกำลัง ฟ้าดินในแถบนั้นสั่นสะเทือน จนกระทั่งตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย ประกายแสงเจิดจ้าพุ่งเข้าใส่ แสบตาจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
ราชันเซียนที่มีระดับการฝึกตนอ่อนไปสักหน่อย จะได้รับความกระทบกระเทือนจนหน้ามืดตาลายมีดาวขึ้น สองขาอ่อนระทวยจนเกือบจะลงไปกองอยู่กับพื้น
แม้กระทั่งราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้นก็ยังต้องขับเคลื่อนระดับการฝึกตนอย่างเต็มกำลังจึงจะสามารถต้านทานผลกระทบจากแรงจู่โจมเช่นนั้นได้
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังทำให้พวกเขาแต่ละคนหน้าซีดขาว จิตใจหวั่นไหว
ดังที่เข้าใจกันดีว่า พวกเขาหลีกหนีไปไกลมากแล้ว! แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากแรงจู่โจมเช่นนั้นอีก
พวกเขาไม่อาจคาดคิดได้ว่า หากว่าตัวเองต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ผลที่ตามมาจะน่ากลัวเพียงใด
อย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งหมดก็นิ่งงัน ตากลมโตราวกับไข่ห่าน
เพราะว่าการจู่โจมอย่างเต็มกำลังของมหาเซียนทั้งเจ็ดถูกขัดขวาง!
พรมแดนอัสนีสีม่วงที่คล้ายกับเขื่อนสวรรค์นั้นต้านทานขัดขวางเคล็ดวิชาเลิศล้ำมากมายกับสมบัติล้ำค่าระดับมหาเซียนทั้งหลายเหล่านั้นไว้ด้านนอก!!
“นี่…”
ทุกคนตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง จากนั้นจึงมองเห็นร่างขนาดใหญ่ราวกับภูเขายักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าซูอี้ได้อย่างชัดเจน!
อีกฝ่ายสวมชุดเกราะที่เก่าโทรม มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่เมื่อเขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น มันก็เปรียบดั่งเทพสังหารผู้ไร้เทียมทาน สายฟ้าสีม่วงผุดขึ้นรอบตัว ค้ำยันพรมแดนอัสนีแห่งนั้น สลายการจู่โจมอย่างเต็มกำลังของมหาเซียนทั้งเจ็ด!
อานุภาพแห่งเทพเช่นนั้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งหลาย
“หุ่นเชิดวิญญาณศึก?”
ทังจินหงตะลึง “แต่ในโลกนี้ เหตุใดจึงมีหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งถึงขั้นสามารถต้านทานการประสานโจมตีของมหาเซียนทั้งเจ็ดได้?”
“นี่ก็คือไพ่ใบสุดท้ายของเขาเช่นนั้นหรือ?”
สายตาของมหาเซียนเจินเหยี่ยนดูประหลาดไป “แต่ดูแล้วเห็นได้ชัดว่านี่เป็นหุ่นเชิดวิญญาณศึกที่ค่อนข้างโบราณมากตัวหนึ่งนี่นา…”
ชั่วขณะนี้ ทุก ๆ สายตาล้วนจับจ้องไปที่เหลยเจ๋อซึ่งปรากฏกายอยู่กลางอากาศ ทั้งตื่นตระหนก ตื่นตะลึง และไม่อยากจะเชื่อ!
จัวอวิ๋น ทังอวี่เยียน และทังหลิงฉีต่างตื่นเต้นขึ้นมา แล้วค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตามความคาดหมาย คนผู้นี้มีไพ่ใบสุดท้ายจริง ๆ
คราวนี้ มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว!