บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1699: ระเบิดตนเอง
ตอนที่ 1699: ระเบิดตนเอง
เซี่ยขุยหยวนแทบสิ้นสติ
เมื่อครู่มีมหาเซียนถึงเจ็ด ทว่าเพียงพริบตา หกคนก็ตายตก!
ยามนี้เหลือเขาเพียงหนึ่ง และยังเผชิญภัยคุกคามถึงตายราวสัตว์ร้ายในกรงขังด้วย
เหตุระทึกเช่นนี้ทำให้มหาเซียนอย่างเซี่ยขุยหยวนอกแทบระเบิด
“เสิ่นมู่ เจ้าไม่กลัวถูกคิดบัญชีหรือไร?!”
เขากู่คำราม ดวงตาแดงฉานดุจคนบ้า
ซูอี้มองเฉย ๆ มาตลอด และเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็อดเสสรวลไม่ได้ “สิ่งที่ควรถูกคิดบัญชีจริง ๆ คือลัทธิไร้มลทินของเจ้าต่างหาก”
ตู้ม!
เหลยเจ๋อลงมืออีกหน เงียบกริบไร้วจีใดดุจขุนเขา ลงมือเฉียบขาดรวดเร็วเยี่ยงอัสนี ฟาดฝ่ามือใส่เซี่ยขุยหยวน
แดนดินในรัศมีหมื่นจั้งถูกผนึกไว้หมดแล้ว เซี่ยขุยหยวนไร้หนทางหนี ทำได้เพียงหลบขยับเคลื่อนในรัศมีหมื่นจั้งนี้อย่างสุดกำลัง
ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังถูกวายุหางเลขจากฝ่ามือของเหลยเจ๋อจนร่างแทบแหลก กระอักเลือดออกมาอยู่ดี
“แค่เรื่องเข้าใจผิดเช่นนี้ ไฉนต้องเข่นฆ่ากันด้วย?”
เซี่ยขุยหยวนคำราม
เขาดิ้นรนหาทางหนี พยายามรักษาชีวิตสุดกำลัง
เมื่อวาจาของเขากระทบโสตคนทุกผู้ สีหน้าของแต่ละคนต่างล้วนซับซ้อน
เข้าใจผิด?
ก่อนเกิดศึก ใครบอกกันหนอว่าตัวตนของเสิ่นมู่มีปัญหา และอยากให้เสิ่นมู่พิสูจน์ความบริสุทธิ์?
ไร้หลักฐาน ไร้ความแค้นใด ๆ แค่เพราะเสิ่นมู่กำจัดราชันเซียนไร้เทียมทานกลุ่มหนึ่งในงานประกวดล่าเวหาและได้รับโอกาสอันคาดว่าจะเป็นสมบัติขอบเขตมหาศาลชิ้นหนึ่งเท่านั้น พวกเขากลับทำตัวไร้ยางอายคิดรังแกผู้น้อย
และยามนี้เมื่อเห็นว่าชะตาใกล้ขาด การมาบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็น่าขันสิ้นดี
ผู้เฒ่าบางคนรู้ว่าเหตุที่มหาเซียนเหล่านั้นเพ่งเล็งเสิ่นมู่ นั่นก็เพราะที่มาของเสิ่นมู่ประหลาดอย่างจริงแท้
เหตุผลที่สองเป็นเพราะราชันเซียนซึ่งเป็นศิษย์สำนักพวกตนถูกเสิ่นมู่เอาชนะ พวกเขาจึงมิพอใจ
แต่ที่สำคัญสูงสุดคือ พวกเขาล้วนหมายตาสมบัติอันคาดว่าจะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลในมือเสิ่นมู่!
ใช้เปลือกนอกเป็นการให้เสิ่นมู่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทว่าแท้จริงพวกเขาอยากจะชิงโอกาสนั่น!
น่าเสียดาบที่พวกเขาคาดการณ์ผิด
แม้จะไม่มีตระกูลทังโบราณหนุนหลัง แม้จะโดดเดี่ยวสิ้นหนทาง เสิ่นมู่ก็ยังมีอำนาจพอพลิกสถานการณ์ตอบโต้!
มหาเซียนทั้งหลายซึ่งตายตกตามกันเป็นข้อพิสูจน์อันชัดเจนสูงสุด
ขณะที่หัวใจทุกผู้เรรวน เหลยเจ๋อแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง ปรากฏขึ้นทะลวงหมัดใส่ร่างเซี่ยขุยหยวนทันที
เซี่ยขุยหยวนมิอาจหลบทัน เขาพลันคำรามอย่างบ้าคลั่ง “ในเมื่อข้าไม่อาจอยู่รอด ก็จงตายไปด้วยกันให้หมด!”
ตู้ม!
คลื่นอำนาจทำลายล้างร้ายกาจทะลวงนภา แผ่ออกทุกทิศทาง
ดวงตาทุกผู้เจ็บแปลบ หัวใจสั่นสะท้าน
นั่นคืออำนาจการระเบิดตนเองของมหาเซียนผู้หนึ่ง มีหรือจะธรรมดา?
คลื่นอำนาจทำลายล้างนั้นเคลื่อนผ่านหนใด ท้องนภาก็พังทลาย สรรพสิ่งสลายเป็นเถ้า!
มิอาจทราบได้ว่ามีคนมากมายเพียงไรตกตะลึง กรีดร้องเผ่นหนีอลหม่าน
เหลยเจ๋ออยู่ใกล้ที่สุด แต่เขาก็มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุดด้วย นับแต่ยามเซี่ยขุยหยวนเริ่มระเบิดตน ร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งกลับมาหาซูอี้ ไขว้แขนแล้วสร้างม่านแสงสีม่วงขึ้นกะทันหัน
ขณะที่ซูอี้เองก็ใช้เตาเสริมสวรรค์โดยไร้ลังเล ลำแสงนับไม่ถ้วนสาดส่องปกป้องเขาและเหลยเจ๋อไว้
เปรี้ยง!!!
ม่านแสงสีม่วงของเหลยเจ๋อพังทลาย
จากนั้นทันใด เตาเสริมสวรรค์ก็กำสรวล ถูกกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรง ลำแสงนับพันแหลกมลาย
ทว่าก็เพราะการขัดขืนเหล่านี้ที่ทำให้ซูอี้ฉวยโอกาสพาเหลยเจ๋อเคลื่อนหลบไปไกลอย่างสุดกำลัง ทำให้หลีกการโจมตีอันร้ายกาจนี้ได้โดยไร้ความเสี่ยง
ฟ้าดินต่างปั่นป่วน ฝุ่นควันกระเด็นฟุ้ง
จวบจนเนิ่นนาน ฟ้าดินอันพังทลายจึงค่อย ๆ สงบ
ทิวทัศน์เต็มไปด้วยซากเสียหายประหนึ่งพายุพัดผ่าน เปี่ยมแน่นด้วยหลุมบ่อ
ห่างออกไป ผู้คนล้วนตกตะลึง ร้องตะโกนอย่างเสียขวัญ สีหน้าเปี่ยมความหวาดผวา
ช่างร้ายกาจยิ่ง
มหาเซียนผู้หนึ่งระเบิดตนเอง เรื่องเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นในแดนเซียนมาเนิ่นนานแล้ว
“บังคับเจ้าเฒ่าเซี่ยขุยหยวนให้เลือกระเบิดตนเองได้… คาดเดาได้เลยว่ายามเขาเผชิญหน้าหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั้น เขาสิ้นหวังจนหนทางเพียงใด…”
ทังจินหงรำพึง
ศึกนี้ทำให้เขา ตัวตนบรรพกาลผู้ใช้ชีวิตเนิ่นนานจนมิอาจนับพันหมื่นปีระทึกใจ ยากสงบหัวใจได้จนบัดนี้
“อมิตาภพุทธ” มหาเซียนเจินเอี่ยนประนมมือรำพึง
เจ็ดมหาเซียนถูกสังหารเรียบ!
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเรื่องราววันนี้จะก่อเกิดเป็นมรสุมร้ายกาจในแดนเซียนกว่าหนใด!
“ว่าแล้วเชียว ท้ายที่สุดสหายเต๋าซูก็กำชัย…”
ทังอวี่เยียนและทังหลิงฉีล้วนโล่งใจ ทว่าหัวใจพวกเขาล้วนสั่นสะท้าน
“ข้ารู้ว่าผู้ที่ชี้แนะข้าในการฝึกฝน ‘คัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี’ ซึ่งทำให้ข้าตาสว่างได้ทันทีนั้นไม่มีทางถูกมหาเซียนเหล่านั้นสังหารได้”
จัวอวิ๋นพึมพำในใจ “จะว่าไป ท่านอาจารย์ลุงดูจะคาดไว้แล้วว่าสหายเต๋าเสิ่นจะมิเกิดอุบัติเหตุใด บางทีผู้เฒ่าท่านนี้อาจเห็นบางสิ่งก็เป็นได้? ต้องถามเขาในภายหลัง!”
ราชันเซียนไร้เทียมทานอย่างกงหนันเฟิงและเวิงฉางเฟิงล้วนดูหมดอาลัยไร้วิญญาณ
มหาเซียนผู้ตายตกเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้อาวุโสจากสำนักของพวกเขา!
ทว่าท้ายที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะเศร้าโศกมิพอใจเพียงไร ก็ไร้ผู้ใดกล้ากล่าวแม้เพียงหนึ่งวจี
ในทางกลับกัน พวกเขาแสนกังวลว่าซูอี้จะใช้โอกาสนี้สังหารพวกเขาเสีย!
ทว่าพวกเขาคิดมากเกินไปแท้ ๆ
ซูอี้หาคิดถึงพวกเขาสักนิดไม่
แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่นี่ ความรู้สึกของชายหนุ่มผันผวนไม่มากนัก
ในอดีตชาติ ตัวตนขอบเขตมหาศาลซึ่งตายตกด้วยมือเขาล้วนมากมายเกินคณานับ ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้ที่เขาฆ่าไปวันนี้เป็นเพียงมหาเซียนบางคนเท่านั้น
ทว่าเขาก็ต้องยอมรับ ว่าตนก็ตะลึงกับวิธีการสังหารอันดุร้ายโหดเหี้ยมของเหลยเจ๋อเช่นกัน
“เหลยเจ๋อ เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้าง?”
ซูอี้สังเกตเห็นว่าเหลยเจ๋อข้างกายเขากำลังอ่อนกำลังอย่างรวดเร็ว กระทั่งชุดเกราะเก่าแก่ผุพังบนร่างเขายังดูทรุดโทรมลงอย่างยิ่ง
“เรียนนายท่าน ผู้น้อยยังมีกำลังทำศึกต่อขอรับ!”
เหลยเจ๋อตอบเสียงลุ่มลึก
ทันทีที่สิ้นเสียง ดวงตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดหมองว่างเปล่า ร่างดูประหนึ่งสิ้นแรงพยุง ซวนเซร่วงลงกลายเป็นป้ายบัญญัติสำริด
ซูอี้รีบเก็บป้ายบัญญัติไปแล้วกระซิบว่า “หากเจ้าสู้ต่อ ชีวิตเจ้าหาไม่แน่”
เขาเข้าใจแล้วว่า ‘ยังมีกำลังทำศึก’ จากวาทะเหลยเจ๋อนั้นคือการสู้แลกชีวิต ยามจบศึก ชีวิตเขาก็ปลิดปลิวไปด้วย
จากเรื่องนี้ก็อนุมานได้เช่นกัน ว่าหลังศึกนี้ เหลยเจ๋อก็เสียหายหนักจนกล่าวได้ว่าสิ้นเรี่ยวแรงใด ๆ
‘อย่าห่วงเลย ในภายหน้า ข้าจะซ่อมร่างวิถีและจิตวิญญาณให้เจ้า คืนเจ้าสู่จุดสมบูรณ์พร้อมให้!’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาเก็บป้ายบัญญัติสำริด ไม่ให้เหลยเจ๋อต่อสู้อีกจนกว่าจะฟื้นพลังชีวิตขึ้นมาในภายหลัง
ในสายตาคนนอก เหลยเจ๋อเป็นหุ่นเชิดวิญญาณศึก
ทว่าสำหรับซูอี้ เหลยเจ๋อน่าจะมีความสัมพันธ์ยิ่งใหญ่กับชาติที่ห้าของเขาเหมือนโลงหินหกชุ่นนั่น!
ซูอี้กวาดสายตามองไปทั่วทิศ ก่อนจะหันหลังจากไป
มิคิดสนใจผู้ใดอีก
ไร้ผู้ใดกล้าขวางเขาแต่ต้นจนจบ
“อาเจ็ด สหายเต่าซูเขา…”
หัวใจของทังอวี่เยียนรัดตัวแน่น กล่าวถามขึ้นว่า “เขาจะโทษตระกูลทังเราที่อยู่ดูดายหรือไม่?”
ทังหลิงฉีกล่าวเกลี้ยกล่อม “อย่าห่วงเลย สหายเต๋าซูมิใช่คนใจน้อยขี้จุกจิกเช่นนั้น”
ไม่นานนัก ในฐานะเจ้าภาพงานประกวดล่าเวหาหนนี้ ทังจินหงก็ก้าวเข้ามารวบรวมผู้คน พากันจากไปบนเรือสมบัติยักษ์
จัวอวิ๋นและมหาเซียนเจินเอี่ยนไม่ได้ขึ้นเรือไปด้วย ทั้งสองเคลื่อนผ่านนภาจากบรรพตมารล่าเวหานี้ไปด้วยกัน
“อาจารย์ลุง ก่อนหน้านี้ ท่านได้พบข้อมูลเกี่ยวกับสหายเต๋าเสิ่นมาบ้างแล้วหรือขอรับ?”
ระหว่างทาง จัวอวิ๋นอดถามมิได้
มหาเซียนเจินเอี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้อน “เจ้าคิดว่าเสิ่นมู่ผู้นี้เป็นคนเช่นไร?”
“เขา…”
จัวอวิ๋นครุ่นคิดสักพักและตอบว่า “ยามเผชิญหน้ากับเขา ข้ารู้สึกเสมอว่ามิได้เผชิญหน้ากับราชันเซียนร่วมขอบเขต แต่เหมือนได้พบยอดฝีมือระดับอาวุโสกว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูมิอาจพ้นสายตาเขาได้เลยขอรับ…”
“อาจารย์ลุงก็ทราบว่าก่อนหน้านี้ที่บรรพตมารล่าเวหา คนผู้นี้สามารถมองเคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝนมาออกทะลุปรุโปร่งในพริบตา และยังให้คำชี้แนะกับข้าจนตาสว่าง ทำลายคอขวด ประจักษ์หนทางเคลื่อนขอบเขตสู่ขอบเขตอัศจรรย์ได้ในพริบตา”
“จากฝีมือการสังหารมหาเซียนเหล่านั้นในวันนี้ ข้ามิอาจคาดคิดได้เลยว่าเขา… ทำได้เช่นไรกันแน่…”
ท้ายที่สุด สีหน้าของจัวอวิ๋นก็ปรากฏความลำบากใจขึ้นอย่างช่วยมิได้
ไฉนจึงมีบุคคลลึกลับเพียงนี้อยู่ในโลกหล้าได้?
“จะว่าไป อาจารย์ลุง ท่านยังมิได้ตอบคำถามข้าเลยนะขอรับ”
จัวอวิ๋นหันมามอง เผยสีหน้าใคร่รู้
มหาเซียนเจินเอี่ยนกล่าวเบา ๆ “เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งนามซูอี้ใช้อำนาจศิลาวิถีปกครองสวรรค์สังหารสี่มหาเซียน และกระทั่งจับเป็นเสิ่นชิงสือ”
“และยามนี้ในงานประกวดล่าเวหา เสิ่นมู่ก็ยืมอำนาจหุ่นเชิดวิญญาณศึกสังหารเจ็ดมหาเซียน เจ้าไม่คิดว่าพวกเขาเหมือนเป็นคนผู้เดียวกันหรือ?”
จัวอวิ๋นผงะไปแล้วกล่าวอย่างตกตะลึง “คนผู้เดียวกัน?”
ทันใดนั้น เขาก็ส่ายหน้ากล่าว “เป็นไปไม่ได้ขอรับ ซูอี้ผู้นั้นเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจักรวาล และสหายเต๋าเสิ่นเป็นราชันเซียนไร้เทียมทาน มิมีทางเป็นคนผู้เดียวกันได้เลย!”
มหาเซียนเจินเอี่ยนกล่าวด้วยแววตาละเอียดอ่อน “ไร้สิ่งใดจีรัง ข้ากระทั่งสงสัยด้วยว่าทั้งตัวตนในนามเสิ่นมู่และซูอี้อาจมิใช่ตัวตนแท้จริงของเขาด้วยซ้ำไป”
จัวอวิ๋นตะลึง กล่าวอย่างขมขื่น “อาจารย์ลุง ท่านอย่าเล่นกลปริศนาบ้าบอจะได้หรือไม่ขอรับ? บอกข้ามาเถอะว่าเขาคือใครกัน”
มหาเซียนเจินเอี่ยนส่ายหัวกล่าว “พุทธคุณมิอาจชี้แนะ ยังมิถึงกาล ทุกอย่างมิอาจสรุป เมื่อถึงกาลอันสมควร เจ้าย่อมได้ประจักษ์เอง”
จัวอวิ๋น “…”
เขาพลันอยากฟาดอาจารย์ลุงของเขาให้สมองสะเทือนอย่างร้ายกาจขึ้นมากะทันหัน
ไฉนมายั่วให้อยากแล้วจากไปเช่นนี้!?
“ทว่าก็เป็นเรื่องอันสมเหตุสมผลอยู่ที่เจ้าจะสร้างสัมพันธ์อันดีกับเขา หากมีโอกาสได้พบพานอีกในภายหน้า ก็จะเป็นวาสนาบนวิถีฝึกฝนสำหรับเจ้า”
ว่าแล้ว มหาเซียนเจินเอี่ยนก็สาวเท้าจากไป
“เป็นเรื่องอันสมเหตุสมผลที่ข้าจะสร้างสัมพันธ์อันดีกับเขา?”
จัวอวิ๋นชะงัก
เขาพลันตระหนักได้ว่าประโยคนั้นแฝงความนัยยิ่งใหญ่!
“เสิ่นมู่รู้ว่าข้าฝึกฝนคัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารี จึงให้คำชี้แนะกับข้า หยิบยกกฏแห่งวาสนามากล่าว และคัมภีร์เลิศบงกชพ้นวารีนี้ก็เขียนขึ้นโดยบรรพชน ‘พุทธราชันเนี่ยถี’ จากสำนักข้า…”
เมื่อคิดเช่นนี้ จัวอวิ๋นก็อ้าปากค้าง “หรือจะบอกว่าเสิ่นมู่ผู้นี้มีความสัมพันธ์กับพุทธราชันเนี่ยถี?”
“ไม่กระมัง พุทธราชันเนี่ยถีเป็นตัวตนอันอยู่มาแต่ก่อนยุคอวสานเซียน เขาหรือจะรู้จักเสิ่นมู่?”
ยิ่งจัวอวิ๋นครุ่นคิด เขายิ่งงุนงง ท้ายที่สุดจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ เลิกคิดฟุ้งซ่านต่อแล้วรีบไล่ตามอาจารย์ลุงของเขาไป
ร่างของทั้งสองค่อย ๆ จรจากลับตา