บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1700: คลื่นมรสุม
ตอนที่ 1700: คลื่นมรสุม
ตระกูลทังโบราณ
ในโถงใหญ่แห่งหนึ่ง มีบุคคลเพียงสาม ซึ่งก็คือซูอี้ ทังจินหงและทังหลิงฉี
รอบโถงปกคลุมด้วยค่ายกล ไร้ผู้ใดกล้ารุกล้ำเข้ามา
“หนนี้ข้าไม่อาจช่วยสหายเต๋าซูได้ ขออย่าถือโทษกันเลย”
ทังจินหงก้มหัวคำนับอย่างละอาย
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “แค่พวกเจ้ามิเข้ามาพัวพันก็นับได้ว่าเป็นการช่วยข้าแล้ว เพราะถึงอย่างไร ข้าก็มิอยากให้พวกเจ้าเข้ามาเกี่ยวพันเพราะเรื่องในวันนี้”
ก่อนศึกใหญ่วันนี้บังเกิด เขาได้สนทนากับทังหลิงฉีและบอกเขาอย่างชัดเจน ว่าจะให้ตระกูลทังร่วมมือเล่นละครกับเขา
ดังนั้น ทังจินหงจึงแสดงท่าทีรอมชอมและยอมถอยไปอยู่เฉย ๆ ในวันนี้
จุดประสงค์นั้นเรียบง่ายมาก นั่นก็คือให้ตระกูลทังเลี่ยงจากมรสุม มิให้บังเกิดประกายไฟใด ๆ
เพราะถึงอย่างไร เบื้องหลังเจ็ดมหาเซียนเหล่านั้นต่างมีขุมกำลังใหญ่โตอยู่
หากให้ตระกูลทังเข้ามาพัวพันด้วย มันจะก่อให้เกิดปัญหานับไม่ถ้วนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
และสำหรับยามนี้ ดูเหมือนว่าจุดหมายจะบรรลุผลแล้ว
“จวบยามนี้ ยายหนูอวี่เยียนก็ยังมิรู้อันใดเลย”
ทังหลิงฉีกล่าวยิ้ม ๆ
พวกเขาเสวนากันด้วยบรรยากาศกลมเกลียวเอาการ
ไม่นานนัก ทังจินหงก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก “สหายเต๋าซู ศึกอันบังเกิดในงานประกวดล่าเวหานี้ย่อมก่อให้เกิดความปั่นป่วนในโลกหล้า กวนกระแสคลื่นมโหฬาร ข้าสงสัยว่า… ขุมกำลังใหญ่บางแห่งจะคาดเดาตัวตนของเจ้าออกนะ”
หัวใจของทังหลิงฉีครั่นคร้าม “บรรพชน ไฉนท่านจึงพูดเช่นนี้?”
“ในกาลผ่านมา มหาเซียนตายตกมากมาย และมหาเซียนหน้าใหม่ก็ปรากฏขึ้นในโลกหล้ามากมายตามกัน เป็นเรื่องธรรมดา”
“และสิ่งที่เทียบกับเหตุการณ์วันนี้ได้ ก็มีเพียงศึกใหญ่อันบังเกิด ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเท่านั้น”
ทังหลิงฉีพลันกระจ่างแจ้ง
ไม่กี่เดือนก่อน ซูอี้ใช้การฝึกฝนขอบเขตจักรวาลสังหารมหาเซียนมากมายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
และวันนี้ แม้ซูอี้จะใช้ชื่อเสิ่นมู่ เขาก็ยังฆ่ามหาเซียนไปหลายคน!
ยิ่งกว่านั้น ในสองศึกนี้ ซูอี้แม้จะมีการฝึกฝนอ่อนแอแต่ก็ใช้อำนาจภายนอกที่แข็งแกร่งอย่างกฎสวรรค์แดนเซียนของศิลาวิถีปกครองสวรรค์และหุ่นเชิดวิญญาณศึกซึ่งมีอำนาจต่อสู้ร้ายกาจ
เรื่องเช่นนี้เกิดเพียงหนก็ชวนใจหายพอแล้ว และเมื่อมันเกิดขึ้นสองหนติดต่อ ก็ยากจะไม่ทำให้ผู้คนครุ่นคิด!
ในชั่วกาลเพียงไม่กี่เดือน มหาเซียนก็ตายตกไปมากกว่าสิบ น่าสะพรึงกลัวอย่างจริงแท้ แล้วขุมกำลังวิถีเซียนใดเล่าจะยังอยู่เฉยได้?
ด้วยเหตุนี้ ขุมกำลังวิถีเซียนเหล่านั้นมีหรือจะมิออกสืบเสาะ?
เมื่อพบเบาะแสใด ๆ ไม่ต้องคิดก็รู้ได้เลย ว่าซูอี้จะตกอยู่ในปัญหาและการไล่ล่านับไม่ถ้วน!
สำหรับเรื่องนี้ ซูอี้หาใส่ใจไม่ “ถูกจำได้ก็มิเป็นไรหรอก ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของข้า ข้ามิกลัวพวกมหาเซียนอีกต่อไปแล้ว”
ทังจินหงและทังหลิงฉีมองหน้ากันแล้วอดพยักหน้ามิได้
จริงดังว่า แม้เขาจะไม่ได้หยิบยืมอำนาจภายนอก ด้วยความแข็งแกร่งของซูอี้ลำพัง ชายหนุ่มก็สังหารมหาเซียนชื่อเหมิงแห่งวังเซียนฟ้ามรกตได้!
ขอเพียงศัตรูมิได้โง่ พวกเขาก็จะไม่กระทำการโดยบุ่มบ่าม
ทว่าพวกเขาทั้งสองก็ทราบว่า หากศัตรูหมายหัวซูอี้จริง ๆ พวกเขาก็ย่อมจะทำทุกสิ่งเพื่อโจมตีซูอี้อย่างรุนแรงที่สุดยามลงมือเช่นกัน!
“จากที่ตาเฒ่าผู้นี้ทราบ ในกาลต่อมา คงจะดีกว่าหากสหายเต๋าเก็บตัวเงียบจากความสนใจผู้คน และเมื่อเหตุปั่นป่วนทั่วโลกาสงบเงียบ ค่อยกลับมาปรากฏสู่โลกหล้าก็ยังมิสาย”
ทังจินหงกล่าวเตือน
ซูอี้แย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าวยืนยันอันใด
ต่อมา ทั้งสามก็เสวนากันชั่วขณะ ก่อนซูอี้จะตัดสินใจจรจาก
ก่อนกลับ เขากล่าวขึ้นเบา ๆ “ในงานประกวดล่าเวหานี้ ต้องขอบคุณพวกท่านทั้งสอง หากตระกูลทังพบปัญหาอันมิอาจคลี่คลายได้ในภายหน้า ข้าจะมิอยู่ดูดาย”
ซูอี้จากไปโดยมิได้กล่าวอันใดอีก
ทังจินหงและทังหลิงฉีส่งเขาออกไปด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เก็บเงียบมิให้ผู้ใดพบเห็น
จนเมื่อทั้งสองเห็นร่างของซูอี้หายลับไปในท้องนภา ทังหลิงฉีก็พลันกล่าวอย่างลังเล “ท่านบรรพชน ท่าน… ก่อนหน้านี้ ท่านพบที่มาของสหายเต๋าซูแล้วหรือ?”
เขาสัมผัสได้ว่ายามบรรพชนปฏิบัติต่อซูอี้ อีกฝ่ายนอบน้อมประพฤติตนต้อยต่ำถึงขีดสุด วาจาเปี่ยมด้วยความพินอบพิเทา มิกล้าแสดงอำนาจเย่อหยิ่งใด ๆ แม้แต่น้อย
เรื่องนี้ค่อนข้างผิดปกติ
ทังจินหงพยักหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “ข้าพอจะ… เดาได้คร่าว ๆ แต่ก็ยังมิแน่ใจ สรุปคือเดี๋ยวก็รู้เอง”
เขาพึมพำในใจ ‘ในแดนเซียนนี้ นอกจากคนผู้นั้น จะยังมีผู้ใดเล่าที่มีฝีมือล้ำเลิศอัศจรรย์เช่นเขา? ยังมีผู้ใดใส่ใจความปลอดภัยของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเท่าเขาอีกหรือ? ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าวันนี้ เขาก็พูดว่าจะคิดบัญชีกับลัทธิไร้มลทิน…’
ทังจินหงเป็นตัวตนบรรพกาลผู้อยู่รอดจากยุคอวสานเซียน ผ่านร้อนหนาวในโลกหล้ามาเนิ่นนาน
และในฐานะบรรพชนตระกูลทัง ความลับและข่าวที่เขารู้ย่อมห่างไกลเกินผู้ใดในหล้าจะเทียบเคียง
เมื่อเขารู้จากทังหลิงฉีว่าซูอี้คือชายหนุ่มผู้สังหารมหาเซียนมากมายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาก็คาดเดาตัวตนของซูอี้ได้แล้ว!
และวันนี้ หลังได้ประจักษ์สารพัดวิชาอันเลิศล้ำและพูดคุยกับซูอี้เป็นการส่วนตัว ทังจินหงก็ได้คำตอบในใจแล้ว…
ตำนานไร้เทียมทานผู้สูญหายไปแสนนาน… ดูเหมือนจะกลับมาแล้วจริง ๆ!
เมื่อคิดเช่นนี้ หัวใจของทังจินหงก็สั่นสะท้าน
ทว่า เขามิกล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
เพราะหากเรื่องนี้แพร่งพราย มรสุมอันบังเกิดจากมันจะร้ายกาจเกินไป ทำให้แดนเซียนทั่วหล้าสั่นสะท้าน ตกสู่ความโกลาหลเกินคาดเดา!
……
“ท่านป้าน้อย พี่ชายน้อยทรงพลังเพียงนั้นจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ในห้องหนึ่ง ณ ตระกูลทัง ทังเป่าเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
“คำว่า ‘ทรงพลัง’ หรือจะนำมาอธิบายได้?”
ทังอวี่เยียนนึกย้อนถึงประสบการณ์ที่นางประสบในบรรพตมารล่าเวหาและเหตุการณ์วันนี้ แล้วหัวใจของนางก็อดเหม่อลอยมิได้
แล้วตกลงซูอี้เป็นคนเช่นไรกัน?
“น่าเสียดายที่เขาไปเสียแล้ว”
ทังเป่าเอ๋อร์พองแก้มอย่างแสนเสียใจ
“อย่าห่วงเลย คนเช่นเขากับเราแตกต่างราวอยู่คนละโลก ภายหน้าย่อมต้องจรจาก และโอกาสได้พานพบก็จะมีไม่มากนัก…”
ทังอวี่เยียนรำพึงเบา ๆ
กาลก่อน นางไม่ได้ให้ความสนใจกับชายหนุ่มอย่างซูอี้เลย
ทว่ายามนี้ นางตระหนักแล้วว่าความต่างชั้นระหว่างนางและอีกฝ่ายใหญ่หลวงเพียงไร
ใหญ่โตเสียจนนางสิ้นหวังเอื้อมถึง!
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง “เราเป็นสหายกัน ข้าจะไม่กังวลได้เช่นไร? แม้จะไร้โอกาสได้พานพบในภายหน้า ข้าก็ยังหวังให้เขาปลอดภัยไร้กังวลอยู่ดี”
ทังอวี่เยียนนิ่งไป ก่อนจะลูบหัวทังเป่าเอ๋อร์แล้วกล่าวยิ้ม ๆ “ข้าก็เช่นกัน”
……
วันเดียวกันนั้น งานประกวดล่าเวหาปิดฉากลง
และในวันนั้นเองที่วีรกรรมการสังหารเจ็ดมหาเซียนของเสิ่นมู่แพร่กระจายทั่วทุกมุมแดนเซียนเยี่ยงติดปีก ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาลือลั่น
ขุมกำลังใหญ่ทั่วแดนเซียนสั่นสะท้าน
ตัวตนวิถีเซียนในโลกหล้าล้วนปั่นป่วน
ลัทธิไร้มลทิน
ณ แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง เจ้าลัทธิฉีเนี่ยเงียบไปเนิ่นนานหลังอ่านข่าวที่เพิ่งได้รับมาจบ
ใบหน้ากระจ่างดุจหยกขาวของเขามืดหมอง
ในสาส์นระบุข้อมูลศึกอันบังเกิด ณ งานประกวดล่าเวหาอย่างละเอียดไร้จุดบอดช่องโหว่ใด ๆ
และเพราะเช่นนี้เอง ฉีเนี่ยจึงอนุมานเบาะแสได้มากมาย!
“เสิ่นมู่อันใด ซูอี้อันใด คิดจริง ๆ หรือว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าคือใคร?”
“ว่าแล้วเชียว ท่านอาจารย์คาดการณ์ไว้ไม่ผิด ทรราช เจ้าเวียนวัฏกลับมาแล้ว!!”
เนิ่นนานจากนั้น ฉีเนี่ยก็ผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเย็นชา
“น่าเสียดายที่เจ้ากลับมาช้าไป แดนเซียนทุกวันนี้แตกต่างจากช่วงก่อนยุคอวสานเซียนเป็นไหน ๆ”
“ไม่มีศาลเซียนรวมศูนย์แล้ว เขาโอฬารยุทธ์ก็สาบสูญ กระทั่งเก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนยังไม่เหลือลูกน้องที่เจ้าทิ้งไว้!”
“ในแดนเซียนทุกวันนี้ เจตจำนงแห่งเทพล้วนซุกซ่อนเบื้องหลัง เงาแห่งหายนะเทพปกคลุมวิถีเซียน แล้วการเวียนวัฏสงสารฝึกฝนใหม่ของเจ้าจะมีประโยชน์ใด?”
“ความแข็งแกร่งของเจ้าทุกวันนี้สังหารได้เพียงมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ยามรับมือมหาเซียนมากมาย เจ้ายังต้องยืมอำนาจภายนอกจากหุ่นเชิดวิญญาณศึก ตกต่ำกว่าตัวเจ้าในกาลก่อนมากนัก!”
“หากเจ้าทำตัวดี ๆ ซ่อนตัวเงียบ ๆ เจ้าก็จะเป็นอุปสรรคแฝงที่ทำให้ข้ารับมือมิถูกได้ แต่เจ้ากลับเลือกปรากฏตัวขึ้นยามนี้ เฮอะ คิดจริง ๆ หรือว่าหากตัวตนในขอบเขตมหาศาลมิอาจออกมา ก็ไร้ผู้ใดในโลกหล้าทำอันใดเจ้าได้?”
“หวังเย่เอ๋ยหวังเย่ เจ้าเคยรู้บ้างหรือไม่ว่ากระทั่งทวยเทพผู้สูงส่งทั้งหลายทั้งพากันหมายหัวเจ้าแล้ว?”
“และข้าฉีเนี่ยก็จะเป็นผู้ส่งเจ้าสู่จุดจบอย่างแน่นอน!”
ฉีเนี่ยลุกขึ้นและตัดสินใจ
เขามิได้คิดจะใช้อำนาจลัทธิไร้มลทิน แต่ตัดสินใจแพร่งพรายข้อมูลที่เขาอนุมานได้ให้แก่ขุมกำลังวิถีเซียนซึ่งมีเทพอยู่เบื้องหลัง!
เช่นลัทธิหมื่นวิญญาณ หอเทพอัศจรรย์ ลัทธิหลิงหลงเป็นต้น
ในโลกนี้ น้อยคนนักจะรู้ว่ามีเทพอยู่เบื้องหลังขุมกำลังเซียนเหล่านั้น ทว่าเรื่องนี้หายากเย็นไม่สำหรับฉีเนี่ย เจ้าลัทธิไร้มลทิน
‘ข้าจะใช้อำนาจของทวยเทพในแดนเซียนกำจัดเจ้า และจะรอดูว่าเจ้าจะอยู่ดีได้อีกนานเพียงไร!’
ฉีเนี่ยกล่าวในใจ
แล้วเขาก็รำพึงในใจอย่างเสียดายเล็กน้อย “หากท่านอาจารย์อยู่ที่นี่ เขาจะเป็นคนแรกที่ออกมาไล่ล่าทำลายวัฏสงสารของทรราชนั่นกระมัง?”
เมื่อนานมาแล้ว เพื่อหนีจากหายนะเทพ อาจารย์ของเขาเซวี่ยเซียวจื่อต้องหลบซ่อนตัว ณ สถานที่ลับสุดยอดแห่งหนึ่งและหยุดการเคลื่อนไหวทั้งมวล ไร้ข่าวคราวจวบบัดนี้
ฉีเนี่ยเองก็ไม่อาจติดต่ออาจารย์ของเขาได้ เขารู้เพียงว่ายามแดนเซียนปรากฏโอกาสเกี่ยวเนื่องกับ ‘วิถีผนึกเทพ’ ท่านอาจารย์และเหล่าผู้เฒ่าขอบเขตมหาศาลทั้งหลายซึ่งเร้นกายอยู่ก็อาจปรากฏขึ้นอีกหน
……
ลัทธิกำเนิดเอกภพ วังเซียนฟ้ามรกต ลัทธิอัคคีเทพ…
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแล้วแห่งเล่าสั่นสะท้านถ้วนทั่ว กระทั่งตัวตนบรรพกาลบางผู้ซึ่งเก็บตัวเนิ่นนานยังผงะตะลึงจนพากันโผล่ออกมาไถ่ถามถึงเรื่องนี้
“ตรวจสอบที เราต้องหารากเหง้าของเสิ่นมู่ผู้นี้ให้เจอ ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ก็ปล่อยไว้มิได้!”
“เสิ่นมู่หรือ? ข้าว่าเขาคือซูอี้ต่างหาก! ไป ใช้อำนาจสำนักเราตรวจสอบเรื่องนี้เสีย!”
“ผิดปกติแท้ ในชั่วกาลเพียงสั้น ๆ ซูอี้และเสิ่นมู่ ตัวตนวิถีเซียนสองคนซึ่งแปลกหน้าไร้ผู้รู้จักก็ปรากฏขึ้นติดต่อกัน เรื่องนี้ไม่มีทางปกติไปได้ เร็วเข้า ส่งสายลับที่เราวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ของแดนเซียนไปสืบข่าวที่ตระกูลทังโบราณ ข้าสงสัยว่าตระกูลทังจะรู้ที่มาของเสิ่นมู่ผู้นั้น!”
…ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายล้วนออกคำสั่งตาม ๆ กัน และทั่วแดนเซียนก็ปรากฏคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก!
……
แดนเซียน ณ แดนดินสุดประจิม
เหนือที่ราบสูงอันปกคลุมด้วยหิมะ ค้างคาวดำตัวหนึ่งโผนทะยานใต้ท้องนภา
ทันใดนั้น หัตถ์ใหญ่เรียวขาวข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นคว้าค้างคาวดำนั้นไว้จากอากาศธาตุ
ค้างคาวดำอ้าปากคายยันต์ลับชิ้นหนึ่งลงในหัตถ์ใหญ่ข้างนั้น
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
เสียงแหบต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เรียนบรรพชนผู้ก่อตั้ง มีเหตุสงสัยว่าร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่จะปรากฏขึ้นแล้วขอรับ!”
ค้างคาวดำกล่าวเสียงสั่น
……………