บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1701: เจียงไท่เออ จอมราชันเสมอสวรรค์
ตอนที่ 1701: เจียงไท่เออ จอมราชันเสมอสวรรค์
ทรราชหวังเย่!
เสียงแหบต่ำนั้นเงียบไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา หัตถ์ใหญ่เรียวขาวก็คลายออก
“กลับไปเสีย จำไว้ว่าอย่าเหลียวหลัง อย่ากล่าวกับผู้ใดว่าเจ้าเคยมาที่นี่”
ค้างคาวดำพยักหน้าโล่งใจ “ศิษย์รับทราบขอรับ!”
มันกระพือปีกบืนไปไกล
ทว่าขณะยังอยู่บนอากาศ จู่ ๆ ร่างของมันก็แหลกเป็นเสี่ยง
“บรรพชน เจ้า…”
ค้างคาวดำกรีดร้องอย่างตกใจ ทว่าเสียงของมันก็หยุดลงกะทันหัน ร่างของมันแหลกสลายเป็นธุลีโปรยสิ้น
“ลูกเอ๋ย เนตรแห่งทวยเทพจับจ้องยังแดนเซียนนี้อยู่ และเงาของหายนะเทพก็ยังอยู่ทุกแห่งหน ในเมื่อเจ้ามาส่งสาส์น เจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าต้องสละชีพตนเพื่อประโยชน์สุข”
หัตถ์ใหญ่เรียวขาวนั้นพลันหายไป
ลึกเข้าไปใต้พื้นทุ่งน้ำแข็งหมื่นปีนี้ ณ ก้นบึ้งแห่งโลกเร้นลับอันถูกซ้อนทับกันซ้ำ ๆ หลายชั้นมีวังใต้ดินตั้งอยู่หนึ่งแห่ง
มีเพียงประทีปเขียวหนึ่งดวงเจิดจรัสส่องแสงสลัวมัว
ชายผู้หนึ่งผู้เหล่อเหลาดุจหยกเจียร เยาว์วัยเช่นชายหนุ่มแบมือขวาของเขาออก
ยันต์ลับชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
มันคือยันต์ลับที่ค้างคาวดำนำมาส่ง
ในยันต์ลับมีเหตุศึก ณ งานประกวดล่าเวหาบันทึกไว้อย่างละเอียด
หลังอ่านจบ ชายผู้นั้นก็อดครุ่นคิดหนักมิได้
ครู่ต่อมา ดวงตาของเขาก็วูบไหวประกายยะเยือก “หวังเย่ นั่นเจ้าจริง ๆ หรือ?”
“หึ!”
ชายผู้นั้นเหยียดยิ้ม “กาลก่อน เจ้าถูกกล่าวอ้างว่าคือดาบสยบศัตรูชั่วกาลนาน เป็นที่เลื่องลือทั่วแดนเซียน ยากหาคู่ต่อสู้ใดในโลกหล้า ทว่าหากเสิ่นมู่ผู้นี้เป็นร่างเวียนวัฏของเจ้าจริง ๆ …เขาก็แสนอ่อนแอนัก!”
“จริงอยู่ที่เราผู้เฒ่าทั้งหลายหวาดผวาต่อหายนะเทพ ทำได้เพียงหลบซ่อน แต่ทุกวันนี้ จำนงแห่งเทพทะลุทะลวงทั่วแดนเซียนแล้ว และพวกเขา… ก็กำลังมองหาเจ้าอยู่!”
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายผู้นั้นก็ครุ่นคิดหนักอีกหน
“ทวยเทพ หายนะเทพ วิถีผนึกเทพ… วัฏสงสาร… หวังเย่…”
“ช่างเป็นเรื่องใหญ่เสียนี่กระไร! แม้จะยังไม่เปิดฉากแต่ก็น่าเร้าใจยิ่งแล้ว!”
“สำหรับข้า สำหรับเหล่าผู้เฒ่าผู้เร้นกายเนิ่นนาน เรื่องสนุกยิ่งกว่าหนใดถูกจัดขึ้นเช่นนี้ โอกาสบรรลุเทพก็ย่อมต้องปรากฏขึ้น!”
“ทว่าเงื่อนไขก็คือ เจ้าต้องเป็นหวังเย่จริง ๆ และ… ข้าอยู่รอดจนถึงวันนั้น…”
ชายผู้นั้นลูบคาง ก่อนจะตัดสินใจในที่สุด “บางทีหนนี้อาจขึ้นกับข้าเจียงไท่เออในการพิสูจน์ว่าเจ้าคือหวังเย่!”
เขาเบนสายตามองไปที่ด้านข้างของวัง
แสงสลัวสะท้อนบนผนัง ปรากฏหนังมนุษย์เรียงรายแน่นขนัดเป็นทิวแถว!
หนังมนุษย์เหล่านั้นต่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีทั้งชายหญิง
มองปราดแรก มันดูเหมือนคนเป็น!
ชายผู้นั้นยกมือขึ้น
หนังมนุษย์แผ่นหนึ่งร่วงลงในมือเขา
เขาเป็นชายชราผมขาว ใบหน้ายับย่น ที่หางคิ้วมีรอยแผลคมมีดบาดสะดุดตา
จากนั้น ชายผู้นั้นก็นำขวดหยกขาวใบหนึ่งออกมาตบเบา ๆ
ฉัวะ!
จิตวิญญานดวงหนึ่งปรากฏขึ้นจากในขวดหยก
รูปลักษณ์ของจิตวิญญาณดวงนั้นเหมือนกับหนังมนุษย์ชายชราผมขาวผู้นั้นทุกประการ!
ดวงตาของจิตวิญญาณดวงนั้นนิ่งทื่อ ไร้ปฏิกิริยาใด ๆ
ชายผู้นั้นกล่าวกับตนเอง “หากเขามาเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ มิรู้เลยนะว่าเขาจะเศร้าโศกเพียงไร และยามนี้ ข้าก็จะส่งเจ้าไปพบเขา”
ว่าแล้ว ชายผู้นั้นก็ยกมือขึ้นขยับจิก
จิตวิญญาณนั้นพลันทะยานเข้าไปในหนังมนุษย์
จากนั้นก็บังเกิดภาพอันอัศจรรย์ หนังมนุษย์พองตัวขึ้น บังเกิดกล้ามเนื้อและโลหิต เพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นชายชราผมขาวร่างผอม
ทว่านัยน์ตานั้นว่างเปล่าไร้อารมณ์
ชายผู้นั้นโบกมือ ประตูมิติบานหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
เขาจับจ้องชายชราผมขาว ดวงตาลึกล้ำไร้อารมณ์ “ยามเจ้าไปยังโลกภายนอก ไปหาเจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพ ‘เสวียนจ้ง’ แล้วเขาจะบอกเจ้าเองว่าจะหาชายหนุ่มชื่อเสิ่นมู่ผู้นั้นได้เช่นไร”
“หากเจ้าตาย ก็พิสูจน์ได้ว่าเขามิใช่หวังเย่”
“แต่หากเจ้ารอด…”
ว่าถึงตรงนี้ ชายผู้นั้นก็เสสรวล “เจ้าก็อยู่ได้มินานหรอก แต่อย่างน้อยก็เพียงพอให้ข้ารู้ว่าเขาคือหวังเย่แล้วกัน!”
“ไปสิ”
ชายชราผมขาวนามสิงหยวนจื่อพยักหน้าด้วยดวงตาว่างเปล่า แล้วเดินทื่อ ๆ เข้าไปในประตูมิติ
สุญญะวูบไหวหนึ่งหน แล้วร่างของสิงหยวนจื่อก็หายไป
“โยนหินถามทางเช่นนี้อาจจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเจ้าหวังเย่ เจ้าจะทำอันใดข้าได้?”
ชายผู้นั้นพลันรำพึง “น่าเสียดาย หากมิใช่ว่าต้องคอยหลบหายนะเทพ ข้าเจียงไท่เออคงไปเด็ดหัวเจ้าแต่เนิ่น ๆ แล้ว!”
น้ำเสียงของเขาเจือความอาวรณ์เล็กน้อยแทบมองมิออก
หายนะเทพนั้นเป็นประหนึ่งดาบคมแขวนเหนือศีรษะ ทำให้เขาทำได้เพียงแต่ต้องหลบซ่อน มิกล้าออกจากที่กบดานแม้เพียงครึ่งก้าว!
……
ทางทักษิณแห่งแดนเซียน
แดนดินอันมีปราณจิตวิญญาณเบาบางนี้มีเมืองปุถุชนนาม ‘นครตงไหล’ ตั้งอยู่
ผู้อาศัยในนครตงไหลส่วนใหญ่เป็นปุถุชน แม้จะมีผู้ฝึกตนเซียนอยู่ พวกเขาก็ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนปลาซิวปลาสร้อยไร้อำนาจชื่อเสียง
ณ ตัวเมืองในเขตนครตงไหล ขอทานเฒ่าผู้หนึ่งพิงหลังกับมุมกำแพงอย่างเกียจคร้าน หรี่ตาอาบแสงแดดอย่างเฉื่อยชา
ทันใดนั้น ราวสังเกตเห็นบางอย่าง ขอทานเฒ่าพลันนำถ้วยขอทานผุ ๆ ตรงหน้าเขาขึ้นมาดู
ไม่อาจทราบได้ว่าที่ก้นถ้วยมีเหรียญทองแดงเพิ่มมาหนึ่งเหรียญแต่ยามใด
ขอทานเฒ่าขมวดคิ้วพึมพำ “ฟ้ามิทันได้ถล่มก็ใช้ ‘ยันต์ลับเร้นวจี’ ที่ข้าทิ้งไว้ถ่ายทอดสาส์นเสียแล้ว เสียของจริง ๆ!”
ว่าแล้ว เขาก็ใช้ปลายนิ้วบดขยี้เหรียญทองแดงเหรียญนั้น
เปาะ!
อักขระเล็กจ้อยดุจเมล็ดข้าวปรากฏขึ้นนับไม่ถ้วน แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งลำแสงทะลวงสู่ห้วงความนึกคิดของขอทานเฒ่า
ครู่ต่อมา หลังของเขาก็ยืดตรง นัยน์ตามัวหมองของเขาปรากฏแววสะพรึงกลัวแรงกล้า
“หวังเย่ เจ้า… กลับมาแล้วหรือ?”
“มิน่าเล่า สายตาของทวยเทพจึงจับจ้องนิ่งที่แดนเซียน พวกเทพผู้สูงส่งเหล่านั้นมิอาจทนให้มีอำนาจวัฏสงสารอยู่ได้…”
ดวงตาของขอทานเฒ่าเปล่งประกายเย็นเยียบ
ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของเขาทาบอกไว้เบา ๆ
เมื่อนานมาแล้ว ดาบหนึ่งทะลวงอกของเขา ทิ้งบาดแผลอันแทบมิอาจเยียวยา จวบยามนี้ก็ยังเจ็บแปลบ ๆ อยู่น้อย ๆ!
และนี่คือบาดแผลจากดาบที่หวังเย่ทิ้งไว้ในกาลก่อน!
“ศึกอนันตรัตติกาลฆ่าเจ้ามิได้ หนนี้ นอกจากเราจะมิปล่อยเจ้าไว้ กระทั่งทวยเทพยังมิให้โอกาสเจ้ารอด!”
อกของขอทานเฒ่ากระเพื่อมขึ้นลง หัวใจเปี่ยมจิตสังหาร
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็สงบลงได้เล็กน้อย
“อย่ารีบเร่งใจร้อนไป ให้ผู้อื่นลงมือก่อน ข้ามิเชื่อว่าข้าจะเป็นผู้เดียวที่รู้ว่าเจ้าเวียนวัฏกลับมาหรอก…”
ขอทานเฒ่าค่อย ๆ เอนกลับไปพิงมุมกำแพงอีกครั้ง “ขี้ข้าเทพพวกนั้น ข้าเกรงว่าพวกเขาคงดมเจอกลิ่นอายเจ้าแล้ว”
“คลื่นใต้น้ำกำลังซัดสาด ม่านหมอกโรยตัวหนาทึบ ส่วนข้านั้นหนอจะเป็นผู้เฝ้ามองบนกำแพง จะดูว่าเจ้าเวียนวัฏกลับมา จะรอดได้นานเพียงไรเชียว!”
ขอทานเฒ่าหลับตาลง
ทว่าหัวใจเขายากจะสงบได้
หวังเย่!!
เมื่อนานมาแล้ว นามนี้คือฝันร้ายของเขา ทำให้ยากจะข่มตานอนได้
ยามนี้ บุคคลซึ่งใช้นามนี้ต้องสงสัยจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกหล้า และเขาก็ดูราวได้หวนคืนสู่อดีต ระลึกถึงความหลังอันเกินรับได้
ในโลกปุถุชนอันห่างไกล ณ นครตงไหลนี้ ไร้ผู้ใดทราบว่าขอทานเฒ่าซึ่งทุกผู้รังเกียจนี้คือมหาอำนาจไร้เทียมทานผู้เหยียบย่างสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิอัคคีเทพ หนึ่งในสามสำนักมารหลักในแดนเซียน
ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาคือ ‘จอมราชันเสมอสวรรค์’ ผู้ร่วมมือกับมหาอำนาจไร้เทียมทานอีกสามสิบสองคนอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ ฉู่เสินทง และเจียงไท่เออบุกโจมตีหวังเย่ในศึกอนันตรัตติกาล!
……
และยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลอย่างเจียงไท่เออกับจอมราชันเสมอสวรรค์ผู้ซุกซ่อนตัวตามที่ต่าง ๆ ทั่วแดนเซียนก็ได้รับทราบเกี่ยวกับศึกงานประกวดล่าเวหาโดยถ้วนทั่ว
บางผู้คาดว่า ‘เสิ่นมู่’ คือร่างเวียนวัฏของหวังเย่
บางผู้เคลือบแคลงเกี่ยวกับเรื่องนี้
บางผู้ได้เริ่มเคลื่อนหมากบนกระดานแล้ว เช่นเจียงไท่เออ
และยังมีผู้เป็นเช่นจอมราชันเสมอสวรรค์ ปล่อยคลื่นใต้น้ำโหมกระหน่ำต่อไป ขณะที่ตนทำเพียงเฝ้ามอง
สรุปคือ ผลกระทบของศึกงานประกวดล่าเวหานี้ร้ายแรงยิ่งกว่าการคาดเดาของสรรพชีวิตในแดนเซียนนัก!
และคลื่นใต้น้ำจากศึกนี้ก็กำลังประดังเข้าหาซูอี้
……
วูบ!
เรือสมบัติทะยานเวหา กวาดละล่องไปไกล
ที่ท้ายเรือ ซูอี้ทอดกายเอกเขนกบนเก้าอี้หวาย มองตะวันอัสดงไปตลอดทาง
แสงลับตะวันนั้นดุจเปลวเพลิง มิต่างจากสีแดงเรื่อบนใบหน้าหญิงงามยามกรึ่มเมรัย
เทียบได้กับความงดงามมากมาย
เขาได้รับประโยชน์มหาศาลในงานประกวดล่าเวหาหนนี้
ประการแรก เขาได้รับผลึกมารมาเกือบสามร้อยชิ้น และยังมีสามสิบกว่าชิ้นที่กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายาก
ประการที่สอง เขาได้รับโอสถเซียนและวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์อันยากจะหาพบได้ในโลกภายนอกมามากมาย รวมถึงสมบัติเซียนสารพัดชนิด ส่วนใหญ่แล้วเป็นสินสงคราม
ประการที่สาม คือการได้โลงดาบหกชุ่นอันเกี่ยวพันกับชาติที่ห้าของเขา และหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อมาในครอบครอง
ประการที่สี่ ณ แท่นบรรลุวิถี เขาได้เคลื่อนขอบเขตเข้าสู่ขอบเขตสุญตา ประจักษ์ต่อความหมายแท้จริงของ ‘หมื่นวิถีรวมเป็นหนึ่ง’ และจากนั้นมา หมื่นวิถีก็สามารถหลอมรวมเข้ากับวิถีดาบได้ ภายหน้า หนึ่งดาบก็สามารถใช้แทนหมื่นวิถี สะบั้นหมื่นกฎเกณฑ์ได้!
‘โชคยังดี ด้วยผลึกมารและโอสถเซียนหายากเหล่านั้น ในชั่วกาลอันสั้นนี้ ก็มิต้องกังวลเรื่องฝึกฝนเลย’
ซูอี้กล่าวในใจ
หลังก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสุญตา เขาก็ค้นพบอย่างเฉียบแหลมว่าทรัพยากรฝึกฝนส่วนใหญ่ในระดับราชันเซียนทั่วโลกหล้านั้นยากจะสนองความต้องการฝึกฝนของเขาได้!
มีเพียงโอสถสมบัติหายากล้ำค่าในระดับราชันเซียนบางชนิดและทรัพยากรฝึกฝนระดับมหาเซียนเท่านั้นที่สนองความต้องการฝึกฝนของเขาได้!
และสมบัติศักดิ์สิทธิ์กับสมบัติเหล่านั้นสามารถหลอมไว้ใช้ขัดเกลาดาบแห่งโลกาได้
จากการคาดการณ์ของซูอี้ อำนาจของดาบแห่งโลกาทุกวันนี้นั้นเทียบได้กับสมบัติสูงสุดระดับราชันเซียนแล้ว และหากเพิ่มระดับต่อไปอีกขั้น มันจะแปรเปลี่ยนคุณภาพไปโดยสิ้นเชิง เทียบได้กับสมบัติเทพระดับมหาเซียน!
“โลงดาบหกชุ่นนั่นยังเปิดมิได้ หาไม่ เราก็อาจพบตัวตนของชาติที่ห้าก็เป็นได้…”
ซูอี้เสียดายเล็กน้อย
โลงดาบหกชุ่นนั้นลึกลับยิ่ง ถูกผนึกด้วยอำนาจพิเศษไว้อย่างแน่นหนา
จากการอนุมานของซูอี้ หากมีโอกาสปลุกอำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าขึ้นได้ เขาก็จะมีโอกาสเปิดโลงดาบนี้
“ต่อจากนี้ต้องให้ความสนใจรวบรวมสมบัติและโอสถสำหรับซ่อมแซมจิตวิญญาณสักหน่อยแล้ว”
ซูอี้ตัดสินใจ
การซ่อมแซมจิตวิญญาณของเหลยเจ๋อโดยเร็วที่สุดนั้น ไม่เพียงจะทำให้เขามีผู้ช่วยฝีมือดีเพิ่มมาหนึ่ง ยังทำให้เขาล่วงรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับยุคสุดวิเวกจากเหลยเจ๋อได้อีกด้วย
เช่น ‘นายท่าน’ ที่อีกฝ่ายว่าใช่ชาติที่ห้าของเขาหรือไม่
เช่นเกิดอันใดขึ้น อีกฝ่ายจึงประสบหายนะเทพเป็นต้น