บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1702: จิตนภาเก้าอัศจรรย์
ตอนที่ 1702: จิตนภาเก้าอัศจรรย์
“นับต่อจากนี้ ต้องทำตัวให้เงียบเข้าไว้แล้วจริง ๆ”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบ
การกระทำของเขาในงานประกวดล่าเวหานั้น เขาได้ทั้งประโยชน์และปัญหา
เขารู้ดีมากว่าต่อให้ตนแปลงโฉมและใช้นามเสิ่นมู่ในตอนนั้น ยามวีรกรรมการสังหารเจ็ดมหาเซียนของเขาแพร่งพรายออกไป มันจะดึงความสนใจของผู้คนมากมายแน่
เป็นไปได้ว่าพวกเจ้าเฒ่าทั้งหลายอาจอนุมานสัจธรรมบางอย่างจากเบาะแสเหล่านั้นได้
เพราะนับแต่เขาบรรลุสู่แดนเซียน ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินกับนครเซียนโฉลกเมฆาก็มีข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว!
ทว่าชายหนุ่มหาใส่ใจไม่
เขาตระหนักตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ช้าก็เร็ว ตัวตนของเขาก็จะถูกเปิดโปง ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ดวงตะวันลับหาย รัตติกาลโรยตัวลงมา
ซูอี้กลับเข้าไปในเรือ นั่งทำสมาธิเงียบเชียบ
เจ็ดวันต่อมา
ทวีปกกพิสุทธิ์ เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว ผืนดินข้างใต้ซากตำหนักอนันตรัตติกาล
ซูอี้กลับมายังวังดินปุจฉาสวรรค์
“ใต้เท้าจอมราชันเข้าสู่ขอบเขตสุญตาแล้วหรือเจ้าคะ?”
ชิงเวยประหลาดใจแสนยินดี
นางยังคงสงวนท่าทาง ร่าเริงเบิกบาน งดงามเฉกเช่นยามแรกพบกับซูอี้ นางสวมชุดกระโปรงยาวเรียบง่ายซึ่งรับกับรูปร่างผอมเพรียวตรึงตา ส่วนโค้งเว้าสง่างาม ขับเน้นเสน่ห์ของนางอย่างน่าอัศจรรย์ดุจยอดหญิงงามไร้ผู้เทียบ
แม้จะเคยเห็นเสน่ห์ของชิงเวยมาก่อนยามหวนพานพบ ชายหนุ่มก็ยังคงรู้สึกทึ่งและเจริญตาอยู่ดี
ซูอี้พยักหน้าและออกคำสั่ง “ไปเรียกอาจารย์เจ้ามา”
เมื่อเห็นร่างงดงามของอีกฝ่ายหายลับไป เขาก็นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นอย่างมิอาจอธิบาย
ยามพบกับชิงเวยครั้งแรก เขายังไม่ได้บรรลุสู่วิถีเซียนและบาดเจ็บสาหัส มีร่องรอยอำนาจที่มามหาเซียนแทรกอยู่ในร่าง
และยามนั้นเอง นางก็ได้เสนออุ่นเตียง เต็มใจฝึกฝนคู่กับเขาเพื่อช่วยสลายบาดแผลให้
น่าเสียดายที่การฝึกฝนของเขาต่ำต้อยเกินไป และชิงเวยก็เป็นราชันเซียน จึงไม่เหมาะสมจะฝึกบำเพ็ญคู่ร่วมกัน เรื่องนั้นจึงถูกปัดตกไป
“จะว่าไป นับแต่เข้ามาในแดนเซียน ข้าก็มิเคยได้ประสบกับความอัศจรรย์แห่งการบำเพ็ญคู่อีกเลยจริง ๆ…”
ซูอี้ทอดถอนใจ
แล้วเขาก็ส่ายหน้า มิครุ่นคิดต่อทันที
ไม่นานนัก ชิงเวยกับอาจารย์ของนาง มหาเซียนหลิวอวิ๋นก็มาถึง
ซูอี้เข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา “ข้าน่าจะช่วยเจ้าปลดหายนะเทพในร่างได้แล้ว เจ้าจะลองหรือไม่?”
ร่างอรชรของมหาเซียนหลิวอวิ๋นสะท้าน นางสะกดความตื่นเต้นในใจเอาไว้และกล่าวว่า “ขอใต้เท้าซูลงมือด้วย!”
ซูอี้พยักหน้ารับคำ นี่เป็นสิ่งที่เขารับปากกับนางไว้เมื่อกาลก่อน และเขาจะไม่ผิดวาจา
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ซูอี้ใช้อำนาจวัฏสงสารสลายหายนะเทพในร่างมหาเซียนหลิวอวิ๋นลงได้สำเร็จ หยุดอันตรายแฝงที่รุมเร้านางมานานจนสิ้นซาก
มหาเซียนหลิวอวิ๋นราวกับได้เกิดใหม่ ใบหน้างดงามเย็นชาของนางดูเปล่งปลั่งแตกต่างจากเดิม
นางคุกเข่าลงขอบคุณซูอี้
“ตลอดหลายปีมานี้ ที่มามหาวิถีของเจ้าเสียหายอย่างหนักจากการกัดกร่อนของอำนาจหายนะเทพ และในเวลาอันสั้นนี้ ข้าเกรงว่าการฟื้นตัวเต็มที่จะเป็นไปได้ยาก”
ชายหนุ่มกล่าวแนะ “ข้าแนะนำให้เจ้าเก็บตัวไปสักระยะ”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นกล่าวอย่างนอบน้อม “รับบัญชาใต้เท้า!”
วันเดียวกันนั้น มหาเซียนหลิวอวิ๋นจัดงานเลี้ยงและเรียกชิงเวย ฟางโหย่วหรง ฟางหานและคนอื่น ๆ มาร่วมฉลองกินดื่มกับซูอี้อย่างชื่นมื่น
ในงานเลี้ยง ซูอี้เทียบทดสอบการฝึกฝนของฟางโหย่วหรงและฟางหาน ก่อนจะพบว่าทั้งสองหาได้อยู่ว่าง ขยันฝึกฝนพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในใจก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
เมื่อพบพี่น้องคู่นี้ ซูอี้ก็นึกถึงชีฝูเฟิงเช่นกัน
กาลก่อน เขาได้ให้ชีฝูเฟิงไปตามหาสัจธรรมการล่มสลายของ ‘เผ่าภูตปี้อั้น’ ทว่าหลายเดือนผ่านไปก็ยังไร้ข่าวคราว
แต่ซูอี้ก็มิได้รีบร้อน
เพราะสำหรับตัวตนในวิถีเซียน สิ่งที่ไร้ความสำคัญที่สุดคือเวลา
จากวันนี้ไป ซูอี้ก็อาศัยและเริ่มเก็บตัวในวังดินปุจฉาสวรรค์
ครึ่งเดือนถัดมา
สุคนธ์โอสถหอมสดชื่นก็กำจายออกมาจากเตาเสริมสวรรค์พร้อมกับเสียงคำรามประหลาด
ซูอี้ผ่อนหายใจโล่งอก และพบว่าภายในเตาเสริมสวรรค์มีโอสถอันงดงามตระการสีสันนับร้อยเม็ดอยู่
โอสถแต่ละเม็ดมีอำนาจกฎเกณฑ์ลึกลับกำลังพลุ่งพล่านอยู่ และยังเกิดเป็นนิมิตอัศจรรย์ต่าง ๆ มากมาย
นี่คือ ‘โอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์’ โอสถสมบัติระดับมหาเซียน!
เขาใช้โอสถเซียนไปเกือบทั้งหมดและผลึกมารส่วนหนึ่งที่เขามีเพื่อใช้ในการหล่อหลอมมันด้วยเตาเสริมสวรรค์ก็คือเตาหลอม
ในสายตามหาเซียน โอสถเช่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายากซึ่งจะเต็มใจใช้กันต่อเมื่อกำลังจะเคลื่อนขอบเขต
และไม่อาจหาซื้อได้ในตลาดแห่งใดในแดนเซียน!
ตู้ม!
เตาเสริมสวรรค์สั่นสะท้านน้อย ๆ แล้วโอสถนับร้อยก็ทะยานออกมาเข้าสู่ขวดหยกในมือซูอี้อย่างเป็นระเบียบ
เตาเสริมสวรรค์เก็บโอสถไว้กับตนสามส่วน
ส่วนชายหนุ่มได้มาเจ็ดส่วน เมื่อนับดูพวกมันก็มีประมาณเจ็ดสิบสองเม็ด
ซูอี้เก็บโอสถไปแล้วกล่าวกับเตาเสริมสวรรค์ว่า “เจ้าหลอมโอสถมหาเซียนได้แล้วในยามนี้ หากไม่เกิดอะไรขึ้น จิตวิญญาณสมบัติของเจ้าก็น่าจะฟื้นคืนมามากแล้วหรือไม่?”
รัศมีเซียนสีม่วงภายในเตาเสริมสวรรค์แผ่ออกมาและควบแน่นเป็นสองคำ ‘ถูกต้อง!’
เตาเสริมสวรรค์อยู่กับเขามาตั้งแต่ยามอยู่ในแดนมนุษย์ และจากนั้นมา โอสถเซียนกับวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เขาได้รับก็จะถูกหลอมโดยเตาเสริมสวรรค์
จวบยามนี้ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อเกิดจากฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนก็ได้แปรเปลี่ยนไปมากอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากกาลก่อนไปแล้ว
ทว่าเขาก็รู้ดีว่า นี่ยังมิอาจเทียบกับเตาเสริมสวรรค์ยามสมบูรณ์พร้อมได้อย่างแท้จริง!
ต้องทราบว่าเตาหลอมใบนี้อยู่มาตั้งแต่ยุคอวสานเซียน และครั้งหนึ่งเคยเป็นสมบัติก้นหีบของจอมราชันวิถีโอสถผู้หนึ่ง!
ในยุคอวสานเซียน สมบัติชิ้นนี้หนีมายังแดนมนุษย์เพื่อหลบหายนะ
และหายนะดังกล่าวก็ทำให้จิตวิญญาณกับอำนาจที่มาของสมบัติชิ้นนี้เสียหายอย่างหนัก และมิอาจฟื้นคืนได้จวบยามนี้เช่นกัน
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวว่า “เช่นนั้น ช่วยข้าขัดเกลาดาบแห่งโลกาอีกทีสิ ข้าขอเรื่องเดียวคือต้องเพิ่มอำนาจของดาบแห่งโลกา”
เตาเสริมสวรรค์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะควบแน่นอักขระด้วยรัศมีเซียนสีม่วงเรียงเป็นประโยค ‘นำวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนให้ข้าสิบชนิด แล้วข้าจะรับปาก’
ซูอี้เลิกคิ้ว โอ้โห เจ้าเตานี่กล้าต่อรองกับเขาด้วยแฮะ!
เตาเสริมสวรรค์อธิบายอีกหน ‘ข้าไม่ได้โลภแต่อย่างใด แต่การขัดเกลาดาบวิถีคู่ใจของเจ้าใช้พลังของข้ามากเกินไป ข้าจึงต้องเติมพลังข้าเองด้วย’
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงรับปาก
อีกครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จู่ ๆ เสียงคำรามพลันดังสนั่นจากร่างซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ของซูอี้ ผิวรอบกายของเขาเปี่ยมด้วยรัศมีวูบไหวเป็นจังหวะ
ทันใดนั้น นิมิตทั้งหลายก็หายไป
ในครึ่งเดือนมานี้ ด้วยความช่วยเหลือจากโอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์ การฝึกฝนของซูอี้ก็พัฒนาขึ้นมาก ขาดเพียงเอื้อม เขาก็จะก้าวสู่ขอบเขตสุญตาขั้นกลางได้!
ทว่าราคาที่ต้องจ่ายก็สูงลิบลิ่ว
ซูอี้ต้องกินโอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์หนึ่งเม็ดแทบจะทุกวัน
หากมหาเซียนคนใดในโลกหล้ามาเห็นเข้า เกรงว่าคงปรามาสซูอี้กันยกใหญ่ว่าเขมือบวาสนาทิ้งขว้างแน่
แต่เรื่องนี้ เขาหาร้อนใจไม่
ทรัพยากรฝึกฝนเหือดหาย ก็แค่หาใหม่อีกหน
และวันนี้เองที่เตาเสริมสวรรค์หลอมดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่สำเร็จ
ตู้ม!
วจีดาบก้องกังวาน
ดาบแห่งโลกาที่อยู่ตรงหน้าซูอี้ลอยขึ้นไปบนอากาศ มันยังคงมีความยาวสามฉื่อ กว้างสี่นิ้วเหมือนเก่า ตัวดาบเป็นสีครามเทาประหนึ่งท้องนภาแรกอรุณ
ภายในตัวดาบสีครามเทาดูจะมีดวงดารากระจ่างเคลื่อนคล้อยดุจนิมิตฝัน จิตสังหารดุร้ายพลุ่งพล่านราวกับพร้อมจะทะยานสรวง ฉีกกระชากท้องนภาครามเป็นเสี่ยง!
สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ดาบแห่งโลกาในขณะนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ยามอยู่เฉยเปรียบประหนึ่งดาบสามัญ ไร้ประกายจนมิน่าจดจำ
สมบัติชิ้นนี้เร้นตน!
ซูอี้มองดาบในมืออยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุดว่าหากกล่าวถึงอำนาจ ดาบแห่งโลกาในวันนี้เทียบได้กับสมบัติระดับมหาเซียน!
จุดบกพร่องของมันคือ เทียบกับสมบัติระดับมหาเซียนอื่น ๆ แล้ว มันไม่มีอำนาจที่มาแห่งกฎเกณฑ์ขอบเขตอัศจรรย์
และอำนาจเช่นนี้ มหาเซียนต้องเป็นผู้ขัดเกลามันเอง
เตาเสริมสวรรค์มิอาจช่วยได้
อันที่จริง แม้เตาเสริมสวรรค์จะช่วยได้ มันก็คงไร้ประโยชน์ต่อชายหนุ่มมากนัก เพราะยามนี้เขาเป็นเพียงเซียนแท้ขอบเขตสุญตาผู้หนึ่งเท่านั้น…
‘ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของข้า หากให้ไปจัดการตัวตนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้นอย่างชื่อเหมิง ข้าก็สับเขาตายด้วยดาบเดียวได้แล้ว’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาลุกขึ้นและตัดสินใจออกจากที่นี่
การเก็บตัวฝึกฝนไม่มีผลต่อการขัดเกลาวิถีของเขาอีกต่อไป
‘หากได้พบศัตรูซึ่งนับเป็นศัตรูได้ก็คงจะดี’
ซูอี้ครุ่นคิดขณะเดินออกจากห้อง
“ใต้เท้าจะไปเขาปู้โจวหรือเจ้าคะ?”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะจากไป ชิงเวยก็อดประหลาดใจมิได้
เขาปู้โจวนั้นห่างไกลจากทวีปกกพิสุทธิ์หลายหมื่นลี้ และคั่นกลางด้วยสิบสามทวีปเซียน แม้ค่ายกลเคลื่อนย้ายจะส่งผลข้ามทวีปได้ แต่การเร่งรีบไปให้ถึงก็ยังใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนอยู่ดี
“ใช่”
ซูอี้ว่า “แต่ข้าจะแวะหุบเหวหมอกดำก่อน”
หุบเหวหมอกดำคือเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของแคว้นหมิง และเป็น ‘สุดยอดเขตหวงห้ามอันตราย’ อันเลื่องลือทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียน
ขนาดมหาเซียนที่ไปยังหุบเหวหมอกดำ ไปสิบยังรอดหนึ่ง!
ส่วนราชันเซียนนั้นมีแต่ตายกับตาย!
ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา หุบเหวหมอกดำจึงมีคำกล่าวว่า ‘เซียนลาลับมิกลับมา’
กาลก่อน ซูอี้ได้พบกับราชันเซียนกลุ่มหนึ่งเช่นม่อฉานชิวที่ด้านหน้า ‘เก้าอนุสรณ์สุดวิเวก’ ในตลาดมังกรดำ
ม่อฉานชิวกับคณะได้เข้าไปภายในหุบเหวหมอกดำเพื่อค้นหาโอกาสที่มีนามว่า ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ และซูอี้ในยามนั้นก็มอบยันต์ลับชิ้นหนึ่งให้อีกฝ่าย
และซูอี้เองก็ตั้งใจว่าจะหวนกลับไปเยี่ยมเยือนสหายเก่าจากอดีตชาติที่หุบเหวหมอกดำยามบรรลุขอบเขตสุญตาเช่นกัน!
ไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าเขาว่า ภายในหุบเหวหมอกดำอันเป็นที่เลื่องลือว่า ‘เซียนมามิหวนกลับ’ นี้ แท้จริงมีสนามรบเทพมารถูกทิ้งร้างเอาไว้ตั้งแต่ยุคสุดวิเวกอยู่
ก่อนยุคอวสานเซียนจะมาถึง หวังเย่เคยดำเนินวิถีดาบ แสวงหาปริศนาเทพมารยุคสุดวิเวก และหวังเย่กับวานรเฒ่าผู้พิทักษ์สนามรบเทพมารในยามนั้นก็ประมือจนรู้จักเป็นสหายกัน
ทว่ากลับมีปัญหาเกิดขึ้นกับวานรเฒ่าสะพายดาบ เขาถูกพันธนาการด้วยอำนาจบางประการ จนมิอาจออกจากสนามรบเทพมารได้ตลอดชีวิต
ในยามนั้น หวังเย่ได้รับปากว่าจะช่วยอีกฝ่ายออกมาอย่างสุดความสามารถ ทว่าจวบจนเขากลับชาติมาเกิด ก็ยังมิอาจทำได้สำเร็จ
ต้องบอกว่านี่คือความผิดหวังอย่างหนึ่งในใจของหวังเย่
เมื่อซูอี้ได้ถือครองวัฏสงสารในยามนี้ การฝึกฝนของเขาก็ทะลวงสู่ขอบเขตสุญตา และก็ตั้งใจจะไปเขาปู้โจวอยู่แล้ว จึงวางแผนจะแวะไปยังหุบเหวหมอกดำเพื่อดูว่าจะหาทางช่วยวานรเฒ่าสะพายดาบให้เป็นอิสระจากสนามรบเทพมารได้หรือไม่
หากทำเช่นนั้น มันก็เท่ากับคลายความอาวรณ์แห่งอดีตให้กับหวังเย่ได้ด้วย