บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1703: จิตใจสงบนิ่งมิวอกแวก
ตอนที่ 1703: จิตใจสงบนิ่งมิวอกแวก
ชิงเวยลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า ข้าเองก็คิดจะกลับไปยังแคว้นจิ่ง ให้ข้าติดตามไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูอี้นิ่งไป
โดยไม่รอให้มีคำถาม นางก็ชิงอธิบายว่า “ข้าจะมิถ่วงการเดินทางของท่านเลย และเมื่อถึงชายแดนแคว้นหมิง ข้าก็จะเบนเส้นทางไปที่แคว้นจิ่งเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มว่า “เจ้าจะกลับแคว้นจิ่งไปเพื่อการใด?”
ชิงเวยอธิบายด้วยน้ำเสียงเบาแผ่ว
อำนาจของหอน้อยสมปรารถนาถดถอยมาเนิ่นนาน มิยิ่งยงเช่นกาลก่อนแล้ว
และเมื่อไร้มหาเซียนหลิวอวิ๋นปกครองในยามนี้ กองกำลังของหอน้อยสมปรารถนาซึ่งกระจายไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในแดนเซียนก็ย่อมปั่นป่วนดุจมังกรไร้หัว
ที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจของหอน้อยสมปรารถนาถูกลัทธิหมื่นวิญญาณหมายตามาเนิ่นนาน!
และหายนะเทพที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบก็เกี่ยวพันกับลัทธิหมื่นวิญญาณ
เมื่อชิงเวยกลับไปหนนี้ สิ่งที่นางต้องทำก็คือใช้นามของมหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้เป็นอาจารย์เพื่อลดอำนาจของหอน้อยสมปรารถนาเป็นศูนย์ ซ่อนตัวในที่ลับโดยสมบูรณ์ รอคอยเวลาที่เหมาะสมในภายภาคหน้าเพื่อหวนกลับมาใหม่
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็อดรำพึงมิได้
ก่อนยุคอวสานเซียน หอน้อยสมปรารถนานั้นเป็นขุมกำลังเลิศล้ำชั้นหนึ่งในแดนเซียน ห่างไกลเกินยักษ์ใหญ่ใดในแดนเซียนในขณะนี้จะเทียบได้
ทว่ากาลเวลาเปลี่ยนผัน หอน้อยสมปรารถนาทุกวันนี้ย่ำแย่ยิ่งกว่ากาลก่อน!
“ก็ได้ เจ้าไปเตรียมตัวเสีย เราจะไปกันวันนี้”
ซูอี้รับปาก
วันเดียวกันนั้น เขากับชิงเวยก็ออกจากวังดินปุจฉาสวรรค์ด้วยกัน
……
รัตติกาลราบเรียบเยี่ยงผืนธาร
หนึ่งเรือสมบัติละล่องอยู่บนนภากาศ
ซูอี้นอนทอดกายอยู่บนเก้าอี้หวายภายในเรือสมบัติ ปล่อยใจเหม่อลอย
ยามไม่ได้ฝึกฝน เขามักจะเอื่อยเฉื่อยเกินจะขยับดุจปลาแดดเดียว ไม่คิดจะทำอันใดเสมอ
ต่างจากเมื่อก่อน เขาเปลี่ยนจากสวมอาภรณ์นักพรตซึ่งทอจากไหมของหนอนไหมน้ำแข็งสวรรค์มายาเป็นอาภรณ์ยาวสีขาวดุจหิมะ รวบเรือนผมยาวไว้ด้านหลังลวก ๆ
ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลา แต่มันก็แปรเปลี่ยนไปอีกหน
บรรยากาศรอบกายของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นทะนงเยี่ยงหิมะ เย็นชาดุจน้ำแข็ง
ชิงเวยนั่งลงบนม้านั่งเล็กข้างกาย รวบกระโปรงเอาไว้บนเข่า ตรงหน้านางกำลังต้มชาด้วยเตาใบจ้อย
รูปลักษณ์ของนางงดงามสดใส เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ผิวขาวกระจ่าง ดูภาคภูมิยิ่งอย่างหาได้ยาก ยามนี้ที่นางนั่งคุดคู้บนม้านั่งเล็ก บั้นท้ายส่วนใหญ่ของนางก็ถูกบีบเป็นส่วนโค้งกลมสะดุดตา
เอวของนางคอดบาง เรือนผมดำขลับม้วนเป็นมวยหลวม ๆ ดูเรื่อยเฉื่อยทว่าก็มีเสน่ห์
ยามดวงตาคู่งามเหลือบมองชายหนุ่มเป็นครั้งคราว นางก็จะรีบละสายตาในไม่ช้าราวกับกลัวจะถูกจับได้
ไม่นานนัก น้ำชาก็ได้ที่ หญิงสาวยกถ้วยหยกขึ้นมารินชาแล้วส่งให้ซูอี้ “ใต้เท้าโปรดดื่มชาเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางใสฟังรื่นหู แฝงด้วยแรงดึงดูดเฉพาะตัว
เขารับถ้วยชามา “ขอบคุณมาก”
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือสมบัติมา ชิงเวยก็ง่วนอยู่กับการจัดที่นอน รินน้ำชงชาและจัดเตรียมอาหารอย่างเมรัย ติ่มซำ แตงโมและผลไม้ต่าง ๆ ให้ซูอี้
ทีแรก เขายังไม่สบายใจเล็กน้อย แต่เขาก็เห็นได้ว่าอีกฝ่ายดูจะอารมณ์ดี เขาจึงมิหยุดนาง
“เป็นเกียรติของข้าที่ได้รับใช้ข้างกายใต้เท้าเจ้าค่ะ ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าเลย”
ชิงเวยทัดปอยผมดำขลับข้างหูขณะยิ้มแย้ม
กิริยาของหญิงสาวนั้นงดงามเกินกว่าสาวน้อยผู้ใดจะเทียบได้ เป็นหญิงงามล่มเมืองสะกดใจผู้คน รอยยิ้มของนางทรงเสน่ห์เฉพาะตัว
เป็นความงามอันแสนเย้ายวน
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยิ้มบาง “หญิงงามเกินใดเทียบเช่นเจ้า หากผู้ใดมาเห็นนั่งชงชาให้ข้าเช่นนี้ เกรงว่าคงตามล่าข้าพัลวันเป็นแน่”
ใบหน้ายิ้มแย้มของชิงเวยเงยขึ้นมอง ดวงตาหงสาคู่งามกะพริบปริบ “ในสายตาใต้เท้า ข้า…ยังนับได้ว่าเกินใดเทียบหรือเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มกล่าว “ข้ามิได้ตาบอดนี่ เห็นเช่นนั้นมิได้หรือ?”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแดงเรื่อของนางเล็กน้อย สีหน้าแววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม “ในสายตาข้า คำว่าไร้ใดเทียบมิอาจใช้บรรยายใต้เท้าได้ ต้องบอกว่าทั่วหล้าไร้ใดเหมือนเจ้าค่ะ!”
ว่าแล้ว นางก็พึมพำอย่างดูประทับใจเอาการ “ก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้รับใช้ใต้เท้า และจำได้ว่ายามอยู่ในตลาดมังกรดำ เป็นท่านที่ช่วยข้าไว้จากวิกฤต ข้าจึงเลี่ยงไม่ต้องเป็นนางบำเรอของบุตรสวรรค์ลัทธิหมื่นวิญญาณไปได้”
“จนมาถึงนครเซียนเพลิงนภา ใต้เท้าก็ช่วยชีวิตท่านอาจารย์ของข้าไว้ กระทั่งหายนะเทพในร่างท่านอาจารย์ ท่านก็เป็นผู้กำจัดให้”
“บุญคุณเช่นนี้ ข้า…ข้าจะจดจำไว้ในใจเสมอ และมิเคยทราบเลยว่าจะตอบแทนอย่างไรได้เจ้าค่ะ”
ในที่สุด นางพลันแหงนใบหน้างดงามไร้ที่ติของนาง ใช้คู่เนตรหงสาจับจ้องชายหนุ่ม อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างกระอักกระอ่วนราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังลังเล
หลังจากเนิ่นนาน นางก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้นมาเสียงแผ่วเบาประหนึ่งยุงบิน “ใต้เท้า ดึกมากแล้ว ให้ข้ารับใช้… พาท่านกลับไปพักผ่อนที่ห้องเถอะเจ้าค่ะ”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ใบหน้างดงามของนางก็แดงเรื่อ ก้มหน้างุดโดยมิรู้ตน
ซูอี้ดื่มชาหมดถ้วย จากนั้นก็ส่งคืนให้อีกฝ่ายแล้วกล่าวอย่างนุ่มนวล “ข้าไม่ต้องการรางวัลเช่นนี้หรอก อย่าไปคิดถึงมันเลย แค่เห็นแก่หน้าเซียวหรูอี้อย่างเดียว ข้าก็ช่วยเจ้าแล้ว มิต้องตอบแทนกันแบบนี้หรอก”
ชิงเวยเงียบไป หัวใจของนางพลันกระสับกระส่าย แล้วรีบอธิบายว่า “แต่ข้า…”
ทว่าชายหนุ่มกลับลุกขึ้นแล้วกล่าวขึ้นว่า “ไปดื่มเป็นเพื่อนข้าหน่อย หากคืนนี้เจ้าทำข้าเมาได้ ชะตาของข้าก็ขึ้นอยู่กับเจ้า”
หญิงสาวผงะไป ก่อนจะลุกขึ้นและกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ใต้เท้า เช่นนั้นข้าก็มิเกรงใจแล้วนะเจ้าคะ”
ซูอี้อดขำมิได้ “ไม่เกรงใจนี่แลดี”
……
เมรัยมิได้มอมคน คนมอมเมาตนเอง
เลิศรสชวนหลงใหล
ในเรือสมบัติ ซูอี้ดื่มสุราไปเกินคณานับ แต่ก็มิเคยให้การฝึกฝนมาระงับฤทธิ์เมรัย
ชิงเวยเองก็เช่นกัน
ทว่านางใกล้จะเมามายเต็มที คู่เนตรหงสาของนางหรี่ปรือ ใบหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์แดงเรื่อ ร่างผอมเพรียวงามสง่าของนางสั่นสะท้านน้อย ๆ
ทว่านางก็ยังคงยกจอกดื่มกับชายหนุ่มต่อ
จนกระทั่งเผ้าผมของนางยุ่งเหยิง ท่าทางลากเลื้อย ดวงตาเลื่อนลอย บางทีอาจเพราะดื่มมากเกินไป นางจึงกระชากผ้ารัดอกออก เผยเสี้ยวเนินหิมะขาวสูงกระเพื่อมเบา ๆ
ทว่าจนแล้วจนรอด นางก็ยังทำให้อีกฝ่ายล้มมิได้ กลับเป็นนางเสียเองที่เมามายจนมิอาจทรงตัวไหว ทอดกายสิ้นแรงซบโต๊ะสุรา
ริมฝีปากสีแดงของนางพึมพำอู้อี้ “ข้าต้องมอมท่านเสียคืนนี้ให้ได้ หาไม่ ภายหน้าจะไม่มีโอกาสแล้ว…”
ซูอี้นิ่งไป ขณะฝืนฤทธิ์สุราแล้วลุกขึ้นอุ้มร่างของหญิงสาวขึ้น
ทว่าหลังจากเมามาย ราชันเซียนสตรีผู้นี้ดูจะกำเริบอย่างยิ่ง นางดิ้นเร่าราวมัจฉา อ้าปากโวยวาย “ปล่อยข้านะ ข้ายังดื่มได้! ใครกล้าทำเรื่องดีของข้าพัง ข้า…ข้า…”
โครม!
ชายหนุ่มโยนชิงเวยลงบนเตียง
เขาหันหลังเตรียมจะจากไป ทว่าเรียวแขนนุ่มเนียนคู่หนึ่งก็กอดรัดเขาแน่นจากด้านหลัง และตามด้วยร่างอรชรกดทับเขาไว้บนเตียงราวเป็นปลาหมึกทันใด
กลางดึกคืนนั้น
เมื่อจันทรากระจ่างสรวง หมู่เมฆเคลื่อนละล่อง เรือสมบัติแล่นละลิ่วเหนือเมฆาราวคลื่นวารี
สวยสดงดงาม
ทันใดนั้น เสียงอุทานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในเรือสมบัติ
“สร่างเมาแล้วหรือ?”
“เอ่อ…”
“งั้นก็พักให้ดีเถอะ”
เสียงขำของซูอี้ดังขึ้น “ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ยามใดที่เจ้าดวลเหล้าชนะข้า ข้ารับปากจะร่วมบำเพ็ญคู่กับเจ้า”
ว่าแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องไป
ใบหน้าของหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ที่เตียงแดงก่ำ สีหน้าเปี่ยมด้วยความอับอาย
หลังฤทธิ์สุราจางหาย นางก็ตระหนักว่าการกระทำก่อนหน้านี้ของนางช่าง… กล้ายิ่ง
นางสูดหายใจลึกหลายหนติดต่อกัน และหลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ความรู้สึกตกตะลึงเกินบรรยายก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจ
นางนวดหว่างคิ้ว ค่อย ๆ ล้มตัวลงเอนกาย
“ใต้เท้าเขาน่านับถือจริง ๆ! เลิศล้ำกว่าพวกที่เก็บอาการไม่อยู่ทันทีที่เห็นข้าเป็นร้อยพันเท่า”
ครู่ต่อมา รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของชิงเวยอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวรู้ตัวแล้วเช่นกันว่าการกระทำก่อนหน้านี้ของนางหุนหันพลันแล่นเกินไป
ยิ่งกว่านั้น ลึก ๆ ในใจแล้ว ที่นางเสนอตนอุ่นเตียงให้นั้นก็เป็นเพราะความปรารถนาอยากตอบแทนบุญคุณ มิใช่ด้วยเสน่หา
แน่นอนว่าต่อให้ซูอี้รวบหัวรวบหางนาง นางก็ยินยอม
ทว่าเขาก็มิได้ทำ
สิ่งนี้ทำให้หญิงสาวผิดหวังเล็กน้อย แต่ชื่นชมและเคารพยิ่งกว่า
……
ที่ท้ายเรือสมบัติ ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลังแล้วผ่อนหายใจยาว
เขามิใช่สุภาพบุรุษสุดเถรตรงผู้ไม่รู้ตาสีตาสา และมิเคยคิดมากกับการบำเพ็ญคู่
ทว่าเงื่อนไขก็คือ ต้องมีความรู้สึกต่อกัน
ชิงเวยเสนอตนอุ่นเตียงเพื่อสนองบุญคุณ และเขาก็ไม่ได้เต็มใจหลับนอนกับอีกฝ่ายด้วยเหตุผลนี้
ยิ่งกว่านั้น ด้วยการหลอมรวมประสบการณ์และกรรมวิถีของทัศนาจารย์ เสิ่นมู่กับหวังเย่ จนตอนนี้ ซูอี้ก็เมินเฉยเรื่องราวระหว่างชายหญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางครั้งคราว เขายังคงมีความคิดอยากบำเพ็ญคู่ แต่มันก็ถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มิดีและมิร้าย ก็แค่ยิ่งการฝึกฝนสูงส่ง ยิ่งเมินเฉยต่อความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเท่านั้น
สามวันต่อมา
ชายแดนแคว้นหมิง
“ใต้เท้า ข้าขอตัวก่อน หลังจากแก้ปัญหาของหอน้อยสมปรารถนาได้ ข้าจะกลับไปหาท่านอาจารย์เจ้าค่ะ จะว่าไป คราหน้าที่พบกัน ข้าจะฝึกฝนการดื่มสุราให้ดีกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ!”
ชิงเวยโบกมือลา แย้มยิ้มอย่างขวยเขิน
ส่วนซูอี้ก็ยิ้มเก้อ ๆ “รักษาตัวด้วยนะ”
“อื้อ!”
ไม่นานนัก ร่างของนางก็หายลับท้องนภาไกล
ชายหนุ่มมองตามไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนเรือสมบัติเข้าสู่อาณาเขตแคว้นหมิงต่อไป
ครึ่งวันต่อมา
ท้องนภาพลันบังเกิดห่าฝนโปรยกระหน่ำ ฟ้าดินปกคลุมด้วยม่านพิรุณหนาทึบ มีสายฟ้าฟาดลงมานาน ๆ หน เพิ่มบรรยากาศดุร้าย
ซูอี้นั่งอยู่ที่ท้ายเรือ สายตามองห่าพิรุณโปรยอย่างแสนสุขี
ยามอยู่เพียงลำพัง เรื่องที่หายากที่สุดก็คือความสงบเงียบ แม้จะอ้างว้างไปสักนิด แต่หลังจากคุ้นชิน มันก็สงบสบายใจเป็นที่สุด
ตู้ม!
สายฝนกระหน่ำทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ราวธารสวรรค์ทะลักเขื่อน บรรพตลำธารทั่วโลกหล้าดูหมองมัว ถูกปกคลุมด้วยหมอกม่านพิรุณอันโอฬาร
ทิวทัศน์ทั่วโลกหล้าเลือนราง
กระแสพิรุณสาดซัด หยาดวารีหนาทึบพลันแหลกสลาย กลายเป็นปราณดาบคมกริบกระหน่ำสาดใส่เรือสมบัติ
เปรี้ยง!!
เรือสมบัติพลันระเบิด
จิตสังหารอันร้ายกาจแผ่กระจายออกไป
ท่ามกลางพิรุณอันกว้างไกล ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นห่างออกไปหลายพันจั้ง สวมอาภรณ์ขาวดุจหิมะ ไร้รอยขีดข่วนใด ๆ
พิรุณตกกระหน่ำแรง และเมื่อได้เคลื่อนกายเข้าหาแดนดินแห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปสิบจั้ง เขาก็ถูกอำนาจล่องหนบางอย่างขวางไว้
ขณะเดียวกัน ดวงตาของชายหนุ่มก็จ้องมองออกไปไกล