บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1704: ลอบสังหารในม่านพิรุณ
ตอนที่ 1704: ลอบสังหารในม่านพิรุณ
ภายในหมอกพิรุณมีเงาร่างเลือนรางร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนจะหายไปในชั่วพริบตา
ม่านตาของซูอี้หดลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
ม่านฝนถูกฉีกกระชากเป็นวงกว้าง
ปราณดาบสายหนึ่งฟาดลงมาจากท้องฟ้าอย่างเงียบเชียบ
หนักแน่น แม่นยำ ไร้ความปรานี!
รวดเร็วดุจเคลื่อนย้ายในพริบตา
เปรี้ยง!
ณ จุดที่เขาเคยยืนอยู่ระเบิดเปรี้ยง ฉับพลันนั้นร่างของซูอี้ก็หายไป
ศึกพลันสิ้นลงในยามนั้น
ห่าฝนโปรยปรายอย่างหนัก หมอกหนาทึบ ทั่วทั้งฟ้าดินมืดครึ้มดุจรัตติกาล
ไร้ร่องรอยของศัตรู และชายหนุ่มก็มิได้ปรากฏร่างให้เห็นอีก
มีเพียงเสียงฝนที่ดังสนั่นลั่นฟ้าดิน
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
สิบชั่วดีดนิ้วผ่านไป
สายฝนซึ่งตกกระหน่ำทั่วฟ้าดินพลันหยุดนิ่งกลางอากาศ หนาแน่นเยี่ยงไข่มุกโปร่งใสบนฟากฟ้า นิ่งงันไม่ขยับเคลื่อน
ทันใดนั้น เม็ดฝนนับไม่ถ้วนเหล่านี้ก็ระเบิดออก
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังรัวประหนึ่งกระหน่ำกลอง
ปราณดาบนั้นเป็นประหนึ่งคลื่นกวาดทั่วฟ้าดิน กลบฝังทุกความว่างเปล่าตลอดสิบทิศ
ร่างหนึ่งซวนเซออกมาจากบนอากาศ แปรเปลี่ยนเป็นเงาแสงวูบไหวทะยานไปไกล
ตู้ม!
ปราณดาบสายหนึ่งทะยานสู่เวหา มุ่งตรงเยี่ยงกรงขังมหาวิถี เจิดจรัสแผดเผาปรกนภา
และปิดทางหนีของร่างนั้นในทันใด!
“เปิด!”
ร่างนั้นตวาดเสียงต่ำ ถือดาบในมือฟาดฟันอย่างดุเดือด
หนึ่งปราณดาบอันทรงพลังกู่คำราม ทว่าทะยานได้มิทันไร มันก็ถูกปราณดาบอีกสายตัดผ่านนภาเข้าบดขยี้จนแหลกสลาย
จากนั้นร่างนั้นก็ถูกฟาดจนล่าถอย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
“ผู้ใดส่งเจ้ามา”
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นไกล ๆ และถามด้วยน้ำเสียงเฉยชา
ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังร่างซึ่งอยู่ห่างออกไปอย่างเย็นชา
เขาเป็นชายชุดดำผู้มีใบหน้าซูบตอบ แววตาคมกริบดุจคมมีด ในมือมีดาบยาวใบแคบเล่มหนึ่ง
ตัวดาบนั้นกว้างเพียงสองช่วงนิ้ว ทว่ากลับยาวถึงสี่ฉื่อ ดูดุร้ายและคุกคามยิ่ง
ซูอี้มองปราดแรกก็เห็นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ตัวตนร้ายกาจผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ลอบสังหาร!
ก่อนหน้านี้ สายฝนตกอย่างหนัก เป็นฉากบังตาโดยธรรมชาติ
และชายชุดดำผู้นี้ก็ใช้วิชาอำพรางกายกลมกลืนกับม่านพิรุณแทบจะสมบูรณ์แบบ โดยไม่เผยพิรุธใด ๆ ออกมาเลย
ทำให้ซูอี้สะดุ้งตื่นยามถูกลอบสังหารเฉียบพลัน
จึงเห็นได้ชัดเจนว่าวิชาลอบสังหารของชายผู้นี้ล้ำเลิศเพียงใด
ที่สำคัญกว่านั้น นี่คือมหาเซียนผู้หนึ่ง!
ไม่ต้องพูดถึงว่าหากเปลี่ยนเขาเป็นผู้อื่น หรือเป็นมหาเซียนคนใด หากเผชิญกับการลอบสังหารเช่นนี้ เกรงว่าคงยากจะไหวตัวทัน
ชายชุดดำกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “เจ้าคิดว่าข้าจะบอกหรือ?”
วูบ!
ร่างของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงทะยานหายไป
นี่เป็นเคล็ดวิชาตัวเบาอันลึกลับยิ่ง โดยใช้กฎมิติเคลื่อนกายไปบนเวหามุ่งสู่ทิศทางต่าง ๆ ในชั่วพริบตา ทำให้ไม่อาจใช้พลังปราณสะกดร่างได้เลย
มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มเย้ย
จากนั้นเขาก็ตบลงไปอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
อากาศทั่วสารทิศพลันแตกเป็นเศษเสี้ยวนับไม่ถ้วน
ไกลออกไปสามสิบจั้ง ร่างของชายชุดดำถูกบังคับให้ต้องเผยตัว
ทันทีที่ปรากฏ ร่างของเขาก็วูบไหวเตรียมหนีไปอีกครั้ง ทว่าก็พบว่าเศษเสี้ยวมิติซึ่งระเบิดออกมานั้นได้กลายเป็นปราณดาบอันร้ายกาจและทรงพลังปิดล้อมรอบกายเขาจากทุกทิศทาง
ปกคลุมหนาแน่นทั่วนภา!
ชายคนนั้นอดสูดหายใจเฮือกมิได้
ด้วยหนึ่งฝ่ามือ เขาสะบั้นสุญญะ แปรเปลี่ยนเศษเสี้ยวมิติเป็นพิรุณดาบปรกเวหา ฝีมือเช่นนี้กล่าวได้แล้วว่าเลิศล้ำ เป็นวาสนาแห่งโลกหล้า!
เขาไม่กล้าลังเล สะบัดแขนเสื้อวูบพลางกระทืบเท้า ระเบิดเสียงดังสนั่น “ทลาย!”
ตู้ม!
เพลิงทิพย์สีทองนับพันปรากฏขึ้น แผดเผาทั่วนภาแดนดิน พิรุณดาบนับไม่ถ้วนล้วนสลายสิ้น
ชายชุดดำฉวยโอกาสนี้ ทะยานเป็นฟันปลาเยื้องย่างกลางหาว วูบไหวราวสายฟ้าสีดำ
เพียงชั่วพริบตา เขาก็เปลี่ยนทิศทางติด ๆ กันหลายหน ไม่อาจคาดเดา ไปมาไร้ร่องรอย
จิตสังหารเกินใดเทียบมุ่งเป้าไปที่ซูอี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขอเพียงชายหนุ่มเผยช่องโหว่แม้เพียงน้อย ตนก็จะเปิดโอกาสให้มือสังหารระดับมหาเซียนผู้นี้จู่โจมถึงตาย!
ซูอี้ดูจะไม่รู้ว่าอันตรายคือสิ่งใด ร่างของเขาพลันเหยียดยืด เยื้องย่างไปบนอากาศ มือซ้ายฟาดฟันดุจดาบ
ตู้ม!
ปราณดาบไร้สิ้นสุดทะยานลงมาเยี่ยงหมู่ดาวเก้าสวรรค์ ทรงพลังสะเทือนทศทิศ ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เกินต้านทาน
อำนาจดาบอันร้ายกาจถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ซัดแดน
ชายชุดดำหลบเลี่ยงต่อเนื่องบนอากาศ ทุกแห่งหนที่เขาเคลื่อนผ่าน คลื่นปราณดาบก็โถมออกมา
แต่เขาก็ไม่อาจหลบพ้นแล้วจำต้องฟาดฟันดาบเข้าประชัน
เปรี้ยง!!!
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังก้อง ชายชุดดำดูจะถูกเกลียวคลื่นอันน่าสะพรึงกลัวฟาดร่างจนกระเด็นถอยหลัง
ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดขาวทันควันอย่างมิอาจเชื่อ อำนาจดาบเช่นนี้มาจากมือราชันเซียนไร้เทียมทานจริง ๆ หรือ?
โดยไม่รีรอให้เขาตั้งหลักได้ ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นแล้ว
จากนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือโจมตีอย่างดุเดือดเยี่ยงเทพสวรรค์แบกบรรพต
อำนาจฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวทำให้ชายชุดดำหายใจติดขัดเล็กน้อย ตระหนักแล้วว่ามันร้ายกาจ มิกล้าลังเลอีกต่อไป เขาจึงใช้เคล็ดวิชาก้นหีบออกมา
ขณะเดียวกัน ไกลออกไปหลายพันลี้ ใต้พฤกษาบนยอดเขามีชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์ผู้หนึ่งยืนอยู่
ผิวของเขาดุจทองแดงขัด กล้ามเนื้อปูดโปนไปด้วยเส้นเลือด
เส้นผมโค้งดุจง้าว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวอินทรี สองมือถือคันธนูใหญ่ซึ่งสร้างจากกระดูกสัตว์ขาวโพลน
สายธนูถูกดึงจนตึงอยู่ก่อนแล้ว
บนสายธนูพาดศรกระดูกสีดำปกคลุมด้วยอักขระอสูร ดำทมิฬไร้แสงสะท้อน
ชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์ยืนนิ่ง ปราณถูกซุกซ่อนเสียมิดชิด หลอมรวมเป็นหนึ่งกับหุบผานี้โดยสมบูรณ์
ทว่าพลังปราณของเขาเพ่งเล็งไปยังสนามรบที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้!
ภายในดินแดนรกร้างแห่งหนึ่งที่อยู่อีกฟาก นักพรตชุดแดงยืนถือมีดศึกที่มีสีขาวดุจหิมะในมือข้างละเล่มอย่างเงียบงัน
นักพรตผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์ดุจชายหนุ่ม มีดวงตาแนวตั้งอยู่ที่หว่างคิ้วหนึ่งดวง
ดวงดาราสีเงินรายล้อมรอบเขาเยี่ยงวงแหวน ทำให้ร่างของเขาอันตรธานไปจากสถานที่แห่งนี้
หากมีผู้ใดที่นี่ ต่อให้ใช้จิตสัมผัสก็ไม่อาจพบร่างของเขาได้
พลังปราณของคนผู้นี้ก็ชี้ตรงไปไกลหลายพันลี้เช่นกัน
และนอกจากชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์กับนักพรตชุดแดง ยังมีอีกสองคนที่อยู่ในสองทิศทางที่แตกต่างกัน
ชายสวมผ้าคลุมถือหอกศึกผู้หนึ่ง
และหนึ่งสตรีผู้มีรูปร่างเล็กบางในชุดขาวสวมมงกุฎ มีดาบหยกโค้งสีดำที่มีความยาวเพียงสองฉื่อลอยอยู่ตรงหน้า ดูประหนึ่งจันทร์เสี้ยว
ยอดฝีมือทั้งสี่คนยืนกระจายอยู่ต่างสถานที่ ปราณหลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน ราวกับไม่มีตัวตนอยู่
ทว่าพลังปราณของพวกเขาล้วนพุ่งตรงไปยังชายชุดดำที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้!
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ขอเพียงพวกเขากวาดพลังปราณไปทางซูอี้ อีกฝ่ายก็จะสังเกตเห็นแน่นอน และตำแหน่งที่อยู่ของพวกเขาก็จะถูกเปิดเผย
เมื่อชายชุดดำถูกหนึ่งดาบฟาดกระเด็นในยามนี้ ซูอี้ก็ฟาดฝ่ามือโจมตีเข้ามาอย่างดุเดือด
สี่ยอดฝีมือเตรียมลงมืออย่างไร้ลังเล
ทว่าสถานการณ์ในสนามรบตอนนี้พลันเปลี่ยนแปร…
ชายหนุ่มพลันหยุดมือลง ร่างของเขาเคลื่อนห่างออกไปร้อยจั้งดุจสายฟ้า
ภาพนี้ทำให้ยอดฝีมือทั้งสี่ขมวดคิ้ว หัวใจบีบรัดแน่น รู้สึกไม่ค่อยสบายใจอย่างยิ่ง
รู้สึกเหมือนเหยื่อที่รอมานานกำลังจะติดกับ ทว่าก็หนีไปได้อีกหน
ในที่สุดพวกเขาก็กล้ำกลืนความอึดอัดในใจ ตัดสินใจรอโอกาสสังหารเป้าหมายในคราเดียวต่อ
ทว่าซูอี้กลับมิลงมือแล้ว
“เหยื่อคนนี้ของเจ้าใช้มิได้หรอก”
ชายหนุ่มมองไปโดยรอบ และในที่สุดก็เบนมาจับจ้องชายชุดดำจากไกล ๆ พลางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า “หากพวกเจ้ายังกล้าตามมาอีก หนหน้ายามพบกัน ข้ารับปากว่าจะไม่มีผู้ใดได้หนี”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังจากไป
ร่างของเขาวูบไหวเยี่ยงลำแสง หายลับไปในชั่วพริบตา
ม่านตาของชายชุดดำหดตัวอย่างเงียบงัน สีหน้าของเขายากอ่านออกไปชั่วขณะ
ในที่สุด เขาก็ทิ้งการไล่ตาม
“ออกมาเถอะ เหยื่อพบพวกเจ้าแล้ว”
ชายชุดดำกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
เสียงยังไม่ทันสิ้น ร่างของชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์ นักพรตชุดแดง ชายสวมผ้าคลุมและสตรีชุดขาวก็ปรากฏขึ้นจากสี่ทิศทาง
“เขาหาเราพบได้เช่นไร?”
ชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตวย์ถามเสียงต่ำ เห็นได้ชัดว่าไม่คิดยอมแพ้
“ข้าจะรู้ได้เช่นไร?”
ชายชุดดำขมวดคิ้ว “เสิ่นมู่ผู้นี้น่ากลัวจริง ๆ ทั้งที่เป็นเพียงราชันเซียนแท้ ๆ แต่กลับมีความแข็งแกร่งและความสามารถในการต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อนัก”
“ยามลอบสังหารก่อนหน้านี้ ข้าทุ่มทุกวิธีการ ซึ่งเพียงพอที่จะสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางได้ก่อนจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ทว่าเจ้าเด็กนั่นกลับหลบได้!”
อีกสี่คนขมวดคิ้ว
วิชาลอบสังหารของชายชุดดำนั้นล้ำเลิศที่สุดในแดนเซียนทุกวันนี้ แม้เขาจะมีการฝึกฝนในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น แต่ขอเพียงลงมือลอบโจมตี มหาเซียนผู้มีการฝึกฝนสูงส่งกว่าเขาก็มีแต่จะตายมากกว่ารอด
ทว่ายามลอบสังหารราชันเซียนผู้หนึ่งในเวลานี้ เขากลับพลาดเป้า!
“ยิ่งกว่านั้น ยามประมือกับเขา ข้ารู้สึกแปลก ๆ เหมือนเขาล่วงรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาและอำนาจที่ข้าใช้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงสามารถหลบเลี่ยงได้ทุกคราไป”
ดวงตาของชายคนนั้นวูบไหว พยายามคิดถึงรายละเอียดการประมือที่ผ่านมา “กระทั่งยามที่ข้าตั้งใจใช้ไพ่ตายสังหารเขาร่วมกับพวกเจ้าในตอนท้าย เขาก็ดูจะสังเกตเห็น จึงหยุดมือแล้วถอยออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ยืดเยื้ออยู่นาน ปฏิกิริยาและการแปรเปลี่ยนเช่นนี้ร้ายกาจยิ่ง!”
“ไม่ว่าเขาจะมีปฏิกิริยารวดเร็วเพียงใด เขาก็ไม่ได้หนีไปนี่?”
นักพรตชุดแดงนวดหว่างคิ้ว “ก่อนเริ่มลงมือก่อนหน้านี้ ข้าบอกแล้วว่าเสิ่นมู่ผู้นี้หาธรรมดาไม่ กระทั่งเราห้ามหาเซียนเตรียมตัวพร้อมสรรพก็ยังต้องระวังมิให้เกิดอุบัติเหตุใด”
“ยามนี้พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่า มัจฉานี้ไหลลื่น จับได้ยากยิ่ง”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “นอกจากนั้น เขาก็น่าจะรู้ร่องรอยของเราแล้ว และยังทำให้ระแวดระวังตัวขึ้นมา ภายหน้าหากคิดฆ่าเขา เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เสีย”
ทุกผู้พยักหน้า
สตรีชุดขาวถอนใจเบา ๆ และกล่าวเย้ยตนเอง “ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่า เราห้ามหาเซียนร่วมมือกันวางแผนสังหารเนิ่นนาน ยังปล่อยราชันเซียนคนเดียวหนีไปได้อีก?”