บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1705: เหยื่อและผู้ล่า
ตอนที่ 1,705: เหยื่อและผู้ล่า
วาจาของสตรีชุดขาวทำให้มหาเซียนอีกสี่คนเงียบไป
ในแดนเซียนทุกวันนี้ มหาเซียนเหล่านี้กล่าวได้แล้วว่าเป็นตัวตนสูงส่งดุจนายเหนือสรวง ไร้เทียมทานในโลกหล้า!
ยามนี้พวกเขาร่วมมือกันลอบสังหาร ทว่ากลับปล่อยราชันเซียนผู้หนึ่งหลุดหนีไปได้ หากเรื่องนี้แพร่งพราย คงไร้ผู้ใดกล้าเชื่อลง
เพราะพวกเขาเลินเล่อหรือ?
ไม่เลย!
พวกเขาหารือเรื่องนี้กันเนิ่นนานก่อนลงมือ ทบทวนทุกรายละเอียดศึกงานประกวดล่าเวหาอย่างรอบคอบ
ท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้ข้อสรุปอันเป็นประโยชน์สามข้อ
หนึ่ง ความแข็งแกร่งแท้จริงของเสิ่นมู่น่าจะเผชิญหน้ากับมหาเซียนสูงสุดในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้นได้ ซึ่งอนุมานได้จากศึกที่เขาสังหารมหาเซียนชื่อเหมิงจากวังเซียนฟ้ามรกตลง
สอง ด้วยความแข็งแกร่งของเสิ่นมู่เอง คนผู้นี้น่าจะรับมือมหาเซียนหลายคนพร้อมกันไม่ได้
หาไม่ที่งานประกวดล่าเวหา เขาคงไม่ใช้หุ่นเชิดวิญญาณศึกมาสลายวงล้อมมหาเซียนแต่แรก
สาม อำนาจของหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั้นเสียหายร้ายแรง!
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้มหาเซียนทั้งหลายเหล่านี้หวาดผวาสูงสุดเช่นกัน
พวกเขาอนุมานและวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง พบว่าความแข็งแกร่งของหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั้น อย่างน้อยก็เป็นภัยต่อมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง!
และเป็นไปได้ด้วยซ้ำว่ามันอาจเป็นภัยต่อมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย!
เคราะห์ดีหนึ่งเดียวคือ ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าหลังจบศึกครานั้น อำนาจของหุ่นเชิดวิญญาณศึกนั้นถดถอยอย่างมหาศาล และความเป็นภัยของมันก็ถดถอยตามเช่นกัน
นอกจากสามประการนี้ พวกเขายังวิเคราะห์ความแข็งแกร่งและวิชาศึกของซูอี้เป็นการพิเศษ เช่นความสำเร็จวิถีดาบ เคล็ดวิชาที่ชายหนุ่มใช้เป็นต้น
เพราะพวกเขาได้ตระหนักถึงสถานการณ์โดยละเอียดนั้นเอง มหาเซียนเหล่านี้จึงเตรียมการพร้อมสรรพและวางแผนสังหารนี้อย่างระมัดระวังได้
ทว่า ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าการลอบสังหารที่วางแผนเสียเนิ่นนานจะจบที่ความล้มเหลว
นี่เรียกได้ว่าเลินเล่อหรือ?
“ท้ายที่สุด เราก็ไม่ได้เข้าใจก้นบึ้งฝีมือของเสิ่นมู่ผู้นั้นโดยแท้จริง”
ชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์รำพึง
เสิ่นมู่เป็นปริศนามากเกินไป เต็มไปด้วยความลับมากมาย ไร้ผู้ใดทราบว่าเขายังมีอำนาจวิเศษเหลือเชื่อในมือมากมายเพียงใด
เพราะเหตุนี้เอง ปฏิบัติการนี้จึงเกิดตัวแปรอันมิคาดคิด!
“มีแต่เหยื่อเช่นนี้แหละที่ควรค่าให้เราคนเฒ่าทั้งหลายร่วมมือกัน จริงหรือไม่?”
นักพรตชุดแดงลูบคางกล่าว “ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าครานี้ มิได้มีเพียงเราทั้งหลายที่ลงมือ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพเองก็ส่งคนออกไปไล่ล่าคนผู้นี้กันเป็นขโยง”
ว่าแล้ว เขาก็เหยียดกายยืดเส้นเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวว่า “เราต้องเร่งมือแล้ว จากที่เจ้าสำนักว่า หากเราจับตัวเสิ่นมู่ผู้นี้ได้ ผลประโยชน์จะยิ่งใหญ่เกินประมาณ!”
“เสิ่นมู่ผู้นี้สำคัญอย่างยิ่ง ที่มาของเขาพิเศษมาก ต้องมีความลับและมหาสมบัติซุกซ่อนในตัวเขาเป็นแน่แท้ อย่าว่าแต่สิ่งอื่นใด เพียงหุ่นเชิดวิญญาณศึกของเขาก็เป็นสมบัติล้ำเลิศแล้ว!”
“นอกจากนั้น เขายังได้รับโอกาสอันสงสัยว่าจะเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลจากงานประกวดล่าเวหาอีก แค่สมบัติเหล่านี้ก็ควรค่าให้ข้ามารอลงมือด้วยตนเองแล้ว!”
“แต่ระวังตัวไว้จะดีกว่า เจ้าจะมองข้ามเลินเล่อมิได้ อยู่อย่างไร้ค่ายังดีเสียกว่าเอาชีวิตไปทิ้ง”
“ถูกต้องตามนั้น”
ขณะเสวนา พวกเขาก็เริ่มลงมือ เร้นร่างหายไปในโลกหล้า
ไม่นานหลังพวกเขาไป สองบุคคลก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันในพื้นที่ใกล้เคียง
เป็นชายชราในชุดนักพรตซึ่งมีผมหงอกขาวดุจหิมะ สีหน้าเปี่ยมเมตตา
และสตรีในอาภรณ์เรียบง่าย รูปลักษณ์งดงาม ถือขลุ่ยไผ่เขียวในมือ
“ลัทธิอัคคีเทพส่งห้ามหาเซียนรวมถึง ‘เหมิงเจ๋อ’ มหาเซียนผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ลอบสังหารมา ดูเหมือนพวกเขาจะหมายมั่นเอาชนะเสิ่นมู่ผู้นั้นให้จงได้”
สตรีในชุดเรียบง่ายมีแววตาหม่นหมอง กล่าวขึ้นเสียงเบา
“แล้วเราไม่ใช่เป็นเช่นนั้นหรือ?”
ชายชราในชุดนักพรตกล่าว “แปลกนัก การกระทำของเสิ่นมู่ผู้นั้นโดดเด่นเกินไป และขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีภูมิหลังในโลกหล้าก็มิอาจไว้ชีวิตเขาได้”
“เสิ่นมู่ผู้นี้ฆ่าได้มิง่ายนักหรอก”
สตรีในชุดเรียบง่ายกล่าว “ในศึกเมื่อครู่ เจ้าและข้าก็เห็นกับตาว่าแผนของพวกเหมิงเจ๋อกล่าวได้ว่าไร้ที่ติ ทว่าท้ายที่สุดเสิ่นมู่ก็หนีไปได้ และข้าก็แน่ใจว่าหากวันนี้เหมิงเจ๋อลงมือผู้เดียว เขาจะตายตกด้วยมือเสิ่นมู่เป็นแน่แท้”
สีหน้าของชายชราในชุดนักพรตพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “จริงดังเจ้าว่า เรื่องน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือคนผู้นี้ระแวดระวังตนยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าตรวจพบการซุ่มโจมตีในละแวกเหล่านี้ในกาลก่อน จึงตัดสินใจถอยอย่างเฉียบขาด มิพัวพันในศึกยืดเยื้อ”
สตรีในชุดเรียบง่ายพลันกล่าวขึ้น “งั้นเจ้าคิดว่า… เขาก็ตระหนักว่าเราซุ่มอยู่แถวนี้ด้วยหรือไม่?”
ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น หารู้ไม่ว่านกขมิ้นเกาะอยู่เบื้องหลัง
ห้ามหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพนำโดยเหมิงเจ๋อเร้นกาย ขณะที่พวกเขาทั้งสองเร้นกายลึกล้ำยิ่งกว่า กระทั่งมือสังหารระดับมหาเซียนอย่างเหมิงเจ๋อยังมิอาจตรวจจับได้
“ไม่มีทาง”
ชายชราชุดนักพรตกล่าวเสียงเรียบ “เราทั้งคู่ล้วนมี ‘เบี้ยหมากพรางสวรรค์’ คุ้มกาย เพียงพอหลบลี้จากกฎสวรรค์ได้ เว้นแต่จะเป็นมหาอำนาจขอบเขตมหาศาล แม้แต่มหาเซียนใดในโลกหล้าก็มิอาจตรวจมันพบ”
เบี้ยหมากพรางสวรรค์!
นี่คือสมบัติที่บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิไร้มลทินของพวกเขา เซวี่ยเซียวจื่อสร้างขึ้นด้วยตนเอง สามารถปกปิดพลังบนร่างของพวกเขาได้ ขอเพียงเร้นกายมิขยับเขยื้อน จะซ่อนตัวจากกฎสวรรค์ยังทำได้!
“เป็นไปมิได้หรือ?”
สตรีในชุดเรียบง่ายเงียบไปชั่วครู่ และกล่าวว่า “ผู้อาวุโสม่อ อย่าได้ประมาท เสิ่นมู่ผู้นั้นเปี่ยมปริศนามากฝีมือ บางทีเขาอาจมิรู้ร่องรอยของเรา แต่เมื่อเราลงมือ ต้องระวังไว้ให้จงหนัก หากมิอาจหาโอกาสพบ ก็ควรรามือดีกว่ายอมเสี่ยง”
ชายชราในชุดนักพรตขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มทันใด “ก็ได้ เราจะซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ นั่งบนภูดูพยัคฆ์ประชัน นั่งตกปลารับผลประโยชน์ยามวิกฤติ”
สตรีในชุดเรียบง่ายพยักหน้า “เช่นนั้นดีที่สุดแล้ว แม้เสิ่นมู่ผู้นี้จะแสนกลดุจจิ้งจอก ระแวดระวังตัวสุดขีด แต่ข้าเกรงว่าเขาคงไม่ทราบว่าปราณของเขาถูกจับได้นับแต่ศึกงานประกวดล่าเวหาแล้ว ในกาลต่อจากนี้ ไม่ว่าเขาจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ แปลงนามเช่นไร ก็มิอาจสลัดการไล่ล่านี้หลุดได้”
สำหรับมหาเซียนเหล่านี้ พวกเขาสามารถหาเบาะแสอันมีค่ามากมายจากสถานที่เกิดศึกได้ง่าย ๆ
เพราะเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถตรวจจับร่องรอยของเสิ่นมู่ได้ในครานี้!
“แม้เขาจะรู้ ก็สายไปแล้ว”
ชายชราในชุดนักพรตเสสรวล
ขณะเสวนา ร่างของคนทั้งสองก็เลือนหายไปทีละน้อย ไร้ร่องรอยการเคลื่อนไหวใด ๆ
……
ภายใต้รัตติกาล
ท่ามกลางป่าเขา สายธารรินไหล สะท้อนแสงจันทราเรื่อเรือง
ซูอี้นั่งที่ริมธาร อาภรณ์ขาวส่องสว่างสะท้อนน้ำ สะอาดสะอ้านไร้รอยขีดข่วน
“ว่าแล้วเชียว หลังข้าเผยปราณในร่างออกไป พวกศัตรูก็แห่กันมาทันทีเชียว”
“เช่นนั้น ข้าก็จะเล่นกับเจ้าสักหน่อย การเดินทางจะได้มิน่าเบื่อนัก”
ซูอี้ยกไหสุราเชิดหน้าดื่ม จิตต่อสู้คุกรุ่นขึ้นในใจเขา
การลอบสังหารที่เขาประสบในวันนี้ แม้จะเกิดกะทันหัน แต่ชายหนุ่มก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว!
กล่าวได้กระทั่งว่าเขาจงใจทำให้มันเกิด
ในฐานะจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้สยบทั่วนภาแดนเซียนด้วยหนึ่งดาบในอดีตชาติ เขาย่อมรู้ความสามารถและอำนาจของยอดฝีมือระดับมหาเซียนเป็นอย่างดี
เขารู้ว่าหลังเกิดศึกในงานประกวดล่าเวหา ขุมกำลังเซียนเหล่านั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาร่องรอยของเขาหากต้องการล้างแค้นเป็นแน่
และร่องรอยปราณที่เขาทิ้งไว้ในสนามรบก็จะกลายเป็นเบาะแสให้อีกฝ่ายหาตัวได้!
แน่นอน หากซูอี้คิดจะทำ แม้อีกฝ่ายจะตรวจจับปราณเหล่านั้นได้ พวกนั้นก็ไร้โอกาสหาเขาพบอยู่ดี
เหมือนเช่นเดือนที่ผ่านมา เขาเก็บตัวฝึกฝนที่วังดินปุจฉาสวรรค์มาตลอด ทว่าศัตรูก็มิเคยหาเขาพบ
เหตุเป็นเพราะซูอี้ลบปราณและร่องรอยทั้งหลายไปเนิ่นนาน
จนกระทั่งเมื่อซูอี้แยกทางกับชิงเวยเมื่อวันก่อน และทิ้งร่องรอยปราณขณะเดินทางลำพังสู่ ‘หุบเหวหมอกดำ’ แห่งแคว้นหมิงไว้โดยจงใจ
จุดประสงค์การทำเช่นนี้ก็เพื่อลองเชิง ศึกงานประกวดล่าเวหาจบลงหนึ่งเดือนแล้ว และเขาก็อยากเห็นว่าในแดนเซียนทุกวันนี้จะมีศัตรูมองหาเขาอยู่หรือไม่
มิคาดเลยว่าแค่ลองเล่น ๆ จะล่อฝูงปลาใหญ่มาได้จริง ๆ!
เรื่องนี้ทำให้ซูอี้ไม่ประหลาดใจ ทว่ากลับลิงโลดยินดี
การฝึกฝนของเขาใกล้พัฒนาเป็นขอบเขตสุญตาขั้นกลางเต็มที และเขายังหล่อหลอมดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่ ก่อกฎเกณฑ์ในมหาวิถีขอบเขตสุญตาเอาไว้ และกังวลอยู่ว่าจะหาคู่ต่อสู้ได้หรือไม่
แล้วมหาเซียนผู้แข็งแกร่งก็แห่กันมาพอดี ซูอี้จึงย่อมแสนปรีดาเช่นผู้ล่าได้เหยื่อ!
ยิ่งกว่านั้น การลอบสังหารที่เขาประสบครานี้ยังเป็นแผนที่วางไว้อย่างรัดกุม คู่ต่อสู้แต่ละคนล้วนทรงพลังไร้ปรานี ทำให้ซูอี้สัมผัสได้ถึงอันตรายเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้เลือดร้อน บังเกิดจิตต่อสู้อันห่างหายเสียนาน!
“ชายชุดดำก่อนหน้านี้ใช้ ‘เคล็ดเร้นกายไร้ร่องรอย’ และ ‘วิชาเพลิงทองผลาญสวรรค์’ ของลัทธิอัคคีเทพ เชี่ยวชาญศาสตร์ลอบสังหาร ความแข็งแกร่งนับได้ว่าเป็นผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น”
‘และสี่มหาเซียนที่มากับเขา แม้จะซ่อนปราณและร่างไว้ ความแข็งแกร่งก็มิน่าแย่’
ซูอี้ครุ่นคิด ไล่เรียงเหตุการณ์ศึกวันนี้ในใจ
ยามนั้น เมื่อเขาเตรียมตัวสังหารชายชุดดำ สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนถึงอันตรายขึ้นมา จึงล่าถอยโดยไร้ลังเล
จากนั้น เขาก็ใช้เคล็ดวิชาจิตวิญญาณตรวจสอบ พบว่าสี่ทิศห่างออกไป มีสี่ยอดฝีมือระดับมหาเซียนเร้นกายอยู่!
ไม่ต้องคิดก็รู้ ว่าหากยามนั้นเขาไหวตัวช้ากว่านี้สักหน่อย มันจะนำไปสู่การถูกล้อมสังหารอันตรายยิ่งแน่นอน!
ทว่าเรื่องนี้มิได้ทำให้ซูอี้รู้สึกกดดันมากนัก
สิ่งที่ทำให้ซูอี้ตัดสินใจล่าถอยจริง ๆ ในครานั้นเป็นเพราะเขาสังเกตเห็นว่านอกจากห้ามหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพ ยังมีอีกสองคนที่เร้นกายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง!
แม้กระทั่งเคล็ดวิชาจิตวิญญาณที่ใช้ยังพอสัมผัสพวกเขาได้เพียงคลุมเครือ เขาจึงตัดสินว่าอีกฝ่ายต้องมาจากลัทธิไร้มลทินเป็นแน่แท้!
เพราะสิ่งที่ทั้งสองใช้ยามปกปิดปราณและร่างคือเบี้ยหมากพรางสวรรค์ของเซวี่ยเซียวจื่อ!
สมบัติเช่นนี้ ผู้อื่นอาจมิสามารถตรวจจับได้
ทว่าสำหรับซูอี้ เขานั้นแสนจะคุ้นเคย
เพราะในศึกอนันตรัตติกาล บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิไร้มลทินเซวี่ยเซียวจื่อใช้กระดานหมากพรางสวรรค์นำกลุ่มยอดฝีมือไร้เทียมทานขอบเขตมหาศาลมาลอบโจมตีหวังเย่!
และอำนาจของ ‘เบี้ยหมากพรางสวรรค์’ นั้นก็อ่อนด้อยเกินกว่าจะเทียบชั้นกระดานหมากพรางสวรรค์ได้!
แล้วซูอี้หรือจะมองมิออก?
เพราะสถานการณ์ ณ ขณะนั้นคลุมเครือเกินไป มีศัตรูซุ่มซ่อนมากมาย ไม่เหมาะสมกับการลงมือ ซูอี้จึงล่าถอยไปเสียแต่แรก
“ยามนี้มีมหาเซียนเจ็ดคนแล้ว ระบุได้ว่าเป็นลัทธิอัคคีเทพและลัทธิไร้มลทิน แล้วขุมกำลังเซียนอื่น ๆ เล่า จะส่งมหาเซียนมากันหรือไม่?”
ซูอี้ตั้งตารอคอย