บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1706: ดอกลำโพงคั่นแดน
ตอนที่ 1,706: ดอกลำโพงคั่นแดน
หากเขาเผชิญหน้ากับมหาเซียนเหล่านั้น ซูอี้ก็ทำได้เพียงหลบเลี่ยงไปชั่วขณะหนึ่ง
แต่หากเป็นการไล่ล่าหมายชีวิต เขาหาเป็นกังวลไม่
“คิดดูดี ๆ แล้ว วิถีฝึกฝนชาตินี้ของข้าไม่ได้ประสบการไล่ล่าสังหารเช่นนี้มาก่อนจริง ๆ ซึ่งก็ช่าง… น่าคิดถึงจริงแท้…”
ซูอี้สะเทือนใจเล็กน้อย
ในฐานะซูเสวียนจวิน ยามแรกฝึกฝน เขากรำศึกตลอดทาง ไม่อาจทราบได้ว่าไล่ล่าสังหารศัตรูไปมากเพียงใด วิถีดาบของเขาชั่วชีวิตคุกรุ่นด้วยกลิ่นคาวเลือด
ยามเขาเป็นทัศนาจารย์ เขาเองก็ถูกไล่ล่าสังหารโดยศัตรูร้ายมากมาย ประสบเหตุอันตรายระทึกขวัญ ลอบสังหารนับไม่ถ้วน
ท้ายที่สุด หนึ่งดาบของเขาก็สยบจักรวาลพร่างดาว ไร้ผู้ใดทั่วหล้าเทียบตนเสมอ!
ยามเป็นเสิ่นมู่…
อืม ช่างมันเถอะ
ส่วนการล่าสังหารและหายนะที่เขาเผชิญบนวิถีดาบยามเป็นหวังเย่ก็ยิ่งร้ายกาจ โหดร้ายนองเลือดไปใหญ่
จากถือกำเนิดจวบจนเถลิงสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เขาประสบหายนะล่าสังหาร เสี่ยงชีวิตหลายต่อหลายหน ซ้ำยังถูกอำนาจทวยเทพหมายหัวบนธารสายยาวแห่งยุคสมัย!
จนกระทั่งในศึกอนันตรัตติกาล เขากระทั่งถูกกลุ่มศัตรูไร้เทียมทานอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ จอมราชันนักสังหาร จอมราชันเสมอสวรรค์และเจียงไท่เออรุมโจมตี
ยามนี้เมื่อมองย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตชาติ ซูอี้นั้นแสนสะเทือนใจยิ่ง
เพราะบนวิถีฝึกฝนในชาตินี้ แม้เขาจะเผชิญศึกน้อยใหญ่มามิต่างกัน ทว่านี่คือครั้งแรกที่เขาถูกกลุ่มมหาเซียนจากขุมกำลังใหญ่ไล่ล่าสังหารเช่นนี้
อันตรายยิ่ง!
ทว่าก็แสนตื่นเต้นระทึกใจ!
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ขมวดคิ้ว
เขากำลังคิดถึงเรื่องหนึ่ง…
เขาจะกวาดล้างศัตรูทั้งหมดที่ไล่ล่าเช่นไรดี?
ถูกต้อง!
คนเดียวเขาก็ไม่คิดปล่อยให้รอด!
ศัตรูนั้นมาจากขุมกำลังเซียนแตกต่างกัน ทุกผู้ล้วนเป็นตัวตนระดับมหาเซียนผู้เป็นเช่นนายเหนือสวรรค์ ต่างผู้ล้วนเจ้าเล่ห์แสนกลมิแพ้กัน
มิต้องคิดก็รู้ ว่าขอเพียงพวกเขาประจักษ์ว่าบางอย่างผิดปกติ พวกเขาจะล่าถอยไปโดยเร็วที่สุด ไม่เปิดโอกาสใด ๆ ให้เขาเลย
นี่หมายความว่า การจะจับตัวพวกเขาให้หมดนั้นเป็นเรื่องยากมาก!
ทว่าซูอี้ก็ตั้งใจจะลองดู
แม้ท้ายที่สุดจะล้มเหลว เขาก็จะฆ่าศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้!
“ดูเหมือนต้องใช้ลูกไม้สักหน่อย…”
ซูอี้ครุ่นคิด “นอกจากนั้น ยังต้องระวังว่าศัตรูเหล่านั้นจะถือครองสมบัติอันตรายเกินคาดเดาใด ๆ ไว้ด้วย”
เป็นไปได้กระทั่งว่ายามศัตรูเหล่านั้นเคลื่อนไหว พวกเขาจะได้รับคำชี้แนะและการวางแผนจากตัวตนขอบเขตมหาศาลด้วยซ้ำ!
พวกไอ้แก่อย่างเจียงไท่เออกับจอมราชันเสมอสวรรค์อาจมิกล้าปรากฏตัวด้วยกลัวหายนะเทพ
ทว่าหากไอ้แก่พวกนี้คาดการณ์ว่าเขาเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่แล้วล่ะก็ คนพวกนั้นจะวางแผนกระทำการบางอย่างเป็นแน่แท้!
“ศึกนี้อาจอันตราย แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้นยิ่งน่าสนใจ…”
เนิ่นนานจากนั้น ซูอี้ก็แย้มยิ้ม เชิดคอดื่มสุราในไห “งั้นเริ่มกันเถอะ!”
เขาลุกขึ้นเดินตามตลิ่งธาร ร่างหายลับเข้าไปในป่าเขารกร้าง
สองเค่อต่อมา
คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ณ จุดที่ซูอี้เคยอยู่
พวกเขาคือห้ามหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพ
ชายชุดดำซึ่งลอบสังหารซูอี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
“จากร่องรอยที่นี่ เขาหยุดอยู่เสี้ยวชั่วยามหนึ่งได้”
เหมิงเจ๋อกล่าวเบา ๆ
“แปลกจริง ปราณของเขาหยุดกะทันหันที่นี่”
ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ในชุดหนังสัตว์ขมวดคิ้ว “ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวแล้วว่าเราไม่ได้ลดละความคิดล่าสังหารเขา จึงใช้เคล็ดวิชาลบปราณบางอย่างเพื่อซ่อนปราณบนร่าง”
นักพรตชุดแดงผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์กล่าวว่า “ห่านผ่านย่อมมีเสียง สายลมพัดย่อมเผยร่องรอย โลกนี้จะมีเคล็ดวิชาลบปราณอันไร้ช่องโหว่ได้เช่นไร หากเราใช้สมบัติตรวจจับปราณของเขา ก็น่าจะรู้ว่าไปในทิศทางใดนะ”
ว่าแล้ว เขาก็พลิกฝ่ามือ ก่อนเข็มทิศสำริดชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น
หลังตรวจสอบเล็กน้อย สายตาของนักพรตชุดแดงก็มองไป “เจอแล้ว ไป!”
แล้วพวกเขาก็หายวับไปในอากาศธาตุ
ลึกเข้าไปในท้องนภา ดวงดารากระจัดกระจาย
ไม่นานหลังซูอี้และห้ามหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพพากันจรจาก หนึ่งดาราเหนือสรวงพลันกะพริบดุจดวงตา
เมื่อมองดี ๆ จะพบว่าดวงดาวนั้นคือดวงตาอย่างจริงแท้ เป็นสีเงินเข้ม เฉยชาเย็นยะเยือก ลวดลายวิถีสลักอัดแน่นในดวงตา
วูบ!
อึดใจต่อมา นัยน์ตาสีเงินอันปะปนในหมู่ดาราก็หายวับไป
ไม่นานนักที่ริมธาร ชายหญิงคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
หนึ่งชายชราในชุดนักพรต เส้นผมหงอกขาว
หนึ่งสตรีในชุดกระโปรงเรียบง่าย
สองมหาเซียนจากลัทธิไร้มลทิน
“นัยน์ตาเมื่อครู่น่าจะเป็นมุกเทพหลิงหลง ซึ่งกล่าวกันว่าถูกสร้างจากเนตรมังกรคบเพลิง เทพอสูรวิญญาณแท้ซึ่งสามารถเร้นกายในกฎสวรรค์ได้ เมื่อถูกสมบัตินี้หมายหัว ไม่ว่าซุกซ่อนดีเพียงใดก็มิอาจสลัดหลุด”
สตรีในชุดเรียบง่ายจับจ้องยังจุดที่ดวงดารานั้นหายลับจากฟ้าอย่างครุ่นคิด
“ดูจะเป็นไปตามคาด ลัทธิหลิงหลงซึ่งมีเทพอยู่เบื้องหลังก็เคลื่อนไหวเช่นกัน”
ชายชราในชุดนักพรตขมวดคิ้ว
ลัทธิหลิงหลง กลุ่มเต๋าลึกลับและเก็บตัวเงียบแห่งหนึ่ง ปรากฏขึ้นในโลกเซียนหลังยุคอวสานเซียน
กลุ่มเต๋าแห่งนี้มีเทพอยู่เบื้องหลัง เฉกเช่นเดียวกับลัทธิหมื่นวิญญาณและนครเซียนโฉลกเมฆา
ความแตกต่างของมันคือ ลัทธิหลิงหลงนั้นเก็บตัวเงียบยิ่ง แทบไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวใดในโลกหล้า
ทว่าไม่ต้องสงสัยเลย ว่ารากฐานมหาวิถีของพวกเขาทรงพลังยิ่ง เพียงพองัดข้อกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่บางแห่งในโลกหล้าได้!
“ยามนี้ หากเราจะอยู่เฉยรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก็คงมิง่ายเสียแล้วสิ”
ชายชราในชุดนักพรตรำพึงเบา ๆ
สตรีในชุดเรียบง่ายกล่าวเบา ๆ “เจ้าลัทธิกล่าวไว้ว่าหากยืมมีดผู้อื่นฆ่าคนได้ย่อมดีที่สุด”
ชายชราในชุดนักพรตนิ่งไป และกล่าวว่า “เจ้าลัทธิกล่าวไว้เช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”
สตรีในชุดเรียบง่ายกล่าวด้วยแววตาพิกล “ผู้อาวุโสม่อมิทราบบางอย่าง สาเหตุที่กำลังของลัทธิหลิงหลงปรากฏขึ้นในการไล่ล่าหนนี้ก็เพราะเจ้าสำนักอยากยืมมีดฆ่าคน ให้เรานั่งบนภูมองพยัคฆ์ประชัน รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เสิ่นมู่ผู้นั้น… ตายเสีย!”
“หากว่าเช่นนี้ ไม่เพียงขุมกำลังอย่างลัทธิหลิงหลงจะโผล่มาเท่านั้น แต่ขุมกำลังอื่น ๆ อันมีเทพอยู่เบื้องหลังก็อาจเข้ามาร่วมด้วยก็เป็นได้?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“จุ๊ ๆ หากเจ้าว่าเช่นนั้น เสิ่นมู่ก็คงจบเห่เป็นแน่แท้ สิ่งที่เขาควรกังวลในยามนี้น่าจะเป็นยอดฝีมือจากขุมกำลังใดจะฆ่าเขาได้ก่อนมากกว่า”
“ถูกต้อง บุคคลมีเพียงหนึ่ง ดึงให้ขุมกำลังใหญ่มากมายส่งมหาเซียนออกตามล่า นี่เป็นหนแรกตลอดกาลแสนนานเลย”
ขณะเสวนา ร่างของทั้งสองก็ค่อย ๆ เลือนหายสู่ความว่างเปล่า
……
กลางดึก
ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง
ชายชราร่างผอมอันมีใบหน้าบ่งบอกการผันผ่านแห่งกาลชัดเจนยืนอยู่ริมผา มองไปยังหุบเขาห่างออกไป
เขาถือไม้ค้ำสีดำ ดวงตาลึกล้ำ
วูบ!
ลูกแก้วสีเงินเข้มขนาดเท่ากำปั้นดวงหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าชายชราร่างผอมอย่างเงียบเชียบ
นั่นคือมุกเทพหลิงหลง!
ด้วยหนึ่งดีดนิ้วของชายชรา ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนมุกเทพหลิงหลง
ในภาพ ชายในอาภรณ์ขาวดุจหิมะผู้หนึ่งเคลื่อนกายกลางราตรี ทั่วร่างวูบไหวประหนึ่งแสงมายาพลิ้วพรายยามวิกาล
“เป็นวิชาตัวเบาเร้นปราณอันน่าอัศจรรย์เสียนี่กระไร! หากมิใช่เพราะมีสมบัติอย่างมุกเทพหลิงหลงอยู่ ด้วยฝีมือตาเฒ่าผู้นี้ เกรงว่าคงยากเสาะแสวงร่องรอยคนผู้นี้ได้”
ชายชรากล่าวชม
“หากคนผู้นี้เป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลอย่างที่เจ้าลัทธิไร้มลทินเซวี่ยเซียวจื่อว่า มันก็มิน่าประหลาดใจเลยหากจะบรรลุเคล็ดวิชาเช่นนี้”
ข้างกายเขา ชายวัยกลางคนแต่งกายดุจบัณฑิตกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็น
ชายชราร่างผอมพยักหน้ากล่าว “เป้าหมายหนนี้ยากยิ่งจริงแท้ โชคดีที่การฝึกฝนของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะเทียบได้กับหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อม และนี่คือจุดอ่อนบกพร่องสูงสุดของเขา”
เขาจับจ้องมุกเทพหลิงหลงขณะกล่าวว่า “เขาเริ่มมาทางนี้แล้ว อย่ารอช้าเลย เชิญเขาเข้ากับดักกันดีกว่า”
พวกเขาวางกับดักสังหารไว้ในหุบเหวห่างออกไป รอเพียงให้กระต่ายไปติดกับเท่านั้น
“ได้!”
บัณฑิตวัยกลางคนพยักหน้า ยกมือขึ้นขยี้ยันต์ลับประหลาดชิ้นหนึ่ง
ครู่ต่อมา สายตาของเขาก็มองไปยังมุกเทพหลิงหลงเช่นกัน
ภาพที่สะท้อนในมุกเทพหลิงหลงก็คือ สองยอดฝีมือระดับมหาเซียนพลันปรากฏขึ้นโจมตีเสิ่นมู่พร้อม ๆ กัน!
เสิ่นมู่ตื่นตระหนก ขยับกายเผ่นหนีไปโดยเร็ว
สองมหาเซียนไล่ล่ากระชั้นชิด
จากนั้นไม่นาน มหาเซียนอีกคนก็ปรากฏขึ้นโจมตีเสิ่นมู่กะทันหัน
เสิ่นมู่เปลี่ยนทิศทาง หนีสุดชีวิตทันใด
เพียงสิบอึดใจ ร่างของเสิ่นมู่ก็หนีมาถึงหุบเขาในสายหมอกแห่งหนึ่ง
ยามนี้ ชายชราร่างผอมและบัณฑิตวัยกลางคนพลันใจชื้นราวโล่งอก
“ผนึกที่นี่เสีย”
ชายชราร่างผอมเอ่ยสั่ง
“ได้!” บัณฑิตวัยกลางคนใช้ม้วนภาพม้วนหนึ่ง
ในม้วนภาพวาดลวดลายดอกลำโพงสีเลือดไว้ดอกหนึ่ง
เมื่อภาพวาดนี้ทะยานผ่านนภา
ทั่วบรรพตลำธารในรัศมีแปดพันลี้พลันปรากฏกลีบบุปผาสีเลือดหนาหนักขึ้น
ทุกกลีบงอกทะลวงปฐพีจรดฟากฟ้า ดุจเนินแบ่งนภา
ด้วยการทบซ้อนชั้นแล้วชั้นเล่าของกลีบบุปผาสีเลือด มันก็กลายเป็นประหนึ่งอำนาจกั้นเขตแดนนับไม่ถ้วนปกคลุมทั่วแดนฟ้าดินในรัศมีแปดพันลี้
ดอกลำโพงคั่นแดน!
อำนาจป้องกันเช่นนั้นเกินพอจะหยุดการโจมตีเต็มกำลังของมหาเซียนได้
เมื่อติดอยู่ภายในนั้น กระทั่งมหาเซียนก็มิอาจหนีรอด!
และหุบเขานั้นก็เป็นแก่นกลางของดอกลำโพงคั่นแดน เหมือนส่วนเกสรของดอกไม้
ด้วยการปรากฏของอำนาจเขตแดนนี้ แสงสีเลือดไร้สิ้นสุดปรากฏขึ้นจากหุบเขาในม่านหมอกดุจอ่างเลือดซึ่งถูกเปิดออกกะทันหัน กลืนร่างซูอี้ซึ่งหนีมาในบริเวณในทันใด!
และสามมหาเซียนผู้ไล่ล่าซูอี้อยู่ล้วนอยู่นอกหุบเขา
เมื่อเห็นเช่นนี้ ชายชราร่างผอมและบัณฑิตวัยกลางคนก็อดหัวเราะมิได้
แผนดำเนินไปด้วยดี!
“มีดอกลำโพงคั่นแดนอยู่ ศัตรูที่ไล่ล่าคนผู้นี้อันมาจากกลุ่มอื่น ๆ จะมิอาจบุกเข้ามาได้ในกาลอันใกล้!”
ชายชราร่างผอมยิ้มอย่างแสนย่ามใจ
ในปฏิบัติการนี้ เขาเองก็สังเกตเห็นว่ามีมหาเซียนจากกลุ่มเต๋าวิถีเซียนอื่น ๆ ไล่ล่าสังหารร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลอยู่เช่นกัน
ทว่าเมื่อมีดอกลำโพงคั่นแดนอยู่ เขาจึงมิกังวลว่าเหยื่อจะถูกผู้ใดคว้าไปในหนนี้
“ไปกันเถอะ ถึงคราวเราไปจับตะพาบในไหแล้ว!”
ชายชราร่างผอมกล่าวขึ้นขณะเก็บมุกเทพหลิงหลงไป
เขาถือไม้ค้ำสีดำ ก้าวเดินสู่หุบเขาห่างออกไปกับบัณฑิตวัยกลางคน