บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1707: ใช้ตนหยั่งเชิงอันตราย
ตอนที่ 1,707: ใช้ตนหยั่งเชิงอันตราย
ณ ใจกลางดอกลำโพงคั่นแดน
หุบเหวในม่านหมอกนั้นถูกปกคลุมด้วยอำนาจค่ายกลแดงฉาน
เมื่อชายชราร่างผอมและบัณฑิตวัยกลางคนมาถึง มหาเซียนทั้งสามก็รอพวกเขาอยู่แล้ว
สามมหาเซียนนั้นประกอบด้วยหนึ่งชายหนุ่มผู้มีสีผมแดงดุจโลหิต
หนึ่งชายหัวล้านในชุดดำ
และหนึ่งหญิงงามผิวขาวกระจ่าง เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณสง่างาม
“รบกวนทั้งสามท่านแล้ว”
ชายชราร่างผอมกล่าวยิ้ม ๆ
สามมหาเซียนต่างคำนับตาม ๆ กัน
จากนั้น พวกเขาก็ต่างมองไปยังหุบเขาในม่านหมอก
ที่แห่งนั้นมีแสงสีเลือดโชติช่วง อำนาจร้ายกาจพลุ่งพล่านดุจธารสีชาด กู่คำรามสนั่นลั่นดุจสายฟ้า เผยปราณน่าสะพรึงกลัวแพร่กระจาย
หนึ่งร่างเคลื่อนไหวขยับหลบให้เห็นราง ๆ ภายใน!
นั่นคือซูอี้
ค่ายกลซึ่งกำลังเรืองอำนาจปลดปล่อยพลังสะเทือนสรวงเยี่ยงคลื่นอันร้ายกาจ ถาโถมโจมตีจากทุกทิศทาง
ด้วยการโจมตีเช่นนี้ ซูอี้เปรียบประหนึ่งเรือน้อยลอยกลางทะเลคลั่ง พร้อมพลิกคว่ำอับปางได้ทุกเมื่อ!
“เจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งจริง ๆ หากเปลี่ยนผู้ถูกขังในดอกลำโพงคั่นแดนเป็นเรา เกรงว่าคงมิอาจรอดได้นาน”
ชายหนุ่มผู้มีผมสีแดงเลือดรำพึง
อำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนร้ายกาจอย่างยิ่ง มันเป็นอาวุธสังหารชั้นหนึ่งจากลัทธิหลิงหลงของพวกเขา มีอำนาจเทพบรรจุไว้ เพียงพอสังหารมหาเซียนได้อย่างมิยากเย็น
ทว่าตัวตนในระดับราชันเซียนผู้หนึ่งกลับสามารถฝืนต้านดิ้นรนอยู่รอดในค่ายกลสังหารเช่นนี้ได้ ใครเล่าจะมิประหลาดใจ?
“ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็คือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล เขาจะอ่อนแอได้เช่นไร? หาไม่ก็มิจำเป็นที่เราต้องวางแผนมากมายเพียงนี้เลย”
ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หัวหน้านักบวชหานอวิ๋น เจ้าลัทธิกล่าวไว้ว่าหากต้องการจับเป็นเขา เราต้องระวังตัวมิให้เผลอฆ่าเขาลง”
หญิงงามรูปร่างอวบอัดกล่าวเจื้อยแจ้ว แย้มยิ้มพริ้มพรายทรงเสน่ห์
‘หัวหน้านักบวชหานอวิ๋น’ ที่นางว่านั้นคือบัณฑิตวัยกลางคน
ได้ยินเช่นนี้ เขาก็อดเสสรวลมิได้ “อย่าห่วงเลย ข้ามีวิธีของข้าอยู่”
ดอกลำโพงคั่นแดนนั้นควบคุมโดยม้วนภาพในมือเขา!
ชายชราร่างผอมมองซูอี้ท่ามกลางอำนาจค่ายกลถาโถมรุนแรงแล้วอดรำพึงมิได้ “บอกพวกเจ้าตามตรง ข้ายังเชื่อมิลงเลยว่าเสิ่นมู่จะเป็นร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่…”
คนทุกผู้นิ่งไป พวกเขาก็รู้สึกพิกลเช่นกัน
หวังเย่!
ยอดฝีมือดาบผู้เคยโด่งดังทั่วโลกหล้าก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ตำนานไร้เทียมทานซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนตระหง่าน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ปราบผู้คนสยบทั่วขอบเขตเดียวกันจนมิอาจโงหัวขึ้น!
เรื่องราวเกี่ยวกับเขามีนับไม่ถ้วน แม้กาลเวลาจะผ่านไปแสนนานก็ยังคงลือลั่นทั่วโลกเซียน
ผู้นับถือชื่นชมเขายกย่องเขาเป็น ‘องค์ราชัน’!
สูงส่งเหนือจอมราชันใด ๆ!
เช่นนั้นจึงถูกเรียกว่าองค์ราชัน
ในขณะที่ผู้เกลียดชังเขานั้นเรียกเขาเป็น ‘ทรราช’
เหตุผลนั้นเป็นเพราะตลอดกาลนานมา เขาสังหารศัตรูร้ายมานับไม่ถ้วน ก่อพายุโลหิตมิอาจนับหนได้ เข่นฆ่าละเลงเลือดจนโลกเซียนสั่นสะท้าน!
“ทว่ายามนี้ เขาก็หาต่างจากลูกแกะรอวันเชือดไม่?”
ชายหนุ่มผมแดงหัวเราะหึ
ทันใดนั้น คนอื่น ๆ ก็หัวเราะตามเขา
จริงดังว่า เสิ่นมู่ผู้นี้ ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าเช่นไรก็เป็นเพียงร่างเวียนวัฏ ความแข็งแกร่งในอำนาจฝึกฝนห่างไกลเกินเทียบกับตัวตนในอดีตชาติ
หาไม่ มีหรือจะมาติดกับอยู่ในดอกลำโพงคั่นแดน?
และเมื่อดูสภาพตะเกียกตะกายดิ้นรนของเขา ช่างทุลักทุเลเหลือรับ ทำให้ผู้คนเสสรวลขบขัน
“ระวังด้วย คนผู้นี้อาจมีไพ่ตายอื่นอยู่กับตัว เหมือนเช่น… หุ่นเชิดวิญญาณศึกนั่น!”
ชายชราร่างผอมกล่าวเตือน
หัวใจผู้คนสั่นสะท้านครั่นคร้ามโดยพลัน
ยามนั้นเอง…
ตู้ม!
เกิดเสียงระเบิดสะเทือนโลกา
ดวงตาทุกคู่วูบไหว หัวใจบีบแน่นระแวดระวังตัวกันขึ้นมาทันที
ในหุบเขา อำนาจค่ายกลสีเลือดยังคงพลุ่งพล่าน ทว่าร่างของเสิ่นมู่หายไปแล้ว!
ตายแล้วหรือ?
ทุกผู้ล้วนขมวดคิ้ว หันไปมองหัวหน้านักบวชหานอวิ๋นกันอย่างมิรู้ตัว
หานอวิ๋นเรียกใช้ม้วนภาพ เพ่งจิตไปที่มัน และครู่ต่อมาเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก “คนผู้นั้นมิได้ตาย แต่ใช้เคล็ดวิชาประหลาดหลบอำนาจดอกลำโพงคั่นแดน ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของหุบเขานี้!”
ว่าถึงตรงนี้ เขาก็เผยสีหน้าประหลาดใจ “พิลึกจริง กระทั่งอำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนยังตรวจหาเขาไม่เจอ แต่สัมผัสได้เพียงว่าเขายังถูกจองจำในนั้น”
ทุกผู้ล้วนประหลาดใจอย่างช่วยมิได้
ชายชราร่างผอมกล่าวเสียงลุ่มลึก “ข้าบอกแล้ว เสิ่นมู่คือร่างเวียนวัฏของทรราชนั่น มีสารพัดวิชาสามารถ ห้ามประมาทเป็นเด็ดขาด เขาต้องมีไพ่ตายอยู่ กะแล้วไม่มีผิด”
“ทว่าในเมื่อเขามิอาจออกจากหุบเขาได้ มันก็เพียงพอพิสูจน์แล้วว่าเขายังมิอาจหาหนทางแก้สถานการณ์ด้วยวิชาที่เขามีในยามนี้!”
คนอื่น ๆ ล้วนพยักหน้า
“หัวหน้านักบวชหานอวิ๋น ยังเสริมอำนาจดอกลำโพงคั่นแดนให้ปิดฉากในทันทีได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มผมแดงถาม
หานอวิ๋นส่ายหน้า “ดอกลำโพงคั่นแดนปกคลุมแดนดินอาณาเขตแปดพันลี้ พัฒนาเป็นค่ายกลสามสิบหกชั้นปกคลุมฟ้าดิน หากมุ่งอำนาจทั้งหมดของค่ายกลมารวมกันที่หุบเขานี้ อำนาจทั้งหมดทั่วโลกหล้าจะเสื่อมสลาย หากถูกศัตรูอื่นฉวยโอกาสโจมตี จะเกิดเป็นตัวแปรเกินคาดเดาเอาได้”
ทุกผู้อดขมวดคิ้วมิได้
หนนี้ ขุมกำลังที่คิดล่าเสิ่นมู่มีมิใช่น้อย!
และเพียงพวกเขาใช้ดอกลำโพงคั่นแดนออกมาเช่นนี้ก็ต้องดึงความสนใจคนมากมายอย่างมิอาจเลี่ยง
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่ายามนี้ ต้องมีมหาเซียนคนอื่น ๆ อีกมากเร่งมาทางนี้!
“เราต้องพาเสิ่นมู่ไปก่อนที่ศัตรูจะมากันเพิ่ม!”
ชายชราร่างผอมกล่าวเสียงลุ่มลึก “อย่าเสียเวลาอีกเลย เซวี่ยเฮ่อ เจ้ากับฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งเข้าไปในหุบเขานั่นแล้วบีบให้เขาออกมา ขอเพียงเขาเผยร่องรอย เราก็สามารถใช้อำนาจดอกลำโพงคั่นแดนสยบเขาได้!”
ชายหนุ่มผมแดงนามเซวี่ยเฮ่อและหญิงงามนามฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
“ระวังตัวด้วย คนผู้นี้มีไพ่ตายมากมาย อย่าต่อสู้กับเขา”
หานอวิ๋นกล่าวเตือน
“ทราบ!”
เซวี่ยเฮ่อและฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งลงมือทันที
วูบ!
ชั้นเกราะสีเลือดปรากฏขึ้นรอบกายเซวี่ยเฮ่อ ขณะที่ง้าวกระดูกขาวเล่มหนึ่งปรากฏในมือเขา
ขณะเดียวกัน ฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งใช้มีดขว้างสีทองสิบหกเล่มอันเปี่ยมด้วยอัสนีวูบวาบ ว่ายวนรอบกายนางดุจฝูงมัจฉา ก่อเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์
ร่างของทั้งสองทะยานหายไปในหุบเขาทันที
“เราเองก็เตรียมพร้อมลงมือ หากเกิดสิ่งใดขึ้น ให้ทุ่มสุดกำลังทันที!”
ชายชราร่างผอมออกคำสั่งเสียงต่ำ
“ได้!”
หานอวิ๋นและชายชุดดำพยักหน้า
ทว่าไม่นานนัก สีหน้าของหานอวิ๋นพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “แย่แล้ว! เสิ่นมู่ผู้นั้นไม่รู้ใช้วิชาใด แต่ทำให้ดอกลำโพงคั่นแดนเสียหายได้!”
ม้วนภาพในมือของเขาสั่นสะท้าน มิอาจเห็นภาพในหุบเขาได้อีกต่อไป
หัวใจของชายชราร่างผอมและชายชุดดำบีบแน่น ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดเหตุพลิกผันรวดเร็วจนตั้งตัวมิทันเช่นนี้
“เร็วเข้า แจ้งพวกเซวี่ยเฮ่อให้กลับมา!”
ชายชราร่างผอมออกคำสั่งอย่างไม่ลังเล
“ทำมิได้แล้ว อำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนถูกกระทบกระเทือน มิอาจทราบได้แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในหุบเขาอีก”
สีหน้าของหานอวิ๋นดำคล้ำ “ทว่าข้าเชื่อว่าหากเซวี่ยเฮ่อรับรู้ถึงอันตราย พวกเขาจะกลับมาโดยเร็วที่สุด”
ทั้งชายชราร่างผอมและชายชุดดำต่างพยักหน้า
แม้ดอกลำโพงคั่นแดนจะเสียหาย มันก็ยังมิพังทลายลง
ยามนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำก็คือรอ มิอาจทำให้แผนที่วางไว้พังยับเยินได้!
……
ตู้ม!
อำนาจค่ายกลสีเลือดกู่คำรามสะท้านเวหา
“บ้าเอ๊ย! เกิดอันใดขึ้นเนี่ย?”
ใบหน้าจิ้มลิ้มของฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งดำคล้ำ หวาดระแวงเต็มหัวใจ
หลังเข้ามาในหุบเขาได้ไม่นาน อำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนก็เกิดปั่นป่วนรวนเรกะทันหัน ทำให้ทั้งนางและเซวี่ยเฮ่อต้องหลบกันจ้าละหวั่น
ทว่าเมื่อตั้งหลักได้ ฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งพลันพบว่าแม้อำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนจะไม่โจมตีนางอีกต่อไป แต่นางก็มิอาจหาร่องรอยของเซวี่ยเฮ่อพบ!
สิ่งที่ทำให้หัวใจของฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งหนักอึ้งสูงสุดคืออำนาจค่ายกลแดงฉานนั้นปกคลุมทุกแห่งหนในหุบเขานี้ ก่อกวนจิตสัมผัสของนางอย่างร้ายแรง ทำให้นางมิต่างจากจมในโลกแห่งม่านหมอกกะทันหัน อย่าว่าแต่หาคน แค่ทิศทางเหนือใต้ยังมิอาจกำหนดได้!
“ขึ้นมา!”
ฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งใช้ตะเกียงชาววังทรงแปดเหลี่ยมดวงหนึ่ง เรืองรัศมีเจิดประกาย ส่องสว่างแดนดินในรัศมีร้อยจั้งทันใด
และยามนี้ ฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งก็ผ่อนคลายมาก
ตะเกียงชาววังนี้มีนามว่า ‘ตะเกียงเคลือบสวรรค์ร้อยก้าว’ และในบริเวณที่แสงของมันส่องถึง ไม่ว่าผู้ใดเข้ามาในรัศมี นางก็จะรู้ตัวก่อนใคร!
จากนั้น ฮูหยินเฝ่ยเหลิ่งก็เดินทางต่อในหุบเขาอันปกคลุมโดยค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดน
อีกบริเวณหนึ่งในหุบเขา
ใบหน้าของเซวี่ยเฮ่อดำคล้ำ กำง้าวกระดูกขาวในมือแน่น ระแวดระวังเต็มที่
เขาก็สังเกตถึงความผิดปกติเช่นกัน และอนุมานว่าอำนาจของดอกลำโพงคั่นแดนถูกโจมตี ยามนี้เขามิอาจคาดหวังให้ค่ายกลนี้ช่วยเหลือเขาได้เลย
“จะหาทางออกถอนตัวไปก่อน หรือหาที่ซ่อนของเสิ่นมู่ต่อดี?”
เซวี่ยเฮ่อดูเคร่งเครียด
แม้เขาจะเป็นมหาเซียนสูงสุดในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ทว่าเขาจะกล้าประเมินคู่ต่อสู้หนนี้ต่ำได้หรือ?
แต่หากเขาถอยไปก่อน คงดูเหมือนเขาตาขาวไปหน่อย
“แต่ว่า การรักษาตัวรอดไว้ก่อนย่อมดีกว่าเอาตัวเข้ารับความเสี่ยง”
เซวี่ยเฮ่อสูดหายใจลึก ๆ แล้วตัดสินใจ
เมื่อเทียบกับความปลอดภัยของชีวิต ตาขาวแล้วกระไร?
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วก็คือ หุบเขานี้ปกคลุมด้วยอำนาจของดอกลำโพงคั่นแดน ทั่วหล้าล้วนแดงฉาน มิอาจตัดสินทิศทางใด ๆ ได้เลย
ทั่วฟ้าดินดูจะปั่นป่วนรวนเร กระทั่งจิตสัมผัสยังถูกกระทบอย่างร้ายกาจ
เซวี่ยเฮ่อมิใช่ผู้อยู่นิ่ง
เขาก้าวถอยไปในทิศหนึ่ง
ระหว่างทาง เขาเปี่ยมด้วยความระแวดระวัง แทบโคจรการฝึกฝนเต็มที่ทั่วกาย ง้าวกระดูกขาวในมือเรื่อเรืองเย็นเฉียบชวนใจหาย
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในคลื่นอำนาจแดงฉานไกลออกไปอย่างเงียบงัน เดินเข้ามาหาเซวี่ยเฮ่อ
เขาสวมอาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ร่างสูงเพรียว
เขาคือซูอี้!
ยามนั้น ม่านตาของเซวี่ยเฮ่อพลันหดตัว และเขาซึ่งพร้อมโจมตีอยู่ก่อนก็กวัดแกว่งง้าวกระดูกขาว ทุ่มสุดกำลังฟาดฟันอย่างดุร้ายอย่างไม่ลังเล
ตู้ม!
ประกายง้าวเย็นเยียบห้อตะบึงดุจอาชา ปลดปล่อยเพลิงพิสุทธิ์สะเทือนหล้าดุจน้ำตกจากเหนือสรวงทะลวงเขื่อน โหมกระหน่ำบนฟากฟ้า
เซวี่ยเฮ่อนั้นมั่นใจว่าด้วยการโจมตีสุดกำลังของตน มหาเซียนใด ๆ ในขอบเขตเดียวกับเขาย่อมมิกล้าเผชิญหน้าตรง ๆ หาไม่ หากมิตายก็บาดเจ็บ!
และยามนี้ วจีดาบเลิศล้ำพลันดังขึ้น
ดาบแห่งโลกายาวสามฉื่อปรากฏขึ้นในมือซูอี้
ตัวดาบครามเทาดุจท้องนภาตวัดไหว!