บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1718: แสดงความบริสุทธิ์ใจ
ตอนที่ 1718: แสดงความบริสุทธิ์ใจ
ร่างของซูอี้หายวับไป
อูถิงหันหลังเผ่นหนี
ทว่าพริบตาต่อมา ปราณดาบเรืองรองนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นทั่วทิศกลางอากาศ ขวางทุกทางหนีไว้จนสิ้น
และซูอี้ก็ได้ฟาดฟันดาบสังหารออกมาแล้ว
อูถิงกัดฟันโจมตีสวนกลับอย่างเต็มกำลัง
อึดใจต่อมา ท่ามกลางเสียงคำรามของปราณดาบ ศีรษะของเขาก็กระเด็นสูงบนเวหา
โลหิตกระฉูดย้อมสุญญะ
อาภรณ์ของซูอี้เปรอะเปื้อนโลหิต ร่างกายปรากฏบาดแผลมากมาย
ทว่าก็หาร้ายแรงไม่
‘เทียบกับเจ้าเฒ่าผู้ควบคุมเขตแดนวิถีจากลัทธิหลิงหลงนั่นแล้ว ความแข็งแกร่งของอูถิงผู้นี้ก็ไม่เท่าไหร่ กล่าวได้ว่าเป็นยอดฝีมือขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางได้แค่นั้น’
ซูอี้เปรียบเทียบในใจ
ระหว่างมหาเซียนผู้บรรลุเขตแดนวิถีและผู้มิบรรลุเขตแดนวิถีนั้นต่างกันราวคนละโลก
ก่อนเคลื่อนขั้นขอบเขต หากซูอี้อยากฆ่าศัตรูอย่างอูถิงโดยมิใช้ปราณดาบเก้าคุมขัง ต่อให้ทุ่มสุดกำลัง ผลสุดท้ายก็อาจตายตกทั้งคู่ ยากจะกำชัยได้
ทว่ายามนี้แตกต่างออกไป
ศึกนี้ เขาทุ่มกำลังสุดตัวเอาชนะศัตรูระดับอูถิงได้ในรวดเดียว!
ยิ่งกว่านั้น ยังเอาชนะได้ด้วยกำลังตน!
และราคาของมันก็คือบาดแผลบนร่างเหล่านี้
เทียบกับยามเขาสังหารกู้เจ้าหลิน มหาเซียนผู้ควบคุมเขตแดนวิถีจากลัทธิหลิงหลงแล้ว การเพิ่มพูนของอำนาจปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่ง มิเหมือนกาลก่อนอีกต่อไป!
‘ในหมู่มหาเซียนที่ไล่ล่าข้ายามนี้ การฝึกฝนของไท่เจิงแห่งวังเซียนฟ้ามรกตนั้นแข็งแกร่งที่สุด และเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายผู้เดียวที่นี่’
ซูอี้ครุ่นคิดขณะฟื้นตัว
ระหว่างการไล่ล่าสังหารก่อนหน้านี้ ไท่เจิงแห่งวังเซียนฟ้ามรกตขัดขวางซูอี้มาหลายครั้ง ทำให้เขาต้องบาดเจ็บสาหัสทุกครั้งกว่าจะได้โอกาสทลายวงล้อมออกมาได้
คนผู้นี้ก็เป็นภัยคุกคามหนักหนาต่อซูอี้เช่นกัน
“แต่ในด้านการควบคุมเขตแดนวิถี ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือ ‘อวี่เหวินฉี’ จากสำนักเซียนหมื่นดาบ คุณภาพเขตแดนวิถีของเขากล่าวได้ว่าเป็นเลิศ แข็งแกร่งกว่ากู้เจ้าหลินและอูถิงมากนัก”
อวี่เหวินฉี ผู้อาวุโสสูงสุดจากสำนักเซียนหมื่นดาบ เขตแดนวิถีที่เขาสร้างขึ้นแยบยลอย่างยิ่ง ระหว่างไล่ล่าสังหารเมื่อตอนก่อนหน้า ภัยคุกคามของคนผู้นี้ต่อซูอี้เป็นรองเพียงไท่เจิงแห่งวังเซียนฟ้ามรกตเท่านั้น
‘ยามข้าคิดบัญชีกับอวี่เหวินฉี ข้าต้องถามให้จงได้ว่าไฉนสำนักเซียนหมื่นดาบของพวกเขาจึงเลือกทำบางอย่างกับข้า!’
เมื่อซูอี้คิดถึงตรงนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น
สำนักเซียนหมื่นดาบคือหนึ่งในยักษ์ใหญ่วิถีเซียนไม่กี่แห่งในแดนเซียน และเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสำนักดาบในโลกหล้าก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียน
บรรพชนผู้ก่อตั้งคือสหายรักเมื่อกาลก่อนของหวังเย่ ซูฝูซื่อ ยักษ์ใหญ่ผู้ก้าวถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน
กาลก่อน หวังเย่ได้สร้างอนุสรณ์ดาบแห่งหนึ่งเพื่อสำนักเซียนหมื่นดาบด้วยตนเอง!
จากนั้นมา อนุสรณ์ดาบนั้นก็กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของสำนักเซียนหมื่นดาบ สุขาวดีในใจนักดาบทั่วโลกหล้า!
ทว่าซูอี้มิอาจเข้าใจได้เลย นับแต่เข้ามาในแดนเซียนยามนี้ เขามิเคยข้องแวะหรือมีความแค้นอันใดกับสำนักเซียนหมื่นดาบ ทว่าในการไล่ล่าหนนี้ สำนักเซียนหมื่นดาบกลับส่งมหาเซียนวิถีดาบสามคนมาเข้าร่วม!
เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจซูอี้
หากมิอาจคลี่คลาย เขาจะไม่ยอมรามือ
ตู้ม!
ซูอี้ยกมือขึ้นคว้า ดาบแห่งโลกาแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งหายเข้าไปในแขนเสื้อเขา
เขานำไหสุราออกมาอีกครั้ง ใช้อีกมือไพล่ไว้เบื้องหลัง ก้าวจากไปอย่างเฉื่อยชา
ยามนี้ เขาอยากให้ศัตรูทั้งหลายตกสู่ความหวาดผวาสิ้นหวัง!
หลังจรจากไปไม่นาน วิหคกระดูกตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสนามรบพร้อมฝูงมดสีดำ และเริ่มเก็บกวาดสินสงคราม
……
หนึ่งชั่วยามถัดมา
แดนดินแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยหมอกทมิฬจรดฟ้า สี่มหาเซียนกำลังละล่องเคลื่อนต่ำ
พวกเขามาจากสำนักเต๋านิลคราม
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด สำนักเต๋านิลครามคือหนึ่งในหกมหาสำนักเต๋า
บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเต๋านิลครามเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลเฉกเช่นเดียวกับบรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพ เจียงไท่เออ!
กาลก่อนในงานประกวดล่าเวหา หนึ่งในแปดมหาเซียนที่ซูอี้สังหารไปมาจากสำนักเต๋านิลคราม
“ศิษย์พี่ นับแต่เข้ามาในหุบเหวหมอกดำนี้ หัวใจข้าก็มิอาจสงบ รู้สึกเหมือนติดกับดักเสมอมา”
“จริงของเจ้า หลังเรามาถึงได้ไม่นาน วานรเฒ่าลึกลับสะพายดาบก็ใช้วิชาอันล้ำเลิศผนึกทางเข้าหุบเหว บอกว่ามีเพียงต้องฆ่าเสิ่นมู่ เราจึงรอดชีวิตกลับออกไปได้ ซึ่ง… ก็ผิดปกติยิ่งเช่นกัน!”
“ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ยามไล่ล่าสังหาร ไม่ว่าเสิ่นมู่จะหนีไปหนใด เราก็หาเขาเจอได้โดยง่าย”
“ทว่านับแต่เข้ามาในหุบเหวหมอกดำ เขาก็ดูจะอันตรธานไปในอากาศธาตุ มิอาจค้นพบร่องรอย แปลกประหลาดเกินไปมาก ข้าสงสัยว่าเสิ่นมู่น่าจะจงใจล่อเราเข้ามาในหุบเหวหมอกดำ!”
….ยามสี่มหาเซียนจากสำนักเต๋านิลครามเสวนากัน สีหน้าทุกผู้ต่างปรากฏเค้าความกังวล
เมื่อเหตุการณ์ผิดปกติ ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างเสมอ
การไล่ล่าสังหารจวบยามนี้ทำให้มหาเซียนเหล่านี้สัมผัสถึงความผิดปกติได้แล้ว และรู้สึกกระสับกระส่ายกันเล็กน้อย
“อย่าห่วงเลย”
ชายชุดม่วงผู้มีเส้นผมดุจง้าว กิริยาทรงอำนาจเป็นผู้นำกล่าวขึ้น “เราไปร่วมตัวกับพวกสหายร่วมวิถีจากโถงดาบวิญญาณหาญกันก่อนเถอะ เมื่อทุกผู้ร่วมมือกัน ก็รับมือทุกอุปสรรคอันตรายในหุบเหวหมอกดำนี้ได้”
เขามีนามว่าโจวเฟิง เป็นอาวุโสมหาเซียนอันดับหนึ่งจากสำนักเต๋านิลคราม
และเมื่อได้ยินวาจาของโจวเฟิง หัวใจของมหาเซียนอีกสามคนก็โล่งขึ้น
โถงดาบวิญญาณหาญ!
แม้ขุมกำลังวิถีดาบนี้จะมิใช่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ แต่รากฐานของมันเก่าแก่โบราณยิ่ง และมีมหาเซียนมากมายอยู่ในสำนัก เป็นกลุ่มเต๋าอันดับหนึ่งจากทวีปน้ำค้างสวรรค์แห่งแดนเซียน
และสำนักนี้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสำนักเต๋านิลคราม
ยามนี้ เมื่อพวกเขาสองฝ่ายร่วมมือ ก็มั่นใจกว่าเป็นไหน ๆ!
ขณะสนทนา เสียงตีฆ้องรัวกลองพลันดังออกมาจากในหมอกดำห่างออกไป
หือ?
โจวเฟิงและพวกล้วนผงะ
เสียงลั่นฆ้องรัวกลองสนั่นลั่นระรัว ให้ความรู้สึกสนุกสนานอึกทึกอย่างยิ่ง
ทว่าเสียงนี้บังเกิดผิดที่ผิดทาง ให้ความรู้สึกรบกวนจิตใจอย่างมากในหุบเหวหมอกดำอันประหลาดอันตรายยิ่ง!
“นั่นมัน…”
บางผู้อุทานอย่างประหลาดใจ
เมื่อมองตามสายตาเขาก็พบว่าลึกเข้าไปในม่านหมอกทมิฬ มีเนินเตี้ย ๆ แห่งหนึ่งว่างเปล่าไร้หย่อมหญ้า
และบนเนินแห่งนั้นมีสิ่งมีตัวตนประหลาดกลุ่มหนึ่งยืนอยู่
ซากศพโบราณซึ่งดูเหมือนคนแคระกำลังเป่าแตรหอยสังข์อย่างรื่นเริงใจ
อสรพิษหัวมนุษย์ชายเปี่ยมปราณชั่วร้ายกำลังตีฆ้อง
และยังมีวิญญาณร้ายสูงหลายจั้งระรัวกลอง สตรีชุ่มเลือดนั่งขัดสมาธิดีดกู่ฉินบนพื้น
ปราณของตัวตนประหลาดเหล่านี้ล้วนร้ายกาจมิยิ่งหย่อนกว่ากัน ทว่ายามนี้พวกเขากลับตีฆ้องรัวกลอง เล่นกู่ฉินเป่าแตรประหนึ่งวงมโหรี ร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานครึกครื้น
เป็นภาพประหลาด ลี้ลับ ย้อนแย้ง และพิกลนัก
แม้โจวเฟิงและมหาเซียนทั้งหลายจะรอบรู้มากประสบการณ์ แต่เมื่อมาเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดตกตะลึงม่านตาหดเล็กมิได้
“นี่มันอันใดกัน!?”
บางผู้กล่าวอย่างอัศจรรย์ใจ
ทว่ายามนี้ หนึ่งเสียงเสสรวลอย่างเฉยเมยพลันดังขึ้น “พวกเขาน่ะ กำลังรอต้อนรับพวกเจ้าอยู่ไง”
บนเนินเตี้ยนั้น ร่างหนึ่งซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่พลันลุกขึ้น
สวมอาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ร่างสูงใหญ่งดงาม
“เสิ่นมู่!!”
โจวเฟิงและพรรคพวกล้วนประหลาดใจ มิคาดว่าเหยื่อที่พวกตนตามหาจะมาปนในหมู่ตัวตนประหลาดซึ่งมิใช่ทั้งคนและผี!
และเมื่อซูอี้ลุกขึ้น กลุ่มตัวตนประหลาดซึ่งกำลังร้องรำทำเพลงพลันหยุดเคลื่อนไหว ดนตรีอึกทึกเปี่ยมชีวิตชีวาพลันหยุดหาย
สายตาของตัวตนประหลาดเหล่านั้นต่างหันไปมองพวกโจวเฟิง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย เย้าหยอก กระหายเลือด และตื่นเต้น!
ดุจกลุ่มวิญญาณร้ายหมายตาเหยื่อที่ส่งตนเองมาถึงที่
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของพวกโจวเฟิงบีบรัดตัวอย่างเงียบเชียบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม รอรับศึกอย่างเคร่งเครียด
บางอย่างผิดปกติ!
ตัวตนประหลาดเหล่านั้นดูจะทำตามคำสั่งเสิ่นมู่!
“อย่าห่วงเลย ขอเพียงพวกเจ้าไม่หนี พวกเขาก็มิเคลื่อนไหว”
ซูอี้เดินลงจากเนินมาหาพวกโจวเฟิง “เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็มาเพื่อต้อนรับแขก แล้วก็… มากินเลี้ยงกันน่ะ”
“กินเลี้ยง? เพราะเหตุใด?”
โจวเฟิงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาระแวดระวัง
มหาเซียนเหล่านี้มิตื่นตระหนกกับเหตุปกติเช่นปัจจุบันแต่อย่างใด
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “หากเจ้าตายด้วยมือข้า เจ้าก็จะกลายเป็นมื้ออาหารของพวกเขา และนี่จะต่างอันใดกับจัดงานเลี้ยงระดับมหาเซียนกันหรือ?”
ตัวตนประหลาดเหล่านั้นพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงล้วนเผยรอยยิ้มมาดร้าย
สีหน้าของพวกโจวเฟิงดำคล้ำ มีหรือจะไม่ได้ยินว่าซูอี้กำลังจงใจล้อเลียนเหยียดหยามพวกเขา?
“มีตัวตนประหลาดเหล่านั้นอยู่ คนผู้นั้นไร้ความกลัว ฟังคำสั่งข้า จากนี้เราจะอพยพจากที่นี่ด้วยกัน”
โจวเฟิงรีบถ่ายทอดวจี “หลังไปรวมตัวกับสหายร่วมวิถีจากโถงดาบวิญญาณหาญ เราค่อยจัดการกับคนผู้นี้!”
“ทราบ!”
มหาเซียนคนอื่น ๆ ต่างตอบรับ
พวกเขาผ่านเหตุพลิกผันแห่งโลกหล้ามาช้านาน ข้ามบททดสอบเป็นตายมากมาย เห็นชัดเจนแล้วว่าสถานการณ์ตรงหน้ามิถูกต้อง ผิดปกติทุกแห่งหน
ดังนั้นจึงไม่คิดเสี่ยงแม้แต่น้อย
สิ่งสำคัญที่สุดคือปราณของตัวตนประหลาดเหล่านั้นสร้างแรงกดดันให้พวกเขามากเกินไป!
ทว่ายามนี้ ซูอี้กลับแย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้าเห็นแล้วว่าพวกเจ้ากลัวภูตเหล่านี้ อย่างนั้นก็ได้ ข้าจะให้พวกเขาถอยไปก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดสายตามองตัวตนประหลาดเหล่านั้นและกล่าวว่า “ถอยไปให้ไกลกว่าสามหมื่นจั้ง ห้ามเข้ามาหากข้ามิได้สั่ง”
“ทราบ!”
ตัวตนประหลาดเหล่านั้นรับคำสั่งพร้อมเพรียง ก่อนจะหันหลังล่าถอยไปสามหมื่นจั้ง เป็นระยะห่างที่มิเลว
ท่าทีของพวกมันซึ่งเชื่อฟังคำสั่งของซูอี้นั้นทำให้พวกโจวเฟิงตะลึง
ซูอี้ว่า “นี่คือการแสดงความบริสุทธิ์ใจของข้า แต่หากเจ้ายังหนี จะนับว่าไม่รักษาน้ำใจข้านะ”
โจวเฟิงและพรรคพวกขมวดคิ้ว
เสิ่นมู่ผู้นี้… คิดจะสู้กับพวกเขาตามลำพังจริง ๆ หรือ?
ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเกินจริง!
ชั่วขณะนั้น เรื่องราวช่างแสนพิกล
ยิ่งไร้ความกลัว ศัตรูยิ่งครั่นคร้าม มิกล้ากระทำการบุ่มบ่าม
“หากเจ้าไร้ความกลัวจริง ๆ เจ้าจะกล้าเปลี่ยนสถานที่ประลองกันกับพวกเราหรือไม่?”
โจวเฟิงกล่าวอย่างเฉยชา
เขากำลังลองเชิง
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว “นี่มันเสยแสกหน้าตัวเองโดยแท้ ข้าผิดเองที่ใจดีเกินไป ให้ตัวเลือกพวกเจ้ามากมาย ยามนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
มิทันสิ้นเสียง ซูอี้ก็กระโจนเข้าโจมตีแล้ว
“ไป!”
โจวเฟิงคำรามต่ำ หันหลังจากไปกับพรรคพวกทั้งสาม
หาเชื่อวาจาเพ้อเจ้อของซูอี้ไม่!
มีตัวตนประหลาดเหล่านั้นเป็นผู้ช่วย ใครเล่าจะโง่เลือกสู้ลำพัง?
นี่คิดว่ากำลังเล่นสนุกหรือไร?