บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1719: เทือกเขาล้อมเทพ
ตอนที่ 1719: เทือกเขาล้อมเทพ
วูบ!
โจวเฟิงและมหาเซียนทั้งสี่เคลื่อนผ่านเวหา ถอยหนีสุดกำลัง
ทว่าไม่ทันไร พวกเขาก็หยุดชะงัก
ตรงหน้าพวกเขา ยุงโลหิตฝูงหนึ่งซึ่งดูดุร้ายน่าสะอิดสะเอียนปรากฏขึ้น แต่ละตัวมีขนาดราวหินโม่ มีปีกหกคู่ บินกันเกลื่อนนภา
โจวเฟิงและพวกไร้ลังเล เปลี่ยนทิศทางไปทางอื่นทันที
ทว่าไม่นาน พวกเขาก็เปลี่ยนสีหน้าไปอีกหน
เพราะเบื้องหน้าปรากฏตัวตนร้ายกาจกลุ่มหนึ่งขึ้นอีกหน เป็นฝูงวิญญาณร้ายอาบสายฟ้าสีเลือด แต่ละตนสูงร้อยจั้ง ดุร้ายชวนสะพรึง
เมื่อพวกโจวเฟิงกำลังจะเปลี่ยนทิศทางอีกหน พวกเขาก็พบว่ามีตัวตนประหลาดปรากฏขึ้นตาม ๆ กันทั่วทุกทิศทาง ขวางฟ้าดินถิ่นนี้ไว้หมดสิ้น!
ชั่วขณะนั้น โจวเฟิงและพวกเหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวใจร่วงดิ่งสู่ตาตุ่ม
ถูกหลอกแล้ว!
นับแต่ยามพวกเขาเข้ามาในแดนดินถิ่นนี้ พวกเขาก็ตกอยู่ในแผนสังหารอันถูกตระเตรียมมาเป็นอย่างดี!
“มิน่าเล่าเจ้าจึงหนีมายังหุบเหวหมอกดำ ที่แท้เจ้าก็วางแผนไว้นานแล้ว!!”
สีหน้าของโจวเฟิงบูดบึ้งยากมอง
ยามนี้ เขาประจักษ์แจ้งกะทันหันว่าไฉนวานรเฒ่าสะพายดาบจึงปิดกั้นทางเข้าออกหุบเหวหมอกดำ เหตุผลนั้นช่างแสนง่าย เป็นเพราะวานรเฒ่าสะพายดาบคือผู้สมคบคิดของเสิ่นมู่มิต่างจากตัวตนประหลาดอื่น ๆ ที่นี่!!
“ผิดแล้ว”
ซูอี้ส่ายหน้า “ข้าไม่เหมือนพวกเจ้า ไม่ชอบใช้จำนวนรังแกผู้อื่น ข้าแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ มิต้องให้ผู้อื่นมาช่วย”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวเสริม “ข้าบอกไปก่อนแล้ว หากพวกเจ้าไม่หนี ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าสู้”
โจวเฟิงและพวกมองหน้ากัน
บางผู้กล่าวเสียงทุ้มต่ำ
ซูอี้กวาดสายตามองตัวตนประหลาดรอบกายเขา แล้วกล่าวยิ้ม ๆ “พวกเจ้ายังมีทางเลือกด้วยหรือ?”
โจวเฟิงและพวกพลันเผยสีหน้าบิดเบี้ยว
จริงดังว่า พวกเขาอยู่ภายใต้วงล้อม ไร้ตัวเลือกใด ๆ!
“ไม่ว่าอย่างไร ยามนี้เราต้องทุ่มสุดตัว จับเสิ่นมู่ผู้นั้นให้ได้!”
โจวเฟิงว่า
คนอื่น ๆ ล้วนรับคำ ดวงตาเปี่ยมความดุร้าย เมื่อจับเสิ่นมู่ได้ ตัวตนประหลาดเหล่านั้นก็จะไร้ผู้นำ แล้วการล้อมสังหารนี้ก็จะพังไปเอง!
“ลงมือ!”
โจวเฟิงคำรามลั่นและนำพรรคพวกโจมตี
มหาเซียนอีกสามคนต่างใช้สมบัติก้นหีบออกมาโจมตีสุดกำลัง
ไกลออกไป ซูอี้แย้มยิ้ม ก้าวย่างขึ้นบนอากาศแล้วตวัดดาบโจมตี
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น มหาสงครามพลันปะทุ โลกหล้าป่วนปั่นรวนเร
ไกลออกไปมีตัวตนประหลาดมากมายยืนรายล้อม ไร้สิ่งใดกล้ากระทำโดยพลการ
ทว่าพวกมันก็เป็นดุจอุปสรรคกีดขวาง ทำให้พวกโจวเฟิงทิ้งความคิดหลบหนีไปจนสิ้น ต่อสู้สุดฝีมือหวังสยบซูอี้!
ทว่า เพียงชั่วเก้าดีดนิ้ว
หนึ่งมหาเซียนก็ตายตกคาที่
สิบสามชั่วดีดนิ้วถัดมา
มหาเซียนอีกผู้ตายตกอย่างสยดสยอง ศีรษะแหลกสลายโดยปราณดาบอันทรงอำนาจ
สิบเจ็ดชั่วดีดนิ้ว
มหาเซียนคนที่สามตายตกพร้อมเสียงกรีดร้องสะเทือนพิภพ เขาตายอย่างอเนจอนาถยิ่งกว่า ร่างสลายไปด้วยปราณดาบถาโถม!
ยามนี้ เหลือเพียงโจวเฟิงผู้เดียว
สีหน้าของเขาสุดสิ้นหวัง ใกล้สิ้นสติเต็มทน
และยามนี้เองที่เขาตระหนักชัดเจน ว่าไฉนซูอี้จึงเลือกลงมือ
มันง่ายมาก ด้วยมิต้องให้ตัวตนประหลาดเหล่านี้มาช่วย ซูอี้ก็ฆ่ามหาเซียนอย่างพวกเขาได้!!
“เสิ่นมู่…”
ราวรู้ชะตาตน โจวเฟิงแค่นเสียงเหมือนมีบางอย่างอยากกล่าว
ฉูด!
ดาบแห่งโลกาเสียบทะลุหว่างคิ้วของเขา
ดวงตาของเขาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความมิยินยอม
แล้วร่างของเขาก็สลายหายทันควัน เลือดเนื้อกระเด็นปลิวดุจเศษไม้แหลกสลาย
ยามนี้ สี่มหาเซียนจากสำนักเต๋านิลครามล้วนถูกสังหาร!
“สามมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น หนึ่งมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง การจัดทัพเช่นนี้แข็งแกร่งกว่ามหาเซียนกู้เจ้าหลินผู้ถือครองเขตแดนวิถีนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ซูอี้ส่ายหัวเล็กน้อย
ศึกนี้จบลงในกาลอันสั้น มิอันตรายเท่าไหร่เลย
และราคาที่เขาจ่ายไปก็แค่บาดแผลเล็กน้อย หาร้ายแรงไม่
ซูอี้มิได้คิดมาก
เขามองขึ้นไป
ตัวตนประหลาดทั้งหลายซึ่งถูกสายตาของเขากวาดผ่านล้วนแข็งทื่อ ก้มหัว ชูปีก หมอบคลานไปกับพื้นตาม ๆ กัน
แต่ละตนล้วนตัวสั่นงันงก
ซูอี้มิได้กล่าวอันใด เขาทำเพียงหันหลังจรจาก
จนเมื่อร่างของเขาหายลับ ตัวตนประหลาดรอบบริเวณต่างโล่งอกผ่อนคลายตาม ๆ กัน
“สินสงครามของใต้เท้าองค์ราชัน ผู้ใดก็ชิงไปมิได้!”
บนพื้น ซากศพโบราณซึ่งดูเหมือนคนแคระตะโกนลั่นสุดเสียง “เอาล่ะ เริ่มฉลองได้!”
ทันใดนั้น ตัวตนประหลาดเหล่านั้นก็เร่งรี่มายังสนามรบ
เลือดเนื้อและวิญญาณของมหาเซียนเหล่านั้นกลายไปเป็นมื้ออาหารอันเลอรสสูงสุดของพวกมัน
ส่วนสินสงครามที่มหาเซียนเหล่านั้นทิ้งไว้ ไร้ผู้ใดกล้าขยับจับจ้องตามลั่นวาจา พวกมันถูกวิหคกระดูกและฝูงมดสีดำเร่งเข้ามาเก็บไปอย่างรวดเร็ว
……
สองชั่วยามถัดมา
เปรี้ยง!
ปราณดาบอาละวาดคลั่ง ปั่นป่วนทั่วบรรพตลำธาร
หนึ่งศึกดำเนินอย่างดุเดือด
เมื่อสิ้นศึก บาดแผลของซูอี้ย่ำแย่ลง มีแผลดาบชวนตะลึงปรากฏขึ้นมากมาย โลหิตหลั่งริน กระดูกขาวปรากฏรำไร
และสามมหาเซียนจากโถงดาบวิญญาณหาญล้วนตายตก!
ซูอี้แตะแก้มตน มีบาดแผลหนึ่งเกิดจากปราณดาบแทบทะลวงถึงกะโหลกเขาอยู่
แน่นอนว่าจากระยะห่างนั้นไร้สิ่งใดต้องกังวล
บาดแผลเช่นนี้หามีความหมายใดไม่
“นักดาบยืนหยัดยิ่งกว่าผู้ใดอย่างจริงแท้ ควรค่าแก่การให้เกียรติ”
ซูอี้ผ่อนหายใจยาว
สามมหาเซียนที่เขาฆ่าไปหนนี้ล้วนแต่เป็นตัวตนอาวุโสในวิถีดาบ แต่ละผู้ล้วนแข็งแกร่งมิยิ่งหย่อนกว่ากัน และหนึ่งในนั้นได้สร้าง ‘เขตแดนดาบ’ ขึ้นสำเร็จ!
เขตแดนดาบที่ว่านั้นก็คือเขตแดนวิถีมหาเซียน ทว่ามีชื่อเรียกแตกต่างออกไป
การต่อสู้กับศัตรูร้ายกาจเช่นนี้ทำให้ซูอี้เองก็ต้องเสียหาย แม้ท้ายที่สุดเขาจะชนะ การฝึกฝนของเขาก็เหือดหายไปอย่างร้ายแรง ร่างกายแหว่งวิ่นด้วยบาดแผล
ซูอี้หาที่ปลอดคนเริ่มเยียวยาทันที
เหมือนเช่นที่เขาสนทนากับอูถิงก่อนหน้านี้ หุบเหวหมอกดำหาแตกต่างจากสวนหลังบ้านเขาไม่!
……
วันถัดมา
ซูอี้ฟื้นจากภวังค์สมาธิ
“ถูกต้องตรงเผง ในศึกนองเลือดหนนี้ ข้าสามารถทำให้การฝึกฝนถูกขัดเกลาพัฒนาถึงจุดสูงสุดได้จริง ๆ”
ซูอี้สัมผัสได้ชัดเจนว่าการฝึกฝนของเขาพัฒนาขึ้นอีกแล้ว!
ทุกศึกอันเหี้ยมโหด ทุกบาดแผลนั้นหาได้แสนยาก
และการพัฒนาความแข็งแกร่งของผู้ฝึกดาบ หัวใจสำคัญอยู่ที่การศึก!
ซูอี้ลุกขึ้นจากพื้น เหยียดยืดกล้ามเนื้อแล้วออกเดินทางต่อ
เขาหากังวลว่าศัตรูจะหลบหนีไม่
ในหุบเหวหมอกดำนี้ ต่อให้ผู้มาจะเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาล นึกจะกลับยังออกไปกันมิได้!
……
ในสามวันต่อจากนั้น
หากซูอี้มิออกไปทำศึก
เขาก็เก็บตัวทำสมาธิเยียวยาบาดแผล
และในสามวันนี้ มหาเซียนเจ็ดคนจากสองขุมกำลังวิถีเซียนตายตกด้วยมือซูอี้
นอกจากนั้นยังมีเหมิงเจ๋ออีกคน!
มือสังหารระดับมหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพผู้นี้ซ่อนตัวในถ้ำลับใต้พิภพแห่งหนึ่ง ลบปราณนิ่งมิไหวติงมาตลอด
เห็นได้ชัดว่าเขาอยากกบดานชั่วขณะเพื่อหลีกอันตรายซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
โชคร้าย เหมิงเจ๋อหารู้ไม่ว่าทุกการกระทำของเขาถูกตัวตนประหลาดในหุบเหวหมอกดำจับจ้องอยู่เนิ่นนาน
เหตุที่เขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้ก็เพราะเขาเป็นผู้ที่ซูอี้หวังสังหารเท่านั้น
ผลก็คือ เมื่อซูอี้บังเอิญผ่านที่ซ่อนของเหมิงเจ๋อระหว่างปฏิบัติการ ชายหนุ่มจึงฆ่าศัตรูเก่าที่บังเอิญพบข้างทางนี้เสีย
ขณะตายตก สีหน้าของเหมิงเจ๋อเปี่ยมความตกตะลึงงุนงง มิอาจคาดคิดว่าซูอี้หาเขาพบได้เช่นไร
แน่นอน ซูอี้ย่อมไม่อธิบายใด ๆ
ควรค่าพูดถึงว่าในการรวบตาข่ายหนนี้ ยังคงไร้ซึ่งอุบัติเหตุใด ๆ!
กล่าวคือ ซูอี้เองก็ประสบอันตรายถึงตายมาหลายหน
ในสถานการณ์สิ้นหวัง มหาเซียนบางผู้เลือกแผดหยกพร้อมศิลาโดยการระเบิดตนเอง ทำให้ซูอี้บาดเจ็บสาหัสได้โดยพลัน แทบทำให้รากฐานมหาวิถีของเขาเสียหาย
มหาเซียนบางผู้ใช้ไพ่ตายก้นหีบอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เช่นยันต์ลับร้ายกาจขอบเขตมหาศาล ซึ่งเมื่อใช้ออกมาก็จะเผยอำนาจมิด้อยกว่าการโจมตีสุดกำลังของตัวตนขอบเขตมหาศาล
เมื่อถูกต้อนจนมุม ซูอี้ก็ทำได้เพียงใช้ปราณดาบเก้าคุมขังหยุดภัยคุกคามจากไพ่ตายร้ายกาจเหล่านี้ไว้
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังบาดเจ็บสาหัส สะบักสะบอมอยู่เอาการ
ท้ายที่สุดแล้ว หากต่อสู้ด้วยความแข็งแกร่งของตนจริง ๆ ในสถานการณ์แบบดวลเดี่ยว ด้วยการฝึกฝนปัจจุบันของซูอี้ เขาก็สามารถฆ่ามหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางได้แล้ว!
ต่อให้หลายคนรุม เขาก็ยังปราบศัตรูทั้งหมดแลกกับการบาดเจ็บหลายจุดได้
ทว่าหากเป็นการต่อสู้ชี้วัดเป็นตายในความเป็นจริง มหาเซียนใดบ้างจะไร้อาวุธสังหาร?
ใครเล่าจะลืมเตรียมไพ่ตายไว้ช่วยชีวิต?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามหาเซียนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวตนร้ายกาจฆ่าคนกองศพเป็นภูเขา หลั่งเลือดเป็นธารสมุทร ต่างผู้ล้วนรับมือยากมากอุบาย
ด้วยเหตุนี้ แม้ซูอี้จะมีฝีมือแพรวพราว เขาก็ยังประสบอันตรายหลายต่อหลายหน มิอาจเลี่ยงการบาดเจ็บไปได้
ทว่าก็เพราะการดวลชี้วัดเป็นตายอย่างโหดร้ายนองเลือดนี้เอง การฝึกฝนมหาวิถีของซูอี้จึงถูกขัดเกลา ศักยภาพถูกทะลวงปลดขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่กี่วันมานี้ การฝึกฝนของเขาซึ่งเพิ่งมาถึงขอบเขตสุญตาขั้นกลางก็ถูกขัดเกลาพัฒนาไปแล้วหลายหน
จากสถานการณ์นี้ อีกไม่นานเขาจะสามารถเคลื่อนขอบเขตสู่ขอบเขตสุญตาขั้นปลายได้อีกครั้ง!
……
“ต่อจากนี้ก็เหลือแค่ยอดฝีมือจากสี่ขุมกำลัง ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิไร้มลทิน สำนักเซียนหมื่นดาบ และวังเซียนฟ้ามรกต”
ขณะซูอี้ครุ่นคิด คันฉ่องทองแดงสีดำบานหนึ่งพลันปรากฏในมือเขา
ในคันฉ่องทองแดง ภาพจากบริเวณต่าง ๆ ในหุบเหวหมอกดำสะท้อนออกมา
ทันใดนั้น วิหคกระดูกตัวหนึ่งก็แหวกเวหาเข้ามากล่าวอย่างนอบน้อม “ใต้เท้าองค์ราชัน ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่ามหาเซียนจากสามขุมกำลัง ประกอบด้วยสำนักเซียนหมื่นดาบ วังเซียนฟ้ามรกต และลัทธิกำเนิดเอกภพซึ่งท่านมองเป็นเหยื่อ ยามนี้กำลังรวมตัวกันในบริเวณ ‘เทือกเขาล้อมเทพ’ ขอรับ”
“หากไร้เหตุอื่นใด มหาเซียนจากสามขุมกำลังนี้น่าจะร่วมมือกันแล้วขอรับ”
ซูอี้ผงะ สายตาของเขาทอดมองจุดหนึ่งในคันฉ่องทองแดง
เทือกเขาล้อมเทพ!
ขุนเขาสูงตระหง่านอันตรายแห่งหนึ่งในหุบเหวหมอกดำ และยังเป็นเขตหวงห้ามอันตรายอีกจุดด้วย
“พวกเขาเลือกร่วมมือกัน ดูเหมือนพวกนั้นจะสัมผัสอันตรายได้ มิกล้าแยกกันสู้แล้ว…”
ซูอี้ไตร่ตรอง
เรื่องนี้ก็นับว่าธรรมดา ไม่กี่วันมานี้ เขาสังหารมหาเซียนจากขุมกำลังต่าง ๆ ติดต่อกันมากมาย ข่าวย่อมมิอาจปิดเงียบได้
ด้วยเหตุเช่นนี้ จึงสมเหตุสมผลหากลัทธิกำเนิดเอกภพ สำนักเซียนหมื่นดาบ และวังเซียนฟ้ามรกตจะร่วมมือกัน
“แล้วสองคนนั้นจากลัทธิไร้มลทินเล่า?”
ซูอี้ถาม
วิหคกระดูกรีบตอบ “เรียนใต้เท้าองค์ราชัน สองคนนั้นจากลัทธิไร้มลทินกำลังเร่งรุดไปยังเทือกเขาล้อมเทพ คาดว่าพวกเขาก็คิดร่วมมือกับสามขุมกำลังเซียนด้วยขอรับ”
“เช่นนั้นเริ่มจากพวกเขาก่อน ถึงกาลต้องคุยกับสตรีผู้นั้นสักหน่อยแล้ว”
ซูอี้ตัดสินใจ
ในใจของเขาปรากฏภาพของสตรีในชุดเรียบง่ายขึ้น
กงอวี่สวิน!
นับแต่การไล่ล่าเขาเปิดฉาก ซูอี้ก็รับรู้ว่าสตรีผู้นี้มาจากตระกูลกงแห่งภูเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์!