บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1720: กงอวี่สวิน
ตอนที่ 1720: กงอวี่สวิน
บนฟ้าดิน
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นกำลังเดินทาง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ติดต่อกับคนจากลัทธิกำเนิดเอกภพ และรับรู้แล้วว่าสามขุมกำลังอันประกอบด้วยลัทธิกำเนิดเอกภพ สำนักเซียนหมื่นดาบ และวังเซียนฟ้ามรกตสร้างพันธมิตรร่วมมือกัน โดยพวกเขาล้วนรวมตัว ณ เทือกเขาล้อมเทพในเวลานี้
และพวกเขาทั้งสองก็กำลังจะไปรวมตัวกับสามขุมกำลังนั้นด้วย
“ระวังตัวไว้ก่อนย่อมอยู่ได้นาน แม้พวกเราระแวดระวังตัวแจเพียงนี้ แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะตกสู่กับดักที่เสิ่นมู่เตรียมไว้อยู่ดี”
ระหว่างทาง กงอวี่สวินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงขมขื่นระคนหดหู่
ถึงเวลานี้ พวกนางเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าหุบเหวหมอกดำคือกับดักที่เสิ่นมู่เตรียมไว้ให้คนเหล่านี้!
เพื่อฆ่าพวกเขาให้สิ้นซาก!
“ไม่กี่วันมานี้ มหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหมื่นวิญญาณ โถงดาบวิญญาณหาญ สำนักเต๋านิลครามและขุมกำลังเซียนอื่น ๆ ล้วนตกตายด้วยมือเสิ่นมู่ทั้งหมด ข้ามิอาจคาดคิดได้เลยว่าเขาทำได้อย่างไร”
กงอวี่สวินพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้นางหัวใจสั่นระทึก เมื่อตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
ม่อเทียนอิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “จางเชียนตู้แห่งลัทธิกำเนิดเอกภพส่งสารมาบอกก่อนหน้านี้ว่า เสิ่นมู่ผู้นั้นน่าจะบงการตัวตนประหลาดในหุบเหวหมอกดำภายใต้คำสั่งเขาได้ และเพราะเหตุนี้เขาจึงไร้เทียมทาน มิอาจทราบได้เลยว่าจริงหรือไม่”
“ในเมื่อหุบเหวหมอกดำเป็นสนามรบที่เสิ่นมู่เตรียมไว้สำหรับการไล่ล่าครั้งนี้ เขาต้องรู้สถานการณ์ในหุบเหวหมอกดำเป็นอย่างดีแน่นอน”
“กล่าวคือที่นี่เป็นเหมือนถิ่นของเขา จึงย่อมรู้สถานที่และเวลาในการลงมือที่เหมาะสม ย่อมไม่น่าแปลกใจหากเขาจะสามารถใช้งานตัวตนประหลาดเหล่านั้นได้”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวอย่างถอนใจว่า “ข้าเพิ่งตระหนักได้จริง ๆ ว่าเราอาจได้เปรียบเชิงการฝึกฝน แต่ทั้งแผนการ ความกล้า และฝีมือของเราล้วนต้อยต่ำกว่าราชันเซียนผู้นี้มาก”
ความหดหู่ใจอันหนักอึ้งเกินบรรยายปรากฏขึ้นในใจของกงอวี่สวิน
ตัวตนขอบเขตมหาศาลในแดนเซียนทุกวันนี้ต้องซ่อนตนจากหายนะเทพ มหาเซียนเหล่านี้คือตัวตนชั้นสูงในโลกหล้า ที่สามารถปราบปรามทั่วแดนดิน และอยู่เหนือทุกผู้ในโลกา
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าในช่วงเวลาไม่กี่วัน มหาเซียนยี่สิบกว่าคนจะตกตายด้วยมือราชันเซียนผู้หนึ่ง?
น่ากลัวยิ่ง!
กงอวี่สวินคิดให้หัวแตกตายอย่างไร ก็ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าเหตุใดโลกนี้จึงมีราชันเซียนเช่นนี้อยู่ เพราะในโลกหล้าที่ผ่านกาลเวลามานานใบนี้ มิอาจหาผู้ใดเทียบเทียม!
“อย่าห่วงมากนักเลย ขอเพียงไปรวมตัวกับสหายต่างสำนักในเทือกเขาล้อมเทพได้ เราก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์เอง”
ม่อเทียนอิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ
มิทันขาดคำ…
ตู้ม!
ทันใดนั้น ฟ้าดินก็สะเทือนสั่น
ในฟ้าดินแสนไกลลับตา ตัวตนหนึ่งอันน่าสะพรึงกลัวที่มีความสูงหลายหมื่นจั้งดุจเทพปีศาจโบราณกำลังเดินมาทางนี้
เขาถูกพันธนาการด้วยตรวนทมิฬที่หนาหนักดุจขุนเขา ดวงตาใหญ่โตดุจมหาธารชาด
และบรรยากาศดุร้ายทั่วร่างของเขาทำให้อากาศที่เขาเคลื่อนผ่านแหลกสลาย!
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นล้วนพรั่นพรึง นั่นเป็นตัวตนร้ายกาจแบบใดกัน?
เพียงมองจากไกล ๆ พวกเขาเหล่ามหาเซียนก็สัมผัสแรงกดดันปะทะหน้า แทบหายใจมิได้กันแล้ว!
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นเหลือบมองหน้ากัน วางแผนหนีโดยมิได้นัดหมาย
ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเฉยชาในเวลานี้
“อย่ากังวลไป ยามนี้ข้าแค่อยากคุยกับพวกเจ้าเท่านั้น”
พร้อมกันนั้น ร่างของเทพมารสูงหลายหมื่นจั้งพลันชะงักกับที่
ที่บ่าของเขา ร่างหนึ่งละล่องลงเดินเข้ามาหา
“เสิ่นมู่!?”
กงอวี่สวินผงะ เครียดขึ้งราวพบศัตรูร้าย
ม่อเทียนอิ่นเองก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างร้ายแรง
เสิ่นมู่คนเดียวก็ทำให้พวกเขารู้สึกรับมือยากยิ่งแล้ว ยังจะมีตัวตนร้ายกาจดุจเทพมารโผล่มาอีก ทำให้ม่อเทียนอิ่นมือเท้าเย็นยะเยือก เมื่อสัมผัสได้ว่าหายนะจะมาถึงอย่างมิอาจเลี่ยง
“เจ้าอยากจะคุยเรื่องใด?”
กงอวี่สวินสูดหายใจลึก พยายามสงบใจตนลง
ซูอี้ซึ่งอยู่ไกลออกไปร่อนลงมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็นำเก้าอี้หวายออกมานั่ง แล้วจึงกล่าวว่า “เจ้าหาที่นั่งก่อนเถอะ”
กงอวี่สวิน “…”
นางเหลือบมองม่อเทียนอิ่นซึ่งกล่าวออกมาทันทีว่า “เสิ่นมู่ เจ้าน่าจะรู้ว่าในการไล่ล่าเจ้าครานี้ เราทั้งสองมิเคยลงมือ จวบยามนี้เราก็ยังไร้ความคิดทำศึกกับเจ้าอยู่นะ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวอีกด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “แต่หากเจ้าจะลงมือกันจริง ๆ เราก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วง จะต่อสู้อย่างมิตายมิเลิกราแน่นอน!”
ชายหนุ่มกล่าวกับเขา “จากนี้ไป เจ้าหุบปากไว้จะดีกว่า ข้าจะคุยกับนางก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปทางหงอวี่สวิน
สีหน้าของม่อเทียนอิ่นไม่น่าดูนัก ทว่าท้ายที่สุดก็ยั้งตนเองไว้
กงอวี่สวินขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจหรือว่าแค่อยากคุย?”
ซูอี้พยักหน้า “ขอเพียงเจ้าตอบคำถามของข้ามาตามตรง วันนี้ข้าก็จะมิทำให้พวกเจ้าเสียหน้าหรอก”
กงอวี่สวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ข้าเคยพบกับกงหนานเฟิงอยู่หนหนึ่ง และเคยถามเขาเช่นกันว่าเหตุใดตระกูลกงแห่งเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์จึงไปรับใช้ลัทธิไร้มลทิน”
จากนั้้นเขาก็พูดเข้าประเด็นทันที “แต่ข้าไม่พอใจกับคำตอบของเขา หรือตัวเขาเองอาจมิทราบคำตอบของมันก็เป็นได้ ดังนั้นในตอนนี้ข้าจึงต้องการให้เจ้าเป็นผู้ตอบ”
กงอวี่สวินผงะไป ราวกับไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้ออกมา
“ในยุคอวสานเซียน ตระกูลกงแห่งเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์ประสบภัยพิบัติ และได้รับความช่วยเหลือจากลัทธิไร้มลทินของข้า จากนั้นมา ตระกูลกงจึงขึ้นตรงต่อลัทธิไร้มลทิน ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วทั้งในแดนเซียนอยู่แล้ว”
ม่อเทียนอิ่นถามขึ้นด้วยเสียงเคร่งเครียด “ยังมีอันใดต้องถามอีก?”
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับกล่าวอย่างเชื่องช้าระคนเยือกเย็น “หากยังพูดอีก ข้ารับปากว่าเจ้าตายไม่ดีแน่”
ม่อเทียนอิ่นมีโทสะเสียจนสีหน้าแปรเปลี่ยนไป
วูบ!
ไกลออกไป เทพมารที่มีความสูงหลายหมื่นจั้งมองมาที่เขาด้วยดวงตาดุจมหาธารสีเลือด
ม่อเทียนอิ่นรู้สึกขนลุก พลันสงบวจีเงียบไป
กงอวี่สวินสงบสติแล้วกล่าวอย่างเยือกเย็น “ความจริงเป็นเช่นผู้อาวุโสม่อกล่าว ในยุคอวสานเซียน ลัทธิไร้มลทินช่วยตระกูลข้าไว้ครั้งหนึ่ง ทำให้ตระกูลของเรารอดพ้นการถูกทำลายล้างไปได้ และจากนั้นมา บรรพชนตระกูลข้าจึงเข้าร่วมกับลัทธิไร้มลทินเพื่อตอบแทนบุญคุณ”
ซูอี้ว่า “แต่เหตุใดข้าจึงได้ยินมาว่าในยุคอวสานเซียน ลัทธิไร้มลทินพยายามให้ตระกูลกงก้มหัว ทว่าตระกูลกงนั้นต่อต้านขัดขืนอย่างดุเดือด”
“แล้วกองทัพของลัทธิไร้มลทินก็บุกที่พำนักของตระกูลกง เข่นฆ่านองเลือดซากศพเกลื่อนกลาดในทันใด”
“ในที่สุดผู้เหลือรอดในตระกูลกงก็มิอาจรับมือกับศึกนองเลือดอันโหดร้ายนี้ไหว จึงต้องเลือกออกมาจำนนต่อลัทธิไร้มลทิน”
“ตั้งแต่นั้นมา ตระกูลกงแห่งเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์จึงกลายเป็นขุมกำลังรับใช้ลัทธิไร้มลทินจวบยามนี้”
สีหน้าของม่อเทียนอิ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน คิดจะโต้เถียงวาจาของซูอี้ แต่เมื่อนึกถึงคำเตือนก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายขึ้นมาได้ ในที่สุดเขาก็สงบวาจา
แล้วก็มองไปทางกงอวี่สวิน
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านมานานมากเสียจนข้าก็ไม่ทราบชัดเจนนัก แต่ก็เคยได้ยินคำเล่าลือประมาณเดียวกันมาก่อน และเคยขอให้ผู้อาวุโสในตระกูลตรวจสอบแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวพลางถอนหายใจ “แล้วผู้อาวุโสในตระกูลเจ้าว่าอย่างไร?”
นางตอบว่า “พวกเขาบอกว่าข่าวลือนี้เป็นเท็จ!”
ผู้ฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย
เรื่องภายในที่เกิดขึ้นนี้เขารู้มาจากทังหลิงฉีแห่งตระกูลทังโบราณแล้ว และตระกูลทังโบราณก็เป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในแดนเซียน มีหรือจะโกหกเรื่องเช่นนี้?
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอื่นอยู่เป็นแน่!
กงอวี่สวินพลันถามขึ้น “เจ้าจะถามเรื่องนี้ไปเพื่อการใด?”
นางงุนงง เหตุใดเสิ่นมู่ผู้มีที่มาลึกลับจึงสนใจเรื่องของตระกูลของนาง
ชายหนุ่มนวดหว่างคิ้วและมิได้ตอบ
ตระกูลกงซึ่งเคยรับใช้หวังเย่คือหนึ่งในลูกน้องที่เขาวางใจที่สุดเมื่อกาลก่อน เหมือนเช่นเผ่าภูตปี้อั้น
และก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะบังเกิด ทุกผู้ต่างรู้ว่าหวังเย่กับบรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิไร้มลทิน เซวี่ยเซียวจื่อเป็นศัตรูซึ่งมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้!
ทว่าหลังยุคอวสานเซียนผ่านไป ตระกูลกงซึ่งเดิมรับใช้หวังเย่กลับไปรับใช้ลัทธิไร้มลทิน จึงมิอาจเลี่ยงข้อสงสัยการทรยศได้!
แน่นอนว่าหวังเย่เวียนวัฏไปนานแล้ว กอปรกับกาลเวลาผ่านผันแสนนาน วิหคดีเลือกไม้เกาะ ขอเพียงตระกูลกงมิได้กระทำการใดเป็นปรปักษ์กับเขา ต่อให้เลือกแปรพักตร์ไปอยู่กับลัทธิไร้มลทิน ซูอี้ก็มิคิดเคียดแค้น
ทว่าเขาต้องหาเหตุผลให้เจอ!
หลังจากครุ่นคิด ซูอี้ก็กล่าวว่า “ไม่ช้าก็เร็ว สักวันหนึ่งข้าจะคิดบัญชีกับลัทธิไร้มลทิน และสิ่งที่ข้าถามเจ้าจะเป็นตัวตัดสินจุดยืนของข้าที่มีต่อตระกูลกงของเจ้าในภายหน้า”
คิดบัญชีกับลัทธิไร้มลทิน!?
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นอดผงะไปมิได้ เสิ่นมู่ผู้นี้ช่างกล้านัก!
ลัทธิไร้มลทินคือยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในแดนเซียน และมีตัวตนขอบเขตมหาศาลอยู่เบื้องหลัง!
ยิ่งกว่านั้น ด้วยยุคทองอันบังเกิดแก่แดนเซียนทุกวันนี้ มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์กลุ่มหนึ่งจากลัทธิไร้มลทินซึ่งอยู่รอดมาจากยุคอวสานเซียนก็เริ่มวางแผนเคลื่อนขอบเขตสู่มหาศาลกันแล้ว
มิต้องสงสัยเลยว่า ลัทธิไร้มลทินของพวกเขาในอนาคตจะบังเกิดตัวตนขอบเขตมหาศาลหน้าใหม่ขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ราชันเซียนผู้กล้าขู่จะคิดบัญชีลัทธิไร้มลทินของพวกเขาต้องใจกล้าเพียงใด?
ซูอี้เมินความคิดของคนทั้งคู่ แล้วกล่าวกับตนเองว่า “เจ้าจะบอกเรื่องนี้กับผู้อาวุโสตระกูลเจ้าด้วยก็ได้”
กงอวี่สวินประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง “ท่านหมายความว่า เราสามารถออกไปจากหุบเหวหมอกดำนี้ได้หรือ?”
เพราะถึงอย่างไร หากพวกนางออกจากหุบเหวหมอกดำนี้มิได้ นางจะถ่ายทอดวาจาให้ผู้อาวุโสตระกูลนางได้อย่างไร?
ชายหนุ่มมิได้ตอบ ทว่าย้อนถามว่า “เจ้ามาล่าข้าในครานี้ด้วยคำสั่งของเซวี่ยเซียวจื่อ หรือฉีเนี่ยกันล่ะ?”
กงอวี่สวินกล่าวอย่างมิปิดบัง “เจ้าลัทธิฉีเนี่ย”
“แล้วเซวี่ยเซียวจื่อเล่า?”
แม้จะรู้สึกมิสบายใจที่อีกฝ่ายเอ่ยเรียกนามของบรรพชนเซวี่ยเซียวจื่อห้วน ๆ ก็ตาม กงอวี่สวินก็ยังตอบอย่างใจเย็น “ท่านบรรพชนผู้ก่อตั้งเก็บตัวไปเนิ่นนานแล้ว”
ซูอี้ถามอีกครั้ง “ฉีเนี่ยสั่งการพวกเจ้าอย่างไร?”
กงอวี่สวินส่ายหน้า
เจ้าลัทธิฉีเนี่ยให้พวกนางมาล่าสังหารเสิ่นมู่ แน่นอน เขาหวังว่าพวกนางจะฆ่าเสิ่นมู่ได้!
ทว่าเรื่องเช่นนี้ไม่สมควรจะนำมาพูดในเวลานี้
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อย “ยามลงมือ เขามิได้บอกตัวตนของข้า… กับพวกเจ้าหรือ?”
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นอดประหลาดใจกันมิได้ จากวาจาของเสิ่นมู่ หรือเจ้าลัทธิจะรู้ที่มาของอีกฝ่ายอยู่แล้ว?
……………