บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1881-1885
บทที่ 1,881 ข้าจะประกาศสงคราม!
ดวงตาของซูอี้เยือกเย็น ความคิดไม่หวั่นไหว
ชายในชุดขนนกทั้งจู่โจมและต้านรับ ดุดันแสนกลอย่างยิ่ง
เพียงแรงกดดันแค่อย่างเดียว ก็เห็นได้ว่าเขาระแวงอยู่ก่อนแล้วจริง จึงออกการโจมตีอันร้ายกาจนี้ได้ในพริบตา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูอี้ประหลาดใจได้จริงๆ นั้นคือ……
สิ่งที่ชายในชุดขนนกใช้ แท้จริงเป็นอำนาจในระดับแกนรวมศูนย์!
ยามเขาอยู่ในซากวังมังกร หากถูกอำนาจเช่นนี้จู่โจม ซูอี้ก็อาจถูกสังหารโดยไม่ทันตั้งตัวได้จริงๆ
น่าเสียดาย……
ที่อำนาจเช่นนี้ไม่อยู่ในสายตาซูอี้อีกแล้ว!
ซูอี้ยกกิ่งท้อยาวหนึ่งฉื่อในมือขึ้น แทงออกไปเยี่ยมคมดาบ
เปรี้ยง!!!
ม่านแสงรอบกายชายในชุดขนนกปรากฏรูโหว่คล้ายทำจากกระดาษ
และอำนาจคุ้มกายตรงหน้าชายในชุดขนนกก็ระเบิดเสื่อมสลายไปพร้อมเกราะคุ้มกายที่อกของเขาทันที!
กิ่งท้ออันบอบบางนั้นหาใช่วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์พิเศษอันใด เพียงแตะต้องก็หักได้แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ในมือซูอี้ กลับกลายเป็นเยี่ยงดาบศักดิ์สิทธิ์อันไม่อาจทำลายลง จู่โจมทะลวงผ่านม่านแสง ลำแสงวิถีคุ้มกาย และเกราะหน้าอกทะลุถึงอกของชายในชุดขนนกอย่างไม่อาจสกัดกั้น!
ส่วนง้าวคู่สีทองที่เขาฟาดออกมาถูกอำนาจล่องหนตรงหน้าซูอี้ขวางไว้ ไม่อาจขยับคืบได้อีก
เพียงพริบตา ผลแพ้ชนะก็ปรากฏ!
การโจมตีอันร้ายกาจของชายในชุดขนนกพังทลาย กระทั่งอกของเขาถูกแทงทะลวง
ฉึก!
หยาดหย่อมโลหิตแผ่ออกมาจากหลังของชายในชุดขนนก
เขาก้มลงมองกิ่งท้อในมือซูอี้อย่างเผลอตัว ใบหน้าตกตะลึง ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าตนจะแพ้พ่ายด้วยสิ่งของแสนธรรมดาเช่นนี้!
“เจ้า……”
ชายในชุดขนนกกำลังจะกล่าวบางอย่าง
ทว่าซูอี้บิดข้อมือ ภาวะดาบอหังการก็ถูกปลดปล่อยพลุ่งพล่านจากกิ่งท้อ ทำให้ร่างของชายในชุดขนนกพลันแหลกสลาย เลือดเนื้อปลิวกระจาย
เสียงกรีดร้องสะท้านสวรรค์ดังลั่น
วิญญาณของชายในชุดขนนกละล่องออกมา แต่ทันทีที่ซูอี้กดมือ อีกฝ่ายก็ถูกกำราบแนบพื้น แน่นิ่งไม่อาจขยับได้อีก
ฟู่!
ซูอี้ยกกิ่งท้อขึ้นเป่าเบาๆ แล้วโลหิตเปรอะเปื้อนบนกิ่งท้อพลันพร่างพรมลงเยี่ยงกลีบบุปผาแดงสด
เหล่าผู้ชมต่างเงียบกริบ
ดวงตาทุกคู่เบิกค้างนิ่งงัน
ตะลึงงันกับสิ่งที่เห็นโดยสมบูรณ์
ทูตสวรรค์ถูกปราบลงในพริบตา!!
ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
เรื่องน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือ ซูอี้ยังคงเรื่อยเฉื่อยตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่เอาชนะศัตรูเมื่อครู่เป็นแค่กิ่งท้อกิ่งหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเทียบกับสถานการณ์อเนจอนาถของชายในชุดขนนก สิ่งนี้ชวนตะลึงยิ่ง!
ไม่ใช่แค่กับคนอื่น
จิตวิญญาณของชายในชุดขนนกแทบสิ้นสติ ไม่อาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้
ก่อนหน้านี้ เขากำเริบเสิบสาน ทว่าหาประเมินซูอี้ต่ำไม่!
เขาไม่คาดเลยว่าตนพ่ายแพ้รวดเร็วยิ่ง แม้ใช้การฝึกฝนระดับแกนรวมศูนย์ร่วมกับหกยันต์ลับอำนาจเทพ!
ซูอี้ก้มลงกล่าวกับวิญญาณของชายสวมชุดขนนก “หากอยากตายสบาย จงตอบคำถามของข้ามา”
ชายในชุดขนนกกล่าวด้วยแววตาเคียดแค้น “ฝันไปเถอะ!! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าทำงานให้ผู้ใด? ฆ่าข้าไป เจ้าและทุกคนในตระกูลทัง……”
เปรี้ยง!
ทันทีที่ซูอี้ออกแรงเหยียบ วิญญาณของชายในชุดขนนกก็แหลกสลายตกตาย คำขู่หยุดลงกะทันหัน
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ทุกสายตาจับจ้องซูอี้ราวมองเทพผู้ทรงอำนาจ!
ทูตสวรรค์คือตัวตนพิเศษ ทว่ากลับถูกเหยียบย่ำจนตายเยี่ยงมดตัวหนึ่ง!
ส่วนคำขู่ของอีกฝ่ายนั้นช่างจืดจางไร้พลังเหลือเกิน
จุดจบนี้ลบล้างความคิดของผู้คนไปเสียสิ้น
ซูอี้ยกมือขึ้นโยน แล้วกิ่งท้อในมือเขาก็ถูกเสียบเข้าร่องผาไกลออกไป
จากนั้นเขาปัดมือพลางมองทังเยว่จิน “เจ้าอยู่ต่อ ส่วนทุกคนที่เหลือแยกย้ายได้”
เขาว่าพลางนั่งกลับลงไปบนเก้าอี้หวาย นำไหสุราขึ้นมาดื่มอั้กๆ รสชาติของ ‘เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ’ นั้นพิเศษเป็นเอกลักษณ์จริงๆ
……
ไม่นานนักซูอี้ก็รู้ที่มาของชายในชุดขนนกจากปากของทังเยว่จิน
อีกฝ่ายมีนามว่า ‘จันเหิง’ ติดตามบุตรแห่งสวรรค์นามว่า ‘ฝูเทียนอี’
และบุตรแห่งสวรรค์ฝูเทียนอีก็เกี่ยวพันใกล้ชิดกับลัทธิไร้มลทิน!
สามวันก่อน สองทูตสวรรค์ที่ลัทธิไร้มลทินส่งมา นอกจากจันเหิงก็มีทูตสวรรค์อีกผู้นามเยว่ไป๋ ทั้งสองต่างรับใช้บุตรแห่งสวรรค์ฝูเทียนอี
ซูอี้ไม่คุ้นหูนามฝูเทียนอีเอาเสียเลย
จากวาจาของทังเยว่จิน ชั่วกาลผ่านมานี้ ในสี่สิบเก้าทวีปทั่วแดนเซียนมีร่องรอยของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่ทั่วไปหมด
สิ่งที่รู้แน่ชัดยามนี้คือขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และลัทธิอัคคีเทพล้วนมีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่ในฝ่ายตน!
แม้เรื่องนี้จะเกินคาดไปบ้าง แต่ซูอี้ก็ไม่ได้แปลกใจ
ในหมู่ขุมกำลังหลักแห่งทะเลบูรพา มีหลายแห่งที่เชิญบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มายังแดนเซียน ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินก็ย่อมต้องเชื่อมต่อกับเทพบางคนในโลกแห่งเทพอยู่แล้ว!
“เรียนใต้เท้าจอมราชันตามตรง สองสามปีก่อนก็มีผู้เรียกตนเองว่า ‘ทูตสวรรค์’ เข้าหาตระกูลของเราเพื่อเชื่อมไมตรีร่วมมือให้เราเชิญบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มาเช่นกัน ทว่าเราตอบปฏิเสธไป”
ทังเยว่จินกล่าว “ไม่ใช่เพราะตระกูลเรามิอยาก แต่เรากังวลว่าจะร่วมมือกับพยัคฆ์ กลายเป็นหุ่นเชิดในมือเทพไป”
ซูอี้พยักหน้า “โชคเคราะห์หนุนเสริมกัน หากฝากชะตากับเทพ เทพก็จะครอบงำบงการ พวกเจ้าเลือกได้ฉลาดมาก”
“ฉลาดหรือขอรับ?”
ทังเยว่จินกล่าวอย่างขมขื่น “แดนเซียนทุกวันนี้แตกต่างจากในอดีตแล้ว เมื่อไร้เทพอยู่เบื้องหลัง ขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลเรา…ก็ไม่ต่างจากอาหารในจานของผู้อื่นเลย!”
ก่อนหน้านี้ ลัทธิไร้มลทินไม่กล้าลงมือกับตระกูลของพวกเขาโดยง่าย ในฐานะขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนเช่นกัน
แต่ยามนี้ สถานการณ์แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เป็นเพราะเบื้องหลังพวกเขาไร้เทพเกื้อหนุน! ไร้บุตรและบุตรีแห่งเทพคุ้มกัน!
“นั่นเพราะเจ้ายังไม่เคยเห็นจุดจบอันน่าสังเวชของผู้รับใช้เทพต่างหาก”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา
“ใต้เท้าจอมราชันเคยเห็นหรือเจ้าคะ?” ทังอวี่เยียนอดฉงนใจมิได้
ซูอี้พยักหน้า ทูตสวรรค์ผู้รับใช้องค์เทพเทียนฮวงเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง ท้ายที่สุดล้วนถูกจองจำในภูเขาซากวิญญาณด้วยมือองค์เทพเทียนฮวงเอง ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เขาเล่าเรื่องนี้ออกมาโดยสังเขป ทังเยว่จิน ทังอวี่เยียน กับคนอื่นๆ ล้วนผงะตะลึง
ยามกระต่ายเปรียวตาย สุนัขล่าเนื้อก็ย่อมลงหม้อ ในสายตาทวยเทพ เมื่อตัวตนระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นหมดมูลค่า พวกเขาก็ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี!
หากข่าวเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะบังเกิดเสียงลือลั่นเพียงไหน
จนสิ้นสุดบทสนทนาแล้ว ซูอี้จึงได้พบทังหลิงฉี ทังจินหง และพวกที่ถูกปลดปล่อยจากการคุมขัง ชั่วขณะนั้น อารมณ์ต่างๆ พากันประดังถาโถมเข้ามาในใจ
ขณะสนทนา ทังเยว่จินพลันคุกเข่าลงอ้อนวอน “ใต้เท้าจอมราชัน สามวันก่อน ผู้น้อยรับปากสิโรราบแก่ลัทธิไร้มลทิน แต่นั่นก็เพราะถูกบีบบังคับไร้หนทาง จำยอมเพื่อช่วยชีวิตของคนทั้งตระกูล แต่ยามนี้ ผู้น้อยแสนเสียใจนัก หากท่านสามารถมอบโอกาสให้ตระกูลข้าสำนึกกลับตัว ผู้น้อยยินยอมตายลงเสียเดี๋ยวนี้ หรือหากจะให้ผู้น้อยทำอันใดก็ยอมขอรับ!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็โขกหัวลงกับพื้น
เหตุการณ์นี้ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นกระตุก ดูสับสนและคลุมเครือ
ที่ผ่านมาบรรพชนทำผิดหรือ?
ไม่เลย!
เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ พวกเขาทั้งหมดที่นี่นอกจากทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์คงกลายเป็นซากกันไปหมดแล้ว!
หากจะบอกว่าเขาไม่ได้ทำอันใดผิด นั่นก็เป็นไปไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเพราะการตัดสินใจของบรรพชน ผู้นำตระกูลทังตู้อวิ๋นจึงถูกพาตัวไป และทังหลิงฉี ทังจินหง รวมถึงคนอื่นๆ ต่างถูกขัง กลายเป็นคนบาปต่อตระกูล!
ผิดถูกพลิกผันเพียงนี้ จะตัดสินให้แน่แท้ได้เช่นไร?
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “สิ่งที่เจ้าทำถูกแล้ว คนอื่นก็ทำถูก สิ่งที่ผิดคือวิถีแห่งโลกา คือลัทธิไร้มลทินต่างหาก พวกเจ้าไม่ต้องชดใช้อันใดหรอก”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ขอเพียงผู้นำตระกูลของเจ้าไม่ได้ประสบอุบัติเหตุอันใด ข้าจะไปช่วยเขาออกมาเอง!”
“ขอบพระคุณใต้เท้าจอมราชัน!”
ทังเยว่จินกล่าวอย่างซาบซึ้ง
ส่วนทังหลิงฉี และทังจินหงคำนับขอบคุณตามๆ กัน
ทว่าซูอี้กลับโบกมือแล้วกล่าว “เรื่องวันนี้ต้องกระทบต่อตระกูลของพวกเจ้าแน่นอน แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยข้ากระจายคำพูดสู่โลกภายนอกด้วย”
ทังเยว่จินกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ใต้เท้าจอมราชันโปรดสั่งการเถิด!”
ซูอี้เคาะนิ้วกับพนักวางแขนเก้าอี้หวาย และกล่าวว่า “ยามลัทธิไร้มลทินจัดงานประชุมเพื่อตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ ข้าจะไปเยือนด้วยตนเอง!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ทุกคนที่ฟังอยู่ล้วนผงะตะลึงในพลัน!
……
วันเดียวกันนั้น ข่าวนี้ก็ได้แพร่งพรายออกโดยอำนาจตระกูลโบราณ
หนึ่งศิลากวนให้เกิดคลื่นนับพัน แดนเซียนบังเกิดเสียงฮือฮาลือลั่น
“ซูอี้ ร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลจะเข้าร่วมประชุมด้วยหรือ? โอ้สวรรค์! นี่ต่างอันใดกับพาตนไปตายถึงที่หนอ?”
ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้ตกใจกับข่าวนี้มากมายเพียงไร
ในแดนเซียนทุกวันนี้ ใครบ้างไม่ทราบว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินและลัทธิกำเนิดเอกภพถือซูอี้เป็นขวากหนาม?
ใครเล่าไม่ทราบว่าเบื้องหลังขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อันทรงพลังอยู่?
ซ้ำยังลือกันอยู่ยาวนานว่าจุดประสงค์ที่ลัทธิไร้มลทินจะตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่หนนี้คือเพื่อการโจมตีซูอี้!
ด้วยเหตุนี้ การที่ซูอี้ตัดสินใจไปประชุมอย่างเด็ดเดี่ยวนั้นบ้าระห่ำกำเริบในสายตาผู้คนอย่างไร้กังขา
“สถานการณ์บีบคั้น เขาทำอันใดไม่ได้แล้ว!”
ผู้เฒ่าบางคนทราบเรื่องราวภายในอดรำพึงเบาๆ มิได้
การสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจอมราชันอนันตรัตติกาลนับเป็นการยั่วยุสูงสุดแล้ว
นอกจากนี้ กล่าวกันว่าในงานประชุม ลัทธิไร้มลทินยังจะประหารคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับจอมราชันอนันตรัตติกาลเป็นเครื่องเซ่นสรวง แล้วจอมราชันอนันตรัตติกาลจะอยู่เฉยได้เช่นไร?
“สถานการณ์ในแดนเซียนนี้กำลังจะแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล! และงานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่นี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของมัน!”
“โลกหน้าชักโกลาหลไปกันใหญ่แล้ว!”
“เฮ้อ ข้าหวังอยู่ว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลจะพลิกสถานการณ์ กวาดทั่วทิศประสานทุกหมู่เหล่า สงบความวุ่นวายในแดนเซียนและฟื้นความรุ่งเรืองก่อนยุคอวสานเซียนขึ้นได้นะ!”
โลกหล้าลือลั่น ผู้คนล้วนเสวนาถึงเรื่องนี้
ณ ลัทธิไร้มลทิน
ฉีเนี่ยเองก็ได้ข่าวเช่นกัน
“ท้ายที่สุด…เจ้าหวังเย่ก็ยังไม่อาจสงบใจ!”
ฉีเนี่ยแย้มยิ้ม
ทุกสิ่งอยู่ในแผนของเขา
เป้าหมายปรากฏตัวแล้ว
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือปราบหวังเย่ในงานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่เสีย เจ้าหอกข้างแคร่!!
บทที่ 1,882 โลกหล้าปั่นป่วน
ไกลออกไปทางประจิมทิศในแดนเซียน
ลึกลงไปในใต้ดินของทุ่งน้ำแข็งอันไร้สิ่งใดแปรเปลี่ยน มีตำหนักหลังหนึ่งในโลกเร้นลับซึ่งทับซ้อนกันอย่างไม่รู้จบ
ภายในนั้นมีเพียงประทีปเขียวหนึ่งดวงสว่างไสว ส่องแสงสลัวมัว
เจียงไท่เออเปิดอ่านสารลับที่ตนเพิ่งได้รับมา
หลังจากอ่านจบ ใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงหยกของเขาก็แปรเปลี่ยนไป
ครู่ต่อมา เจ้าตัวก็รำพึง “รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแผนสังหารถึงชีวิต เจ้าก็ยังจะกระโดดเข้าไป… สมเป็นเจ้าจริงๆ หวังเย่!”
ในฐานะศัตรูคู่แค้นอันมีหนี้เลือดกันมาก่อนยุคอวสานเซียน เจียงไท่เออจึงเกลียดชังหวังเย่ที่สุด
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ที่เขาชื่นชมที่สุดก็คือหวังเย่เช่นกัน
ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายร้ายกาจเพียงอย่างเดียว
แต่ความกล้าหาญ ความคิด และการกระทำยังเพียงพอให้สะท้านโลกาทุกยุคทุกสมัย มิอาจหาผู้เทียบเทียมได้ในฟ้าดิน
แผนสังหารนี้ก็เช่นกัน หากเป็นเขา จะไม่เข้าไปพัวพันเลย
ส่วนเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะนอกจากจะมีบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์มากมายจากโลกแห่งเทพเข้ามาพัวพันแล้ว ยังมีสัตว์ประหลาดเฒ่า ณ ระดับสุดลึกล้ำจากยุคสุดวิเวกออกจากคุมขังกันอีกมากมายเช่นกัน!
เมื่อแผนสังหารนี้ล้วนมุ่งเป้าที่คนผู้เดียว ใครเล่าจะกล้าสู้?
แต่หวังเย่นี่แหละที่กล้าสู้!
“เอาเถอะ ให้ข้าเตรียมของขวัญสั่งลาให้เจ้าแล้วกัน ขอให้……เข่นฆ่ากันให้สนุก!”
เจียงไท่เออเบนสายตาไปมองผนังตำหนัก
หนังมนุษย์อันดูราวมีชีวิตแขวนอยู่เรียงราย
มองปราดแรกดูประหนึ่งคนเป็น
เจ้าของผืนหนังเหล่านี้ล้วนแต่เคยรับใช้หวังเย่ พวกเขาแต่ละคนต่างเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือก่อนยุคอวสานเซียน
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าก็อยากกลับไปพบหวังเย่เช่นกัน เช่นนั้น… ข้าจะส่งพวกเจ้าไปให้เอง”
จากนั้นเขาก็นำขวดหยกขาวใบหนึ่งออกมาเปิด
วูบ! วูบ! วูบ!
จิตวิญญาณดวงแล้วดวงเล่าทะยานออกจากขวดหยก จมหายเข้าไปในหนังมนุษย์แต่ละผืน
ทันใดนั้น หนังมนุษย์เหล่านั้นก็พองบวม บังเกิดเลือดเนื้อกระดูก เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นคนเป็นกลุ่มหนึ่ง!
พวกเขามีทั้งชายหญิง คละคลุ้งด้วยปราณมรณะ แววตาว่างเปล่า
ผีดิบหุ่นเชิด!
พวกมันเป็นหุ่นเชิดประเภทหนึ่ง ทั้งหายากและโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง
เพราะการสร้างผีดิบหุ่นเชิดแต่ละตัวใช้ ‘คนเป็น’ เป็นวัตถุดิบ โดยต้องถลกหนัง หลอมวิญญาณ หล่อหลอมเลือดเนื้อและผ่านกรรมวิถีอันซับซ้อนยิบย่อยมากมาย
เรื่องที่ยากที่สุดคือการคงสภาพการฝึกฝนของคนเป็นผู้นั้นไว้ จึงจะสามารถสร้างผีดิบหุ่นเชิดที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้
และผู้เชี่ยวชาญการสร้างผีดิบหุ่นเชิดที่สุดในแดนเซียนก็คือเจียงไท่เออ บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพ!
เขาสร้างผีดิบหุ่นเชิดไว้เป็นกองทัพตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนจะบังเกิดแล้ว และแต่ละตนล้วนมีความแข็งแกร่งระดับมหาเซียน!
ก่อนหน้านี้ เจียงไท่เออก็ส่งสิงหยวนจื่อที่ตนทำเป็นผีดิบหุ่นเชิดไปไล่ล่าซูอี้เช่นกัน
วูบ!
เจียงไท่เออปัดปลายนิ้ว ประตูมิติบานหนึ่งเปิดออก
“ไปหาเสวียนจ้งเจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเสีย เขาจะจัดเตรียมให้พวกเจ้าได้พบกับหวังเย่เอง”
เขากล่าวเสียงดังฟังชัด ราวบอกญาติสนิทมิตรสหายให้ออกเดินทางไกล
……
ทางทักษิณทิศของแดนเซียน
ในเมืองปุถุชนนาม ‘นครตงไหล’
ผู้คนส่วนใหญ่ในนครตงไหลเป็นคนธรรมดา และแม้จะมีผู้ฝึกตนเซียนอยู่บ้าง พวกเขาก็ล้วนแต่เป็นตัวตนเล็กจ้อยไร้ความโดดเด่น
ในเมือง ขอทานเฒ่าผู้หนึ่งเอนหลังพิงกำแพง มองสารลับในมืออย่างลืมตน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า ขอทานเฒ่าผู้นี้เป็นมหาอำนาจผู้ไร้เทียมทาน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนก่อนยุคอวสานเซียนจะบังเกิดเสียอีก!
เขาคือจอมราชันเสมอสวรรค์ หนานผิงเทียน บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิอัคคีเทพ ผู้เป็นหนึ่งในสามสำนักมารหลักแห่งแดนเซียน!
“บุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์ปรากฏตัวแล้ว เจ้าหวังเย่มิกลัวบ้างเลยหรือ?”
“เพราะอันใด? แค่เพราะเจ้าใจกล้ากว่าพวกเราหรือ?”
“เฮอะ! คราก่อนเจ้าพ่ายแพ้ในศึกอนันตรัตติกาล หนนี้… ข้าเกรงว่าแม้แต่โอกาสจะเวียนวัฏก็คงไม่มีอีกแล้ว!”
หนานผิงเทียนรู้สึกเดือดดาลในใจอย่างไม่อาจอธิบาย
เขาไม่ได้โกรธที่หวังเย่หาเรื่องไปตาย แต่โมโหที่ตาเฒ่าเช่นเขาทำได้เพียงหดหัว แต่หวังเย่กลับกล้าไปบุกเผชิญศึกร้ายแรงถึงตาย!
ผู้คนนั้นช่างประหลาด
ไม่ว่าจะด้อยกว่าผู้อื่นด้านใดก็ล้วนกังวล
เช่นยามนี้ สำหรับหนานผิงเทียน หวังเย่ผู้กลับจากวัฏสงสารเป็นเพียงมหาเซียนผู้หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไร้ความกลัว ในขณะเดียวกัน ตัวเขานั้นกลับแสนขลาดเขลา ทำได้เพียงหลบซ่อนจากการคุกคามของหายนะเทพ……
สิ่งนี้ทำให้เขาอึดอัดใจยิ่ง
“ไม่ว่าเจ้าจะกล้าเพียงไร หากเข้าสู่แผนของเจ้าเฒ่าเซวี่ยเซียวจื่อ เจ้าก็ได้ตายอีกหนอยู่ดี! อีกทั้งครานี้เจ้ายังเป็นเพียงมหาเซียนผู้หนึ่ง ต่อให้วิถีบรรลุเทพปรากฏในสามถึงห้าปี เจ้าก็ย่อมไร้คุณสมบัติประชัน!”
หนานผิงเทียนกัดฟันฉีกสารลับเป็นชิ้นๆ
เขาจะไม่โง่พาตัวเองไปตายเช่นหวังเย่ เพราะเขาจะรอให้วิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น!
เขารอมาเนิ่นนานแล้ว แค่รออีกสามปีห้าปีจะเป็นอันใดไป?
……
ข่าวที่ซูอี้จะออกศึกเองได้แว่วมาเข้าหูศัตรูคู่อาฆาตในอดีตชาติอย่างเซวี่ยเซียวจื่อและจอมราชันนักสังหารเช่นกัน
ซึ่งปฏิกิริยาของทุกผู้ก็แตกต่างกันออกไป
แต่ทุกผู้ต่างเหมือนกันตรงที่ออกคำสั่งให้ศิษย์ของตนกระทำการบางสิ่ง หรือไม่ก็สั่งว่าอย่าสอดมือยุ่ง
แม้ว่าการบุกปล้นยามไฟไหม้จะเป็นเรื่องดี ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่
เช่น ภัยคุกคามจากหายนะเทพ ภัยจากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์!
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สิ่งที่พวกเขาใส่ใจที่สุดคือการบรรลุเป็นเทพ!
……
โลกเร้นลับอันไร้ชีวิตใบหนึ่ง
ท้องนภาเป็นสีเทา ผืนปฐพีแห้งแล้ง
เซวี่ยเซียวจื่อนั่งร่ำสุราอยู่บนสันเขาแห่งหนึ่งอย่างเดียวดาย
“หนนี้ เจ้าหวังเย่จะปราชัยด้วยมือข้าอีกหน!”
เซวี่ยเซียวจื่อแสนสาแก่ใจ
ก่อนหน้านี้ เขาเป็นผู้วางแผนและนำกลุ่มมหาอำนาจผู้ไร้เทียมทานบุกปราบปรามหวังเย่ในหนเดียว ณ ศึกอนันตรัตติกาล!
แม้ฝ่ายของพวกเขาจะเสียหายอย่างหนักหน่วงและตกตายก็ตาม
แต่ในที่สุด พวกเขาก็ยังเอาชนะทรราชหวังเย่ได้!
ส่วนยามนี้แผนสังหารหนึ่งที่เขาวางไว้ด้วยตนเองก็กำลังจะเริ่ม
ในครั้งนี้ เขาแน่ใจว่าหวังเย่ต้องตายตกแน่นอน และไม่อาจเวียนวัฏได้อีก!
เพราะบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นต่างมีภารกิจ ด้วยพวกเขาไม่อาจทนให้วัฏสงสารหวนปรากฏได้อีก!!
สิ่งเดียวที่ทำให้เซวี่ยเซียวจื่อเสียดายก็คือเขาไม่อาจเข้าร่วมเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ได้ด้วยตนเอง และทำได้เพียงต้องลอบวางแผนอยู่ในโลกเร้นลับ ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ใช่แล้ว!……แผนการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ของลัทธิไร้มลทินมาจากเขา และสาเหตุที่ศิษย์เอกฉีเนี่ยเป็นผู้ลงมือก็เพราะตัวเขาเช่นกัน!
ผู้รู้จักคนผู้หนึ่งมากที่สุดในโลก บ่อยครั้งมักเป็นศัตรู
เซวี่ยเซียวจื่อรู้อุปนิสัยของหวังเย่ดีมาก และรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ลัทธิไร้มลทินสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน
และยังไม่มีทางให้คนจากเผ่ามารนอกแดนเข้ามายุ่งเกี่ยว!
นอกจากนั้น บุคคลที่เกี่ยวข้องกับหวังเย่ยังจะถูกใช้เป็นเหยื่อสังเวยในครั้งนี้ จึงเพียงพอให้อีกฝ่ายไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้แล้ว!
และเขาก็คาดการณ์ถูกต้อง ในที่สุดหวังเย่ก็ทนไม่ได้ จนต้องกระโดดออกมาเอง!
“หนนี้ ต่อให้ลัทธิไร้มลทินของข้าจะต้องย่อยยับ ขอแค่ฆ่าเจ้าได้… ก็คุ้มแล้ว!”
เซวี่ยเซียวจื่อผ่อนหายใจยาว จากนั้นก็นำยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมาสลักวาจา “ก่อนเปิดงานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ อย่าไปยั่วยุหวังเย่อีก”
“แล้วก็ระวังบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไว้ด้วย แม้จะยืมมือของพวกเขาจัดการกับหวังเย่ในยามนี้ได้ เจ้าก็ต้องระวังพวกเขาแว้งกัดให้ดี”
จากนั้นเจ้าตัวก็ขยี้ยันต์ลับนี้
“จะว่าไป เจ้าหวังเย่ก็กลับมาช้าเกินไปจริงๆ ยามนี้ในแดนเซียน ไม่ว่าจะค้นหามุมไหนในโลกหล้า ข้าก็เกรงว่าคงไม่อาจหาสหายเก่าได้อีก……”
ดวงตาของเซวี่ยเซียวจื่อปรากฏความเวทนา
เนิ่นนานมาแล้ว ตัวตนไร้เทียมทานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับหวังเย่ต่างจากแดนเซียนไปทีละคน
บ้างหลบหนีหายนะเทพ
บ้างไปเสาะแสวงโอกาสในการบรรลุเทพบนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
เช่นเยี่ยชุนชิว ซูฝูซื่อ เซียวหรูอี้ จักรพรรดิปีศาจซิงจ้าว อิ้งซานเสวี่ย……
อันที่จริง เมื่อก่อนหวังเย่ก็มีสหายร่วมเป็นร่วมตายน้อยอยู่แล้ว
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น……
จอมราชันผู้ไร้เทียมทานที่อยู่ร่วมยุคสมัยกับหวังเย่ซึ่งยังอยู่ในแดนเซียนทุกวันนี้ ท้ายที่สุดก็เหลืออยู่น้อยนิด
ทว่าผู้จรจากไม่ได้มีเพียงสหายรักของหวังเย่
อริร้ายในอดีตกาลบางผู้ก็จากไปแล้วเช่นกัน
เหลือเพียงเจ้าเฒ่าอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ และฉู่เสินทงเท่านั้นซึ่งยังยอมทนการคุกคามจากหายนะเทพอยู่
“ยามนี้ เจ้าก็ถูกทิ้งให้ตายเพียงลำพัง ช่างน่าสงสาร”
เซวี่ยเซียวจื่อรำพึง
……
จันทราพร่างดาวกระจ่าง สรรพวจีนิ่งงัน
ภายในศาลาข้างหุบผาแห่งหนึ่งของจวนตระกูลทังโบราณ
สามลมราตรีพัดโชย ซูอี้นั่งร่ำสุราอยู่ที่ระเบียงลำพัง
เขาเองก็กำลังระลึกถึงสหายเต๋าในอดีตชาติอยู่เช่นกัน
“หากพวกเขาคนใดยังอยู่ในแดนเซียน ยามได้ข่าวจากข้า พวกเขาคงมาหาข้ากันแล้ว……”
ซูอี้กระซิบกับตน
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้น
ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินได้ว่า สหายเก่าทั้งหลายในอดีตชาติของเขาน่าจะจากแดนเซียนกันไปแล้ว
เพราะถึงอย่างไร หายนะยุคอวสานเซียนก็น่าสะพรึงกลัวเกินไป มันเพ่งเล็งมาที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลในโลกหล้า ดังนั้นสหายเก่าผู้หมายมาดจะเป็นเทพทั้งหลาย การออกจากแดนเซียนเพื่อแสวงหาวิถีบรรลุเทพก็คือทางเลือกที่ดีที่สุด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่าหวังเย่ยังไม่ตาย ดังนั้นพวกเขาหรือจะคิดว่าหลังจากผ่านไปหลายแสนปี เขาจะหวนกลับมา?
การที่สหายเก่าห่างหาย สิ่งนี้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มรู้สึกว้าเหว่เล็กน้อย
แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือความโล่งใจ
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ เขาไม่อยากให้สหายเหล่านั้นพัวพันในมรสุมเช่นนี้ด้วย
ต่อให้เหล่าสหายในอดีตยังอยู่ เขาก็จะคัดค้านไม่ให้คนเหล่านั้นเข้ามาพัวพันอยู่ดี!
เพราะถึงอย่างไร มรสุมลูกนี้ก็มีหายนะพัวพันมากมายเกินไป
ผู้เป็นห่วงใยสหายจริงมักจะยอมสู้ตามลำพังดีกว่าลากสหายลงปลักโคลนยามเผชิญกับปัญหา
แต่มิตรแท้ก็คือผู้ไม่ยอมให้สหายสู้ลำพังยามเผชิญปัญหา!
ความเงียบงันคงตัวอยู่เนิ่นนาน
ซูอี้ตระหนักบางสิ่งขึ้นได้ และเรียกทังหลิงฉีมาทันที
“ช่วยข้าอีกสักเรื่องสิ เจ้าช่วยส่งข่าวถึงโลกภายนอกที บอกผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าในกาลก่อนว่าอย่าเข้ามายุ่งในเรื่องนี้เป็นอันขาด ผู้ใดกล้าเข้ามาพัวพัน อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจมิเห็นแก่หน้ากันเชียว!”
ทังหลิงฉีนิ่งไป แต่ท้ายที่สุดก็ตอบตกลงโดยไม่ได้ไถ่ถาม
การตัดสินใจเช่นนี้หาใช่ความคิดชั่ววูบของซูอี้ไม่
แต่เป็นเพราะเขารู้ว่า เหล่าผู้ใต้บัญชาซึ่งเคยร่วมรบเคียงข้างตน รวมถึงบรรดาขุมกำลังวิถีเซียนซึ่งเคยได้รับน้ำใจจากเขาเหล่านั้น เกรงว่าคงออกมาเคลื่อนไหวกันหมดหลังได้ข่าวคราวจากชายหนุ่มเป็นแน่!
ในฐานะตัวตนในตำนานผู้เคยปกครองหนึ่งยุคสมัยก่อนยุคอวสานเซียน อิทธิพลของหวังเย่ในแดนเซียนนับว่ามากมายเกินกว่าจะบรรยายได้
ซูอี้แน่ใจว่า แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแสนนาน ขอเพียงเขาออกมาประกาศตน ผู้คนมากมายก็จะยังยืนหยัดเคียงข้างเขา!
นี่คือเกียรติภูมิของหวังเย่ ทั่วทั้งแดนเซียนในทุกยุคสมัย ไร้ผู้ใดเอื้อมถึง!
บทที่ 1,883 ยากพบพาน
ครึ่งเดือนต่อมา
เหลืออีกเพียงสิบวัน งานประชุมตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่จะเปิดฉากขึ้น
ครึ่งเดือนมานี้ แดนเซียนปั่นป่วนวุ่นวาย กระแสคลื่นใต้น้ำโหมกระหน่ำ และงานประชุมที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นในอีกสิบวันนี้ก็กลายเป็นตาพายุ!
โลกหล้ากำลังจับตามอง
และเจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยยังประกาศแล้วว่างานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่นี้มีนามว่า ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ !
ชื่อนี้ปลุกความทรงจำของตัวตนโบราณมากมาย
เพราะก่อนยุคอวสานเซียน ทุกช่วงกาลหนึ่ง ศาลเซียนรวมศูนย์จะจัดงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นที่สระมรกต เชื้อเชิญตัวตนสูงสุดในโลกหล้ามาร่วมเฉลิมฉลอง
ยามนั้น งานเลี้ยงลูกท้อดูจะเป็นงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ในแดนเซียน หากไร้เทียบเชิญจากศาลเซียนรวมศูนย์ ต่อให้เป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม!
ส่วนยามนี้ ฉีเนี่ยอยากจะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ และลอกชื่อ ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ มาใช้กับงานใหญ่นี้……นี่ช่างเป็นเจตนาที่น่าสนใจยิ่ง
กล่าวกันว่าฉีเนี่ยยังเตรียม ‘ผลท้อเซียน’ ชุดหนึ่งมาเพื่อใช้รับแขกในงานด้วย
ซูอี้ก็ได้ข่าวนี้เช่นกัน
เขาจึงอดแค่นเสียงหึไม่ได้ และคร้านเกินกว่าจะสนใจ
ครึ่งเดือนมานี้ ชายหนุ่มใช้ชีวิตอย่างแสนเรื่อยเฉื่อย นอกจากไปหาชิงเวย มหาเซียนหลิวอวิ๋น เซียนคุนอู๋ ปราชญ์หงอวิ๋นและสหายเก่าคนอื่นๆ ณ ซากตำหนักอนันตรัตติกาล เขาก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในจวนตระกูลทังโบราณมาตลอด
ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากทูตสวรรค์ ‘จันเหิง’ ผู้รับใช้บุตรแห่งสวรรค์ฝูเทียนอีตกตาย ตระกูลทังก็ไม่ได้เกิดปัญหาอื่นใดอีก
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ชายหนุ่มก็เข้าใจ
ลัทธิไร้มลทินทุ่มกำลังทั้งหมดไปยังงานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ และชายหนุ่มก็ประกาศแล้วว่าจะไปเยือนเมื่อถึงเวลา อีกฝ่ายจึงไม่ได้กระทำการบุ่มบ่าม
เป็นความสงบก่อนพายุจะเกิด
วันนี้ ซูอี้ออกจากจวนของตระกูลทังไปตามลำพัง
ระหว่างทวีปกลางกับทวีปวิญญาณน้อยถูกคั่นด้วยสามทวีปเซียน
‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ ซึ่งจะเป็นการตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่นี้จะถูกจัดขึ้นที่ริมสระมรกต ณ ยอดบรรพตเซียนจรดนภาในทวีปวิญญาณน้อย
หนทางไม่ได้ไกลนัก
แต่เหตุผลที่เขาเดินทางล่วงหน้านั้น ไม่ได้เป็นเพราะกังวลว่าจะไม่อาจไปตามนัดได้ทัน แต่เป็นเพราะเขาอยากฉวยโอกาสความเงียบสงบอันยากพบพานนี้ ไปสัญจรในโลกหล้าเสียหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นโลกหล้ามลทินหรือปีนบรรพตแสวงวารี ก็ถือได้ทั้งสิ้นว่าเป็นการให้เวลาสงบใจกับตน
ก่อนเหตุการณ์ใหญ่จะบังเกิด มักมีความสงบเงียบก่อนเสมอ
ยิ่งเรื่องใหญ่ ยิ่งต้องสงบใจ
โลกหล้าในทุกวันนี้ปั่นป่วน ทว่าเขากลับหัวเราะร่าทุกวันไป!
จากวันนี้ ซูอี้ก็สัญจรอยู่ในโลกหล้าเพียงลำพังราวผู้มาเยือนในฟ้าดิน ทัศนาความรุ่งเรืองแห่งโลกหล้าปุถุชน เป็นสักขีแก่ความสุขเศร้า ดื่มด่ำกับธุลีควันในโลกหล้า
สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงแห่งธรรมชาติในฟ้าดินอันกว้างใหญ่ ผืนฟ้าเป็นผ้าห่ม แดนดินเป็นเก้าอี้ เชิญชวนบุหลันร่ำสุรา เมามายตรงหน้ามวลผกา
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ความปั่นป่วนแห่งโลกหล้าถูกชายหนุ่มทิ้งไปตั้งนานแล้ว
เขาเป็นเช่นผู้สัญจร แม้จะโดดเดี่ยวท่ามกลางหมู่ดาวและจันทรา แต่ก็ไม่ได้หงอยเหงาหรือเบื่อหน่าย
ระหว่างทาง ฟ้าดินกระจ่างแจ้ง มีจันทรา และสายลมเป็นสหาย
ต้นหญ้า พฤกษา เม็ดทราย และศิลาต่างเป็นเพื่อนพ้องได้ทั้งสิ้น
หากเปิดใจมองวิถีดาบในมือ ไฉนเล่าสิ่งนี้จะไม่ใช่สหาย?
แถมยังมีบันทึกผลกรรมให้สนทนาด้วย
กลางดึก
ณ ริมธารในบรรพตแห่งหนึ่ง
หมู่ดาวกระจัดกระจายเหนือนภา สายลมวิกาลเจือความชุ่มชื้น แปรเปลี่ยนเป็นหมอกบางๆ ท่ามกลางเสียงวารีรินไหล
กองเพลิงสว่างจ้าอยู่บนพื้น
ซูอี้กำลังย่างปลาอยู่
ไขมันละลายลงกองเพลิงส่งเสียงฉู่ฉ่า กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย
“หอมจังเลย!”
ชายชราสวมชุดคลุมผ้าผู้มีรูปร่างผอมเตี้ยผู้หนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน จับจ้องปลาย่างสีเหลืองทองแล้วอดกลืนน้ำลายมิได้
แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาคำนับด้วยรอยยิ้ม “น้องชายอย่าได้กลัว ตาเฒ่าผู้นี้เป็นคนป่าในเขานี้ ไม่ได้พบคนนอกมาหลายปีแล้ว”
ซูอี้แย้มยิ้ม ชี้ไปด้านข้าง “นั่งสิ”
ชายชราตอบรับอย่างยินดี เขานั่งลงข้างๆ ดวงตาจับจ้องปลาย่างและกล่าวว่า “น้องชาย ตาเฒ่าผู้นี้นำของมาแลกปลาย่างของเจ้าได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเนิบนาบ “ไม่ต้องหรอก หากอยากกิน ข้าย่อมแบ่งให้ได้”
ดวงตาของชายชราวาววับ พลางกล่าวชมว่า “คนหนุ่มเช่นเจ้าช่างมีน้ำใจ! วางใจเถิด หลังจากกินปลาย่างของเจ้าแล้ว ข้าจะดูแลความปลอดภัยยามเจ้าจรจากให้เอง!”
ซูอี้แย้มยิ้ม แล้วแบ่งปลาให้อีกฝ่ายครึ่งหนึ่ง
ชายชราเคี้ยวกินอย่างตะกละตะกลาม ชมฝีมือการทำอาหารของอีกฝ่ายเสียยกใหญ่แล้วนำสุราไหหนึ่งส่งให้ซูอี้ “นี่คือ ‘ร้อยบุปผาเมามาย’ ที่ตาเฒ่าผู้นี้บ่มเอง ลองชิมสิ”
ชายหนุ่มรับไหสุรามาจิบ และกล่าวว่า “รสดีมาก”
ชายชราเสสรวลลั่นพลางแนะนำความเป็นเอกลักษณ์ของเมรัยไหนี้ให้ซูอี้ฟัง
หลังจากกินดื่มอิ่มหนำ ชายชราก็ยืดเส้นยืดสายเตรียมจะจากไป
แต่เขาก็ลังเล และยังนำป้ายสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งที่ข้างเอวส่งให้แก่ซูอี้ “น้องชาย ขุนเขาลึกนี้ก็มีอันตราย เจ้าถือสิ่งนี้ไว้ มันจะคุ้มครองเจ้าได้”
ซูอี้นิ่งไปและเตรียมปฏิเสธ ทว่าชายชราก็เรอเอิ๊ก เดินโซซัดโซเซซ้ายขวาหายลับไปในรัตติกาลอย่างรวดเร็ว
เขามองป้ายสัญลักษณ์ในมือแล้วอดยิ้มมิได้ ปีศาจน้อยนี่ก็ยังรักษาคุณธรรมนัก
นับแต่ยามที่ชายชรายังไม่เข้าหา ซูอี้ก็เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นปีศาจน้อยผู้เพิ่งขึ้นถึงวิถีวิญญาณ
วิถีน้อยนิดเช่นนั้นช่างเล็กจ้อยสำหรับซูอี้ ณ ขณะนี้จริงๆ
แต่ชายหนุ่มก็หาใส่ใจไม่
หากเห็นแล้วไม่ถูกชะตา ต่อให้เป็นเทพสวรรค์ก็มิคู่ควรดื่มกับเขา
หากต้องชะตาชอบใจ แม้คนธรรมดาก็ดื่มสุรากับเขาได้
เหมือนปีศาจน้อยที่เขาพบวันนี้ แม้จะพบพานโดยบังเอิญ ชายหนุ่มก็ยังชักชวนมากินปลาย่างดื่มสุราอย่างสบายใจได้
แน่นอนว่า เรื่องยากพบพานที่สุดเกี่ยวกับปีศาจน้อยนี้ก็คือ อีกฝ่ายไม่เพียงจะละทิ้งความคิดสังหารในใจ แต่ยังทิ้งตราสัญลักษณ์ไว้ก่อนจะจากไป เห็นได้ชัดว่าเป็นกังวลว่าซูอี้จะพบอันตรายใดในเทือกเขาแห่งนี้
ช่างยากพบพานจริงๆ
กองเพลิงดับลง
ซูอี้ซบหัวลงกับแขน ฟังเสียงวารีไหลริน มองดวงดาวพริบพรายกลางเวหา สายลมโชยไล้แก้มของเขาอย่างนุ่มนวลเป็นครั้งคราว นำความชุ่มชื้นจากพฤกษาใบหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ในป่าเขา และลำนำของแมลงในราตรีก็ยิ่งเงียบสงัดตามกาล
ความคิดของซูอี้ว่างเปล่า ดำดิ่งสู่นิทรา
ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ขุนเขาตกอยู่ในรัตติกาลลึกล้ำ มวลหมอกทอดตัวหนา
ดวงตาของชายชราร่างผอมเตี้ยหรี่ปรือ เขาพลันชะงักเท้าแล้วถอนหายใจ
จากนั้นเขาก็ตบหน้าตัวเอง พลางพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ “บนวิถีฝึกฝน ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อผู้แข็งแกร่ง แต่ข้าไม่เคยตัดใจทำเช่นนั้นได้เลย! หนนี้… เพราะใจอ่อน กระทั่งตราประจำกายยังถูกส่งให้พ่อหนุ่มนั่น… ข้า…ข้าช่างไม่เอาไหน!”
เขานั่งลงอย่างแสนเศร้าใจ
ขุนเขาลึกนี้มีมารปีศาจอาละวาดชุกชุม อันตรายอย่างยิ่ง
ยากนักจะได้พบพานเจ้าหนุ่มซึ่งดูไร้พิษภัยเช่นนี้ และสำหรับผู้ฝึกตนปีศาจอื่นใด อีกฝ่ายก็กล่าวได้ว่าเป็นเหยื่อ
แต่สำหรับชายชราผู้นี้ เขาไม่อาจตัดใจลงมือได้
มิใช่เพราะใจอ่อนกะทันหัน
แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยกระทำเรื่องเช่นนี้เลยนับแต่ปลุกจิตวิญญาณภูมิปัญญาขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกปีศาจมากมายในขุนเขาล้อเลียนไม่รู้กี่ครั้ง
“การเข่นฆ่าไม่ใช่ความต้องการของข้า อย่าว่าแต่หลอกชายหนุ่มผู้ไร้ความแค้นขัดแย้งใดๆ กับข้าเลย เอาเถอะ ช่างเหตุวันนี้ไป หนหน้าต้องไร้เมตตาแล้ว!”
ชายชราร่างเล็กรำพึง
ทว่าหนหน้าเขาจะทำได้จริงๆ หรือ?
เขาเองก็ไม่แน่ใจ……
เพราะเขามักจะพยายามทำตนโหดร้ายมาตลอด
แต่ทุกหนก็ต้องจบด้วยความผิดหวัง
ขวับ!
ทันใดนั้น ชายชราก็เบนสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
วิหคร้ายสีดำที่มีขนาดราวร้อยจั้งตัวหนึ่งทะยานผ่านนภา คู่เนตรสีแดงสดเปรียบประหนึ่งประทีปยักษ์คู่หนึ่ง
“แย่แล้ว นั่นมหาปีศาจเนตรโลหิต!”
ชายชรากลัวจนขนลุกขนพอง
มหาปีศาจเนตรโลหิตเป็นหนึ่งในผู้ปกครองขุนเขาในรัศมีสามพันลี้นี้ มันทั้งโหดเหี้ยมและร้ายกาจอย่างยิ่ง
เรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือ ชายชราพบว่าเขาถูกหมายหัว!
จากนั้นเจ้าตัวก็รีบเผ่นหนี
ตู้ม!
คลื่นลมกระโชกรุนแรง ชั่วอึดใจต่อมา มหาปีศาจเนตรโลหิตก็ขวางอยู่ตรงหน้า คู่เนตรเยี่ยงประทีปสีเลือดจับจ้องมาที่ชายชรา
“เหอ ที่แท้ก็เป็นเจ้าปีศาจน้อยขี้ขลาดไร้น้ำยานี่เอง เฮอะ ข้าผู้นี้คร้านเกินกว่าจะฆ่าเจ้า”
มหาปีศาจเนตรโลหิตจดจำชายชราได้ ดวงตาของเขาจึงเปี่ยมไปด้วยความดูแคลนเย้ยเยาะ ก่อนจะสะบัดปีกจรจาก
ชายชรา “……”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่า ข้อบกพร่องของตนทำได้กระทั่งช่วยชีวิตตนเอง!!
จนเมื่อมหาปีศาจเนตรโลหิตจรจาก ชายชราก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก่อนที่สีหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยนไปทันที “แย่แล้ว ข้าต้องบอกน้องชายผู้นั้นโดยไวที่สุด อย่าให้เขาถูกมหาปีศาจเนตรโลหิตพบตัว!”
ร่างของเขาเคลื่อนไหว ทว่าก็ลังเล
เขากับชายหนุ่มผู้นั้นพบกันโดยบังเอิญ คุ้มแล้วหรือที่จะบอกให้อีกฝ่ายหนีไปแลกกับการล่วงเกินมหาปีศาจเนตรโลหิต?
เขาดูไม่แน่ใจ
ทว่าท้ายที่สุดชายชราก็กระทืบเท้ากัดฟัน “ก็แค่ไปเตือนสักครั้ง ครั้งหน้าต้องไม่ทำแล้ว!”
เขาลงมือทันที
ทว่าเมื่อตัวคนมาถึงริมธารห่างออกไป ร่างของชายชราก็พลันชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
เขาพบว่ามหาปีศาจเนตรโลหิตบินวนเวียนอยู่บนอากาศ จับจ้องไปยังน้องชายผู้ทอดกายนอนหลับอยู่ริมฝั่งธาร!!
แล้วจะทำเช่นไรได้?
ชายชราพะว้าพะวง
ก่อนเขาจะทันหาวิธีดีๆ พบ มหาปีศาจเนตรโลหิตก็โฉบลงมา กรีดอากาศส่งเสียงหวีดหวิว กางกรงเล็บคมกริบทั้งคู่ออกมาคว้าตัวของซูอี้ที่อยู่บนพื้นอย่างดุดัน
“ระวัง!”
ชายชราตะโกนตามสัญชาตญาณ ไร้ความคิดใดในหัวทั้งสิ้น
ทว่าในยามนี้เอง ซูอี้ผู้กำลังหลับสบายกลับเผยรอยยิ้มออกมา
แล้วปราณดาบสายหนึ่งก็พุ่งทะยาน
แสงดาบทิ่มแทงนภารัตติกาล สาดส่องทั่วทั้งบรรพต
ฉัวะ!
ร่างของมหาปีศาจเนตรโลหิตซึ่งกำลังโฉบลงมาระเบิดในชั่วพริบตา
เลือดเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นธุลีปลิวไปตามลม
“นี่……”
ชายชราตื่นตะลึง
หนึ่งดาบฉายประกายเย็นชา จรัสจ้าถึงเก้าชั้นสรวง!
เจิดจรัสอหังการ สังหารมหาปีศาจเนตรโลหิตตกตายในชั่วพริบตา!!
“ไฉนเจ้าจึงกลับมา?”
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
ชายชรานั้นแสนตื่นเต้น กล่าวอ้ำอึ้ง “ข้า…ข้า…”
ซูอี้ดูจะเข้าใจ และถามขึ้นอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้เจ้าเอ่ยเตือนข้า ไม่กลัวจะถูกเจ้าสัตว์ขนนั่นล้างแค้นเอาหรือ?”
ชายชราตัวแข็งทื่อ เขานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะก้มหน้ากล่าวอย่างอับอาย “ว่าตามตรง เมื่อครู่ข้าไม่ได้คิดอันใดมากหรอก แค่ว่า… มิอาจควบคุมตนเองได้… แม้มาย้อนคิดยามนี้ ข้าก็ยังกลัวอยู่หน่อยๆ…”
ซูอี้แย้มยิ้มอย่างปลาบปลื้ม
ความเมตตาใจดีจากสันดานนั้นยากพบพานเป็นที่สุด
บทที่ 1,884 มหาวิถีมิเดียวดาย
ชายชรารู้สึกกระวนกระวายยิ่งนัก!
เขาตระหนักแล้วว่าสายตาของตนผิดพลาด น้องชายตรงหน้านี่แหละมังกรข้ามธาร เป็นนักดาบซึ่งแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง!
“ขอถือวิสาสะถาม สหายเต๋ามีนามอันใดหรือ?”
ซูอี้เป็นฝ่ายคำนับทักทายก่อน สีหน้าท่าทางดูเคร่งขรึมมาก
เพราะความเมตตาของชายชราผู้นี้ควรค่าแก่การปฏิบัติเช่นนี้
ชายชราโบกมือเป็นพัลวัน “ท-……ท่านโปรดอย่าถือสา ตาเฒ่าผู้นี้เกิดในป่าเขา ถูกเรียกขานเพียง ‘หวงอวิ๋น’ โดยพรรคพ้องร่วมเผ่าเท่านั้น”
ชายหนุ่มนำสุราไหหนึ่งออกมาพร้อมกับป้ายสัญลักษณ์ที่หวงอวิ๋นให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมาส่งให้ “การพบพานคือชะตาลิขิต หวังว่าจะรับไว้”
ไม่พูดเปล่า เขายังยัดสิ่งของเหล่านี้ใส่มือของชายชราด้วย
“เอาล่ะ ข้าก็ควรไปได้แล้ว”
ซูอี้กล่าวลาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะละล่องจากไป
ร่างของเขาล่องสัญจร แขนเสื้อกว้างสะบัดพลิ้ว หายวับสู่รัตติกาลอันกว้างไกลในชั่วพริบตา
ทิ้งไว้เพียงหวงอวิ๋นที่เฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่ต่อมาเขาจะคืนสติและพึมพำว่า “หรือใต้เท้าผู้นั้นจะเป็นเซียนผู้เลิศล้ำทรงพลัง?”
ในความเข้าใจของเขา เซียนนั้นเป็นตัวตนอันสูงส่งที่สุดในโลกหล้าแล้ว
หวงอวิ๋นเก็บป้ายสัญลักษณ์ไปแล้วมองไหสุรา สุดท้ายเขาก็ไม่อาจหักห้ามใจและเปิดผนึกออก ทำให้กลิ่นเมรัยหอมหวนสดชื่นโชยออกมาทันที
เพียงสูดดม ร่างของชายชราก็เปี่ยมด้วยพลังปราณ หัวใจสดชื่นรื่นเริงปานประหนึ่งจะล่องลอยโผบิน
“นี่…คือเมรัยเซียนที่เหล่าเซียนดื่มกันหรือ?”
ดวงตาของหวงอวิ๋นเรืองประกาย
เขารีบเก็บไหสุราอย่างทะนุถนอม ก่อนจะจากไปอย่างแสนปรีดา
เขารู้สึกเพียงว่า สิ่งที่ตนประสบในคืนนี้เป็นเยี่ยงตำนานอันเก่าแก่เปี่ยมมนตรา ประหนึ่งพบพานชะตาเซียนอันเผชิญได้แต่ไม่ครอบครอง!
……
ท่ามกลางรัตติกาล หมู่ดาวส่องแสงอยู่ประปราย
เรือท้องแบนลำหนึ่งละล่องเมฆา พาร่างซูอี้สัญจร
“สหายเต๋าช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ”
หนึ่งวจีดังเสนาะ ไพเราะเยี่ยงลำนำสวรรค์
พร้อมกันนั้น ร่างสูงโปร่งของซีหนิงผู้สวมชุดผ้าลินินอันเรียบง่ายก็พลันปรากฏขึ้นและเดินมาหา
เรือนผมดำดุจหมึกของนางถูกรวบสูงด้วยเชือกสีแดง คู่เนตรเป็นประกายดุจเคลือบเงา คิ้วโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยว งดงามสะกดสายตา
อุปนิสัยของนางยังคงสูงส่งห่างเหินเช่นกาลก่อน ทว่าความงามเช่นนี้กลับสามารถกลบรัศมีของฟ้าดินได้แล้ว!
“เจ้าหมายถึงเรื่องที่ข้าคุยกับปีศาจน้อยเมื่อครู่หรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม หาประหลาดใจไม่ที่อีกฝ่ายปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
“ถูกต้อง”
คู่เนตรของซีหนิงพร่างประกายดุจผืนนที จับจ้องใบหน้าหล่อเหลาของซูอี้ด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะยังเสสรวลเฮฮากับปีศาจน้อยเช่นนั้นได้ กระทั่งมอบสมบัติล้ำค่าให้เขาอีก”
ก่อนหน้านี้ ซูอี้มอบเมรัยเซียนไหหนึ่งให้แก่ปีศาจน้อยผู้นั้น
แต่นั่นไม่ได้มีมูลค่ามากนัก
สิ่งที่มีค่าจริงๆ แล้วคือป้ายสัญลักษณ์ที่เขาคืนให้ปีศาจเฒ่า มันมีอำนาจแห่งมหาวิถีพิเศษยิ่งอยู่!
ชายหนุ่มกล่าวราบเรียบ “เขาเคยแสดงน้ำใจต่อข้า และยิ่งที่พานพบยากเย็นยิ่งกว่าอื่นใดคือ น้ำใจนั้นมาจากเบื้องลึกแห่งกมลสันดาน เช่นนั้นแล้ว เขาจึงสมควรได้รับมันคืน”
ในป้ายสัญลักษณ์นั้น แท้จริงไม่ได้มีปริศนามากมาย เขาแค่สลักอักษรบรรทัดหนึ่งที่แฝงเคล็ดพลังมหาวิถีด้วยเจตจำนงของเขาเข้าไป
‘พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!’
เมื่อหวงอวิ๋นถือมันไว้ติดตัว มันจะเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อการฝึกฝน และหากชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย มันจะสามารถปกป้องเขาไว้ได้
ซีหนิงค่อนข้างประทับใจเรื่องนี้
เพราะนับแต่นางยังเล็ก ปู่ทวดของนางมักสอนสั่งนางเสมอ ว่าบนวิถีฝึกฝน นอกจากให้กระทำกับผู้อื่นดั่งสิ่งที่อยากให้ผู้อื่นทำกับตัวเองแล้ว ยังต้องทำดีมีเมตตากับผู้อื่นให้มาก ส่วนผู้อื่นจะรู้คุณคนหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา
การกระทำในคืนนี้ของซูอี้ทำให้นางรู้สึกว่า ‘วิถีของข้าหาเดียวดายไม่’
“ลั่วเทียนตูผู้นั้นไม่ได้อยู่กับเจ้าด้วยหรือ?”
ซูอี้ถามยิ้มๆ
เขาประทับใจกับลั่วเทียนตูมาก
ยามส่งซีหนิงออกนอกซากวังมังกร ชายหนุ่มได้ต่อสู้อย่างดุเดือดกับบุตรแห่งสวรรค์อันกล่าวได้ว่า ‘ไร้เทียมทาน’ ผู้นี้
ยิ่งกว่านั้น เมื่อกาลก่อน อีกฝ่ายยังลั่นวาจาไว้ว่ายามพบกันครั้งหน้า พวกเขาจะตัดสินเป็นตายกัน!
ส่วนเหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะลั่วเทียนตูถือว่าชายหนุ่มเป็นเป้าหมายที่ต้องฆ่า และกระทั่งซีหนิงยังเปลี่ยนใจอีกฝ่ายไม่ได้
เรื่องนี้ซูอี้หาติดใจใดไม่ เพราะเขาเองก็กำลังเฝ้ารอเวลานั้นอยู่เช่นกัน
“เขา……”
ซีหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจนใจ “เขาก็จะตามข้ามาพบกับเจ้าในครั้งนี้เช่นกัน แต่ข้าปฏิเสธไป เพราะถึงอย่างไร ข้าก็ไม่อยากให้พวกเจ้าสู้กันเลยจริงๆ”
ซูอี้แย้มยิ้ม “เจ้าห่วงอันใด ข้ารับปากเจ้าแล้วนี่ว่าหากชนะ ข้าจะไม่ปลิดชีวิตเขา”
ซีหนิงกะพริบคู่เนตรพร่างพราว “แต่หากเจ้าแพ้เล่า?”
ซูอี้พลันเข้าใจ
สรุปคือ อีกฝ่ายเป็นกังวลในความปลอดภัยของเขาอยู่
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ชายหนุ่มก็กล่าวขึ้น “ยามนี้ เจ้าคงไม่ได้มาเพื่อเกลี้ยกล่อมข้ามิให้เข้าร่วม ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ นั่นหรอก ใช่หรือไม่?”
ตอนนี้ ห่างเพียงสามวัน งานเลี้ยงลูกท้อก็จะเกิดขึ้นแล้ว
การที่ซีหนิงปรากฏกายขึ้นในครานี้ต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นแน่
ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อหญิงสาวส่ายหน้า “เปล่า ข้าแค่มาบอกเจ้าด้วยตนเองว่างานเลี้ยงลูกท้อนี้ถูกบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์หมายตาอยู่หลายคนเท่านั้น”
ซูอี้คาดเดาเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว
เพราะถึงอย่างไร บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นย่อมต้องรู้ว่าเขาถือครองวัฏสงสาร เป็นคนบาปที่เทพไม่ยอมให้มีอยู่!
ซีหนิงกล่าวต่อ “แต่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ส่วนใหญ่รับปากไว้ว่า หากเจ้าไม่ได้พ่ายแพ้ในงานเลี้ยงลูกท้อ พวกเขาจะไม่ปรากฏตัวลงมือเอง”
ซูอี้ผงะไป “หมายความว่า หากข้าชนะ พวกเขาจะไม่เคลลื่อนไหวอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
ซีหนิงพยักหน้า “นี่คือสิ่งเดียวที่ข้าช่วยเจ้าได้”
ชายหนุ่มผงะไป และตระหนักได้แล้วว่าคำสัญญาของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น แท้จริงเกี่ยวข้องกับซีหนิง!
นางรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไปงานประชุมนี้แน่ จึงได้ชิงใช้กำลังของตนทำให้บุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นกล่าวคำสัญญาออกมาก่อน!
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็อดรู้สึกเกรงใจมิได้ และกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย เพราะถึงอย่างไร หากทำเช่นนี้ เจ้าพวกคนจากโลกแห่งเทพก็รู้กันหมดว่าเจ้าอยู่ฝ่ายข้า หากเจ้าถูกพวกเขาหมายหัวในภายหน้า…”
ซีหนิงแย้มยิ้ม นางยกมือขึ้นห้ามไว้ “เจ้ากล้าไปงานเลี้ยงอย่างไร้กลัวเกรง แล้วเหตุใดข้าต้องกลัวด้วย?”
ทะเลเมฆหมุนวน รัตติกาลดำสนิทดุจหมึก นางนั่งลงที่ท้ายเรือ กิริยาไร้ใดเปรียบ งดงามตราตรึงในดวงตาของซูอี้
ความงามนี้ยากเกินสงบใจ เพียงชำเลืองมองก็ชวนให้หัวใจเต้นสั่นระรัว
ท้ายที่สุด เขาก็กล่าวออกมาพร้อมกับแย้มยิ้ม “ผู้รู้จักข้ามักจะคุยเรื่องที่ค้างคาใจ ส่วนผู้ไม่รู้มักพูดถึงเรื่องที่ตนต้องการ บนมหาวิถีนี้ ข้าโชคดีที่ได้พบและรู้จักกับสหายเต๋า”
เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
ซีหนิงนิ่งไป ใบหน้าขาวอันงดงามไร้ที่ติของนางดูไม่สบายใจเล็กน้อย
นางกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวลทันที “ในใจข้า สหายเต๋าเป็นเช่นสหายสนิท ดังนั้นบนเส้นทางมหาวิถีนี้ จึงไม่เดียวดายแม้แต่น้อย”
บรรยากาศคล้ายแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อนอย่างไม่อาจพรรณนาเล็กน้อย
ซูอี้เข้าใจความรู้สึกนี้
ทว่าเขาไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ จึงทำเพียงกล่าวเพียงว่า “ยามข้ากลับมาจากงานเลี้ยงลูกท้อ ข้าจะเชิญสหายเต๋ามาดื่มด้วยกันเพื่อแสดงความขอบคุณ”
ซีหนิงครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “สหายเต๋าอย่าได้วู่วามเลย แม้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ส่วนใหญ่รับปากแล้วว่าจะไม่ลงมือเอง แต่พวกเขาย่อมส่งทูตสวรรค์มาลงมือแทนแน่”
ซูอี้กล่าว “ทูตสวรรค์? หรือจะเป็นพวกเจ้าเฒ่าที่ถูกคุมขังในแดนเซียนโดยทวยเทพตั้งแต่ยุคสุดวิเวก?”
ซีหนิงกล่าวอย่างประหลาดใจ “สหายเต๋าทราบเรื่องแล้วหรือ?”
ซูอี้กล่าว “ข้าเคยพบมันมาก่อนในทะเลบูรพา และคาดไว้แล้วแต่ยามนั้นว่า ในสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียน เกรงว่าคงมี ‘คุกเทพ’ ขังทูตสวรรค์ในลักษณะเดียวกันอยู่”
ซีหนิงพยักหน้าพลางกล่าว “ถูกต้องตามที่สหายเต๋าคาดการณ์ ทูตสวรรค์ผู้ถูกจองจำเหล่านั้นต่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งแดนเซียน กระทั่งข้าก็ไม่อาจทราบว่ามากมายเพียงไร”
“แต่สิ่งที่แน่ใจได้คือ ในเวลาต่อจากนี้ ทูตสวรรค์จะปรากฏขึ้นรอบกายบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากขึ้น”
“รวมถึงลั่วเทียนตูด้วย”
“หลังออกมาจากซากวังมังกร ลั่วเทียนตูกับข้าได้ไปยังแคว้นเซี่ยงแห่งแดนเซียนด้วยกันเพื่อปลดผนึกคุก ช่วยทูตสวรรค์ซึ่งถูกจองจำอยู่ในนั้นออกมา ทูตสวรรค์เหล่านั้นเคยรับใช้เทพในตระกูลลั่วของลั่วเทียนตู และยามนี้ก็กลายเป็นผู้ใต้บัญชาของลั่วเทียนตูแล้ว”
ซูอี้พลันถามขึ้น “แล้วเจ้าเล่า?”
ซีหนิงกล่าว “บรรพชนของข้ามาจากแดนเซียน พวกเขาจะใช้คนจากแดนเซียนดุจข้าทาสได้เช่นไร? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดมาช่วยข้าเลย”
ซูอี้พยักหน้า
จากนั้นหญิงสาวพลันเปลี่ยนประเด็น “นอกจากภัยคุกคามเหล่านี้ เจ้าก็ควรระวังชิงเซียว จินจู๋หลิว และคนอื่นๆ ไว้ พวกเขาได้รับเสียหายอย่างร้ายแรงด้วยน้ำมือของเจ้าไปแล้วตั้งแต่อยู่ในซากวังมังกร และคงจะปรากฏตัวในงานเลี้ยงลูกท้อด้วยตนเองเป็นแน่”
“นอกจากนั้น……”
กล่าวถึงตรงนี้ ซีหนิงก็ขมวดคิ้ว “เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้ยินลั่วเทียนตูพูดถึงเรื่องที่พวกเทพบางผู้ในโลกแห่งเทพดูจะกำลังถูกกระตุ้น กล่าวกันว่าก่อนวิถีบรรลุเทพในแดนเซียนจะปรากฏขึ้น ตัวตนที่แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งจะถูกส่งมายังแดนเซียน”
“เท่าที่ตัดสินได้ในยามนี้ อรหันต์อารักษ์ ‘เจียอวิ๋น’ ผู้รับใช้พุทธองค์แผดตะเกียง ฮั่วเจี้ยนเฟิง หนึ่งใน ‘จตุบุตรมหาวิถี’ แห่งศาลเต๋าซานชิง และจักรพรรดินีผู้ไร้เทียมทานเหวินเหรินชิงอวี๋แห่งตระกูลเหวินเหริน ณ โลกแห่งเทพ… จะมาปรากฏในแดนเซียนได้ทุกเมื่อ!”
เจียอวิ๋น ฮั่วเจี้ยนเฟิง เหวินเหรินชิงอวี๋!
ซูอี้หารู้ไม่ว่าสามนามอันไม่คุ้นหูนี้มีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายแนะนำคนทั้งสามอย่างแสนเคร่งขรึม มันก็พิสูจน์ได้ว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งสามล้วนไม่ธรรมดา!
ชายหนุ่มกล่าวอย่างสนใจ “พวกเขาเป็นเช่นไรหากเทียบกับลั่วเทียนตู?”
ซีหนิงครุ่นคิด “ไม่ว่าจะเป็นที่มาหรือภูมิหลัง ลำพังแค่อำนาจการต่อสู้ ลั่วเทียนตูกับตัวตนเหล่านี้ต่างกล่าวได้ว่า ‘ไร้เทียมทาน’ อยู่ในระดับเดียวกัน”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวว่า “เมื่อเทียบกันแล้ว ชิงเซียว จินจู๋หลิวกับพวกนั้นด้อยกว่า จะว่าไปกู่อวิ้นฉาน ผู้เป็นศิษย์ของผู้เฒ่าเรืองวิญญาณน่าจะเทียบชั้นกับเจียอวิ๋น ฮั่วเจี้ยนเฟิง และเหวินเหรินชิงอวี๋ได้”
เมื่อพูดถึงกู่อวิ้นฉาน ซูอี้ก็ประจักษ์และตัดสินระดับอำนาจของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ซึ่งซีหนิงถือว่า ‘ไร้เทียมทาน’ เหล่านี้ได้ทันที
“อย่างนี้เอง” เขากล่าวอย่างครุ่นคิด “เช่นนั้นก็ไม่คู่ควรให้กลัวมากไป……”
ซีหนิง “???”
นางกำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าอีกฝ่ายกลับกล่าวขึ้นมาก่อน “ณ ก้นสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณแห่งทะเลบูรพา กู่อวิ้นฉานและชิงอู่ตายด้วยมือข้าไปแล้ว”
เพียงหนึ่งวาจาเลื่อนลอย ทว่ามันกลับเป็นเยี่ยงอสนีบาตสะท้านใจซีหนิง คู่เนตรงามเบิกกว้าง ใบหน้างดงามสะคราญโฉมนิ่งค้าง
บทที่ 1,885 จะตีความคำว่ารักเช่นไร
กู่อวิ้นฉาน!
ร่างจริงคือวิหคจอมฉุดสตรี มีอุปนิสัยอำมหิตกลับกลอกมากด้วยเล่ห์สกปรก
ในหมู่ขุมกำลังปีศาจ ณ โลกแห่งเทพ คนผู้นี้ถือเป็นหนึ่งใน ‘สิบจักรพรรดิปีศาจ’
ที่สำคัญสูงสุดคือ กู่อวิ้นฉานเป็นศัตรูที่ซีหนิงเกลียดเข้ากระดูกดำ!
ณ ‘งานประลองขอบเขตมหาศาล’ ในโลกแห่งเทพอันเลื่องลือทั่วหล้า กู่อวิ้นฉานเคยสังหารซีอวี้ น้องชายของซีหนิงลงอย่างโหดเหี้ยม!
ครั้งที่นางได้ยินลั่วเทียนตูบอกว่ากู่อวิ้นฉานมายังแดนเซียน เพลิงแค้นในใจซีหนิงก็ปะทุขึ้น นับแต่นั้นมา นางก็ตามหาที่อยู่ของคนผู้นี้มาโดยตลอด
แต่นางไม่คาดเลยว่ากู่อวิ้นฉานจะตายไปแล้ว!
ซ้ำยังตายด้วยมือซูอี้!
ชั่วขณะนั้น ซีหนิงไม่อาจเชื่อลง
“เจ้า… ฆ่าเขาแล้วจริงๆ หรือ?” นางอดถามมิได้
ซูอี้พลันเล่าย้อนถึงศึก ณ สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณพอสังเขป
หลังฟังจบ ซีหนิงแสนสุขีลิงโลด ความแค้นอันสั่งสมในใจแสนนานถูกปลดปล่อย
แต่ทันใดนั้น นางก็กระวนกระวายขึ้นมาอีกหน
ซูอี้ในฐานะมหาเซียนสามารถใช้แสงทิพย์ดูดวิญญาณทั่วสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณมาฆ่ากู่อวิ้นฉานและชิงอู่ลงได้อย่างราบรื่น!!
หากศึกนี้ถูกถ่ายเผยแพร่สู่โลกแห่งเทพ คงจะก่อให้เกิดพายุเป็นแน่!
เกรงว่าอาจารย์ของกู่อวิ้นฉาน ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณและตระกูลโบราณเบื้องหลังชิงอู่คงไม่อาจยอมรับความจริงเช่นนี้ได้!
“อีกอย่าง ยามนี้ข้าอยู่ในขอบเขตมหาศาลแล้ว ดังนั้น……”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ซูอี้ก็แย้มยิ้ม “เจ้าไม่ต้องห่วงข้าแล้วล่ะ”
เขาบอกได้ว่าซีหนิงช่วยเหลือและเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเขาอยู่จริงๆ ดังนั้น สิ่งที่ชายหนุ่มต้องทำในยามนี้คือคลายกังวลของซีหนิงและทำให้ให้นางมั่นใจในตัวเขามากกว่านี้
แต่ใครเล่าจะคิดว่าซีหนิงจะกล่าวขึ้นเสียงหลงอย่างไม่อาจสงบใจได้แทน “พิสูจน์เต๋าสู่ขอบเขตมหาศาล?”
คู่เนตรพร่างดาวของนางเบิกกว้าง จับจ้องซูอี้ราวมองสัตว์ประหลาด “หากข้าเข้าใจไม่ผิด เจ้าเพิ่งขึ้นเป็นมหาเซียนได้ไม่ถึงครึ่งปีไม่ใช่หรือ? แล้วนี่… เจ้าพิสูจน์เต๋าเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลไปแล้วหรือ?”
ก่อนซูอี้จะทันได้อธิบาย ซีหนิงก็กล่าวอย่างเป็นห่วง “เจ้า…กดดันตนเองเกินไปหรือไม่? หรือเพราะสถานการณ์ในโลกหล้าเป็นภัยต่อการอยู่รอดของเจ้าอย่างร้ายแรงจริงๆ?”
ซูอี้อดตะลึงพรึงเพริดไปมิได้รู้สึกขบขัน เขาจะไปนำสิ่งใดในโลกมากดดันตนได้?
แต่เมื่อเห็นความกังวลอันไม่อาจปกปิดบนสีหน้าของซีหนิง รวมถึงความห่วงใยในน้ำเสียง หัวใจของชายหนุ่มก็ปั่นป่วนไม่อาจบรรยาย สายตาอ่อนโยนลง
เขาไม่รีบร้อนอธิบายอีกต่อไป ทำเพียงใช้หนึ่งมือเท้าคาง รับฟังอย่างเงียบเชียบ
ชายหนุ่มรู้สึกเพียงว่าซีหนิง ณ ขณะนี้ได้เผยความงามอันแตกต่าง ไม่ใช้เรื่องของรูปลักษณ์ อุปนิสัย และกิริยามารยาทอีกต่อไป
หากทว่ามันคือความงามของหัวใจและจิตวิญญาณ!
มีเพียงผู้ที่ห่วงใยและใส่ใจอย่างแท้จริงเท่านั้นจะเข้าใจได้
แน่นอน ซีหนิงไม่ได้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดอันละเอียดอ่อนของซูอี้
นางขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะกล่าวด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ข้าลืมไปเลย นอกจากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น อดีตชาติของเจ้ายังมีศัตรูคู่อาฆาตมากมาย ข้าคิดว่าภัยเหล่านี้มาจากพวกเขา เจ้าจึงต้องเร่งเคลื่อนขอบเขตอย่างหน้ามืดตามัว แต่หากเป็นเช่นนั้น รากฐานมหาวิถีของเจ้าจะถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง……”
ซูอี้กลั้นยิ้มไม่อยู่อีกต่อไป
ซีหนิงถลึงตามองเขา “สหายเต๋า เจ้าคิดว่าข้าพูดเล่นอยู่หรือไร?”
ซูอี้จึงรีบหุบยิ้มแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ทุกวาจาที่เจ้าพูด หูข้ารับฟังอย่างตั้งใจ จดจำไว้ในใจแล้ว กระทั่งความห่วงใยปนกังวลในเสียงเจ้า ข้าก็เข้าใจถ่องแท้ สายเกินกว่าจะหยุดหัวใจได้แล้ว ข้าจะกล้าคิดหรือว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่น?”
ซีหนิงนิ่งไป ส่งเสียงรับเบาๆ ในลำคอ “เข้าใจก็ดีแล้ว หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ข้าจะไม่ห่วงเพียงนี้…เอ่อ…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ดูจะตระหนักแล้วว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากล สีหน้าของหญิงสาวกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ดวงตาวูบไหวแผ่วเบา ก้มหน้าลงหลบสายตาซูอี้นิดหน่อย
ขณะเดียวกัน ในใจของนางก็รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้างดงามร้อนผ่าวขึ้นมา
วาจาเหล่านั้นของข้า……
จะทำให้เขาเข้าใจผิดอย่างที่ไม่ควรหรือไม่?
ไฉนจู่ๆ นางจึงมาเสียการควบคุมเอาวันนี้แล้วพูดวาจาเหล่านั้นออกไป……เพราะเขาช่วยนางสังหารกู่อวิ้นฉานหรือ?
น่าจะเป็นเช่นนั้น
หากเป็นกาลทั่วไป นางไม่มีทางทำเช่นนี้แน่
ซีหนิงพยายามสงบใจตน แต่นางก็หาตระหนักไม่ว่าใบหูน้อยขาวกระจ่างของตนถูกย้อมจนชมพูเรื่อไปเสียแล้ว
บรรยากาศสูงส่งรอบกายนางหายวับ นั่งกระมิดกระเมี้ยนราวอยู่บนปลายเข็ม รูปลักษณ์งามล้ำดูเขินอายเล็กน้อย
ในฐานะบุรุษ ซูอี้เข้าใจดีว่ายามนี้เขาเย้าหยอกนางไม่ได้
หาไม่ ซีหนิงอาจจะพาลอายจนมีโทสะได้
เขาจึงไอแห้งๆ แล้วเริ่มอธิบายสาเหตุที่การฝึกฝนของตนเคลื่อนขอบเขตอย่างรวดเร็วนักโดยจริงจัง ท่าทีของชายหนุ่มทั้งอดทนทั้งใจเย็นเป็นอย่างมาก
ซีหนิงผ่อนลมหายใจโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
ทิ้งความรู้สึกบางอย่างในใจของนางที่อธิบายไม่ได้ไว้เช่นนั้น
ส่วนคำอธิบายของซูอี้ นางไม่ได้ฟังอย่างจริงจังนัก
หลังอธิบายจบ ซูอี้ก็แย้มยิ้มกล่าวขึ้น “ข้าเข้าใจเจตนาของเจ้าแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้อีกต่อไปแล้วล่ะ”
ซีหนิงนิ่งไป อยากเอ่ยปากถามจริงๆ ว่าเจ้าเข้าใจอันใดเกี่ยวกับข้า
แต่ท้ายที่สุด นางก็สงบวาจาไว้ พยักหน้าน้อยๆ และกล่าวว่า “หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ก็อย่าได้อยู่นิ่งเฉย หาไม่ ข้าจะคิดว่าเจ้าไม่ถือข้าเป็นสหายเต๋าโดยแท้จริง”
ซูอี้เองก็อยากถาม ว่าสิ่งใดคือสหายเต๋าโดยแท้จริง?
แต่เขาไม่ได้ถาม
ชายหญิงยามสนทนาพาที ยามพบพานรู้จักกันย่อมใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นธรรมดา นี่คือการทำความรู้สึกให้สนิทสนมกัน
หากฉวยโอกาสทำลายบรรทัดฐาน ทุกอย่างก็จะพังทลายอย่างง่ายดาย
หากซีหนิงถือเขาเป็นเพียงสหายเต๋าผู้หนึ่งจริงๆ มีหรือนางจะใส่ใจเป็นห่วงเพียงนี้?
เรื่องต้องห้ามสูงสุดระหว่างชายหญิงนั้นมีเพียงสี่คำ
‘ความรักข้างเดียว’
บทสนทนาปัจจุบันนี้สื่ออย่างชัดเจนโดยแท้!
“ข้าจะทำเช่นนั้น” ซูอี้ตอบรับอย่างเคร่งขรึม
เมื่อเห็นเขาถือเป็นจริงเป็นจัง ซีหนิงก็พลันหัวเราะออกมา คู่เนตรถูกดันหยีเป็นจันทร์เสี้ยว ช่างงดงามแสนสะกดใจ
ในขณะเดียวกัน ซูอี้กลั้นยิ้มแทบไม่ไหว รีบนำไหสุราออกมาจิบ “จะว่าไป ข้าไม่ได้ให้คำสัตย์กับใครเช่นนี้มานานแล้วนะ”
ซีหนิงเม้มริมฝีปากสีกุหลาบ กะพริบคู่เนตรระยับพราวและกล่าวว่า “ข้าไม่ได้กดดันเจ้านะ หากรู้สึกไม่ชอบก็มิต้องใส่ใจหรอก”
ซูอี้แย้มยิ้ม “หากนี่เป็นคำขู่ ข้าคงไม่ให้คำสัตย์อย่างง่ายดายเช่นนี้หรอก”
สีหน้าของซีหนิงนิ่งค้าง ถลึงตามองซูอี้ ในที่สุดก็ฝืนตนกดความคิดอันตึงเครียดอัดแน่นในใจบางอย่างลงไป ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็น “เอาล่ะ ข้าไม่ล้อเล่นแล้ว ข้าควรไปต่อเสียที”
ว่าแล้ว นางก็พุดลุกขึ้น
สายลมรัตติกาลพัดโชย นาวาเคลื่อนคล้อยกลางทะเลเมฆา อาภรณ์ยาวอันเรียบง่ายของซีหนิงโบกไสวตามวายุ ทำให้ร่างของนางยิ่งดูอรชรบอบบาง
บรรยากาศของนางดูสูงส่งห่างเหิน ใบหน้างดงามคล้ายภาพวาด งามเสียจนไม่อาจใช้อักขระวาจาใดบรรยายถูก
“จะไปหนใด อยากให้ข้าไปส่งหรือไม่?”
ซูอี้เอ่ยถาม
ดวงตาของซีหนิงวูบไหว “ข้าจะไปพบลั่วเทียนตู เขาและข้ากำลังสำรวจปริศนาโบราณช่วงต้นยุคสุดวิเวกกันอยู่ และยามนี้ เราก็พอได้เบาะแสบ้างแล้ว จึงไม่อาจชักช้าได้”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “หากต้องการความช่วยเหลือ อย่าได้สงบคำนิ่งเฉยเล่า”
ซีหนิงรวบเรือนผมดำขลับที่ปลิวไสวตามลมข้างหูตนเอง ก่อนจะพยักหน้ารับ “ได้”
ว่าแล้วนางก็หันหลังจากไป ร่างทะนงของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงหายไปในรัตติกาลอันกว้างไกลทันที
บนเรือหลงเหลือเพียงกลิ่นหอมจางๆ
ซูอี้ยืนที่ท้ายเรือ สองมือประสานกัน มองไปยังทิศที่ซีหนิงจรจากแล้วกล่าวเบาๆ “เจ้าหกหนังสือ เจ้าใช้อำนาจผลกรรมอนุมานชะตาและพบว่าเหมือนจะมีผลกรรมซุกซ่อนระหว่างข้ากับแม่นางซีหนิง แท้ที่จริงมันเกิดอันใดขึ้นหรือ?”
บันทึกผลกรรมปรากฏขึ้นพร้อมข้อความบนหน้ากระดาษ ‘ข้าบอกไปแล้วเมื่อกาลก่อน หากมีผลกรรมใดๆ อยู่ระหว่างพวกเจ้า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าสามารถประสบมองได้!’
ซูอี้กล่าวเบาๆ “ประหลาดจริงแท้ นับแต่ยามข้าพบนางจนยามนี้ เหมือนเราจะเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดจาอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ บางครั้ง เพียงเหลือบมองแค่แวบเดียว การกระทำบางอย่างก็รายเรียบและเข้าใจความคิดของกันและกันได้แล้ว มิต้องกระทำการอื่นใดเป็นพิเศษ”
บันทึกผลกรรม ‘สื่อจิตถึงใจ? ฮี่ๆ ข้าว่าเจ้าชอบนางมากกว่า ใช่หรือไม่?’
ซูอี้แย้มยิ้ม กล่าวอย่างไม่คิดมาก “เจ้าเป็นเพียงสมบัติ จะเข้าใจเรื่องนี้ได้เช่นไร?”
บันทึกผลกรรม ‘……’
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่งแล้วรำพึงว่า “สิ่งที่ข้าเป็นห่วงที่สุดยามนี้คือ หากมีผลกรรมระหว่างข้าและนางอยู่จริง ก็ยากจะกล่าวได้ว่ามันเป็นพรหรือคำสาป……”
บันทึกผลกรรม ‘คำว่ารักนั้นตีความยากที่สุด อาจถือเป็นเคราะห์ได้ ยากดำเนินผ่านได้เพียงลำพัง และพลิกผันเกินหลบเลี่ยง เจ้าต้องระวังไว้’
ทว่าซูอี้เพียงจิบสุรา หาได้ตอบโต้คำใด
……
ค่ำคืนเดียวกันนั้น
ณ ริมลำธารอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง
ซีหนิงยืนเงียบอยู่ที่นั่น
นางหวนนึกถึงการพบปะกับซูอี้ที่ผ่านมา ความรู้สึกในใจของหญิงสาวกระเพื่อมขึ้นลงดั่งคลื่นธาร ไม่อาจสงบลงได้
“บันทึกผลกรรมนั่นเคยอนุมานไว้ สงสัยว่าจะมีผลกรรมสายหนึ่งหลบเร้นระหว่างข้าและสหายเต๋าซู นั่นเป็นเรื่องจริงหรือ?”
ซีหนิงดูไม่แน่ใจเล็กน้อย
“หรือบางที…ข้าคิดมากไปเองกันนะ?”
เนิ่นนานจากนั้น ซีหนิงก็ถอนใจเบาๆ
ขณะนั้น ลั่วเทียนตูพลันปรากฏขึ้นและเข้ามาหาจากรัตติกาลอันแสนไกล “อาหนิง ไฉนเจ้ามาอยู่ที่นี่เล่า? ซูอี้ผู้นั้นว่าเช่นไร? เขาได้ฟังคำเกลี้ยกล่อมของเจ้าและเลิกไปงานเลี้ยงลูกท้อหรือไม่?”
ซีหนิงถูหว่างคิ้วแล้วกล่าว “เรื่องเหล่านี้เกี่ยวอันใดกับเจ้าเล่า? ไปกันเถอะ”
นางหันหลังจรจาก ไม่คิดอธิบายเรื่องอื่นใด
นางไม่ได้มองลั่วเทียนตูตรงๆ ตั้งแต่แรกจวบยามนี้ด้วยซ้ำ
ลั่วเทียนตู “……”
เขาปลอบใจตนเอง อาหนิงไม่ได้ถือเขาเป็นคนนอก เขาจึงยังมีหวัง!
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น อาหนิงอาจไม่ปฏิบัติด้วยเช่นนี้ด้วยซ้ำ
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ใจชื้นขึ้นและไล่ตามไป
วันต่อมา
ยามเย็น
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าสู่อาณาเขตทวีปวิญญาณน้อย!
ทวีปวิญญาณน้อยเป็นที่เลื่องลือในฐานะหัวใจของสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียนและยังเป็นรู้จักกันในนาม ‘แดนดินศูนย์กลาง’ ณ ยุคสุดวิเวกด้วย!
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ‘ศาลเซียนรวมศูนย์’ ที่คอยควบคุมความเรียบร้อยในแดนเซียนก็ตั้งอยู่ในทวีปวิญญาณน้อย
“เช้าตรู่มะรืนนี้ ก็จะไปถึงบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาแล้ว”
ซูอี้คำนวณระยะห่างอย่างเงียบเชียบ ตั้งใจหาเมืองสัญจรผ่อนคลายก่อนตกดึก จองโรงเตี๊ยมพักผ่อนระหว่างทาง ชำระล้างร่างกาย และพักผ่อนให้ดีก่อน
แต่ขณะที่เขากำลังสัญจรผ่านขุนเขาอันเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่ง หลวงจีนผู้มีผิวกายเหลืองซีด ผอมแห้งเยี่ยงต้นไผ่ก็ปรากฏขึ้นบนเส้นทางตรงหน้า
หากจะเรียดให้ถูกก็คืออีกฝ่ายมารออยู่ก่อนแล้ว!