บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1985 มหาภัยพิบัติ!
บทที่ 1985 มหาภัยพิบัติ!
ใต้ท้องนภา
กระแสฮุ่นตุ้นพลันพัดกระโชก และเมื่อร่างสูงใหญ่นั้นเดินออกมา ทุกผู้ต่างตกตะลึง
ซูอี้!
ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันคือ ซูอี้ในยามนี้ดูราวเกิดใหม่ บาดแผลอันเกินเยียวยากลับถูกสมานตัวแล้ว!
กระทั่งพลังปราณอันอ่อนแรงในร่างยังเดือดพล่านเยี่ยงเตาเดือด กระแทกกระทั้นดั่งสลาตัน!
เปลือกตาของคนตกปลา องค์เทพเทียนฮวง และคนอื่นๆ กระตุกอย่างไม่อยากเชื่อ
พวกเขาไล่ล่าสังหารซูอี้มาก่อนหน้านี้ มีหรือจะไม่ทราบว่าบาดแผลของอีกฝ่ายร้ายแรงเพียงไร? ใครเล่าจะไม่ทราบว่าการฝึกฝนของอีกฝ่ายสิ้นแรง ร่างวิถีใกล้จะแหลกสลาย?
ทว่าเพียงไม่ถึงชั่วครู่นับตั้งแต่ซูอี้เข้าสู่ชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น ชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปราวเป็นคนละคน หากไม่ใช่เพราะอาภรณ์เขียวแหว่งวิ่นชุ่มเลือดของเขา คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนผู้นี้บาดเจ็บมาก่อน!
“ซูอี้ หากเจ้าจำนนเสียยามนี้ ข้าก็เต็มใจจะงดเว้นโทษตายให้นะ!”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงสรรเสริญพุทธคุณกึกก้องสะท้านฟ้าดิน “หาไม่ ฟ้าดินนี้ก็ไร้ผู้ใดช่วยเจ้าได้!”
“เฮอะ! เฒ่าแผดตะเกียง เจ้าจะพูดแทนข้ามิได้นะ คนบาปนี่หากอยากรอดก็ทำได้ แต่ต้องส่งเคล็ดวัฏสงสารมา!”
เหวินเหรินฉินกล่าวอย่างมาดร้าย
“นั่นแหละสิ่งที่ข้าต้องการ”
จอมมารเจวี๋ยเทียนพยักหน้า
จอมเทพเหล่านี้ล้วนแผลงฤทธิ์ไม่หยุด หาหวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงของซูอี้ไม่
ในทางกลับกัน ยามเห็นซูอี้ปรากฏ พวกเขาต่างพร้อมลงมือ!
ภาพดังกล่าวทำให้ทวยเทพรอบข้างครั่นคร้ามในใจ และยังจนใจเล็กน้อย
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าพวกเขามิอาจสู้กับจอมเทพเหล่านี้ได้เลย!
สายตาของหนานผิงเทียนที่อยู่ในฝูงชนมองไปยังซูอี้อย่างแสนปรีดา ในใจลำพองยิ่ง
มหาภัยพิบัติเช่นนี้ ทั่วฟ้าแดนดิน ผู้ใดเล่าจะคลี่คลายได้?
“ซูอี้ อาหนิงยังช่วยได้หรือไม่!?”
ทันใดนั้น ท่านเทพซีเยว่ก็กล่าวด้วยเสียงลอดไรฟัน
คู่เนตรที่จ้องมองซูอี้ของนางแฝงด้วยความคาดหวัง
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ข้าจะฆ่าพวกเขาให้หมด ล้างแค้นให้แม่นางซีหนิง”
น้ำเสียงเย็นชานั้นสะท้อนทั่วทั้งฟ้าดิน
จิตสังหารอันเต็มเปี่ยมทำให้ทวยเทพมากมายสั่นสะท้าน
ทว่าท่านเทพซีเยว่นิ่งไป หัวใจแสนรวดร้าว มีหรือนางจะไม่เข้าใจความหมายแฝงในวาจาของซูอี้?
อาหนิง นาง…มีอันเป็นไป!!
และวาจาของซูอี้ก็เป็นเพียงเรื่องตลกสำหรับจอมเทพเหล่านั้น จนหลายคนอดขำมิได้
ฆ่าพวกเขาทั้งหมด?
คนบาปนี่ควรค่าด้วยหรือ?
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งพลันตะโกนลั่น “สหายเต๋าซู บรรพชนข้าอยากจัดการกับเจ้า แต่หาเกี่ยวข้องกับข้าไม่ เจ้าก็รู้ว่าข้ามิเคยคิดเป็นศัตรูกับเจ้าเลย!”
เหล่าผู้ฟังล้วนผงะนิ่ง
ทุกสายตาหันไปมองคนผู้เดียว
เฟิงอู๋จี้!!
และบรรพชนที่เขาพูดถึงก็คือปีศาจโบราณราหู!
ทว่าไร้ผู้ใดคาดคิดว่ายามจอมเทพทั้งหลายได้เปรียบที่สุด และซูอี้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เฟิงอู๋จี้จะออกมาประกาศจุดยืนเช่นนี้
เขาตัดขาดตนเองกับปีศาจโบราณราหูอย่างชัดแจ้ง!!
“ฮ่าๆ พี่ชายร่วมวิถี ทายาทของเจ้านี่ช่างกตัญญูจริงๆ!”
องค์เทพเทียนฮวงอดหัวเราะลั่นนภามิได้
สีหน้าของจอมเทพอื่นๆ เองก็ดูแปลกพิกล การถูกทายาทตนเองหมางเมินเสียจนตัดสัมพันธ์ชัดเจนเช่นนี้ ปีศาจโบราณราหูจะเอาหน้าไปไว้หนใด?
ปีศาจโบราณราหูในขณะนี้ยืนนิ่ง ใบหน้าเย็นชา ไร้วาจาใด
ทว่าทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าเขากำลังโกรธ!
“อู๋จี้ ไฉนเจ้าจึงทำเช่นนี้?” เขาถาม
สีหน้าของเฟิงอู๋จี้เปี่ยมความจนใจ “พวกท่านล้วนแต่เป็นอวตารจำนง ต่อให้ถูกทำลายก็มิเป็นไร แต่ข้าไม่ใช่ หากเป็นอันใดไป ก็ดับสูญน่ะสิขอรับ!”
ทุกผู้ “……”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะพลันระเบิดลั่น
มิคาดเลยว่าในฐานะทายาทของปีศาจโบราณราหู บุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์อย่างเฟิงอู๋จี้จะขลาดเขลาเช่นนี้!
สถานการณ์เช่นนี้ ซูอี้ยังจะมีโอกาสรอดอยู่หรือไร?
เทพนับร้อยในศึกนี้มีไว้ประดับหรือ?
เทพเกิดใหม่บางผู้มองเฟิงอู๋จี้ด้วยดวงตาแฝงความเย้ยหยัน
“เหลวไหล!”
ปีศาจโบราณราหูเสียหน้า ดุด่าออกมาเสียงต่ำ
ดวงตาของซูอี้ ณ หน้าชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นดูเฉยชา มิยินดียินร้าย ไร้การแปรผันทางอารมณ์ใดๆ
“เจ้าผิดแล้วล่ะ อวตารจำนงของพวกเขาจะตาย และภายหน้า ร่างจริงของพวกเขาก็จะตายด้วย”
ซูอี้กล่าวเสียงเย็น สะท้อนก้องได้ยินถ้วนทั่ว
บรรยากาศอันเดิมครึกครื้นเฮฮาเงียบลงทันที
แล้วซูอี้ก็ก้าวออกมาก้าวหนึ่ง
ชิ้ง!
ดาบครวญรำพัน ดาบเคียงประชิดซึ่งถูกกำราบในมือจอมเทพอวิ๋นเหอสะบัดตัวหลุดเป็นอิสระ กลายเป็นลำแสงทะยานคืนสู่มือซูอี้
เหตุการณ์นี้ทำให้สีหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอคล้ำเครียดได้
พร้อมกันนั้น เขาก็ประหลาดใจยิ่งนัก อำนาจของซูอี้ฟื้นตัวเต็มที่แล้วแน่ๆ และแตกต่างจากกาลก่อนโดยสิ้นเชิง!
ซูอี้ในเวลานี้คล้ายไม่ได้ยี่หระกับเหตุการณ์ทั้งมวล เขาเก็บดาบเคียงประชิดไป เงยหน้ามองฟ้า แล้วเอื้อมมือออกไปพลางกระซิบ
“มหาภัยพิบัติจงมา!”
ตู้ม!
มวลเมฆาปรากฏขึ้น ณ ท้องนภา
ปราณต้องห้ามอันชวนขนลุกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งฟ้าดิน
“นี่…เขากำลังจะข้ามผ่านมหาภัยพิบัติหรือ?”
เทพมากมายตกตะลึง
“เกิดอันใดขึ้น ไม่ใช่ว่าบัญญัติวิถีสวรรค์แดนเซียนถูกบดบังไปแล้วหรือ?”
ม่านตาของคนตกปลาหดตัว
“ต้องเกิดเหตุผิดพลาดบางอย่างขึ้นในสมรภูมิไร้สิ้นสุดเป็นแน่”
คิ้วของพุทธเจ้าแผดตะเกียงขมวดหากัน
“หมายความว่าสหายเก่าของหลี่ฝูโหยวเหล่านั้นก่อเรื่องอยู่หรือไร?”
ใบหน้างดงามของเหวินเหรินฉินเย็นเยียบ
สีหน้าของจอมเทพอื่นๆ เองก็คล้ำเครียดเล็กน้อย
เพื่อรับมือซูอี้ ร่างจริงของพวกเขาแต่ละคนล้วนวางแผนตระเตรียมล่วงหน้า และเมื่อสมรภูมิแห่งยุคสมัยปรากฏขึ้น พวกตนก็ร่วมมือกันใช้สมบัติต้องห้ามสะกดอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนไว้
ด้วยเหตุนี้ จึงเทียบได้กับการขัดขวางโอกาสบรรลุขอบเขตใหม่ของซูอี้!
นอกจากนั้น พวกเขายังเตรียมไพ่ตายอื่นๆ ไว้พรั่งพร้อม ทั้งหมดก็เพื่อกำราบคนบาปซูอี้นี้เสีย!
ทว่ายามนี้ พวกเขาต่างตระหนักแล้วว่าเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้นในโลกแห่งเทพ!
มีใครบางคนทำลายแผนของพวกตน!!
ทว่าพวกเขาหาลนลานไม่
มาป่วนแผนใต้จมูกพวกเขาหรือ?
รนหาที่ตายแท้!
เปรี้ยง!
บนท้องนภานั้นเดิมปกคลุมด้วยกระแสลมปั่นป่วน ทว่ายามนี้กลับแทนที่ด้วยเมฆทัณฑ์หนาทึบ
เมฆาหมุนวน ส่งเสียงครืนครางสะท้านฟ้าดิน สะเทือนทั่วหล้า
เทพใหม่ผู้เพิ่งบรรลุทั้งหลายอดสูดหายใจเฮือกเล็กน้อยอย่างครั่นคร้ามมหาภัยพิบัติได้ พวกเขาดูน่าขันนัก เพราะมหาภัยพิบัติที่พุ่งเข้าใส่ซูอี้ในหนนี้ดูจะยิ่งอันตรายกว่ามหาภัยพิบัติบรรลุเทพของพวกตนอีก!!
ช่างเหลือเชื่อแท้!
อวตารจำนงของทวยเทพทั้งหลายเองก็เห็นความประหลาดของมหาภัยพิบัติร้ายแรงนี้ และอดสูดปากกันมิได้
คนบาปผู้นี้ใช้สามัญสำนึกมาคาดหยั่งมิได้จริงๆ
กระทั่งมหาภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตยังแปลกพิกลยิ่ง!!
“ลงมือ!”
เสียงหนึ่งตวาดลั่น
อวตารจำนงแห่งจอมเทพทั้งหลายต่างลงมือโจมตีใส่ซูอี้พร้อมเพรียง รวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า
อำนาจเทพแต่ละสายล้วนทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าทุกผู้ลอบหารือกันอยู่แล้ว จึงเข้าใจตรงกันได้เพียงนี้!
ทว่าซูอี้กลับเมินพวกมันไป แววตาเฉยชา
ร่างของเขาวูบไหวในสุญญะ เคลื่อนสูงขึ้นสู่สุญญะ ทะยานตรงสู่เมฆทัณฑ์เหนือนภา
จอมเทพทั้งหลายพลันหยุดมือ สีหน้ายากเข้าใจไปชั่วขณะ
พวกเขาเป็นเพียงอวตารเจตจำนง ไม่อาจเข้าแทรกแซงมหาภัยพิบัติร้ายกาจเพียงนี้ได้ เพราะหากถูกอำนาจมหาภัยพิบัตินี้เข้า พวกเขาก็ย่อมถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง!
“อย่าลนลาน รอดูก่อนว่าคนบาปนี่จะหนีเงื้อมมือเราพ้นหรือไม่!”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวอย่างดูเยือกเย็น
ตู้ม!
เมฆทัณฑ์หมุนวน และยามซูอี้ทะยานไปหา ทัณฑ์อัสนีมากมายพลันฟาดลงมาโดยไร้สิ้นสุด
คนมากมายไม่อาจลืมตามอง
ขณะที่ดาบวิถีเล่มหนึ่งทะยานจากร่างของซูอี้สู่เวหา!
เปรี้ยง!
ท้องนภาแหลกสลาย
ดาบวิถีเล่มนั้นทะลวงตรงเข้าขยี้เมฆทัณฑ์อันทรงพลัง
ทวยเทพทั้งหลายอดผงะไปมิได้
ยามพวกตนเผชิญมหาภัยพิบัติ พวกเขาเป็นฝ่ายตั้งรับ บ่ายเบี่ยงทัณฑ์อสนีบาตทีละสายเพื่อเอาตัวรอดจนเคลื่อนขอบเขตได้
ใครเล่าจะกล้าคิดว่ายามซูอี้ข้ามขอบเขต ดาบวิถีเล่มหนึ่งจะเป็นฝ่ายช่วยเขาสลายมหาภัยพิบัติทะลวงสู่เมฆทัณฑ์?
“นั่นมันดาบวิถีที่หลี่ฝูโหยวเคยใช้!”
ดวงตาของจอมเทพอวิ๋นเหอคมปลาบเช่นสายฟ้า สีหน้าของเขาปรากฏความคลั่งไคล้ แฝงความพรั่นพรึงอันมิอาจปกปิด
องค์เทพเทียนฮวงกล่าวเสียงต่ำ “เป็นดาบวิถีลึกลับนั่นจริงๆ และสหายร่วมวิถีผู้ตกตายด้วยดาบวิถีเล่มนั้น ณ สมรภูมิไร้สิ้นสุดก็ไม่ได้น้อยเลย……”
“นี่คือไพ่ตายสูงสุดของหลี่ฝูโหยว กล่าวกันว่ามันบรรจุเคล็ดอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา หากชิงมันมาได้ ก็อาจสืบไปสู่ความลับแท้จริงในดาบวิถีนี่ก็ได้!”
เหวินเหรินฉินกระซิบ
ยามจอมเทพทั้งหลายมองดาบวิถีเล่มนี้ สีหน้าของพวกเขาพลันแปรเปลี่ยน มีทั้งครั่นคร้าม ปรารถนา และแค้นเคือง!
ตู้ม!
หมู่เมฆาเคลื่อนวน
ดาบเก้าคุมขังทะยานเข้าโรมรันกับทัณฑ์อสนีบาตอันไร้สิ้นสุด
ท้องนภารวนเรปั่นป่วน!
ทว่าไม่นานนัก เหตุการณ์ประหลาดพลันบังเกิดขึ้น
ภายในเมฆทัณฑ์ มิติเวลาอันไพศาลพลันปรากฏขึ้น
และภายในมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด กลุ่มเทพอันทรงพลังก็ปรากฏกายขึ้นเช่นกัน!
หนึ่งสตรีขี่หงส์เพลิง อาบไล้ด้วยทะเลอัคคีผลาญไร้สิ้นสุด
หนึ่งบุรุษยืนเหนือเมฆา จักรดาราเกินคณานับปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
หลวงจีนร่างผอมคนหนึ่ง สามเศียรหกกร เหยียบย่างเหนือทะเลโลหิตบรรพตซากศพ ในมือประคองพุทธนครอันยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์
และยังมีชายผู้หนึ่งในชุดคลุมนักพรต ดูประหนึ่งชายหนุ่ม นั่งบนดาบไม้ ยามดวงตากวาดมอง ปราณดาบไร้ขอบเขตก็พลุ่งพล่านเหนือนภา!
ผู้คนตกตะลึง สายตาเบนไปยังจอมเทพใกล้เคียงโดยไม่รู้ตน
เพราะพวกเขาจำได้ว่ากลุ่มทวยเทพ ณ มิติเวลาอันไร้สิ้นสุดนั้นคือร่างจริงของจอมเทพบางผู้ที่นี่!
สตรีขี่หงส์เพลิงคือเหวินเหรินฉิน
ชายผู้สะท้อนจักรดาราคือปีศาจโบราณราหู
ผู้ประคองพุทธนครศักดิ์สิทธิ์คือพุทธเจ้าแผดตะเกียง
ชายในชุดนักพรตผู้ดูเยาว์วัยคือจอมเทพอวิ๋นเหอ!
ทันใดนั้น ทุกผู้ชะงักค้าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุการณ์อันบังเกิด ณ สมรภูมิแห่งยุคสมัยก็อยู่ในความสนใจของร่างจริงจอมเทพเหล่านี้เช่นกัน และเมื่อซูอี้เคลื่อนขอบเขต ร่างจริงของจอมเทพเหล่านี้จึงได้ลงมือก่อนใคร!
นี่เป็นทางตัน!
ทวยเทพเหล่านี้ไม่มีทางที่จะยอมให้ซูอี้มีโอกาสเคลื่อนขอบเขตได้เลย!!
“ไม่มีอำนาจของหลี่ฝูโหยวแล้ว เจ้าหนีมหาภัยพิบัตินี่ไปไม่ได้หรอก”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกึกก้อง
จอมเทพอื่นๆ เองก็มองมาอย่างเฉยเมย
พวกเขาวางแผนนี้มากันเนิ่นนาน แม้ซูอี้จะดิ้นรนต่อก็ไร้ผล!
“มหาภัยพิบัตินี้หยุดข้ามิได้หรอก!”
ซูอี้กล่าวเสียงเยือกเย็น
เขาก็เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน
ทว่าชายหนุ่มกลับกระโจนขึ้นอย่างไร้ลังเล เตรียมพุ่งสู่มวลเมฆา
ยามนี้เอง……
ตู้ม!
เหตุการณ์แปรผันร้ายแรงพลันบังเกิด ณ ห้วงมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด
ตัวตนยิ่งใหญ่ทรงพลังอีกกลุ่มปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน มีทั้งชายหญิง รวมแล้วสิบกว่าคน ทุกผู้ล้วนโจมตีไปยังร่างจริงของพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียง!
ทันใดนั้น ศึกเทพก็บังเกิดขึ้น ณ ห้วงมิติเวลาไร้สิ้นสุด!
ทุกผู้ล้วนผงะสับสน
เกิดอันใดขึ้น?
และอวตารจำนงของจอมเทพทั้งหลายพลันหน้าถอดสี!