บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1986 ขอบคุณมาก!
บทที่ 1986 ขอบคุณมาก!
ณ ห้วงมิติเวลาอันไร้สิ้นสุดเหนือท้องนภา มหาศึกเทพอันมหัศจรรย์พลันบังเกิดขึ้น!
ทุกผู้ต่างอึ้งตะลึง
ทวยเทพจากโลกแห่งเทพทั้งหลายอดอกสั่นขวัญแขวนอย่างไม่อยากเชื่อมิได้
“นั่นมัน…ตัวตนระดับจอมเทพทั้งนั้นเลย!”
เทพผู้หนึ่งพึมพำ
เดิมที ร่างจริงของจอมเทพนับสิบอย่างเหวินเหรินฉินและพุทธเจ้าแผดตะเกียงต่างมาปรากฏ ณ ห้วงมิติเวลาอันไร้ประมาณเพื่อพยายามทำลายความหวังบรรลุระดับสุดลึกล้ำของซูอี้
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าเพียงพริบตา จอมเทพซึ่งดูเช่นไรก็เป็นคนละฝ่ายอีกสิบกว่าผู้จะปรากฏขึ้นต่อกรกับเหวินเหรินฉินและพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียง!!!
“ไม่ได้มีศึกเทพเช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วนะ!”
มีผู้กล่าวขึ้น หนังศีรษะชาวาบ
จอมเทพนั้นนับเป็นตัวตนสูงสุดในโลกแห่งเทพแล้ว ต่างผู้ล้วนสูงส่งกระจัดกระจาย ไม่ปรากฏร่องรอยโดยง่าย เทียบได้กับตำนานอันแท้จริงแห่งโลกหล้า
ทว่าการบรรลุระดับสุดลึกล้ำของซูอี้ในยามนี้กลับเป็นชนวนให้มหาเทพสองฝ่ายปรากฏขึ้นเพื่อสู้กัน ณ ห้วงมิติเวลาไร้ประมาณ ใครเล่าจะไม่ตกใจไหว?
“จอมเทพเหล่านั้น… ดูจะเป็นมหาอำนาจไร้เทียมทานผู้สัญจรสู่สนามรบไร้ขอบเขตเมื่อนานมาแล้ว!”
มีผู้โพล่งขึ้นอย่างตกตะลึง
“เป็นพวกเขาจริงๆ หรือ?”
“หมายความว่า นับแต่ความตายของหลี่ฝูโหยว ปรมาจารย์ดาบแห่งเขาซากวิญญาณ จอมเทพเหล่านั้น…ก็ยังต่อสู้กันในสมรภูมิไร้สิ้นสุดจนยามนี้หรือ?”
……
ทั่วหล้าเกิดเสียงอื้ออึง
อวตารจำนงของทวยเทพผู้อวตารจากโลกเทพไม่อาจสงบใจได้
ส่วนยอดฝีมือผู้เพิ่งบรรลุเป็นเทพใหม่นั้น พวกเขาส่วนใหญ่ต่างงุนงง สีหน้าเปี่ยมความเคลือบแคลง หัวใจเต้นระทึก
“พี่ชายร่วมวิถี พิสูจน์ตนเคลื่อนขอบเขตอย่างสบายใจเถิด! มีเราอยู่ เราจะไม่มีทางยอมให้เรื่องเมื่อกาลก่อนเกิดขึ้นอีกแน่!”
ณ ห้วงมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด สตรีผู้หนึ่งซึ่งกำลังต่อกรกับร่างจริงพุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวโพล่งขึ้น
นางสวมอาภรณ์ยาวเรียบง่ายสีขาว รูปลักษณ์งามสง่า พิรุณแสงมหาวิถีพร่างพรมเยี่ยงภาพฝัน กิริยาของนางทรงพลังร้ายกาจสะท้านนภาภพ สะกดขวางพุทธเจ้าแผดตะเกียงไว้อย่างแน่นหนา
กิริยาอันไร้เทียมทานนี้ทำให้หัวใจทวยเทพมากมายสั่นสะท้าน!
ลั่วเหยา!
ซูอี้จำสตรีนางนี้ได้ทันที
ลั่วเหยาเคยสร้างปาฏิหาริย์มานับแต่อยู่ในโลกมนุษย์ ทว่ายามนั้น นางทิ้งไว้เพียงกระดูกมือข้างหนึ่ง
ซูอี้ยังคงจำได้เด่นชัดว่าครั้งหนึ่ง เขาเคยถูกจำนงพุทธเจ้าแผดตะเกียงคุกคาม ณ ธารนทีสายยาวแห่งมิติเวลา ตกอยู่ในอันตราย
และอวตารจำนงของลั่วเหยาก็ปรากฏขึ้น บดขยี้จำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียงในทันใด!
และยามนั้นเองที่ซูอี้ได้รู้ว่าสตรีลึกลับนามลั่วเหยาผู้นี้น่าจะรู้จักอดีตชาติใดสักชาติของเขา และเรียกตนเป็นพี่ชายร่วมวิถี!
ยามนั้นเช่นกันที่ซูอี้ได้รู้ว่าเนิ่นนานผ่านมา ร่างจริงของลั่วเหยาและสหายเต๋ากลุ่มหนึ่งกำลังร่วมรบอยู่ ณ สถานที่ซึ่งเรียกกันว่า ‘สมรภูมิไร้สิ้นสุด’ โดยมีคู่ต่อสู้เป็นทวยเทพผู้เป็นอริกับเขา!
และยามนี้ ลั่วเหยาปรากฏตัวขึ้น!
นางร่วมมือกับจอมเทพผู้ทรงอำนาจอีกสิบกว่าคนต่อสู้กับศัตรูร้ายกาจอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงและเหวินเหรินฉิน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนั้น พวกลั่วเหยาตรวจพบมันมาเนิ่นนาน และในยามคับขันนี้ ศัตรูร้ายทั้งหลายก็ถูกพวกนางขัดขวางไว้!!!
“พี่ชายร่วมวิถี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรารอเจ้ากลับมาเสมอเลย!”
ชายร่างสูงผู้หนึ่งหัวเราะลั่น
เขากวัดแกว่งค้อนศึกในมือ จู่โจมกับร่างจริงของจอมมารเจวี๋ยเทียนอย่างดุเดือด ท่าทีดุดันและจิตสังหารแข็งแกร่งเสียจนมิติเวลาสั่นสะท้าน
“ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่เคยปรีดาเช่นวันนี้มาก่อนเลย ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
ชายชราร่างผอมในชุดดำ ผมเผ้ารุงรังผู้หนึ่งเชิดหน้าหัวเราะลั่นราวคนบ้า คว้าหอกศึกกระโจนเข้าร่วมสงคราม
“พี่ชายร่วมวิถี พวกเรารอเจ้าอยู่นะ!”
……เสียงแล้วเสียงเล่าดังออกมาจากห้วงมิติเวลาไร้สิ้นสุด จอมเทพฝ่ายลั่วเหยาเหล่านั้นต่างเอ่ยขึ้นขณะจู่โจมดุเดือด สีหน้าวาจาเปี่ยมความปรีดาแลตื่นเต้น
ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึง
และสีหน้าของพุทธเจ้าแผดตะเกียง คนตกปลา องค์เทพเทียนฮวง และอวตารจำนงทั้งหลายต่างก็มืดมนยิ่ง
เหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้ พวกตนเองก็ไม่ได้คาดไว้เช่นกัน
“ต้องมีบางอย่างผิดพลาดในสมรภูมิไร้สิ้นสุดเป็นแน่! หาไม่ สหายเก่าของหลี่ฝูโหยวเหล่านี้คงไร้โอกาสเข้าขัดขวาง!”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกระซิบด้วยเสียงเย็นเยียบ
บนเมฆาทัณฑ์เหนือนภา ซูอี้มองพวกลั่วเหยาผู้ต่อสู้อย่างดุเดือดในศึกเทพ ณ มิติเวลาอันไร้สิ้นสุดด้วยหัวใจระทึก
เขากุมกำปั้นคารวะจากไกลๆ “ขอบคุณมาก”
ตู้ม!
ดาบเก้าคุมขังพลันคำรน ปราณดาบพุ่งทะยานทั่วทศทิศ ฉีกกระชากเมฆทัณฑ์ อำนาจดาบดุดันนั้นดูจะสามารถสะกดอำนาจสวรรค์ทั่วนภา กวาดอาเพศทั้งหลายมลายสูญ
เพียงครู่เดียวเท่านั้น
หมู่เมฆก็สลายไปพร้อมกับวจีดาบขับขาน!
ดาบเก้าคุมขังแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงทะลวงคืนสู่ห้วงความนึกคิด พิรุณแสงห่อหุ้มทั่วร่างของซูอี้ราวสายธาร
บนท้องนภา สรรพสิ่งเลือนหายเยี่ยงฟองคลื่น
ศึกเทพอันดุเดือดเหนือนภาเองก็สลายเช่นกัน เหลือเพียงเสียงอันกึกก้องจากสวรรค์สะท้อนลงมา
“ยินดีด้วยพี่ชายร่วมวิถี!”
“พี่ชายร่วมวิถี ข้าจะรอวันที่เราได้หวนพานพบนะ”
“รอท่านกลับมาอยู่นะ!”
……เสียงของลั่วเหยาและจอมเทพนับสิบต่างสะท้อนดัง เปี่ยมปรีดาและความคาดหวัง
นอกจากนั้นยังมีเสียงอื้ออึงอย่างเดือดดาลดังแทรกขึ้นบ้าง
ซึ่งก็คือเสียงจากร่างจริงของพุทธเจ้าแผดตะเกียง คนตกปลาและอื่นๆ
ในหมู่ผู้ฟัง ทุกผู้ล้วนดูซับซ้อน ตกตะลึง
ร่างจริงของจอมเทพทั้งหลายร่วมมือ แต่ไม่อาจหยุดซูอี้จากการพิชิตระดับสุดลึกล้ำ!
ก่อนหน้านี้ ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
ท่ามกลางท้องนภา ร่างของซูอี้อาบพิรุณแสงเรื่อเยี่ยงมหาตะวัน สาดส่องรัศมีหนึ่งเดียวในหล้า จรัสจ้าเหนือผู้ใด
ต่างผู้ล้วนสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราณของชายหนุ่มกำลังแปรเปลี่ยนอย่างสะท้านโลกา
“ยามฝึกฝนในระดับแกนรวมศูนย์ เขาก็ฆ่าเทพเกิดใหม่ได้แล้ว พอยามนี้บรรลุระดับใหม่ วิถีเต๋าของเขาจะน่าสะพรึงกลัวเพียงไร?”
มีผู้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
และจู่ๆ คนผู้หนึ่งก็ทะยานเข้าใส่ซูอี้ในยามนี้
ตู้ม!
ท้องนภาสั่นสะท้าน พิรุณแสงกฎบัญญัติสีม่วงเข้มควบแน่นเป็นหอกศึกในมือของจอมมารเจวี๋ยเทียน ฝ่าทะลวงเวหาตรงไปยังซูอี้
การโจมตีนี้ทรงพลัง รวดเร็วและน่าสะพรึงกลัว จิตสังหารพลุ่งพล่านนั้นทำให้ท้องนภาในรัศมีเก้าหมื่นจั้งสะท้านสั่น
เกิดเสียงปะทะดังสนั่น
การโจมตีของจอมมารเจวี๋ยเทียนทะลวงพิรุณแสงรอบกายของซูอี้ได้อย่างราบรื่น ปักเข้าใส่อกของอีกฝ่าย
ทว่าทันใดนั้น คู่หัตถ์ใหญ่ของชายหนุ่มก็ยกขึ้นประกบการโจมตีอันร้ายกาจนี้อย่างกะทันหัน
หอกศึกอันเปี่ยมด้วยอำนาจกฎบัญญัติม่วงเข้มพลันชะงักงัน ไม่อาจเคลื่อนต่อได้อีก
ร่างของซูอี้ยืนนิ่ง ให้ความรู้สึกไม่อาจสั่นคลอนเยี่ยงท้องนภาบรรพกาล
ม่านตาของจอมมารเจวี๋ยเทียนหดตัว
“ไป!”
เขาคำรามลั่น อำนาจในกายทะยานสูง เร่งสั่งการหอกศึกอย่างสุดกำลัง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทว่าซูอี้ยังคงยืนประกบมือนิ่ง ขณะที่หอกศึกสีม่วงนั้นแหลกสลายไปทีละน้อย กลายเป็นละอองแสงพร่างพรม
สีหน้าของจอมมารเจวี๋ยเทียนพลันแปรเปลี่ยน
เขากำลังจะเปลี่ยนกลยุทธ์
ทว่าสองมือซึ่งประกบกันของอีกฝ่ายกลับฟาดลงบนพื้น!
ดุจถอนบรรพตหนักหนาเหวี่ยงฟาดลงจากนภา
เปรี้ยง!
ร่างของจอมมารเจวี๋ยเทียนพลันถูกฟาดกระเด็นล่องเวหาเยี่ยงว่าวสายป่านขาด กระแทกลงถล่มแดนดินเป็นหลุมมหึมา
ฝุ่นควันกระจัดกระจายทุกแห่งหน จอมมารเจวี๋ยเทียนหน้าซีดขาว อวตารจำนงเกิดรอยร้าวขึ้นหลายจุด!
เกิดเสียงสูดหายใจเฮือกขึ้นในบริเวณ
เพียงหนึ่งโจมตี อวตารจำนงจอมเทพก็ถูกฟาดกระเด็น!!
ซูอี้ผู้มีสภาพน่าเวทนายามถูกไล่ล่าเมื่อกาลก่อนดูจะเปลี่ยนเป็นคนละคน!
ยิ่งกว่านั้น หลังจากเลื่อนระดับ การแปรเปลี่ยนในร่างของเขาก็กำลังดำเนินอยู่
“มัวแต่อึ้งอันใด เขาเพิ่งข้ามขอบเขต วิถีเต๋ายังไม่เสถียร นี่แหละเวลาเหมาะที่จะฆ่าเขาที่สุด!”
จอมมารเจวี๋ยเทียนตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากหลุมพิภพ คำรามลั่นอย่างดุเดือด
“จริงด้วย ต้องไม่ให้โอกาสเขารอดไปอีก”
องค์เทพเทียนฮวงกล่าวเสียงเย็นชามาดร้าย
“ทวยเทพทั้งหลายฟังบัญชา ร่วมมือกับพวกข้าฆ่าคนบาปผู้นี้เสีย ผู้ใดขัดขืน เราจะตามคิดบัญชีในสักวัน!”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวขึ้น น้ำเสียงทรงพลังสะท้อนทั่วทิศ
ชั่วขณะนั้น หัวใจของทวยเทพมากมายบีบคั้น พวกเขาตระหนักแล้วว่าหากไม่เข้าต่อสู้กับซูอี้ในหนนี้ อวตารจำนงของพวกตนมิเพียงจะถูกทำลาย แต่ร่างจริงของพวกเขาก็จะถูกจอมเทพเหล่านั้นไล่คิดบัญชีในภายหน้าเช่นกัน!
นี่คือคำสั่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นคำขู่!
ใครเล่าจะไม่กล้าคล้อยตาม?
“ลงมือเลย!”
เหวินเหรินฉินทะยานสู่เวหา จิตสังหารพลุ่งพล่าน
แทบจะพร้อมกันนั้น จอมเทพอีกสิบกว่าผู้ล้วนลงมือร่วมกัน อำนาจเทพในกายปกคลุมฟ้าดิน สั่นคลอนพื้นที่โดยรอบจนกระทั่งผ่าแยกเยี่ยงผืนผ้าใบ
พวกเขาแต่ละคนล้วนใช้เคล็ดวิชาชวนตื่นตะลึง มุ่งเป้าที่ซูอี้
อวตารจำนงของทวยเทพนับร้อย รวมถึงเหล่าเทพซึ่งเพิ่งบรรลุอีกกลุ่มต่างร่วมประสานการโจมตีอย่างสุดกำลัง
อันที่จริง พวกเขาไร้หนทาง
ประการแรก เป็นเพราะยามมายังแดนเซียน พวกตนก็มองซูอี้เป็นเป้าหมายกันอยู่แล้ว จึงร่วมมือกับจอมเทพเหล่านั้นเพื่อไล่ล่าซูอี้
ประการที่สอง พวกเขาได้ช่วยเหลือเหล่าจอมเทพรุมโจมตีชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นเมื่อครู่นี้ ความแค้นจึงก่อตัวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไร้หนทางถอนตัว!
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
เสียงตะโกนสะท้านสะเทือนพิภพ ฟ้าดินปั่นป่วนรวนเร
ผู้อยู่นิ่งไม่ลงมือมีเพียงส่วนน้อยนัก
เช่นท่านเทพซีเยว่และเฟิงอู๋จี้
พวกเขายืนมองศึกที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ห่างไกล แรงกดดันนั้นทำให้ตัวคนรู้สึกเย็นวาบถึงสันหลัง
ภายใต้ท้องนภา ซูอี้มองเรื่องทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างไร้ปฏิกิริยา สีหน้าของเขายังคงเยือกเย็น
ยามจอมเทพสิบกว่าผู้บุกโจมตี พวกเขาก็ปิดทางหนีไปแล้ว ไร้หนทางหลบเลี่ยง
ทว่าซูอี้ก็ไม่ได้คิดหลบเลี่ยงเช่นกัน!
จริงอยู่ที่การฝึกฝนของเขาเพิ่งเคลื่อนระดับและยังไม่เสถียรดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพสะบักสะบอมยามถูกไล่ล่าเมื่อกาลก่อน เขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
ตู้ม!
ดาบเคียงประชิดในมือแปรเปลี่ยนความยาวเป็นสี่ฉื่อ ปราณฮุ่นตุ้นสว่างไสว
อึดใจต่อมา ซูอี้พลันเหวี่ยงดาบ
เปรี้ยง!!
การโจมตีของจอมเทพนับสิบถาโถมเข้ามาเยี่ยงเกลียวคลื่น พร้อมกับสุญตาที่ระเบิดไปด้วยกันกับมัน
ซูอี้สูดหายใจเฮือก จากนั้นก็ใช้อำนาจวัฏสงสารฟาดฟัน ‘วงล้อดาบหกวิถี’ อันปรากฏเหนือนภาเยี่ยงแดนดินวัฏสงสารหกวิถี เคลื่อนลงมาพร้อมกับดาบของเขา
ท้องนภากว้างไกลสะเทือนเลื่อนลั่น สรรพสิ่งดำมืดราวถึงกาลสิ้นขัย ปั่นป่วนรวนเรทุกหย่อมหญ้า
ร่างของซูอี้ถูกสะเทือนกระเด็นไป
ทว่าการโจมตีประสานของจอมเทพนับสิบก็ถูกดาบนี้ขวางไว้เช่นกัน!!