บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1991 ปิดฉาก
บทที่ 1991 ปิดฉาก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอำนาจของจี้หยกนี้ต้องร้ายกาจอย่างยิ่ง ตัวตนนั้นจึงตระหนักว่าท่าไม่ดีแล้ว และหลอกล่อซูอี้ด้วยวาจา!
เมื่อตระหนักเช่นนี้ หัวใจของจอมเทพทั้งหลายพลันดิ่งวูบ
แย่แล้ว!
ตัวตนนั้นยังไม่อาจต่อกรหยกชิ้นนี้ อย่าว่าแต่สตรีผู้ลึกลับและตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้เลย!
“น่าสนใจ”
ทันใดนั้น ชายในชุดขาวพลันเสสรวล “ตัวแปรทั้งหลายล้วนมาจากนอกกระดานหมาก ไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบัน ดูเหมือนวิถีวัฏสงสารอันสมบูรณ์จะอยู่ในมือเขา!”
ว่าแล้ว สายตาของเขาก็จับจ้องมายังซูอี้
วิญญาณของซูอี้แสนร้าวรานประหนึ่งถูกเส้นหนวดล่องหนนับไม่ถ้วนทิ่มแทง
สตรีผู้นั้นสะบัดมือฟาดออกไป
ตู้ม!
ในสุญญะ อำนาจล่องหนนั้นถูกสะบั้นขาด
การโจมตีใส่จิตวิญญาณของซูอี้พลันสลายไป
แทบจะพร้อมกันนั้น หญิงสาวก็โจมตีเข้าใส่ชายในชุดยาว
จากนั้นชายคนนั้นก็ยกมือขึ้นตบ
ตู้ม!
ฟ้าดินมืดหม่นเยี่ยงอนธการนิรันดร์พลันหดตัวเป็นกรงขังยักษ์ จองจำหญิงสาวไว้ข้างใน
“ไปทำลายชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นนั่นเสีย!”
ชายในชุดยาวตะโกน “หากทำเช่นนี้ เราจะทะลวงสมรภูมิแห่งยุคสมัยเป็นอิสระได้ หาไม่ พวกเจ้าตายแน่!”
โดยไม่ทันสิ้นวจี ห้าจอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงก็โจมตีใส่ชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นร่วมกันอย่างไร้ลังเล
ขณะที่ซูอี้โจมตีขัดขวาง
ตู้ม!!
กรงขังระเบิดแหลก
ร่างของหญิงสาวเรืองรัศมีไร้สิ้นสุด ฝ่ามือฟาดไปบนอากาศ ตบร่างของชายในชุดยาวกระเด็นไป
มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าร่างของเขาเลือนหายไปทีละน้อย สลายเป็นละอองแสง
“ว่าแล้วเชียว เจ้าก็มาจากยุควิญญาณยุทธ์เช่นกัน หาไม่ คงไม่มีทางไม่มีตราประทับมหาวิถีของเจ้าบนธารสายยาวแห่งโชคชะตา!”
ชายในชุดยาวดูจะเข้าใจเสียที “จำไว้ว่านามข้าคือตี้เอ้อ ขอเพียงข้าหมายหัวเจ้า เจ้าจะมิอาจหลบพ้น!”
วจีมิทันสิ้น ร่างของเขาก็สลายหายไป
อนธการนิรันดร์ทั่วฟ้าดินเองก็มลายสิ้น
“รู้ไปแล้วจะเกิดอันใด? สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนถูกจัดระเบียบใหม่ในสักวัน”
สตรีผู้นั้นหันกลับมา คู่เนตรเจิดจรัสจับจ้องซูอี้
ตู้ม!
ศึกใหญ่กำลังดำเนินอยู่ ซูอี้และอวตารเจตจำนงของจอมเทพทั้งห้าต่อสู้กัน แม้จะเป็นการประมือหนึ่งต่อห้า พวกเขาก็ยังไม่อาจชิงชัย แทบจะต้องต้านรับเพียงฝ่ายเดียว
เพียงชั่วพริบตา คนตกปลาพลันทนไม่ไหวก่อนใคร และอวตารเจตจำนงของเขาก็สลายหายท่ามกลางพิรุณดาบ
ก่อนตกตาย เขามองไปยังสตรีผู้มีใบหน้าไม่ต่างจากซีหนิง จากนั้นก็มองซูอี้ด้วยสีหน้าชิงชัง
จอมเทพ!
เขาถือเป็นตัวตนสูงสุดแห่งโลกเทพ
ทว่าพวกเขาในยามนี้เป็นเพียงอวตารเจตจำนง อำนาจย่อมถูกกฎสวรรค์แดนเซียนสะกดไว้เพียงเทพชั้นล่าง ทำให้แม้พวกเขาจะมีอำนาจล้นฟ้า ก็ยังต้องตกตายยามเผชิญหน้ากับซูอี้ผู้ก้าวสู่ระดับสุดลึกล้ำ
“หากเป็นร่างจริงของข้าล่ะก็ บี้มดเช่นเจ้าได้สบายมาก!”
ปีศาจโบราณราหูคำรามอย่างเดือดดาล
ศีรษะของเขาถูกดาบทะลวงแทง ทั่วทังร่างพลันแหลกสลาย
“วางแผนมานาน กลับพ่ายแพ้ต่อเหตุการณ์มิคาดฝัน ทว่า…นี่ยังไม่ใช่จุดจบ ยามหวนคืนโลกแห่งเทพ เจ้าจะต้องตาย!”
องค์เทพเทียนฮวงคำรามอย่างเดือดดาล
เขาโจมตีอย่างบ้าดีเดือด เลือกแผดเผาอวตารเจตจำนง คิดเผาศิลาหยกไปพร้อมกับซูอี้
โชคร้ายที่ยังต้องผิดหวัง ร่างของเขายังเคลื่อนไหวได้ไม่ทันไร อำนาจวัฏสงสารจากดาบเคียงประชิดก็ทำลายองค์เทพเทียนฮวงไปเสียก่อน
ตู้ม!
ดาบคำรนดังสนั่น
จอมเทพอวิ๋นเหอผู้ดูเหมือนนักพรตเต๋าผู้เยาว์วัยฟาดฟันดาบโจมตี อำนาจต่อสู้ร้ายกาจยิ่ง ในหมู่ทุกผู้ที่นี่ เขาและพุทธเจ้าแผดตะเกียงแข็งแกร่งที่สุด
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ยังแพ้พ่าย
ถูกดาบของซูอี้สะบั้นขาด
ยามใกล้สูญสิ้น เขาดูเยือกเย็น ไร้โทสะขุ่นเคืองใจ และกล่าวเพียงว่า “วายุคำรนที่เป็นดาบเดิมของเจ้า ข้าแขวนไว้ในสมรภูมิไร้สิ้นสุด ข้าจะไปรอเจ้าที่นั่น!”
ในแดนดินเหลือเพียงพุทธเจ้าแผดตะเกียง
เขาเห็นเรื่องทั้งหมดนี้แล้วถอนใจ ผสานมือเข้าหากัน
ตู้ม!
ร่างของเขาเดือดพล่าน แปรเปลี่ยนเป็นพุทธอัคคีไร้ประมาณเลือนหายไป
เห็นได้ชัดว่าหลวงจีนผู้นี้ยอมทำลายอวตารเจตจำนงของตนเองดีกว่าตกตายด้วยน้ำมือของซูอี้
ยามนี้ อวตารเจตจำนงของจอมเทพสิบกว่าตนผู้มาจากโลกแห่งเทพสู่สมรภูมิแห่งยุคสมัยล้วนถูกทำลายสิ้น!
ทุกแห่งหนเปี่ยมด้วยซากหลงเหลือจากสงคราม เป็นผู้เล่าขานความน่าสะพรึงกลัวของศึกเมื่อครู่อย่างไร้วจี
ซูอี้ถือดาบเคียงประชิด ทัศนาทั่วแดน แล้วอดรำพึงในใจมิได้
ศึกนี้เริ่มจากการถูกคนตกปลาไล่ล่า ดิ้นรนหลบหนีตลอดทาง ตกสู่สถานการณ์ที่มีโอกาสตายมากกว่ารอดหลายต่อหลายหน ซ้ำยังเฉียดตายอย่างหวุดหวิด
จอมเทพกลุ่มหนึ่งร่วมมือกัน ทวยเทพนับร้อยประสานการโจมตี กระทั่งซีหนิงยังแทบสิ้นใจ!
นี่คือแผนที่ทวยเทพวางไว้เนิ่นนาน ขัดเกลาทีละก้าวอย่างแยบยล โดยพุ่งเป้ามาที่เขาทั้งสิ้น!!
ในที่สุด สงครามก็มาถึงกาลปิดฉาก เมื่อระลึกถึงสิ่งที่ตนประสบมา ซูอี้ก็รู้สึกราวตายแล้วเกิดใหม่
ทว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงจุดจบ
“พี่ชายร่วมวิถี ถึงกาลข้าต้องไปแล้ว”
ไกลออกไป หญิงสาวเดินเข้ามาหา ใบหน้าดุจภาพวาดแฝงความอาลัย
“เจ้ามีอันใดอยากบอกข้าก่อนไปหรือไม่?”
ซูอี้ถาม
คู่เนตรของหญิงสาวทอประกาย ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงเบา “ข้าหวังเพียงว่า ยามพบพานพี่ชายร่วมวิถีหนหน้า เราจะมิต้องแยกจากกันอีก”
ซูอี้ผงะไป
หญิงสาวพลันเผยรอยยิ้มเจิดจรัส โบกมือให้เขา
จากนั้นร่างของนางก็สลายไปเป็นละอองแสง
ยามนี้ ซูอี้จดจำเรื่องราวมากมายได้
บันทึกผลกรรมเคยอนุมานไว้ว่าระหว่างเขากับซีหนิงมีด้ายกรรมปริศนาโยงใยกันอยู่ ทว่ามันร้ายแรงเกินกว่าจะสืบสาว
และยังจำได้ว่า ยามพบพานกับหลินจิ่งหง อีกฝ่ายก็กล่าวไว้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซีหนิงไม่ได้ธรรมดา และยามซีหนิงฟื้นอำนาจเดิมได้ ผลกรรมนี้จะให้ความกระจ่างชัดแก่เขาเอง
ทั้งหมดนี้ทำให้เขาและซีหนิงต่างทราบดูว่า การพบพานระหว่างทั้งสองหาใช่เรื่องบังเอิญ!
เมื่อได้พบกับสตรีซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนซีหนิงทุกประการ และจำวาจาของนางก่อนหน้านี้ได้ ซูอี้ก็พลันเข้าใจแล้ว
อีกฝ่ายน่าจะเป็นคนสนิทในอดีตชาติของเขา!
และซีหนิงก็คือร่างเวียนวัฏของนาง!
“ที่แท้ ซีหนิงตัวจริงก็เป็นผู้ก้าวเหนือธารสายยาวแห่งโชคชะตาแล้วหรือ? หรือนางจะเคยพบชาติแรกของข้ามาก่อน?”
ซูอี้จำได้ว่าตนเคยเห็นเสี้ยวหนึ่งของธารสายยาวแห่งโชคชะตา และพบกับนักดาบคนหนึ่งเหนือกระแสธาร
ชายผู้นั้นคือชาติแรกของเขา!
และตัวตนในชาติแรกนี้ก็เป็นผู้มอบเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำเช่นเดียวกัน
และจากวาจาก่อนหน้านี้ของชายในชุดยาวซึ่งขานนามตนเองว่า ‘ตี้เอ้อ’ ยามซีหนิงสมบูรณ์พร้อม นางเริ่มเสาะแสวงเคล็ดแห่งธารสายยาวแห่งโชคชะตา บรรลุสู่ขอบเขตอนันตกาลแล้ว!
เรื่องราวทั้งหมดนี้ดูจะพิสูจน์ได้ว่าซีหนิงไม่ได้รู้จักหลี่ฝูโหยวหรือชาติอื่น แต่เป็นชาติแรกของเขา!!
‘ไม่น่าเล่า ยามข้าอยู่กับซีหนิง เราจึงเหมือนสื่อจิตถึงใจกันเสมอ บางที… นี่อาจเป็นสาเหตุ’
ซูอี้กล่าวในใจ
“และตี้เอ้อผู้นั้นก็เคยเรียกข้าว่าหลี่ฝูโหยว นอกจากนั้นยังเดาว่าข้าคืออี้เต้าเสวียนอีก! ไม่ต้องสงสัยเลยว่านามอี้เต้าเสวียนต้องเป็นของอดีตชาติสักชาติของข้า กระทั่งอาจเป็นหนึ่งในสองชาติภพที่ตกตายด้วยมือเทพอย่างหลี่ฝูโหยวด้วย”
ยามนี้ ซูอี้เข้าใจเรื่องราวได้มากมาย
ศึกนี้ถูกวางแผนโดยทวยเทพมาเนิ่นนาน ไม่เพียงกลุ่มเต๋าสูงสุดมากมายในโลกแห่งเทพให้ความสนใจกับมัน แต่สหายเก่าทั้งหลายในอดีตชาติเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ดังนั้นสหายเก่าจากอดีตชาติทั้งหลายจึงปรากฏกายขึ้นเพื่อหยุดทวยเทพเหล่านั้นไม่ให้กระทำอันใดกับเขายามข้ามมหาภัยพิบัติพิสูจน์เต๋าได้ทันกาล
และเบื้องหลังจอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงและคนตกปลา ยังมีตัวตนลึกลับน่าสะพรึงกลัวอื่นอยู่อีก……ตี้เอ้อ!
ตัวตนทรงพลังที่เริ่มสำรวจธารสายยาวแห่งโชคชะตาแล้ว!
เขาในยามนี้ชนะศึกแล้ว แต่ไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่าสักวันยามไปสู่โลกแห่งเทพ เขาจะถูกทวยเทพเหล่านั้นล้างแค้นอย่างบ้าคลั่งแน่นอน!
เพราะถึงอย่างไร ที่นี่ก็คือแดนเซียน
ทวยเทพเหล่านั้นเสียไปเพียงอวตารเจตจำนง ไม่ได้ส่งผลต่อร่างจริงมากนัก
ส่วนวิถีเต๋าของเขายังคงห่างไกลจากทวยเทพเหล่านั้นเกินไปในยามนี้!
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจอมเทพทั้งหลาย พวกเขาแทบห่างกันด้วยวิถีเทพทั้งสาย
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้เลยว่าหากเปลี่ยนเป็นตัวเขายามนี้ไปยังโลกเทพ อย่าว่าแต่ต่อสู้กับจอมเทพเหล่านั้นเลย เกรงว่าแค่เทพชั้นสูงก็ไม่มีทางต่อกรได้!
ทว่าซูอี้หากังวลไม่
เขาสร้างวิถีอันไร้เทียมทานขึ้นแล้วในระดับแกนรวมศูนย์ กระทั่งฆ่าเทพกำเนิดใหม่ยังทำได้ และยามนี้ เขาก็บรรลุสู่ระดับสุดลึกล้ำแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงหมั่นฝึกฝนทีละขั้น ไม่ช้าก็เร็ว ชายหนุ่มก็จะสามารถสยบเทพปราบพุทธะ ผลักพวกเขาคืนมลทินได้!
วูบ! วูบ!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นไกลๆ
ซูอี้มองตามไป และพบว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์บางผู้ซึ่งมิได้เข้าร่วมสงครามก่อนหน้านี้ต่างเผ่นหนีไปไกลในพริบตาราวสุนัขแตกฝูง
พวกเขาบางคนเพิ่งบรรลุขึ้นเป็นเทพใหม่
นอกจากนั้นยังมีอวตารเจตจำนงเทพอยู่บางผู้!
แน่นอนว่าซูอี้ย่อมไม่คิดเกรงใจ!
เขายืนนิ่ง มีเพียงดาบเคียงประชิดในมือที่ขยับฟาดฟัน
จากนั้นเขาก็เห็นว่าในหมู่ตัวตนผู้หนีหาย ไม่ว่าจะห่างไกลเพียงไร ต่างผู้ล้วนถูกปราณดาบฮุ่นตุ้นอันทรงพลังสะบั้นร่าง
โลหิตสาดกระเซ็น
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมมิขาดสาย
ตัวตนเหล่านั้นร่วงหล่นเช่นห่าฝน!
อำนาจยิ่งใหญ่ของดาบเคียงประชิดถูกสำแดงอย่างชัดเจน ณ ขณะนี้
อยากหนีหรือ?
แม้จะหนีไปไกลสุดหล้า ขอเพียงถูกหมายหัว ก็ใกล้เพียงเอื้อมมือ!
เพียงชั่วพริบตา ผู้หลบหนีต่างตกตายสิ้น
ชิ้ง!
ซูอี้เก็บดาบเคียงประชิดแล้วมองไปรอบๆ
มีคนเพียงน้อยที่ไม่หลบหนี
นั่นรวมถึงท่านเทพซีเยว่และทูตสวรรค์รับใช้ของนาง
และยังมีเฟิงอู๋จี้
เมื่อสายตาของซูอี้หันมองมา เฟิงอู๋จี้พลันผงะแล้วรีบโบกมือ “สหายเต๋าซู ข้าประกาศจุดยืนตัดสัมพันธ์กับบรรพชนของข้าไปแล้วนะ อย่าเข้าใจผิดเชียว!”
ซูอี้ชี้ไปไกล “ไปเสียเดี๋ยวนี้”
“ได้เลย!”
เฟิงอู๋จี้ราวได้รับนิรโทษกรรม ก่อนจะจากไป
ตี้เอ้อปรากฏกายก่อนหน้านี้ ความมืดปกคลุมทั่วฟ้าดิน การรับรู้ของเหล่าผู้ชมล้วนถูกปิดบัง จึงมิอาจรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้
ทว่าเฟิงอู๋จี้ไม่ได้โง่ ยามเห็นว่าในสมรภูมิเหลือเพียงซูอี้คนเดียว เขาหรือจะไม่เข้าใจว่าแผนการร่วมของทวยเทพพังมิเป็นท่า?
ยามนี้ เขาแค้นนักที่ไม่หนีไปเสียแต่แรก หนีจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้กลับโลกแห่งเทพไปยิ่งเร็วยิ่งดี
การที่แดนเซียนมีคนร้ายกาจอย่างซูอี้อยู่ นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง!