บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1997: กาลเวลาผันผ่าน ณ โลกมนุษย์
ตอนที่ 1,997: กาลเวลาผันผ่าน ณ โลกมนุษย์
โลกมนุษย์
จักรดาราตงเสวียน
ภูมิดาราเทพนคร หรือที่รู้จักกันในนาม ‘หัวใจแห่งจักรดาราตงเสวียน’
บ้านเกิดของทัศนาจารย์ก็อยู่ในภูมิดาราเทพนครนี้
กาลก่อน ซูอี้ต่อสู้ไปทั่ว ณ ที่แห่งนี้
ในเมืองอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนแห่งหนึ่ง
คนเดินถนนสัญจรบนถนนอันคับคั่งพลุกพล่าน
“เจ้าได้ยินหรือไม่ ทูตจากลัทธิไร้มลทินแห่งแดนเซียนประกาศระดมคนอีกแล้ว ว่ากันว่าขุมกำลังยิ่งใหญ่หลายแห่งยอมศิโรราบจะรับใช้ลัทธิไร้มลทินแล้ว!”
“สถานการณ์ครึกครื้นขึ้นทุกขณะ อีกเพียงหนึ่งเดือน ประตูจากโลกมนุษย์สู่แดนเซียนก็จะปรากฏขึ้นอีก มิอาจทราบได้เลยว่าจะมียอดฝีมือมากมายเพียงไรได้รับเกียรติให้เดินทางไปยังแดนเซียนในครานี้”
“ข้าได้ยินมาว่า หลังประตูสู่แดนเซียนปรากฏขึ้นในหนนี้ ผู้เลิศล้ำมากมายจากแดนเซียนจะมาปรากฏในโลกหล้า เพื่อจับตัวญาติมิตรผู้เกี่ยวข้องกับซูอี้!”
“เฮ้อ นี่เรียกเช่นไรหนอ หกปีผ่านมานี้ ยอดฝีมือจากแดนเซียนเหล่านั้นได้รวบรวมไพร่พลมากมายเพื่อจับตัวญาติมิตรของจอมดาบซูที่อยู่ทั่วโลกหล้า นี่มัน…ไร้วาจาจะกล่าว!”
…ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มีเสียงสนทนามากมาย
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่างที่ไม่เป็นที่สังเกต
เขาสวมอาภรณ์เขียว ดูหล่อเหลาและไร้มลทิน
เขาคือซูอี้!
นี่คือหนึ่งในอวตารจำนงของชายหนุ่ม
มันเพิ่งมาถึงโลกมนุษย์
หลังฟังผู้คนสนทนา ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลิ่วล้อจากลัทธิไร้มลทินไล่ตามจับญาติมิตรของเขาในจักรดาราตงเสวียนอยู่หรือ?
ไม่น่าใช่
ต้องทราบว่าเมื่อปีก่อน ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในแดนเซียนอย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดจักรวาล และลัทธิอัคคีเทพล้วนถูกถล่มจนสิ้น!
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็ลุกขึ้นถามไถ่ข่าวสารจากเหล่าผู้กินดื่มที่โต๊ะอาหาร
ไม่นาน เขาก็ทราบข้อเท็จจริง
ปรากฏว่าหลังเขาบรรลุสู่แดนเซียนหนึ่งปี ประตูระหว่างโลกมนุษย์กับแดนเซียนก็เปิดออก ก่อนยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากแดนเซียนจะลงมายังจักรดาราตงเสวียน
ในหมู่พวกเขามียอดฝีมือจากลัทธิไร้มลทินรวมอยู่ด้วย
เป้าหมายเดียวของพวกเขาในการมายังจักรดาราตงเสวียนก็เพื่อจับตัวผู้คนที่เกี่ยวข้องกับซูอี้
นับตั้งแต่ยามนั้นก็ผ่านมาแล้วห้าปี
ประตูระหว่างโลกมนุษย์กับแดนเซียนจะเปิดขึ้นเพียงหนในรอบห้าปี
กล่าวคือ ห้าปีมานี้ ยอดฝีมือจากลัทธิไร้มลทินผู้มาจากแดนเซียนเหล่านั้นหารู้ข่าวคราวในแดนเซียนไม่!
ด้วยเหตุนี้ ยอดฝีมือจากลัทธิไร้มลทินจะรู้ได้เช่นไรว่า ช่วงเวลาเพียงห้าปีนี้ แดนเซียนจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสะท้านโลกาแล้ว?
พวกเขาไม่รู้กระทั่งว่าลัทธิไร้มลทินพังทลายไปตั้งนานแล้ว!
นั่นเป็นเพราะข่าวสารถูกตัดขาด!
และในหนึ่งเดือนจากนี้ ประตูสู่แดนเซียนจะเปิดขึ้นอีกหน และยามนั้นก็เป็นไปได้ว่าข่าวสารในแดนเซียนตลอดห้าปีนี้จะมาถึงจักรดาราตงเสวียน
หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ ซูอี้ก็อดลอบถอนใจมิได้
การจับตัวประกันนั้นเป็นวิธีการที่หยาบคายยิ่ง ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำ
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
เหตุผลนั้นง่ายดายยิ่ง เพราะสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในโลกหล้า การข่มขู่เช่นนี้มักได้ผลที่สุด!
ณ ยามนี้ ซูอี้กระทั่งดีใจหน่อย ๆ ที่ภูมิดาราฟ้าดินถูกผนึกหายไปจากโลกหล้าโดยสมบูรณ์
หาไม่ คงไม่อาจทราบว่าจะมีแมลงเม่าแห่ไปกันมากมายเพียงไร
เขาไม่ได้กลัวการข่มขู่ ทว่าทุกคราที่มีการข่มขู่เช่นนี้เกิดขึ้น เขาก็ย่อมมิอาจดูดาย
กล่าวได้ว่าเป็นบ่วงผูกคอ
เกิดมาในโลกหล้า ทุกผู้ที่มีญาติมิตรก็ล้วนถูกพวกเขาเหนี่ยวรั้ง
“แต่ในเมื่อพวกเขาอยากจะข่มขู่ข้า แม้จะจับตัวผู้คนที่เกี่ยวข้องกับข้าไปมากมาย พวกเขาก็ไม่กล้าฆ่าข้าหรอก”
ซูอี้คิดอย่างรวดเร็ว “ยิ่งกว่านั้น ยามปราชญ์หงอวิ๋นเดินทางสู่แดนเซียน นางก็หาที่อยู่ให้สหายเก่าเหล่านั้นแล้ว ด้วยอำนาจระดับราชันเซียนของนาง น่าจะทิ้งทางรอดไว้ได้ยามสหายเก่าเหล่านั้นประสบภัย”
ทันใดนั้น เสียงโหวกเหวกหนึ่งพลันแว่วมาจากบนถนนไกล ๆ
“เซียนดาบผู้หนึ่งมาปรากฏในเมือง อ้างจะทำลายรูปสลักของจอมจักรพรรดิซู!”
“อันใดนะ? ไป รีบไปดูกัน!”
…เกิดเสียงลือลั่น ผู้คนมากมายบนถนนมุ่งหน้าไปยังกลางเมือง
“รูปสลักของข้าหรือ?”
ซูอี้ผงะ
ทันใดนั้น ผู้กินดื่มข้างกายเขาก็มองเขาด้วยสายตาแปลกพิกล แล้วฉีกยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าหนุ่ม แปลงโฉมแสร้งทำตัวเป็นจอมดาบซูมิใช่เรื่องดีนะ ชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าจะดับสูญเอา!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ผู้กินดื่มคนอื่น ๆ ในละแวกนั้นก็หันมามองชายหนุ่มเช่นกัน
ชั่วขณะนั้น พวกเขาอดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นรูปลักษณ์ของซูอี้คล้ายรูปสลักจอมจักรพรรดิซูในเมืองมาก!
“ข้าคือซูอี้ ไฉนต้องเสแสร้งเป็นตัวเองด้วย?”
ซูอี้แย้มยิ้ม ขณะลุกขึ้นเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็หัวเราะขำ
จอมดาบซูเดินทางไปยังแดนเซียนมาหกปีแล้ว หากเขาอยู่ในจักรดาราตงเสวียนจริง ๆ คงถูกยอดฝีมือจากลัทธิไร้มลทินจับตัวไปเนิ่นนาน!
ชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งแอบอ้างตนเป็นจอมดาบซูช่างน่าขันเพียงไร
ไม่สิ ช่างวอนตาย!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ใครบ้างจะไม่ทราบว่ายอดฝีมือในแดนเซียนกำลังไล่ตามจับผู้เกี่ยวข้องกับจอมจักรพรรดิซูไปทั่วโลกหล้า?
ชายหนุ่มผู้นี้อ้างตนเป็นจอมจักรพรรดิซู มิใช่ว่าเป็นการวอนตายหรือ!
ณ ใจกลางเมือง มีรูปสลักที่มีความสูงร้อยจั้งตั้งตระหง่านอยู่
รูปสลักนี้เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง สองมือไพล่หลัง อาภรณ์พลิ้วไหว ใบหน้าหล่อเหลา หรี่ตามองไปยังท้องนภา แม้จะเป็นเพียงรูปสลัก แต่กลับให้ความรู้สึกสูงส่งเหนือโลกหล้า
เป็นรูปสลักของซูอี้จริง ๆ!
ขณะนี้ คนมากมายมามุงดูจากไกล ๆ
เพราะยามนี้ ชายชุดดำเปี่ยมปราณเซียนดุร้ายผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องนภาเหนือรูปสลัก และใช้เท้าตนเหยียบย่ำบนหัวรูปสลักต่อหน้าต่อตาคนทุกผู้!!!
เป็นการลบหลู่หมิ่นเกียรติต่อจอมดาบซูอย่างที่สุด
ยามผู้ชมทั้งหลายเห็นเข้า ในใจของพวกเขาพลันบังเกิดความรู้สึกอันมิอาจเอ่ยเป็นวาจาได้
จอมดาบซูเป็นยักษ์ใหญ่ที่ผู้ฝึกตนในจักรวาลพร่างดาวยกย่อง ทว่ายามนี้รูปสลักของเขากลับถูกเหยียบย่ำใต้เท้า ใครเล่าจะรู้สึกสบายใจ?
“กาลก่อน จอมดาบซูเป็นที่นับถือทั่วทั้งจักรวาลพร่างดาว หนึ่งคนหนึ่งดาบสยบสามพันภูมิดาราทั่วจักรวาล เป็นที่เล่าขานในนามนักดาบสูงสุดแห่งโลกหล้า!”
ชายชราผู้หนึ่งกล่าวเสียงต่ำ “เพราะเหตุนี้ ทุกเมืองที่มีผู้ฝึกตนชุมนุมในภูมิดาราตงเสวียนจึงได้สร้างรูปสลักของเขาขึ้นมา เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของจอมดาบซู และเพื่อปลุกเร้าให้ผู้ฝึกตนในโลกหล้าเรียนรู้จากจอมดาบซู ใครเล่าจะคิดว่าจะเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น?”
หัวใจผู้คนมากมายในบริเวณพื้นที่โดยรอบต่างปั่นป่วน และไม่พอใจ แต่ไร้ผู้ใดกล้ากล่าวคำ
ชายชุดดำเปี่ยมด้วยอำนาจเซียน หนึ่งดาบสะพายอยู่เบื้องหลัง ปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน เป็นยอดฝีมือเลิศล้ำจากแดนเซียน ผู้ใดเล่าจะกล้ากล่าวคัดค้าน?
แต่ไม่ว่าชายชราจะเสียงเบาเพียงไร คนคนนั้นก็ได้ยินอยู่ดี
เขาอดเสสรวลกล่าวมิได้ “บุคคลอันดับหนึ่งในจักรวาลพร่างดาว นักดาบอันดับหนึ่งแห่งโลกหล้า? นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเราจากแดนเซียนไม่ได้มา ซูอี้จึงมีโอกาสปกครองเหล่าวานรเช่นพวกเจ้า!”
วาจานั้นเต็มไปด้วยความดูแคลน
ทว่าทุกผู้ล้วนเงียบวจี ไร้ผู้ใดกล้าคัดค้าน
“ก่อนมาถึงเมืองนี้ ข้าจะทุบทำลายรูปสลักของซูอี้ในเมืองร้อยห้าแห่งทั่วทั้งจักรดาราตงเสวียนมาแล้ว”
ชายชุดดำมองลงมายังเหล่าผู้ชม มุมปากยกยิ้มเยาะ “ในชั่วขณะนั้น มีผู้คนมากมายไม่พอใจ คิดว่าข้าหมิ่นเกียรติของจอมดาบซูผู้เป็นเช่นเทพในหัวใจ จึงดุด่าข้าไปมากมาย เดาได้หรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้น?”
ทุกผู้มองหน้ากัน
“ตายกันหมดน่ะสิ”
ชายคนนั้นแย้มยิ้ม ก่อนจะหัวเราะอย่างไร้เกรงใจ “ไร้ผู้ใดเหลือรอด นี่เรียกว่าหายนะจากคำคน! ยามนี้ ข้าจะทำลายรูปสลักนี้เช่นกัน ข้าจึงจะถามว่ามีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าคัดค้านหรือไม่?”
บรรยากาศเงียบกริบ ไร้ผู้ใดกล่าวตอบ
ชายชุดดำอดผิดหวังมิได้ “ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่ได้นับถือซูอี้อย่างบริสุทธิ์ใจสินะ ถึงมิออกมาตำหนิขัดขวางข้ากันเลย!”
ว่าแล้ว เขาก็ลากตัวชายชราผู้กล่าววจีเมื่อครู่มาตรงหน้า
“เจ้าจะทำอันใด?”
ชายชราตกตะลึง
ชายชุดดำกล่าวยิ้ม ๆ “ข้าได้ยินนะว่าก่อนหน้านี้เจ้าดูไม่พอใจ เพราะเช่นนั้น เจ้าก็ควรถูกทำลายไปพร้อมรูปสลักใต้ฝ่าเท้าข้านี่!”
ชายชราตื่นกลัวเสียจนทำตัวไม่ถูก ปัสสาวะราดรดบนหัวของรูปสลัก
ชายชุดดำผงะไป ก่อนจะอดหัวเราะอย่างบ้าคลั่งมิได้ “ดูสิ เจ้าเฒ่านี่ฉี่ใส่หัวรูปสลักซูอี้ว่ะ!”
ทุกผู้ล้วนก้มหน้าก้มตา ไร้ผู้ใดกล้าพูด หัวใจแสนเดือดดาล
ไม่เพียงดูหมิ่นล่วงเกินจอมดาบซู ยังเหยียบย่ำดูแคลนศักดิ์ศรีพวกเขาด้วย!
“ข้าทำด้วยสิ!”
ชายชุดดำพลันปลดเข็มขัด ล้วงอวัยวะในเป้ากางเกงออกมาปัสสาวะรดหัวรูปปั้นใต้เท้าตนต่อหน้าธารกำนัล
บ้าคลั่งโดยแท้
ผู้คนมากมายเบือนหน้าหนี มิอาจทนมองได้
ทว่าทันใดนั้น เหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อพลันบังเกิด ด้วยก่อนปัสสาวะจะทันรดราด มันพลันตีกลับพรมบนหน้าของชายชุดดำ!!
เผละ!
ปัสสาวะอุ่นร้อนไหลรดใบหน้าของชายชุดดำ ร่างของเขานิ่งงัน สีหน้าบิดเบี้ยว
ผู้พบเห็นล้วนผงะ เงียบกริบไร้วจี
ดวงตาผู้คนเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
เซียนดาบผู้นี้ฉี่ใส่หน้าตนเอง!?
“ใคร! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!!”
เสียงคำรามที่เปี่ยมความอับอายลั่นออกมาจากปากของชายชุดดำ สีหน้าของเขาเดือดดาลยิ่ง ปราณเซียนในร่างแผ่ออกมาบดขยี้แดนดิน
ฉัวะ!
เสียงหนึ่งดังอู้อี้ อวัยวะเปื้อนเลือดชิ้นหนึ่งกระดอนเหนือเวหา ก่อนจะแหลกสลายเป็นผุยผง
และชายชุดดำก็กุมเป้ากางเกงอย่างเจ็บปวด ดวงตาเหลือถลน กรีดร้องราวสุกรถูกเชือด อ๊าก!!!!
บุรุษเพศทั้งหลายต่างร่างสะท้าน เย็นวาบที่หว่างขา เจ็บแปลบเฉพาะจุดขึ้นมากะทันหัน
ขณะที่บางผู้ไม่อาจสะกดกลั้น หัวเราะลั่นอย่างมิอาจทน
ภาพนี้ช่าง… ตลกจริง ๆ!!
เซียนดาบผู้หนึ่งไม่เพียงฉี่รดหน้า ไอ้นั่นยังถูกตัดด้วย!!
หรือสวรรค์จะมีตา ลงทัณฑ์เซียนดาบผู้นั้น?
หาไม่ เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เช่นไร?
“ใครกันแน่วะ มิกล้าออกมาหรือไร!?”
ชายชุดดำกรีดร้อง ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะและความอับอาย
ว่าแล้ว เขาก็ฟาดมืออีกข้างเข้าใส่ชายชราในเงื้อมมือ เตรียมสังหารอีกฝ่ายให้ดับดิ้น
ทว่าการกระทำง่าย ๆ เพียงนั้น เขากลับทำมิได้!
เพราะอำนาจน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งสะกดร่างไว้เสียจนไม่ไหวติง เข่าทรุดลงนั่งคุกเข่าบนศีรษะรูปสลัก!
และในที่สุด ชายชุดดำก็พบคนร้าย
เป็นชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่ง
รูปลักษณ์ของเขาแทบจะเหมือนกับรูปสลักที่อยู่ใต้เท้าตนราวกับมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน!
ทันใดนั้น ชายชุดดำพลันผงะราวต้องสายฟ้า แน่นิ่งด้วยความตะลึงงัน …ซูอี้!?