บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1998: แทนที่วิถีสวรรค์ด้วยวิถีของข้า
ตอนที่ 1,998: แทนที่วิถีสวรรค์ด้วยวิถีของข้า
ในที่สุด ชายชุดดำก็รู้ว่าคนร้ายคือใคร
ทว่าความเข้าใจของเขาที่มีต่อซูอี้ยังคงอยู่ที่ห้าปีก่อน
แต่เรื่องเหล่านั้นไร้ความหมาย
เรื่องสำคัญคือเขากำลังอยู่ในอันตราย
ชายชุดดำข่มขู่โดยไม่หยุดคิด “ซูอี้ ข้ามาจากลัทธิไร้มลทิน เจ้า…”
“ลัทธิไร้มลทินสิ้นแล้ว” ซูอี้กล่าว
“หือ?”
ดวงตาของชายชุดดำเบิกกว้าง ไร้ปฏิกิริยาไปชั่วขณะ
“ฉีเนี่ยไม่เพียงตกตาย เซวี่ยเซียวจื่อก็ตายแล้วเช่นกัน”
ซูอี้กล่าวต่อ
ชายชุดดำ “???”
เมื่อเห็นท่าทีตะลึงงัน ตาโตเป็นไข่ห่านของอีกฝ่าย ซูอี้ก็อดขำไม่ได้ “เดือนหน้าจากนี้ ประตูสู่แดนเซียนจะเปิดออก และข่าวจากแดนเซียนก็น่าจะมาถึงจักรดาราตงเสวียน แต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่ทันได้เห็น”
“ข้า…”
ทันทีที่ชายชุดดำกำลังจะเอ่ยคำ ร่างของเขาก็แหลกสลายเป็นเถ้าถ่าน
เซียนดาบขอบเขตจักรวาลคนนี้อาละวาดอย่างไร้กฎเกณฑ์ในโลกมนุษย์ได้ดีจริง ๆ
ทว่าในสายตาซูอี้ อีกฝ่ายช่างอ่อนแอราวกับตั๊กแตน
“ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว และบนโลกมนุษย์นี้… ข้ามิต้องปิดบังอันใดอีก และต้องพาพวกชิงหว่านไปโดยเร็วที่สุด”
ซูอี้มองขึ้นไปบนท้องนภา
“ท่าน…ท่านคือจอมดาบซูหรือ?”
ข้างกายเขา ชายชราผู้เพิ่งถูกช่วยชีวิตเอ่ยอย่างละล่ำละลัก
ซูอี้พยักหน้า
ในพื้นที่ใกล้เคียง บรรยากาศนั้นเดิมทีเงียบสงัด ผู้คนตื่นกลัวยามซูอี้สังหารเซียนดาบชุดดำผู้นั้น
และเมื่อชายชราเอ่ยปาก บรรยากาศเงียบสงัดพลันพังทลาย ทั่วทิศส่งเสียงฮือฮา
ผู้คนมากมายต่างสังเกตเห็นแล้วว่ารูปลักษณ์ของซูอี้เหมือนกับรูปสลักของจอมดาบซูไม่มีผิด และเมื่อชายหนุ่มยืนยัน ผู้ชมทั้งหลายก็ต่างเดือดพล่าน
“เป็นจอมดาบซูจริง ๆ หรือ?”
“เขากลับมาจากแดนเซียนหรือ?”
“สวรรค์ ไฉนข้าจึงรู้สึกเยี่ยงฝันไป?”
…ผู้คนเซ็งแซ่ราวหม้อน้ำระเบิด
จอมดาบซู!
ตัวตนอันดับหนึ่งในจักรวาลพร่างดาว นักดาบอันดับหนึ่งแห่งโลกหล้า!
ทั่วโลกา ใครเล่าไม่รู้จัก?
ยามนี้ ตัวตนผู้เป็นเยี่ยงตำนานในโลกหล้าปรากฏขึ้นตรงหน้า ความตกตะลึงนั้นจึงคาดเดาได้
ซูอี้สะท้านใจ
ในอดีต ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในจักรดาราตงเสวียนเรียกเขาว่าทัศนาจารย์! แม้จะรู้ว่าเขาเป็นร่างเวียนวัฏ แต่ก็ยังยากเปลี่ยนคำเรียกขาน
เหตุผลนั้นช่างง่ายนัก เพราะอิทธิพลของทัศนาจารย์ยิ่งใหญ่เกินไป!
ทว่ายามนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ยามผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับเขา มิได้ใช้นามทัศนาจารย์อีกต่อไปแล้ว
นั่นคือการเปลี่ยนแปลง
และยังหมายความด้วยว่า ในสายตาโลกหล้า ฐานะและอิทธิพลของเขาได้ก้าวไปไกลกว่าทัศนาจารย์แล้ว!
ทว่าความรู้สึกนี้ก็หายลับไปในไม่ช้า
สำหรับเขาในยามนี้ ชื่อเสียงและเกียรติภูมิเป็นเพียงหมู่เมฆาล่องลอย
เขาย่างเหยียบไปในอากาศ
ตู้ม!
รูปสลักสูงร้อยจั้งที่ใต้เท้าเขาแหลกละเอียด
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึงงัน
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าซูอี้จะทำลายรูปสลักที่สร้างเพื่อเขาด้วยตนเอง
“จอมดาบซู เพราะเหตุใดกัน?”
มีผู้อดถามมิได้
“ยามไร้ผู้ใดในโลกหล้าก้าวข้ามข้าได้ แม้ไม่ต้องสร้างรูปสลัก ผู้ใดในหล้าจะลืมข้าลง?”
ซูอี้เสสรวลพลางกล่าวเบา ๆ
หัวใจทุกผู้สั่นสะท้าน
จริงด้วย ด้วยความสำเร็จวิถีเต๋าของจอมดาบซู มันถึงกับสามารถสะท้านทั่วยุคสมัยได้ ฝากนามทิ้งไว้ตลอดกาลนาน! ไม่จำเป็นต้องสร้างอนุสรณ์ไว้ระลึกถึงเลย!
และชายหนุ่มก็กล่าวต่อ “ยามมีผู้ใดในหล้าก้าวข้ามข้าได้ แม้จะสร้างรูปสลักให้ข้าเพิ่ม มันย่อมหมดความต้องการ”
“ไฉนจึงต้องมัวห่วงรูปสลักด้วยเล่า? มันก็เพียงสิ่งของไร้ชีวิตเท่านั้น!”
ว่าแล้ว เขาก็แย้มยิ้ม “ข้าออกจะหวังว่าผู้คนภายหน้าจะก้าวข้ามเกียรติภูมิเล็กน้อยที่ข้าทิ้งไว้ในโลกหล้า มหาวิถีนี้จึงกล่าวได้ว่ามีผู้สานต่อ!”
ผู้คนสะท้านใจ บังเกิดความรู้สึกยิ่งใหญ่แรงกล้า
และร่างของซูอี้ก็หายวับไปแล้ว
……
ป่าเขา ณ ชานเมือง
ยอดเขาแห่งหนึ่ง
ร่างของซูอี้ยืนอยู่บนริมผา
สายลมภูเขาพัดโชย อาภรณ์เขียวของเขาปลิวไสว
เขาผ่อนหายใจยาว จากนั้นจึงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องนภา
ตู้ม!
อำนาจยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากร่างของซูอี้ ทะยานจากเวหาสู่ส่วนลึกแห่งท้องนภา และทันใดนั้น วาตะเมฆาพลันแปรปรวน สรรพสิ่งต่างแปรเปลี่ยน
อำนาจกฎเกณฑ์ทั่วเวหาในภูมิดาราเทพนครป่วนปั่นอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าเตรียมโต้กลับอำนาจจิตวิญญาณของซูอี้!
ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้รีบร้อน พลางกระซิบออกมาว่า “ต่อจากนี้ วิถีของข้าจะแทนที่บัญญัติสวรรค์ชั่วคราว ชั่วขณะนี้เรียกว่า… ทวงคุณธรรมแทนสวรรค์ก็ได้”
ตู้ม!
จิตสัมผัสของเขาแผ่ขยาย เพียงชั่วพริบตาก็หลั่งไหลเข้าสู่กฎสวรรค์ภูมิดาราเทพนคร สยบอำนาจกฎสวรรค์อย่างหนักหน่วง!
จากนั้นจิตสัมผัสของซูอี้พลันเริ่มแพร่กระจายไปกับกฎสวรรค์ทั่วหล้า
หากกฎสวรรค์ภูมิดาราเทพนครเปรียบได้กับร่างแหขนาดใหญ่ เช่นนั้นจิตสัมผัสของซูอี้ก็เป็นกระแสธารที่แผ่ไพศาลไปทั่วดั่งร่างแห
เพียงไม่กี่อึดใจ จิตสัมผัสของซูอี้ก็ปกคลุมไปทั่วทั้งกฎสวรรค์เหนือนภา ปกคลุมทั่วทั้งภูมิดาราเทพนคร
แล้วความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ก็พวยพุ่งอยู่ในใจของชายหนุ่ม
ทุกแห่งหนทั่วโลกหล้า ทุกมุมเมือง ถนนตรอกซอยในภูมิดาราเทพนคร… ล้วนประจักษ์แก่ใจ
แสนกระจ่างชัด
กระทั่งวิหคแมลงในซอกมุมต่าง ๆ ทั่วโลกหล้า วายุพลิ้วพัดหมุนวน เสียงน้ำค้างแข็งละลายยามต้องแสงจากนภา เสียงสนทนาของผู้คนเร้นกายในที่ลับ…
ล้วนประจักษ์ชัดในพริบตา!
ณ ชายแดนพายัพ วิหคร้ายสยายปีกทะยานสูง แหวกม่านเมฆาหาเหยื่อ
ณ ชายฝั่งอาคเนย์มีนาวาจอดเรียงรายเช่นไม้ในป่า ผู้คนครึกครื้นคลาคล่ำ และในทะเลที่อยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก มีอสรพิษยักษ์อยู่ตัวหนึ่ง
ในป่าทึบรกร้างแห่งหนึ่ง คู่บุรุษสตรีกำลังกระทำเรื่องส่วนตัวยิ่ง และยามผิวกายขาวกระจ่างของหญิงสาวสะท้านสั่น หยาดเหงื่อกระจ่างเยี่ยงแก้วพลันรินไหลตามลำคอระหง
ภายในคูน้ำใต้เมืองอันเนืองแน่นด้วยผู้คน ทารกผู้ถูกทิ้งร้องระงมท่ามกลางความมืดมิด
ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ณ จุดใดในภูมิดาราเทพนคร ขอเพียงซูอี้คำนึงก็จะได้เห็นอย่างถ้วนทั่ว
ดุจนายเหนือแห่งสรรพชีวิต ปกครองโลกหล้าอันเป็นของตน สรรพสิ่งภายในโลกหล้าล้วนถูกควบคุมได้เพียงคำนึง!
ยามนั้น ซูอี้อดรู้สึกประหลาดราวได้เป็นอวตารเจ้าแห่งวิถีสวรรค์ขึ้นมามิได้
ทว่าการทำเช่นนี้สิ้นเปลืองพลังอย่างยิ่ง
ยามนี้ เขาเป็นเพียงอวตารจำนงร่างหนึ่ง หากใช้อำนาจมากเกินไป เขาย่อมต้องสูญสลาย
“แดนเซียนและโลกมนุษย์เป็นคนละภพภูมิ กฎสวรรค์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุคปัจจุบัน ข้าไม่ได้พยายามจะทำลายอำนาจกฎสวรรค์ เพียงแค่แทนที่ชั่วคราวเท่านั้น หากร่างจริงของข้ามาเยือน คงถูกกฎสวรรค์ต่อต้านเป็นแน่…”
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ยิ้มแห้ง ๆ
ไม่มีทาง
ร่างจริงของเขากลายเป็นตัวตนทรงพลังที่สุด ณ จุดสุดยอดแห่งวิถีเซียนแล้ว จึงสามารถสังหารเทพบรรลุใหม่ได้ หากคิดจะมายังโลกมนุษย์ เขาจะถูกอำนาจบัญญัติของแดนเซียนขัดขวางไว้ อย่าว่าแต่จะมาถึงโลกมนุษย์เลย
นี่คือการเหนี่ยวรั้งอย่างหนึ่ง
และยามนี้เองที่ซูอี้ตระหนักมากขึ้นว่าไฉนตัวตนทรงพลังอย่างจอมเทพเหล่านั้นจึงไม่อาจมายังแดนเซียนได้
เหตุผลง่าย ๆ นั้นก็คือ ร่างจริงของพวกเขาก็ถูกกฎบัญญัติเหนี่ยวรั้งไว้!
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ขอเพียงทวยเทพอารมณ์เสียคิดเหยียบย่ำแดนเซียน แดนเซียนทุกวันนี้คงถูกทำลายไปนับไม่ถ้วน
“ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาเข้าเรื่องแล้ว”
ซูอี้ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน และออกสืบเสาะสรรพสิ่งที่ต้องการทราบจากภูมิดาราเทพนคร
……
ภายในเมืองอันพลุกพล่านแห่งหนึ่ง
“เดือนหน้า ประตูสู่แดนเซียนจะเปิดขึ้น ข้าคิดจะกลับไปแดนเซียนแล้ว โลกนี้… ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหนเลย ปราณขุ่นมัวปนเปื้อน ไม่เหมาะแก่การฝึกฝนเลยสักนิด”
เซียนผู้หนึ่งบ่นอุบ
“มิเพียงเท่านั้น ยามเราใช้อำนาจเต็มที่ ยังจะถูกอำนาจกฎสวรรค์วิถีเซียนเล่นงานเอาอีก”
เซียนอีกผู้กล่าวเสียงเบาว่า “ห้าปีมานี้ การฝึกฝนของข้าไม่เพียงจะไม่พัฒนา ยังมีแววจะถดถอยด้วย!”
“ความผิดของไอ้บ้าซูอี้นั่นผู้เดียวเลย หากมิใช่เพราะเขา ไฉนเราต้องถูกส่งมาจับตัวผู้เกี่ยวข้องกับเขาในโลกมนุษย์นี่ด้วย?”
เซียนผู้หนึ่งกล่าวอย่างเคืองแค้น
อึดใจต่อมา ปราณดาบสองสายพลันพุ่งลงมาจากฟ้า
เซียนขอบเขตจักรวาลทั้งสองถูกสังหารในชั่วพริบตา
และจิตวิญญาณของพวกเขาก็ถูกอำนาจบัญญัติเก็บเกี่ยวไป
……
“ห้าปีแล้ว อย่าว่าแต่ภูมิดาราเทพนคร กระทั่งผู้เกี่ยวข้องกับซูอี้ทั่วจักรดาราตงเสวียนยังถูกถอนรากถอนโคน!”
“ยามนี้ ข้ารอเพียงให้ประตูสู่แดนเซียนเปิดออกในเดือนหน้า แล้วเซียนทั้งหลายก็จะพาเราไปด้วยกัน!”
“ข้าด้วย”
ในกลุ่มเต๋าแห่งหนึ่ง ผู้อาวุโสบางคนกำลังหารือ
ประเด็นสนทนาคือเรื่องการบรรลุสู่แดนเซียนในเดือนหน้า แต่ละผู้อดเผยความคาดหวังมิได้
แต่ไม่นานนัก อำนาจบัญญัติอันเรืองรองก็ละล่องจากฟ้า กวาดล้างคนเหล่านี้จนสิ้น
……
เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วภูมิดาราเทพนครแทบจะพร้อมเพรียงกัน
เพียงชั่วพริบตา ยอดฝีมือนับพันต่างตกตาย!
บ้างเป็นยอดฝีมือจากแดนเซียน
บ้างเป็นผู้ฝึกตนมนุษย์ผู้รับใช้ยอดฝีมือจากแดนเซียน
และยังมีวิญญาณอาสัญวิถีเซียนบางตน!
ยามเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้น ทั่วทั้งโลกหล้าก็ปั่นป่วนถ้วนทั่ว ขวัญผวาไปตาม ๆ กัน
ทว่าไร้ผู้ล่วงรู้ตัวคนร้าย!
ตู้ม!!
ทัณฑ์สวรรค์แห่งบัญญัติทะยานลงจากนภา บดขยี้ที่พำนักของกลุ่มเต๋าโบราณแห่งหนึ่ง
เปรี้ยง!
ปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏ ณ เมืองแห่งหนึ่ง แล้วฟาดฟันยอดฝีมือผู้รับใช้ลัทธิไร้มลทินกลุ่มหนึ่งในเมืองอย่างแม่นยำ
หากเปรียบภูมิดาราเทพนครนี้เป็นภาพวาด
เช่นนั้นเหตุการณ์ล่าสังหารในยามนี้คงเป็นหมึกแดงอันเปรอะเปื้อนตามจุดต่าง ๆ บนภาพม้วนนี้
ตามมาด้วยความแตกตื่นหวาดผวา
เป็นเหตุสังหารอันน่าสะเทือนขวัญยิ่ง
ซูอี้เป็นประหนึ่งนายเหนือวิถีสวรรค์ อยู่เหนือทุกพื้นที่ในภูมิดาราเทพนคร ศัตรูทั่วโลกหล้าล้วนไม่อาจหลบลี้ ถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี
เมื่อกาลเวลาไหลผ่าน จากการล่าสังหารศัตรู เก็บเกี่ยวอำนาจจิตวิญญาณคนแล้วคนเล่า ในที่สุดซูอี้ก็พบคำตอบที่เขาต้องการที่สุดจากเบาะแสมากมาย…
สหายเก่าของเขาซุกซ่อนอยู่ในเกาะร้าง ณ ก้นสมุทรมารไร้กำหนด!
มันคือที่ซึ่งปราชญ์หงอวิ๋นเคยใช้ชีวิตสันโดษ
ห้าปีก่อน ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากแดนเซียนได้ปิดล้อมเกาะร้างนั้นไว้แล้ว
ทว่ากลับน่าแปลกที่ยอดฝีมือกลุ่มนั้นล้วนตกตาย!
และตลอดห้าปีมานี้ ศัตรูทั้งหลายซึ่งพยายามเข้าไปใกล้เกาะร้างล้วนตกตายอย่างอนาถ
สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของซูอี้ได้ทันที