บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1999: สะบั้นเทพ ลัญจกรสุดเสรี!
ตอนที่ 1,999: สะบั้นเทพ ลัญจกรสุดเสรี!
ลึกเข้าไปในสมุทรมารไร้กำหนด บริเวณใกล้เคียงเกาะร้าง
ท้องทะเลปั่นป่วน คลื่นทมิฬสาดซัด
เมื่อจิตสัมผัสของซูอี้กวาดผ่านอำนาจกฎสวรรค์ เขาพบว่าเกาะร้างนั้นปกคลุมด้วยอำนาจลึกลับน่าสะพรึงกลัวชั้นหนึ่ง
ซูอี้หัวใจสะท้านในทันใด
เพราะอำนาจร้ายกาจนี้เป็นอำนาจเทพโดยชัดเจน!!
“หรือเมื่อห้าปีก่อนจะมีเทพผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาผนึกที่นี่ ขังชิงหว่าน ชิงถัง และคนอื่น ๆ ไว้ข้างใน? ไม่ให้ผู้ใดกล้ำกรายใกล้เคียง?”
หัวใจของซูอี้เร่งคำนึง
การค้นพบนี้นับว่าเกินคาดคิดโดยแท้
“นั่นใคร?”
ทันใดนั้น กลุ่มแสงดำทะมึนพลันปรากฏในสุญญะ แปรเปลี่ยนเป็นชายร่างผอมผู้หนึ่งอย่างไร้เสียง
เส้นผมยาวของชายผู้นั้นปล่อยสยาย ใบหน้าแข็งกร้าวเย็นชา เขาสวมอาภรณ์สีดำ เหน็บหอกสำริดสั้นไว้เบื้องหลัง คู่เนตรเปี่ยมอสนีบาตสีชาดน่าสะพรึงกลัว
ทันทีที่เขาปรากฏขึ้น ดวงตาของอีกฝ่ายก็จับจ้องท้องนภา สายฟ้าสีชาดพรั่งพรูจากคู่เนตร ร่างผอมของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจน่าสะพรึงกลัว
“เจ้าเป็นใคร ไฉนจึงมาซ่อนตัวที่นี่?”
พร้อมน้ำเสียงอันเฉยชานั้น อำนาจกฎสวรรค์เหนือท้องนภาก็พลุ่งพล่าน อวตารเจตจำนงของซูอี้พลันปรากฏขึ้น
เขาร่อนลงจากนภา ก้าวเดินบนเวหา
ปราณบนร่างชายร่างผอมผู้นี้คลุมเครือยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเขาใช้เคล็ดวิชาสะกดอำพรางเพื่อหลบการตรวจจับของอำนาจกฎสวรรค์
ทว่าซูอี้เห็นได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นอวตารเจตจำนงแห่งเทพ!!
สีหน้าของชายหนุ่มเจือจิตสังหารอย่างไม่อาจอดกลั้น
และเมื่ออีกฝ่ายเห็นรูปลักษณ์ของซูอี้ถนัดตา ชายร่างผอมก็พลันผงะไป อำนาจน่าสะพรึงกลัวทั่วกายสลายหายโดยพลัน
จากนั้น เขาก็กุมกำปั้นคำนับ “ขอท่านอย่าเข้าใจข้าผิด ข้ามีนามว่าเป่ยหยวน ได้รับคำสั่งให้มายังโลกมนุษย์เมื่อห้าปีก่อนเพื่อคุ้มครองสหายเก่าของท่าน”
ซูอี้เลิกคิ้ว พลันกล่าวอย่างเคลือบแคลง “ใครสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้?”
“นายท่านของข้าเอง”
ชายร่างผอมผู้ขานนามตนว่าเป่ยหยวนกล่าวอย่างเคร่งขรึม “นับแต่ยามเทพวางแผนร้ายต่อท่าน นายท่านของข้าก็รู้ตัวตนที่มาของท่านแล้ว จึงสั่งให้ข้ามาช่วยขจัดกังวลให้”
“นายของเจ้าคือผู้ใด?”
ซูอี้ทวีความงุนงงขึ้นทุกขณะ หรือจะเป็นสหายเก่าของอดีตชาติผู้ใด?
“นายข้ามีนามว่า ‘สะบั้นเทพ’”
เป่ยหยวนกล่าว “ท่านไม่น่าจะทราบหรอก เหตุที่นายข้าอยากทำเช่นนี้ก็แค่เพราะหวังจะสร้างสัมพันธ์อันดีต่อท่าน หวังว่ายามท่านไปยังโลกแห่งเทพในภายหน้า จะมีโอกาสได้ร่วมมือกัน”
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ
เขาไม่เคยได้ยินสมญา ‘สะบั้นเทพ’ มาก่อนจริง ๆ
“เขาอยากร่วมมือเช่นไร?” ซูอี้ถาม
เป่ยหยวนกล่าว “นายข้าเคยกล่าวไว้ว่าเขาและท่านมีศัตรูผู้หนึ่งร่วมกัน และยามท่านไปยังโลกแห่งเทพ เขาจะหาโอกาสมาพบท่านเอง”
ว่าแล้วเป่ยหยวนก็นำป้ายหยกสีเงินขาวชิ้นหนึ่งส่งให้ซูอี้ในอากาศ “นี่คือน้ำใจจากนายข้า มันมีนามว่า ‘ลัญจกรสุดเสรี’ หากพานพบปัญหาอันไม่อาจรับมือหลังไปยังโลกแห่งเทพ เพียงใช้สิ่งนี้ก็จะได้รับความช่วยเหลือ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “ของสิ่งนี้ใช้ได้อย่างมากเพียงสามหน หวังว่าท่านจะรับมันไว้”
“และข้า… ก็บรรลุสิ่งที่นายข้ากำชับมาแล้ว ถึงการต้องจากจรขอตัว”
ว่าแล้ว ร่างของเป่ยหยวนก็สลายเป็นพิรุณแสงหายไป
ซูอี้ “…”
ปรากฏว่าคนผู้นี้เลือกทำลายอวตารเจตจำนงของตนไปเสียดื้อ ๆ!
ช่างแปลกนักที่คนลึกลับเช่นนี้ทิ้งวาจาลึกลับไว้มากมาย ให้สมบัติช่วยชีวิตแก่เขา แล้วจรจากไป
‘ตัวตนลึกลับสมญาสะบั้นเทพ เพียงเพื่อจะขอร่วมมือ… เขาถึงกับชิงสร้างบุญคุณกับข้า ส่งอวตารเจตจำนงเทพมาพิทักษ์ที่นี่ห้าปีเต็ม…’
ซูอี้จมในภวังค์ความคิด ‘เขายังบอกอีกว่ามีศัตรูผู้หนึ่งร่วมกับข้า หรือศัตรูของคนผู้นี้… จะเป็นทวยเทพที่มีความแค้นกับข้า?’
เป็นไปได้!
จากนั้นซูอี้ก็มองลงมายังลัญจกรสุดเสรีในมือ ก่อนจะค้นพบบางอย่าง
ปราณที่บันทึกในสิ่งนี้คล้ายคลึงกับปราณบนร่างจอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงยิ่งนัก!
ซูอี้อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าของมันน่าจะเป็นเทพชั้นสูงมากและอาจจะเป็นจอมเทพอีกผู้หนึ่ง!
‘ในโลกแห่งเทพ บางคนคิดฆ่าข้า บางคนคิดร่วมมือกับข้า และสหายเก่าจากอดีตชาติก็รอหวนพานพบกันอยู่…’
ซูอี้กล่าวในใจ ‘หรือจะเกิดสิ่งใดขึ้นในโลกแห่งเทพกัน? หรือยามข้าไปยังโลกแห่งเทพ จะบังเกิดตัวแปรอันกระตุ้นให้ทุกฝ่ายต้องวางแผนล่วงหน้า?’
‘น่าสนใจ’
ซูอี้ครุ่นคิดแล้วเก็บลัญจกรสุดเสรีไป
ทว่าเขาห่อหุ่มลัญจกรสุดเสรีไว้ด้วยผนึกหลายชั้น และตั้งใจใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังผนึกลัญจกรสุดเสรีอีกครั้งยามหวนคืนร่างจริง!
กันไว้ก่อนดีกว่าแก้
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าเจ้าคนนาม ‘สะบั้นเทพ’ คิดทำการใดกันแน่?
ณ ยามนี้ ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าห้าปีมานี้ ไฉนผู้ใดเข้าใกล้ทะเลส่วนนี้จึงต้องตาย
มีอวตารเจตจำนงเทพนามเป่ยหยวนผู้นี้อยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้ ผู้ใดก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้โดยแท้!
……
บนเกาะร้าง
มีวัดโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่
วัดสรรพสุญตา!
ดวงตาของซูอี้วูบไหวในภวังค์ หนึ่งภาพปรากฏขึ้นในใจ…
เป็นภาพที่หลวงจีนเปลือยอกวิ่งจ้ำอ้าวในฟ้าดิน แบกอารามมโหฬารเช่นเมืองไว้บนหลัง
ซูอี้เดินเข้าไปในวัดสรรพสุญตาด้วยรอยยิ้มบาง
ยามแรกสัญจรสู่ภูมิดาราเทพนคร เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในวัดสรรพสุญตา ฝึกฝนและสังสรรค์กินดื่ม ทัศนาความเป็นไปในโลกหล้าจากที่นี่
เมื่อหวนคืนอีกครั้งในรอบหกปี เมื่อได้เห็นทิวทัศน์และพฤกษาโบราณในลานวัดอันคุ้นเคย ความทรงจำมากมายก็ประดังคืนจิต
มีเสียงเสวนาดังลั่นลอยมา
มุมหนึ่งของลานวัด หลวงจีนคงจ้าวและเฒ่าเว่ยขาเดี้ยงกำลังกินหม้อไฟและดื่มสุรากันเป็นครั้งคราวขณะเสวนาถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งเซียน
ข้างสระน้ำไม่ห่างไปนัก คนขายของเก่านั่งอยู่บนพื้น เขาถือหนังสัตว์ผืนหนึ่งขัดสารพัดวัตถุโบราณที่กองอยู่เต็มพื้น การกระทำของเขาละเมียดละไม ดวงตาหมกมุ่นเพ่งพินิจ
ในกุฏิแห่งหนึ่ง เว่ยซานเก็บตัวฝึกฝน ปราณกระเพื่อมสั่นสะท้าน ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
และในร่มไม้มีหญิงงามคู่หนึ่งกำลังเสวนา
หนึ่งนางให้บรรยากาศเย็นเยียบเยี่ยงน้ำแข็ง อาภรณ์ขาวเหนือหิมะ เรืองผมเยี่ยงหมึกสยายระเอว ใบหน้าจิ้มลิ้มเยี่ยงภาพวาด
หนึ่งนางโค้งเว้าชดช้อย งดงามน่าทะนุถนอม คู่เนตรกลมโตลึกล้ำ เรืองประกายเยี่ยงผืนนที เพียงนั่งเฉย ๆ ก็ยังเผยความงามล้ำบริสุทธิ์ กิริยาเจิดจรัสโดดเด่น
บุคคลแรกคือชิงถัง
บุคคลหลังคือชิงหว่าน
“ไม่รู้เลยว่าจะออกจากที่นี่ได้ยามใด”
ชิงหว่านรำพึงเบา ๆ
“อย่าห่วงเลย ข้าว่าดีมากแล้วนะ มีผู้อาวุโสท่านนั้นพิทักษ์อยู่ ผู้ใดในหล้าคิดทำร้ายเราย่อมไม่อาจหวนคืน”
ตรงหน้าตักของชิงถังมีดาบวิถีเล่มหนึ่งพาดอยู่ ดวงตาของนางเย็นเยียบเช่นคมดาบ ทว่ายามมองมายังชิงหว่าน มันก็อ่อนโยนลงมาก
“ข้าเป็นห่วงก็แค่นายท่าน เขาไปยังแดนเซียน แต่กลับมีเซียนมากมายมาไล่เล่นงานผู้เกี่ยวข้องกับนายท่านที่นี่ เขา… เขากำลังลำบากอยู่แน่แท้”
น้ำเสียงของชิงหว่านเป็นกังวล ใบหน้าน้อยเปี่ยมความโศกเศร้า น้ำเสียงนุ่มนวลของนางหดหู่ยิ่ง
ชิงถังอดกล่าวไม่ได้ “ห้าปีมานี้ เจ้าพูดเช่นนี้ไม่รู้กี่หน ดูเหมือนเจ้าจะชอบท่านอาจารย์ข้าเข้ากระดูก ไม่สิ สลักในวิญญาณแล้วกระมัง”
ใบหน้างามของชิงหว่านแดงก่ำ คู่เนตรพร่างพราวเขินอาย ก้มหัวลงกล่าวอย่างเคอะเขิน “ข้า… ข้าแค่เป็นห่วงนายท่าน”
ชิงถังกล่าว “อย่าห่วงเลย ผ่านไปห้าปีเราก็อยู่ดีสำราญ ท่านอาจารย์ก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะถึงอย่างไร หากท่านอาจารย์มีอันเป็นไปในแดนเซียน ยอดฝีมือจากแดนเซียนเหล่านั้นคงจากจรไปเนิ่นนาน มีหรือจะยังอยู่ในภูมิดาราเทพนครนี้?”
“พี่หญิง ท่านไม่ห่วงเรื่องนายท่านเลยหรือ?”
ชิงหว่านดูยากจะเข้าใจ
“ห่วงสิ”
ชิงถังกล่าวโดยไม่ต้องคิด “แต่ข้าเชื่อนะว่าท่านอาจารย์จะแปรร้ายเป็นดีได้ เทพขวางสังหารเทพ พุทธะกั้นทางสะบั้นพุทธะ ไร้ผู้ใดขวางทางท่านอาจารย์ได้ ต่อให้เป็นเทพ… ก็ไม่อาจหยุด!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็ลอบชื่นชมในใจอย่างอดมิได้
ชิงถังเป็นศิษย์น้อยที่ตนโปรดปรานสูงสุดและเป็นศิษย์ผู้เดียวของทัศนาจารย์ นิสัยใจคอของนางคล้ายกับตัวเขาอยู่พอควร
“แล้ว… พี่หญิงไม่คิดถึงนายท่านหรือ?”
ชิงหว่านอดถามไม่ได้
ชิงถังนิ่งไปและกล่าวว่า “คิดถึงสิ แต่ข้าแตกต่างจากเจ้า หลังท่านอาจารย์เวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ข้าก็รอเขาลำพังมากว่าแสนปี เมื่อเทียบกันแล้ว ข้ากับท่านอาจารย์เพิ่งห่างกันเพียงหกปี ดังนั้นมันจะมากมายเพียงไรเชียว?”
“แต่สำหรับข้า หกปีนั้นเนิ่นนานเกินไป ผู้คนว่าหนึ่งวันไม่ได้พบพาน ยาวนานเปรียบเป็นปี มิต่างกับผ่านสามสารทวนเวียน ในที่สุดข้าก็ประจักษ์แจ้งแล้ว”
ชิงถังแย้มยิ้มพลางตบบ่านางเป็นเชิงปลอบใจ
ซูอี้เองก็แย้มยิ้ม ความอบอุ่นซึ่งห่างหายแสนนานพลุ่งพล่านในใจ
เขามองไปรอบ ๆ ทัศนาเหล่าญาติมิตรดำเนินชีวิตตน ทุกคนล้วนสุขสำราญ แล้วทันใดนั้น เขาก็รู้สึกไม่อยากทำลายความสงบเงียบนี้ลง
แต่เขาต้องทำ!
เพราะอำนาจอวตารเจตจำนงนี้กำลังจะเหือดหาย ต้องพาญาติมิตรเหล่านี้จรจากไปยังแดนเซียนโดยไวที่สุด
“นี่ นับแต่สุนัขพื้นเมืองกับปราชญ์หงอวิ๋นจากไป จู่ ๆ ความครึกครื้นก็น้อยลงไปเลยนะ” เฒ่าเว่ยขาเดี้ยงผู้กำลังกินหม้อไฟรำพึง
หลวงจีนคงจ้าวผู้ดื่มกินกับเขากล่าวขึ้นอย่างคล้อยตามยามได้ยิน “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น ยามพวกเขาอยู่ ข้าอยากกินหม้อไฟเนื้อสุนัขเสมอเลย แต่พอจากจร ข้าก็ไม่คิดอยากเลยสักนิด”
ทันทีที่เขากล่าวขึ้น หนึ่งเสียงก็เสสรวลแผ่วเบา
“เช่นนั้น ข้าควรพาเจ้าไปหามันดีหรือไม่?”
หนึ่งวจีนั้น บรรยากาศทั่วแดนพลันเงียบลง
หลวงจีนคงจ้าวและเฒ่าเว่ยขาเดี้ยงหยุดตะเกียบในมือ เหลือเพียงเสียงเดือดของหม้อไฟ
คนขายของเก่าวางหนังสัตว์ที่ตนใช้เช็ดวัตถุโบราณในมือลง
ชิงถังหยุดเสวนา
ยามนี้ สหายเก่าทั่วทั้งวัดล้วนหยุดการกระทำ บ้างเร่งรุดออกจากที่พำนัก บ้างลุกขึ้นจากที่
จากนั้น ทุกสายตาก็มองมายังกลางลานเป็นตาเดียว
ร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนท่ามกลางแสงสว่างจากสรวง ยามกิ่งไม้ใบพฤกษ์เอนไหว จุดแสงพร่างพรมก็วูบไหวพริบพรายบนร่างสูงใหญ่
วายุพัดพา อาภรณ์เขียวกระพือเพื่อม
เมื่อเห็นร่างอันคุ้นตานี้ ทุกคนก็อดผงะไปมิได้
ยามนั้น กาละเหมาะสม สหายเก่าทั้งหลายพร้อมหน้า
เมื่อทุกอย่างหวนบรรจบ ก็นับเป็นชั่วกาลอันน่ายินดี!