บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2000: สนองต่อครรลองแห่งวิถีดาบอันยาวนาน
ตอนที่ 2,000: สนองต่อครรลองแห่งวิถีดาบอันยาวนาน
แสงจันทร์พร่างพรมสู่ลานวัด สร้างเงาพฤกษาด่างดำบนพื้นดิน
ทุกคนรวมตัวกินหม้อไฟ ดื่มด่ำอิ่มหนำสำราญ
“ท่านอาจารย์ ท่านประสบสิ่งใดมาบ้างในแดนเซียนตลอดหกปีกันเจ้าคะ?”
ระหว่างกินเลี้ยง ชิงถังถามขึ้นอย่างใคร่รู้
คนอื่น ๆ เองก็เงี่ยหูฟัง
ซูอี้ทำเพียงแย้มยิ้มโบกมือ “พรุ่งนี้ พวกเจ้าจะไปยังแดนเซียนกับข้า เดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง”
ยามนี้ เขากำลังเพลิดเพลินกับการใช้เวลาร่วมกันอันหาได้ยากนี้ จึงไม่อยากกล่าวถึงความเป็นไปในแดนเซียน
หากทำเช่นนั้น มันจะเหมือนเขาเผาฉินต้มกระเรียน*[1] ทำเสียเรื่องเปล่า ๆ
หลวงจีนคงจ้าวฉีกยิ้มกว้างขณะถาม “สหายทัศนาจารย์ ผู้อาวุโสลึกลับที่มาพิทักษ์เราตลอดหกปีนี้คือใครกัน?”
หลวงจีนผู้นี้ยังคงติดเรียกซูอี้เป็นทัศนาจารย์ มิอาจแก้ไขได้
ทว่าซูอี้ไม่ได้คิดมากและเขาก็ตื้นตัน
เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนขายของเก่าหรือหลวงจีนคงจ้าว พวกเขาต่างเป็นสหายรักของชายหนุ่มยามเป็นทัศนาจารย์ทั้งสิ้น
“ผู้ที่ใครบางคนส่งมาน่ะ”
ซูอี้ตอบเรียบ ๆ และกล่าวว่า “เอาล่ะ คืนนี้อย่าพูดเรื่องนี้เลย มาดื่มให้เมากันดีกว่า!”
หมู่สหายตอบกลับอย่างรื่นเริง
รัตติกาลมืดดำ จันทราเรืองรัศมี
สหายดื่มด่ำสำราญ ไร้พันธะในใจ ณ โลกมนุษย์ยามนี้
เช้าตรู่รุ่งขึ้น
ซูอี้ใช้มือยกวัดสรรพสุญตาขึ้น ฉีกกระชากสุญตาจากจร
กาลก่อนเขาเคยรับปากไว้ว่ายามเขาสร้างจุดยืนในแดนเซียนได้ เขาจะมาพาญาติมิตรทั้งหลายสู่แดนเซียนเอง
ยามนี้เขาบรรลุมันแล้ว
จนหนึ่งเดือนหลังซูอี้จากจร
ประตูจากแดนเซียนสู่โลกมนุษย์เปิดออก ตัวตนวิถีเซียนกลุ่มหนึ่งมายังโลกมนุษย์พร้อมกับข่าวคราวในแดนเซียน
ผู้ถูกจับตามองสูงสุดคือซูอี้!
“ในชั่วกาลเพียงหกปี จอมดาบซูสยบสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียนลำพัง เขาเคลื่อนสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ปราบศัตรูร้าย สยบความขัดแย้งภายใน และตัดสินสถานการณ์เฉียบขาด!”
“หนึ่งบุคคลบัญชาวิถีเซียนตามใจ ไร้ผู้ใดเทียบได้ตลอดกาลนาน!”
“เขาเคยประหารเทพในแดนเซียน!”
“เป็นตัวตนอันดับหนึ่งในวิถีเซียน เซียนอันดับหนึ่งแห่งสวรรค์!”
…เรื่องราวเกี่ยวกับซูอี้ในแดนเซียนนั้นลือลั่นทั่วจักรวาลพร่างดาวเยี่ยงพายุใหญ่โหมกระหน่ำ แผ่ซ่านทั่วภูมิดาราหลัก โลกหล้าบ้านเมืองทั้งหลายอย่างรวดเร็วยิ่ง
ในชั่วกาลเพียงหกปี ซูอี้ผู้ยิ่งยงเป็นหนึ่งในจักรวาลพร่างดาวก็ยืนตระหง่าน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน กลายเป็นที่เคารพในโลกหล้า!
เหตุเหล่านี้ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึง แทบสงสัยว่าตนฝันอยู่หรือไม่
ทั่วโลกหล้าสะท้านสะเทือน
สรรพชีวิตทั่วโลกาตื่นตะลึง
ตลอดกาลเนิ่นนานจากนั้นมา เรื่องราวเกี่ยวกับซูอี้ก็ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นเยี่ยงตำนานเซียน ไม่จางหายในโลกหล้าแม้กาลแปรผันเนิ่นนานเพียงไร
……
แดนเซียน
ตำหนักอนันตรัตติกาล
“ท่านอาจารย์ พรุ่งนี้ศิษย์จะจัดมหาพิธีสร้างศาลเซียมรวมศูนย์ขึ้นใหม่ และถึงยามนั้น เจ้าสำนักลัทธิสารพัดในแดนเซียนจะมาเข้าร่วมด้วยตนเองขอรับ”
หลิ่นเฟิงมารายงาน
ซูอี้รับคำในคอ ไม่ได้เอ่ยคำใด
การสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่นั้นเทียบได้กับการสร้างระบบระเบียบขึ้น ณ แดนเซียน! และเจ้าผู้ครองสิทธิ์สั่งการในศาลเซียนรวมศูนย์ก็ไม่ได้ต่างจากจักรพรรดิแห่งแดนเซียนทั้งใบเลย
หลิ่นเฟิงจะขึ้นเป็นเจ้าครองศาลเซียนรวมศูนย์
ซูอี้ตัดสินใจไว้แล้ว
หลิ่นเฟิงลังเลชั่วขณะและกล่าวขึ้นเสียงเบา “ท่านอาจารย์ ยามศิษย์ขึ้นเป็นเจ้าแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ในวันพรุ่งนี้ ข้าอยากขอให้ท่านประสาทอำนาจแก่ข้า แม้จะเป็นเพียงพิธีการที่ท่านอาจารย์อาจไม่สนใจ แต่ศิษย์หวังว่าท่านอาจารย์จะสนองคำขอเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ของศิษย์ขอรับ”
ซูอี้นิ่งไปแล้วกล่าวยิ้ม ๆ “ได้สิ”
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ยามผู้นำแต่ละคนของศาลเซียนรวมศูนย์เข้ารับตำแหน่ง พวกเขาต้องได้รับการยอมรับจากหวังเย่และได้รับการประสาทอำนาจโดยหวังเย่เอง
การ ‘เถลิงอำนาจ’ เช่นนี้เป็นกฎประเภทหนึ่งและเป็นเรื่องเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง
ทว่าซูอี้ไม่คาดเลยว่าหลิ่นเฟิงเองก็ใส่ใจเรื่องนี้
แน่นอน เขาย่อมไม่ปฏิเสธ
หลิ่นเฟิงพลันกล่าวขึ้นอย่างปรีดา “ขอบคุณขอรับ ท่านอาจารย์!”
ไม่นานนัก หลิ่นเฟิงก็จากจร
พรุ่งนี้เขาจะจัดงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นด้วยตนเองและจะเป็นผู้ประกาศสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ จึงเป็นชั่วกาลที่หลิ่นเฟิงงานยุ่งที่สุด
ไม่นานหลังหลิ่นเฟิงจากไป พยากรณ์สวรรค์ก็เข้ามาถามอย่างกระวนกระวายใจ “สหายเต๋า เจ้าตั้งใจจะส่งต่อสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นบันทึกผลกรรมให้ข้าจริง ๆ หรือ?”
เมื่อวานนี้ เขาและพญาวิหคเผิงเทียนสลัวมาเยี่ยมเยือนซูอี้ แต่ไม่คาดเลยว่าซูอี้จะส่งบันทึกผลกรรมให้
พยากรณ์สวรรค์ไม่อาจนอนหลับได้ตลอดคืน
เหตุผลนั้นเรียบง่าย เขาตื่นเต้นเกินไป
ตื่นเต้นเสียจนยามนี้ก็ยังเชื่อไม่ลง กระทั่งไม่กล้ารับของขวัญชิ้นใหญ่เพียงนี้อย่างสบายใจนัก
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “เจ้าและข้ารู้จักกันมาเนิ่นนาน ข้าจะมาล้อเล่นกับเจ้าได้เช่นไร? มีบันทึกผลกรรมนี้อยู่ เจ้าก็สามารถเคลื่อนต่อบนวิถีพยากรณ์ชะตาได้ และยังสลายสารพัดหายนะบนร่างเจ้าได้ด้วย ภายหน้า… เจ้าก็สามารถใช้อำนาจบันทึกผลกรรมนี้บรรลุเทพ ประชันตำแหน่งผู้ครองอำนาจผลกรรมกับคนตกปลาและพุทธเจ้าแผดตะเกียงได้อีก!”
อกผอมแห้งของพยากรณ์สวรรค์กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง สูดลมหายใจลึก ๆ แล้วคำนับซูอี้อย่างเคร่งขรึม “ขอบคุณ!”
ซูอี้โบกมือกล่าว “ไม่ต้องพูดเรื่องพรรค์นี้หรอก ภายหน้าเจ้าก็จะอยู่ในตำหนักอนันตรัตติกาล ยามข้าไม่อยู่ ดูแลคนที่นี่หน่อยแล้วกัน”
“ได้!”
พยากรณ์สวรรค์ตอบโดยไม่หยุดคิด
ซูอี้แย้มยิ้ม ขณะที่ในใจของเขาเริ่มครุ่นคิด หลังงานเลี้ยงลูกท้อสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่พรุ่งนี้จบลง เขาก็จะเริ่มเตรียมการจากจรสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
ไม่นานหลังพยากรณ์สวรรค์ขอตัวลา สหายเก่าบางคนก็มาแวะเวียน
ทังจินหง ทังหลิงฉี ทังเป่าเอ๋อร์ ทังอวี่เยียน และผู้ยิ่งใหญ่จากสกุลทังโบราณมาเยี่ยมเยือน
พวกเขามาที่นี่เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อในวันพรุ่งนี้ จึงใช้โอกาสนี้มาเยี่ยมซูอี้กันด้วย
“ผู้อาวุโสซู ยามนี้พบกันได้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
ทังเป่าเอ๋อร์ทอดถอนใจ นางอายุน้อยที่สุด จึงไม่ได้ครั่นคร้ามเกร็งนิ่งต่อหน้าซูอี้เท่าไหร่
ขณะที่คนอื่น ๆ ต่างนั่งตัวตรงแน่ว ความครั่นคร้ามเขียนชัดบนหน้า
เหตุผลนั้นง่ายนัก เพราะอำนาจปัจจุบันของซูอี้สูงล้ำเหนือยามใด อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้จะเป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำมาอยู่ต่อหน้าก็ยังต้องตัวสั่นงันงกดุจเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบ!
“ข้าน่ะนะ ไม่อยากสนใจเรื่องยิบย่อยพรรค์นั้นหรอก ในเมื่อพวกเจ้ามา ก็ย่อมต้องรับรองให้ดี”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ
บรรลุสู่แดนเซียนในชาตินี้ เขาได้พบผู้คนร่วมวิถีมากมาย แม้ทุกคนจะต่างการฝึกฝนหลากที่มา มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ซูอี้ใส่ใจ
ด้วยฐานะปัจจุบันของเขา ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องสนใจยามผูกมิตรกับผู้ใดเลย!
เพราะเหตุนี้ ยามเหล่าผู้เฒ่าจากสกุลทังมาเยี่ยมเยือน ซูอี้จึงค่อนข้างปรีดาในใจ
บางทีอาจเป็นเพราะเขาโดดเดี่ยวบนวิถีในแดนเซียนนี้แล้ว
ทว่าในโลกหล้ายังคงไม่ขาดมิตรสหาย
จนย่ำเย็น ในที่สุดซูอี้ก็สงบใจลง
และยามนี้เองที่อวตารเจตจำนงของเขาหวนคืนจากโลกมนุษย์
คืนนั้น ซูอี้จัดงานเลี้ยงจุติสรวงให้ชิงหว่าน ชิงถัง และทุกคนอีกหนด้วยตนเอง
……
รุ่งเช้าถัดไป
ท้องนภาเพิ่งรุ่งสาง
งานเลี้ยงลูกท้ออันเป็นที่สนใจเหลือคณาของทุกคนในแดนเซียนถูกจัดขึ้นในตำหนักอนันตรัตติกาล
ในงานเลี้ยง มีเซียนนับหมื่นเข้ารวมตัว!
แขกเหรื่อในงานล้วนแต่เป็นเจ้าสำนักลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงตำนานอันเก่าแก่ในโลกหล้าบางคนมารวมตัวพร้อมพรั่งมิขาดผู้ใด!
ท้ายที่สุด ผู้ซึ่งสามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อโดยแท้จริงได้ก็มีเพียงไม่กี่คน
แต่ถึงเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่อาจหยุดกระตือรือล้น ยอดฝีมือนับแสนรวมตัวกันนอกตำหนักอนันตรัตติกาล!
ทุกคนล้วนถูกเกียรติยศเกรียงไกรดึงดูดมา
แม้พวกตนจะไม่อาจเข้าร่วมงานเลี้ยงใหญ่นี้ได้ แต่ขอเพียงได้ประจักษ์ด้วยตา สำหรับพวกเขามันก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว
ท้องนภาเรืองรอง
ชิงถัง ชิงหว่าน หลวงจีนคงจ้าว เฒ่าเว่ยขาเดี้ยงและญาติมิตรจากโลกมนุษย์ทั้งหลายต่างมารวมตัว
พวกเขาเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อกับชิงเวย
เมื่อปรากฏขึ้น พวกเขาก็เป็นที่สนใจของเหล่ายักษ์ใหญ่วิถีเซียนทั้งหลายทันที เพราะถึงอย่างไร ผู้ใดล้วนเห็นทั้งสิ้นว่าพวกเขายังไม่ได้เป็นเซียนกันเลย
ทว่าพวกเขากลับเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อได้ สื่อชัดในตัวว่าตัวตนพวกเขาไม่ธรรมดา!
ขณะนี้ ชิงถังกับสหายพลันรู้สึกถึงแรงกดดันโถมทวีภายในพริบตา ศีรษะอื้ออึงงุนงง
เมื่อคืนนี้ พวกเขาพอเข้าใจอดีตบางส่วนของซูอี้ในแดนเซียนแล้ว มันให้ความรู้สึกดุจฟังเรื่องเล่าตำนาน ชวนตกตะลึงเสียจนพวกเขาไม่อาจข่มตาสงบใจตลอดค่ำคืน
ยามนี้ เมื่อพวกเขาเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อ นั่งรวมกับยักษ์ใหญ่ทั้งหลายอันเปี่ยมอำนาจเซียนยิ่งใหญ่ พวกเขาก็ตระหนักลึกล้ำว่าเกียรติภูมิของซูอี้ในแดนเซียน ณ ขณะนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงไร!!!
พวกเขารู้สึกราวพวกตนเป็นชาวบ้านเข้ากรุงเป็นครั้งแรก ช่างงุนงงวางตัวไม่ถูกเสียจริง
เพราะถึงอย่างไร ก่อนคืนวานนี้ พวกเขายังอยู่ในโลกมนุษย์กันอยู่เลย
พอรุ่งเช้า พวกเขาก็ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้ออันเป็นที่จับตามองสูงสุดในแดนเซียนกันแล้ว และแขกเหรื่อทั้งหลายในงานต่างก็เป็นมหาอำนาจวิถีเซียนกันทั้งสิ้น!
กล่าวกันว่าเซียนส่วนใหญ่ในโลกหล้าหามีคุณสมบัติเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อนี้ไม่…
พลิกผันยิ่งใหญ่เสียจนยากเย็นที่พวกเขาจะปรับตัวได้ในกาลอันสั้น
กระทั่งหลวงจีนคงจ้าวผู้มักจะกระทำตนไร้คำนึงยังแสนสำรวม
ยามระฆังกังวาน พิธีสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ก็เริ่มขึ้น
ร่างของหลิ่นเฟิงปรากฏขึ้นบนแท่นหยก ณ ยอดเขา ดึงความสนใจคนทุกคนไปทันที
ทุกคนหยุดการกระทำแล้วลุกขึ้นยืน
เห็นเช่นนี้ พวกชิงถังก็รีบลุกขึ้นเช่นกัน
“พี่สาว ท่านผู้นั้นคือใครหรือ?”
ชิงหว่านถามเสียงเบา
“ท่านผู้นั้นคือเทพดาบหลิ่นเฟิง เป็นเทพโดยแท้จริงท่านหนึ่ง และหลังต่อตั้งศาลเซียนรวมศูนย์วันนี้ เทพดาบหลิ่นเฟิงจะได้เป็นจอมราชันผู้แรก”
ชิงเวยอธิบายด้วยรอยยิ้ม “จริงสิ เทพดาบหลิ่นเฟิงเป็นศิษย์ผู้หนึ่งของใต้เท้าจอมราชันนะ”
เทพท่านหนึ่ง!!
ชิงถัง ชิงหว่าน และพรรคพวกปากอ้าตาค้าง การที่อีกฝ่ายเป็นศิษย์ของซูอี้ ทำให้พวกเขาล้วนสับสนงุนงง ความคิดว่างโล่ง
บางที เหตุวันนี้อาจน่าตกตะลึงเสียจนชั่วกาลต่อมา พวกเขาก็หาเข้าใจไม่ว่าหลิ่นเฟิงออกมาประกาศกล่าวสิ่งใด
จนกระทั่งยามหนึ่งเสียงอันเคร่งขรึมเปี่ยมอำนาจดังขึ้นในฟ้าดิน ชิงถังและคณะจึงคืนสติในที่สุด
“ขอเชิญจอมราชันซูอี้เถลิงอำนาจแก่ศิษย์หลิ่นเฟิงด้วย!”
ผู้ประกาศวจีนี้คือวานรเฒ่าสะพายดาบ วาจาของเขาสะท้านทั่วทศทิศ
ยามนี้ ทุกสายตาในงานเลี้ยงลูกท้อต่างมองไปยังจุดเดียวกัน
ชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งเดินทอดน่องบนยอดเขา
เขาคือซูอี้!
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบงันเคร่งขรึม
ท่ามกลางสายตามากมายอันเปี่ยมความชื่นชมคลั่งไคล้ ชายหนุ่มก้าวออกมาพร้อมเอื้อมมือจัดอาภรณ์ให้หลิ่นเฟิง ก่อนจะมอบตราประทับหยกอันเป็นตัวแทนสิทธิ์สูงสุดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์แก่อีกฝ่าย
หลิ่นเฟิงรับตราประทับหยกมาด้วยสองมือ จากนั้นก็ก้มหัวคำนับต่ำ “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังขอรับ!”
วจีนั้นกึกก้องได้ยินถ้วนทั่ว
หัวใจของทุกคนล้วนสั่นสะท้าน
ผู้เฒ่าบางคนนึกย้อนยามก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียน ขณะหวังเย่ประสาทตำแหน่งจอมราชันแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ด้วยตนเองขึ้นมาได้
ทุกคนล้วนรู้ว่าศาลเซียนรวมศูนย์ถูกตั้งขึ้นใหม่ในวันนี้ และตำนานบทใหม่ของแดนเซียนก็เริ่มถูกขีดเขียนเช่นกัน!
“จอมราชันหลิ่นเฟิงจงเจริญ!”
มีผู้กล่าวแสดงความยินดีอย่างตื่นเต้น
ทันใดนั้น เสียงแสดงความยินดีพลันแซ่ซ้องทั่วแดน
“จอมราชันหลิ่นเฟิงจงเจริญ!”
“จอมราชันหลิ่นเฟิงจงเจริญ!”
…คลื่นวจีหนาหนักสะท้อนทั่วหมู่เมฆา แผ่กระจายแสนไกล ยิ่งใหญ่สะท้านสะเทือนยิ่งนัก
ซูอี้มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม รู้สึกเพียงว่าความปรารถนาอันสูงสุดในแดนเซียนของชาติภพปัจจุบันในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผลในวันนี้!
ชิงถัง ชิงหว่าน และคนอื่น ๆ ล้วนจ้องมองมายังซูอี้
ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่าความสำเร็จวิถีเต๋าที่ซูอี้สร้างขึ้นในแดนเซียน ณ ชั่วกาลเพียงหกปีนี้เจิดจรัสเหนือโลกหล้าเพียงไร!
ยามอยู่ในโลกมนุษย์ เขาเป็นหนึ่งในจักรวาลพร่างดาว เป็นที่ยกย่องทั่วโลกหล้า
ณ แดนเซียน ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ด้อยกว่ากาลก่อน ยืนยงชั่วกาลนาน หนึ่งดาบสยบทั่วสวรรค์!
สานต่อตำนานของตนเสมอมา!
……
กาลเวลาผันผ่าน เจ็ดวันแปรเปลี่ยนรวดเร็ว
ศาลเซียนรวมศูนย์ถูกตั้งใหม่และเหตุการณ์ในงานเลี้ยงลูกท้อก็ได้แพร่ทั่วแดนเซียน ก่อให้เกิดเสียงเสวนาหารืออย่างรุ่มร้อนทั่วไปหมด
เจ็ดวันมานี้ ซูอี้ทิ้งทุกภาระหนักอก ใช้ชีวิตร่วมกับสหายเก่าทั้งหลายอย่างเต็มที่
แน่นอน แม้ยามค่ำคืนก็มีชิงหว่านข้างกาย ไร้ความเหงาเปล่าเปลี่ยว
กล่าวได้ว่าสุขสำราญทุกค่ำคืน
วันนี้
ซูอี้ตัดสินใจจากจร
ทุกคนล้วนคาดไว้แล้วว่าวันนี้จะมาถึง แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจก็ยังผงะตะลึง มิเต็มใจจากจรกันอยู่ดี
ทว่าสำหรับซูอี้ นี่ไม่ใช่การล้มหายตายจาก แม้ในใจจะคิดถึงอาวรณ์เล็กน้อย เขาก็ไม่ได้เศร้าโศกจนยากจะปล่อยมือ
เขาทำเพียงโยนวานรน้อยลงเตาเสริมสวรรค์เช่นเคย ก่อนจะโบกมือลามิตรสหายแล้วสัญจร
กล่าวได้ว่าฉาบฉวยเยือกเย็น
“สหายทัศนาจารย์ของข้ายังคงไม่แปรเปลี่ยน ผ่อนคลายราวออกทัศนาทิวทัศน์โลกหล้า มิเห็นความอาวรณ์ใด ๆ”
หลวงจีนคงจ้าวพึมพำ
ทุกคนหัวเราะเบา ๆ กับวาจานั้น
ความโศกเศร้าจากการจากลาเองก็สลายไปหลายส่วน
หกปีหลังเข้ามายังแดนเซียน ซูอี้เดินทางลำพังสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ผู้ที่รู้เรื่องนี้มีเพียงสหายเก่าของเขาเท่านั้น
ทว่าไร้ผู้ใดหยั่งทราบว่าจะได้หวนพานพบอีกครั้งยามใด
และในบ้านที่ซูอี้เคยอาศัย สมบัติม้วนภาพชิ้นหนึ่งถูกทิ้งไว้
หลังเมามายเมื่อคืนก่อน ซูอี้ก็ฉวยโอกาสอยู่ต่อเพื่อเขียนมันขึ้นมาหลังงานเลี้ยงจบ
ข้างในมีเพียงหนึ่งประโยค
‘หนึ่งจำนงสูงล้ำในอก สนองต่อครรลองแห่งวิถีดาบอันยาวนาน’!
[1] เผาฉินต้มกระเรียนเป็นสำนวนที่สื่อความหมายถึงการทำให้สิ่งที่งดงามมีคุณค่ากลายเป็นไม่มีคุณค่า